1944 U Navy หนึ่งในขุนพลสงครามโลกครั้งที่ 2

1944 U Navy หนึ่งในขุนพลสงครามโลกครั้งที่ 2

U Model ถูกเปิดตัวมาในปี 1937 เพื่อทดแทนรุ่น V-series 74 และรุ่น 80 ลูกบาศก์นิ้ว โดยมีเครื่องยนต์แบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบต่อยอดมาจากรุ่น 61E Knucklehead ที่เปิดตัวไปในปีก่อนหน้า รวมถึงสไตล์ขององค์ประกอบส่วนอื่น เช่น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบเกียร์ ก็ถูกออกแบบโดยใช้โมเดลพรีเมียมอย่าง Knucklehead เป็นต้นแบบ

กลุ่มแฟนโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์ Side-valve ณ ตอนนั้นจึงได้องค์ประกอบที่มีลุคโมเดิร์นขึ้นโดยมีเครื่องยนต์ที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม พร้อมเกียร์ 4 สปีด ที่ทำให้ตัวรถเหมาะแก่การทำเป็นรถพ่วงข้าง (sidecar) โดยเฉพาะ เนื่องจากมีศักยภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น Harley-Davidson ได้ผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนมากส่งให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร (the Allied) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโมเดล WLA 45 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ก็มีส่ง U Model ให้จำนวนหนึ่งเช่นกัน ส่วนรุ่นทีเห็นในภาพนี้จะเป็นรุ่นที่ถูกส่งให้กับ US Navy เพื่อใช้ลาดตระเวนบนฝั่งในเกาะ Guam ซึ่งเป็นดินแดนที่สหรัฐอเมริกาปกครอง

มีคนได้ให้ความเห็นว่า U Model เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบโดยใช้โมเดล Knucklehead แบบ all-new เป็นพื้นฐาน โดยมีเครื่องยนต์ side-vale รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและทุกคนไว้วางใจ เป็นองค์ประกอบ

จุดเด่นหลัก ๆ ของโมเดล U-series คือการเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความเรียบง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เหมาะแก่การใช้งานในกองทัพทหาร ส่วนโมเดล 1944 U Navy คันนี้มีการปรับแต่งเล็กน้อย เช่น ในส่วนของไฟจะเป็นแบบ blackout lighting รวมถึงส่วนของซองใส่ปืน rifle นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดภาวะขลาดแคลนสินค้าต่าง ๆ อย่างวัสดุยางที่ปกติไว้ใช้ทำปลอกแฮนด์มอเตอร์ไซค์เกิดหมด ก็ถูกแทนที่ด้วยวัสดุพลาสติกแทน หรือย่างคันเหยียบ kick-starter ก็จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุเหล็กเปลือยๆ เท่านั้น

Model U รุ่น 80 ลูกบาศก์นิ้ว ได้ถูกผลิตจนถึงปี 1941 เท่านั้น ก่อนจะถูกยกเลิกไป ส่วนรุ่น 74 ลูกบาศก์นิ้วซึ่งก็คือคันนี้จะมีการผลิตไปจนถึงปี 1948

ปลุกกระแสการแข่งมอเตอร์ไซค์ด้วย 1949 WR Racer

ในปี 1934 ธรรมเนียมการแข่งมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาได้เปลี่ยนไป เพื่อหันไปสนับสนุนนักแข่งสมัครเล่น ที่ใช้มอเตอร์ไซค์ผลิตจากโรงงานและราคาไม่สูง มากขึ้น แม้โมเดล 45 ลูกบาศก์นิ้วของ Harley-Davidson และ Indian จะมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Harley-Davidson จำเป็นต้องคิดค้นโมเดลในคลาสนี้ออกมาใหม่ เพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง

โดยในปี 1937 Harley-Davidson ได้ส่งโมเดล WLDR เข้าสู่ตลาด แต่บริษัทจะเริ่มเห็นเสียงตอบรับจากลูกค้าจริง ๆ ก็คือช่วงเปิดตัวโมเดลล WR (flat-track) และ WRTT (TT) ในปี 1941

โมเดลมอเตอร์ไซค์แข่งเหล่านี้ถูกผลิตออกมาโดยใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น อย่างโมเดล WR ก็จะเลือกใช้พักเท้าแบบ footrest ที่สั้นกว่าแบบ footboard มีการใช้เฟรมรถน้ำหนักเบา (lightweight frame) และไม่มีเบรก ที่สำคัญเครื่องยนต์ของโมเดล WR นั้นทรงพลังกว่า W models ที่เป็นต้นแบบดีไซน์ อยู่มาก

โมเดล 1949 WR Racer มาพร้อมกับองค์ประกอบหลากหลายให้คนขับปรับแต่งwได้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท เช่น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเล็กก็เอาไว้ใช้สำหรับการแข่งขัน ส่วนถังน้ำมันแบบใหญ่ก็เอาไว้ใช้สำหรับการขับระยะทางไกล

จะว่าไปแล้ว นวัตกรรมที่ Harley-Davidson ได้สร้างไว้กับโมเดล WR อย่างแท้จริงคือการช่วยสนับสนุนนักแข่งมือสมัครเล่นให้มีส่วนร่วมในวงการมากขึ้น โดยการมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เลือกปรับแต่งมากมาย ทำให้กระแสนิยมการแข่งมอเตอร์ไซค์ในหมู่มือสมัครเล่นเติบโตมากขึ้น

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson

รูปภาพ https://www.pinterest.com/pin/327144360412470107/?lp=true

https://www.pinterest.com/pin/258464466100418139/?lp=true

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ใครชอบโทนแดงดำ เข้ามาดู Harley-Davidson 1930s

ใครชอบโทนแดงดำ เข้ามาดู Harley-Davidson 1930s

1933 VLE

1933 VLE ถือเป็นโมเดลที่ขายดีที่สุดของ Harley-Davidson ในช่วง 1930s แถมยังเป็น American production bike ที่สร้างสถิติทำความเร็วสูงสุดในปี 1933 ในปีนั้นมันถูกผลิตออกมาเพียง 3,700 คันเท่านั้น แต่นั่นเท่ากับ 60% ของมอเตอร์ไซค์ที่ขายได้ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

VLE อยู่ในตระกูล V-series ที่ฮาเลย์เปิดตัวในปี 1930 ในช่วงแรกตระกูล V-series ประสบปัญหาไม่น้อย มี defects ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนทำให้ตัวรถต้องถูกส่งกลับ ซึ่งฮาเลย์ก็ต้องซ่อมให้โดยไม่คิดตัง ส่งผลกระทบทางด้านการเงินพอสมควร แต่หลังจากเกิดการปรับปรุงพัฒนาหลายรอบ ไม่นาน V-series ก็ได้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ลูกค้าไว้วางใจจนได้

ตามชื่อของมัน VLE ถูกเปิดตัวออกมาในปี 1933 และมันทำสถิติความเร็วได้อยู่ที่ 167 กม/ชมซึ่งนับเป็นความเร็วสูงสุดหากนับเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตจากโรงงาน ไว้ใช้วิ่งบนท้องถนน ถูกต้องตามกฎหมายด้วยกัน

1933 VLE มีจุดเด่นอยู่ที่ลายดีไซน์บนถังน้ำมันที่มีรูปทรงคล้ายนก เป็นลายที่ฮาเลย์ใช้ในปี 1933 เพียงเท่านั้น บอดี้มีการใช้สี ดำ ทอง และแดงแมนดาริน ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าโทนสีใหม่ที่ฮาเลย์เปิดตัวในยุคนั้น อีกทั้ง ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชันเป็นสีดำล้วนได้ ด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย

ระบบส่งกำลังของ 1933 VLE มีการล่อลื่นน้ำมันแบบอัติโนมัติ ซึ่งช่วยยืดระยะการใช้งาน และยังมีฝาครอบปิดมิดชิด ป้องกันไม่ให้น้ำมันเลอะรองเท้าคนขับ ส่วนเบาะนั่งเป็นวัสดุหนัง มีการติดสปริงแบบใหม่ และสามารถเลือกออปชันติดเบาะหลังเสริมได้

แม้จะอยู่ในยุคคลาสสิก 1933 VLE มีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย มีกรองอากาศผิวโครเมียม และมีลูกสูบที่ทำจากวัสดุแมกนิเซียมอัลลอย ซึ่งมีจุดเด่นที่มีน้ำหนักเบาและความแข็งแรง เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นแบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 74 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 1213cc มีระบบเกียร์ 3 สปีด (เปลี่ยนด้วยมือ) และมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 177 กก.

ในยุคนั้น เครื่องยนต์ประเภท side-valve มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Ford T Model หรือคู่แข่งตัวยงของฮาเลย์อย่าง Indian ก็ใช้ด้วยกันทั้งนั้น และแม้เวลาจะผ่านไปนาน จนผู้ผลิตหลายรายเลิกใช้กันแล้ว Harley-Davidson ก็ยังมีการใช้เครื่องยนต์ประเภท side-valve ในไลน์สินค้าอยู่ เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ที่ดูแลง่าย ต้นทุนต่ำ แต่มีความมั่นคงทนทาน ถึงขนาดที่ว่าได้ถูกใช้ในโมเดลที่เหล่าทหารขับกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ

 

1935 RL

อีกหนึ่งโมเดลที่มีความเท่ และใช้โทนสีคล้ายคลึงกันคือ 1935 RL ซึ่งเป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจาก D-Series Harley 45s ที่มีฉายาว่า “Three-cylinder Harleys” เนื่องจากมีการจัดวางตัวเจนเนอเรเตอร์ในแนวตั้ง ทำให้เครื่องยนต์ดูเหมือนมีกระบอกสูบเพิ่มเข้ามาเป็น 3 กระบอกสูบ

D-Series ถูกออกแบบมาเพื่อสู้กับโมเดลของคู่แข่งอย่าง Indian Scout แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร Harley-Davidson จึงเปิดตัว R-Series ขึ้นมาแทน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่เฟรมรถ ให้เป็นแบบ curved front downtube ช่วยให้ติดตัวเจอเนอเรเตอร์แนว horizontal หน้าเครื่องยนต์ได้

ตระกูล R-Series จะมีให้เลือกด้วยกัน 4 เวอร์ชันคือ ตัวเบสิก R model, แบบ high-compression RL, RLD และแบบ sidecar RS  พอถึงปี 1936 โมเดลเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยตระกูล W-Series

สำหรับ 1935 RL คันนี้ มันใช้เครื่องยนต์ side-valve 738cc ซึ่งในฝั่งยุโรปจะนับเป็น Big Bike แต่สำหรับ Harley-Davidson มันถือเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสเล็กสุดในตอนนั้น 1935 RL ใช้ระบบเกียร์ 3 สปีด ทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 105 กม/ชม และมีนน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 177 กก.

เบาะนั่งที่ทำจากหนังมีความกว้างเป็นพิเศษ และมีสปริงใต้เบาะนั่ง อย่างไรก็ตาม การที่ตัวรถไม่มีระบบกันสะเทือนหลัง สปริงในจุดนี้จึงไม่เพียงพอนักเวลาเจอถนนสภาพแย่ๆ  ด้านหลังมีการใช้ขาตั้ง จนกระทั่งฮาเลย์มีการเพิ่มระบบกันสะเทือนหลังเข้ามา จึงค่อยนำออกไป ส่วนด้านข้างมี Crash Bar ช่วยลดความเสียหายเวลารถล้ม

ไฮไลท์ของเจ้า 1935 RL ยังอยู่ที่ไฟท้ายแบบ Airflow ซึ่งมีอยู่ในโมเดลปี 1935 เท่านั้น รวมถึงบังโคลนส่วนท้ายที่สามารถยกเปิดออกมา เพื่อให้เปลี่ยนยางได้ถนัดขึ้น และลายกราฟฟิกบนถังน้ำมันแบบ Diamond รอบแบรนด์ ที่ฮาเลย์ใช้แค่ในปี 1934 และ 1935 ส่วนบอดี้เป็นสีทูโทน Teak Red & Black ที่มีความเท่ และโดดเด่น ไม่แพ้โมเดล 1933 VLE คันแรกของเรา

 

แหล่งข้อมูล Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/10/harley-davidson-1933-vle.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/11/harley-davidson-1935-rl.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ใครจะรู้ Harley-Davidson เคยมีมอเตอร์ไซค์ไต่เขาเช่น

ใครจะรู้ Harley-Davidson เคยมีมอเตอร์ไซค์ไต่เขาเช่นกัน!

1930 Hill Climber

มอเตอร์ไซค์ไต่เขา ถือเป็นกีฬายอดฮิตอีกประเภทหนึ่ง ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีกติกาคือผู้แข่งจะต้องขับมอเตอร์ไซค์ของตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย บนเนินเขาอันสูงชัน ใครถึงเส้นชัยโดยใช้เวลาน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าหากไม่มีใครถึงเส้นชัยได้เลย คนที่พามอเตอร์ไซค์ตัวเองไต่ไปได้สูงสุด จะเป็นผู้ชนะแทน ซึ่งแน่นอน Harley-Davidson ไม่พลาดที่จะร่วมวงกับเขา โดยการเปิดตัวโมเดล 1930 Hill Climber ออกมาร่วมท้าชิงรางวัล

เนื่องจากการใช้งานและวัตถุประสงค์ต่างจากมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ขับบนท้องถนนอย่างมาก 1930 Hill Climber จึงต้องมีระยะฐานล้อที่ค่อนข้างยาว อีกทั้งพักเท้ายังออกแบบให้น้ำหนักของคนขับทิ้งตัวไปด้านหน้า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการไต่เขาขึ้นไป ไม่ให้รถตีลังกาม้วนหลังกลับมา นอกจากนี้ หน้ายางยังต้องเป็นแบบที่เกาะพื้นสนามเป็นพิเศษ สังเกตที่ล้อหลังจะมีการพันโซ่เพิ่มด้วย เพื่อเพิ่ม traction รวมถึงสเตอร์ด้านหลังก็มีขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งในเกียร์ต่ำ

มาดูกันที่เครื่องยนต์ 1930 Hill Climber ใช้คือ V-twin 8 วาล์ว ซึ่งมีการจูนให้เหมาะกับการไต่เขาโดยเฉพาะ มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 74 ลบน. หรือ 1213cc ใช้เกียร์สปีดเดียว ส่วนตัวรถมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 147 กก.

โดยทั่วไป กีฬามอเตอร์ไซค์ไต่เขา จะมีระยะทางเพียงสั้นๆ เท่านั้น ถังน้ำมันของ 1930 Hill Climber จึงไม่จำเป็นต้องมีความจุมากมาย โดยดีไซน์ของตัวถังถูกแบ่งครึ่งๆ ออกเป็น 2 ส่วน ฝั่งซ้ายจะเป็นถังน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนฝั่งขวาเป็นถัง

น้ำมันเครื่อง องค์ประกอบอื่นที่ช่วยเสริมศักยภาพการไต่เขายังรวมไปถึง บังโคลนหลังที่ถูกตัดให้สั้นลง ท่อไอเสียแบบปลายท่อสั้น ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ และแฮนด์บาร์สไตล์ Racing

ในยุคนั้น ผู้คนในสนามแข่งจะจำทีม Harley-Davidson ได้ดี จากเสื้อทีมที่เป็นลายดำส้มเด่นสะดุดตา ซึ่งโทนสีนี้เองที่ฮาเลย์นำมาใช้ในโมเดลแข่งรุ่นหลังๆ

องค์ประกอบของ 1930 Hill Climber อาจดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ต้องอาศัยทักษะการขับระดับสูง ซึ่งนักแข่งที่พาโมเดลคันนี้คว้ารางวัลจากรายการระดับชาติมาถึง 6 สมัย ระหว่างปี 1932-1938 คือตำนานที่ชื่อว่า Joe Petrali

อีกหนึ่งโมเดลที่เราอยากพูดถึงคือ 1942 XA ซึ่งถูกผลิตออกมาเพื่อรับใช้ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันกลับถูกผลิตออกมาเพียง 1,000 คันในโลกเท่านั้น เพราะเหตุใด?

 

1942 XA

จริงๆ แล้ว โมเดล Harley-Davidson ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หลายคนคุ้นเคยคือโมเดล WLA และ WLC แต่มีช่วงหนึ่ง ที่กองทัพสหรัฐต้องการมอเตอร์ไซค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาขับ ฮาเลย์จึงหาทางผลิตเจ้า 1942 XA ขึ้นมา

1942 XA เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีอรรถะประโยชน์รอบด้าน สามารถวิ่งได้บนสภาพพื้นถนนหลากหลาย และมีความพิเศษอยู่ที่การจัดวางตำแหน่งเครื่องยนต์แนวขวาง เหมือนกับยานพาหนะฝั่งยุโรป

1942 XA ใช้เครื่องยนต์ side-valve flat-twin cylinder มีความจุเครื่องยนต์ 42 ลบน. หรือ 738cc มีเกียร์ 4 สปีด และทำความเร็วได้สูงสุดที่ 105 กม/ชม. ส่วนระบบน้ำมันเครื่องเป็นแบบ wet sump โดยไม่มีถังน้ำมันเครื่องแยกออกมา

เนื่องจากทหารต้องใช้มือขวาในการยิงปืน คันเร่งของ 1942 XA จะอยู่ที่แฮนด์ฝั่งซ้ายแทน เวลาที่ไม่ได้ใช้ปืนก็มีซองเก็บมาให้ด้วยเช่นกัน ส่วนโช๊คอัพเป็นแบบ telescopic ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบ plunger ตัวรถมีคันเหยียบเบรกหลังอยู่ฝั่งขวา และคันเหยียบ Kick Starter อยู่ฝั่งซ้าย

ด้านหลังมีตะแกรงบรรทุกของ ซึ่งเหล่าทหารมักใช้บรรทุกวิทยุสื่อสาร ซึ่งในสมัยนั้นมีขนาดใหญ่มาก เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ 1942 XA ถูกผลิตออกมาเพียง 1,000 คันเท่านั้น เนื่องจากประสิทธิภาพของโมเดล WLA และ WLC มีสูงกว่า ประกอบกับการเข้ามาของรถยนต์ Willys Jeep ที่ทำให้กองทัพหันไปสนใจยานหนะแบบ 4 ล้อแทน

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/08/harley-davidson-1930-hill-climber.html

https://www.mecum.com/lots/LV0114-180397/1942-harley-davidson-xa-type-1-military/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

โมเดลไหนของ Harley-Davidson ที่ได้รับฉายาว่า “Peashooter”

โมเดลไหนของ Harley-Davidson ที่ได้รับฉายาว่า “Peashooter”

1926 Model B

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Harley-Davidson พยายามเจาะตลาดมอเตอร์ไซค์ class เล็ก โดยการเปิดตัวโมเดลกระบอกสูบเดี่ยว ที่มี 4 เวอร์ชันด้วยกัน คือ โมเดล A, B, AA และ BA ซึ่งแม้แต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ทุกคันล้วนออกแบบมาเพื่อ ลูกค้าที่มีงบจำกัด โดยวันนี้เราจะมาพูดถึง Model B ในปี 1926 กัน

ดีไซน์ของ 1926 Model B ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล Prince ของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Indian ซึ่งมีการผสมกลิ่นอายความเป็น British แบบ old-school เข้าไป เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งแบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) และแบบวาล์วเหนือสูบ (overhead-valve) ซึ่งมีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 21 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 346cc ตัวรถใช้ระบบเกียร์ 3 สปีด ระบบโซ่ส่งกำลัง มีน้ำหนักรวม 119 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้ 97 กม/ชม

มากันที่องค์ประกอบ Model B มีทั้งไฟท้ายและไฟหน้า แต่ถ้าลูกค้าอยากประหยัดงบขึ้นอีก ก็สามารถเลือก Model A ที่ตัดไฟท้ายไฟหน้าออกไป เบาะนั่งของ Model B มีลักษณะคล้ายของรถจักรยาน มีการติดตั้งแบบ telescopic sprung mounting เข้าไปเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย บอดี้ใช้สี Olive Green ตัดกับสีแดงโทน Maroon อย่างสวยงาม ซึ่ง Olive Green เป็นสีมาตรฐานที่ฮาเลย์ใช้จนถึงปี 1933

ด้านข้างตัวรถ ฝั่งขวา มีคันเหยียบเบรกหลัง (Model B ไม่มีเบรกหน้า) ส่วนด้านซ้ายเป็นคันเหยียบคลัทช์ ส่วนแฮนด์บาร์ที่ให้เป็นแบบ standard แต่สามารถเลือกเป็นแฮนด์บาร์แบบ speedster ได้

จริง ๆ แล้ว Harley-Davidson ตั้งใจผลิตโมเดล class เล็กเหล่านี้มาเพื่อตลาดส่งออกเป็นหลัก แต่หลังจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้ประเทศอังกฤษทำการเพิ่มภาษีนำเข้า อีกทั้งสภาพตลาดในยุโรปก็ทรุดตัวลง ทำให้โมเดล class เล็กเหล่านี้ถูกผลิตจนถึงปี 1929 เพียงเท่านั้น ส่วนที่ผลิตออกมาเกิน ก็จะวางขายภายในประเทศ (สหรัฐอเมริกา) ต่อไป

 

1926 Model S Racer

Model S Racer คือโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งมอเตอร์ไซค์ในสนามประเภท Dirt Track Racing หรือสนามดิน โมเดลนี้เป็นการต่อยอดมาจากกลุ่มโมเดล A, B, AA และ BA ที่ใช้วิ่งบนท้องถนน โดยมีการตัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่ว่าจะเป็นสปริงโช๊คหน้า สปริงใต้เบาะนั่ง เบรก และระบบเกียร์ เพื่อทำให้ตัวรถวิ่งได้เร็วขึ้น แต่ต้องแลกมากับความสะดวกสบายที่ลดลง Model S Racer ถือเป็นโมเดลที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ฮาเลย์ได้อย่างมาก จากการกวาดรางวัลมากมายในสนามแข่ง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่นประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลีย

เครื่องยนต์ของ Model S Racer จะเหมือนกับของ Model B คือเป็นแบบวาล์วเหนือสูบ สูบเดียว ความจุเครื่องยนต์ 21 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 364cc ความแตกต่างของทั้งสองโมเดลอยู่ที่น้ำหนักตัวรถและการทำความเร็วสูงสุด โดย Model S Racer จะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 109 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 113 กม/ชม ส่วน Model มีน้ำหนักอยู่ที่ 119 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่เพียง 97 กม/ชม

นอกจากนี้ เนื่องจาก Model S Racer เป็นมอเตอร์ไซค์แข่งสนามดิน จึงต้องใช้หน้ายางแบบเฉพาะที่ช่วยให้ตัวรถเกาะพื้นสนามมากขึ้น ตะเกียบหน้าต้องเป็นแบบผอมๆ แฮนด์บาร์ต้องดรอปลงมาเพื่อเสริมท่านั่งแบบมอเตอร์ไซค์แข่ง ถังน้ำมัน บังโคลนทั้งหน้าและหลัง ต้องตัดให้สั้นเพื่อลดน้ำหนักตัวรถ เฟรมรถต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา

และด้วยองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบนี้เอง ที่ช่วยให้ Model S Racer กวาดถ้วยรางวัลจากสนามดินทั้งหมด 13 รายการด้วยกัน ในยุคนั้น และได้ชื่อเล่นว่า “Peashooter” โดยมีนักแข่งในตำนานอย่าง Joe Petrali เป็นคนขับ

ในบทความหน้า เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับโมเดลประเภท Hill Climber รวมถึงโมเดลที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ Harley-Davidson กัน

 

 

แหล่งข้อมูล Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

https://www.amazon.com/Davidson-Restored-Mousepad-Computer-Supplies/dp/B07GT7631H

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/07/harley-davidson-1926-model-s-racer.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1918 Model J Sidecar & 1920 Eight-Valve Racer

1918 Model J Sidecar & 1920 Eight-Valve Racer

1918 Model J Sidecar

หนึ่งในโมเดลรุ่นคลาสสิกของฮาเลย์คือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอย่าง 1918 Model J Sidecar คันนี้ ซึ่งสามารถรับผู้โดยสารเพิ่มได้อีกคนแบบสบาย สามารถบรรทุกของจำนวนมากได้ รวมถึงแฟนสาวขี้กลัวที่อยากนั่งเป็นเจ้าหญิงสักครั้ง

ในโมเดลพ่วงข้างของ Harley-Davidson ในช่วงแรก รวมถึง Model J Sidecar คันนี้ ส่วนพ่วงข้างจะถูกยึดเข้ากับตัวมอเตอร์ไซค์แบบทื่อๆ จนหลายปีให้หลังฮาเลย์จึงได้ปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อให้ตัวรถทั้งสองส่วนวิ่งได้อย่างสมดุลขึ้น

Harley-Davidson เปิดตัวโมเดลพ่วงข้างมาตั้งแต่ปี 1914 และบางโมเดลยังถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกด้วย กระแสนิยมมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ได้เพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดพีคในช่วง 1920s ก่อนจะซาลง เนื่องจากผู้คนเริ่มหันไปสนใจรถยนต์ Model T Ford ที่มาพร้อมกับราคาแสนถูก จึงทำให้โมเดลพ่วงข้างของฮาเลย์กลายเป็นของสะสมหายากสำหรับคนกลุ่มน้อยในภายหลัง

ในเรื่องของสเปค Model J Sidecar ใช้เครื่องยนต์ Inlet-over-exhaust, V-twin มีความจุเครื่องยนต์ 61 ลบน. (1,000cc) มีระบบเกียร์ 3 สปีด ขับเคลื่อนด้วยโซ่ส่งกำลัง ระบบกันสะเทือนมี Lead-link front fork น้ำหนักตัวรถ 147 กก.และท็อปสปีดอยู่ที่เพียง 89 กม/ชม

Model J Sidecar มีไฟหน้าแบบ Acetylene ที่ส่งพลังงานไปยังไฟท้ายด้วย มีล้อหน้าสีขาวพร้อมบังโคลนแบบ Valanced ด้านบนบังโคลนหลังมีตะแกรงบรรทุกของ ตัวรถมีคันโยกเพื่อใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ และคันโยกสำหรับการใช้คลัทช์  ในส่วนพ่วงข้าง เบาะนั่งถูกทำด้วยหนังนุ่ม มีประตูเปิดเข้าออก และพักเท้ารอรับเพื่อนหรือเจ้าหญิงของคุณ

โดยรวม Model J Sidecar เป็นโมเดลที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ไม่เน้นทำความเร็ว และเป็นหนึ่งในตัวแทนโมเดลพ่วงข้างของฮาเลย์ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากโมเดลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

 

1920 Eight-Valve Racer

Harley-Davidson เริ่มเข้าวงการแข่งมอเตอร์ไซค์แบบจริงจังในปี 1914 และมีการผลิตมอเตอร์ไซค์แข่งที่ ออกมา 4 รุ่นด้วยกัน ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะมีชื่อเรียกว่า “eight-valve racing twins” กลุ่มโมเดลนี้ถือเป็นรุ่นที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับ Harley-Davidson ในนามผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แข่งที่สำคัญของประเทศ ก็ว่าได้

และในบทความนี้เราจะมาดูโมเดล 1920 Eight-Valve Racer กัน ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่มันถูกผลิตออกมาเพียง 8 คันในโลกเพียงเท่านั้น  ตัวรถใช้เครื่องยนต์แบบ overhead-valve V-Twin มีความจุเครื่องยนต์ 61 ลบน. หรือ 1000cc มีแรงม้าเครื่องยนต์ 15 bhp ใช้ระบบเกียร์เดียว ขับเคลื่อนแบบ Direct Drive มีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 314 กก. และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 193 กม/ชม

เนื่องจากไม่มีเบรก ผู้ขับจึงต้องอาศัยการควบคุมคันแร่ง ปุ่มดับเครื่องยนต์ และเท้าของตัวเอง ในการหยุดรถ ซึ่งแม้จะดูไม่สะดวกสักเท่าไร แต่ Eight-Valve Racer ก็สามารถคว้ารางวัลจากสนามแข่งสำคัญมากมายให้กับ Harley-Davidson ในปีนั้น

นอกจากนี้ ความพิเศษของ 1920 Eight-Valve Racer ยังอยู่ที่การออกแบบกระบอกสูบและฝาด้านบน โดยวิศวกรชาวอังกฤษชื่อ Harry Ricardo โดยตัวเครื่องยนต์จะมี hemispherical combustion chamber ที่ใช้ในเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

และเนื่องจากมันเป็นมอเตอร์ไซค์แข่ง (ช่วงนั้นเป็นสนามพื้นไม้กระดาน หรือที่เรียกว่า Board Track Racing) บังโคลนหลังจึงถูกตัดทอนให้สั้นลง เพื่อทำให้ตัวรถเบาขึ้น แฮนด์บาร์ก็เป็นลักษณะโค้งลง เพื่อเสริมท่านั่งแบบโน้มตัวสไตล์มอเตอร์ไซค์แข่ง เฟรมรถก็ค่อนข้างน้อยชิ้น เปิดเผยให้เห็นเครื่องยนต์ทั้งหมด ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ การทำให้ตัวรถวิ่งได้เร็วที่สุด

1929 Eight-Valve Racer และรุ่นหลังๆ เป็นโมเดลที่ได้รับชัยชนะมานับไม่ถ้วน จนทำให้ทีมแข่งมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson เป็นที่รู้จักกันในนาม “The Wrecking Crew” หรือที่แปลว่า “ทีมที่พร้อมจะทำลาย (ปราบ) คู่แข่งได้ทุกเมื่อ

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/04/harley-davidson-1918-model-j-sidecar.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/05/harley-davidson-1920-eight-valve-racer.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1915 Model F & 1928 JD

1915 Model F & 1928 JD

เมื่อเข้าสู่ปี 1915 ยานพาหนะที่เรียกว่า มอเตอร์ไซค์ เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา และเป็นปีที่ Harley-Davidson เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมามากมาย เพื่อพัฒนาโมเดลที่วิ่งบนท้องถนนในเมือง หลังจากลุยสมรภูมิสนามแข่งมาสักระยะเวลาหนึ่ง ในปีนั้นมีนัวตกรรม 3 อย่างเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ นั่นคือ ระบบเกียร์ 3 สปีด, ปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล (mechanical oil pump) และไฟหน้าแบบไฟฟ้า

ระบบเกียร์ 3 สปีด เพิ่มกำลังให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นเนินเขาได้ง่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งในความเร็วต่ำ ส่วนปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหล่อลื่นและยืดอายุเครื่องยนต์ และสุดท้ายไฟหน้าแบบไฟฟ้า ทำให้ผู้คนสามารถเริ่มออกเดินทางตอนกลางคืนได้บ่อยขึ้น จากแต่เดิมที่ต้องรอคอยให้พระจันทร์เต็มดวง

Model F คือหนึ่งในโปรดักที่ฮาเลย์เปิดตัวมาในปี 1915 มันมีระบบเกียร์ 3 สปีด และปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล แต่ไม่มีไฟหน้า เป็นรถที่เน้นการใช้งานบนท้องถนน และตอนนั้นติดป้ายราคาขายไว้ที่ $275 หรือราว 8,500 บาท ซึ่งค่อนข้างสูงในตอนนั้น

ในส่วนขององค์ประกอบ ตัวรถมีตะแกรงบรรทุกของด้านหลัง บังโคลนหน้าหลัง ดรัมเบรกล้อหลังที่ทำงานด้วยคันเหยียบเท้าขวา เบาะนั่งติดสปริง มีก้านเหยียบเพื่อหยุดการทำงานของ Silencer เพื่อเค้นประสิทธิภาพเครื่องยนต์ออกมาได้มากขึ้น และเนื่องจากตั้งแต่ปี 1914 เครื่องยนต์มีความแรงมากขึ้น คันเหยียบที่เอาไว้ใช้ส่งแรงเวลาขึ้นเขาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป (มีไว้ใช้เพื่อ kickstart เท่านั้น) ตัวรถจึงมีพักเท้าเพิ่มเข้ามา

หน่วยงานตำรวจเริ่มเห็นความสำคัญของการใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีความเร็วสูงเพื่อจับผู้ร้าย ซึ่งเจ้า Model F ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 97 กม/ชม เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์เจ้าอื่นทั้งหมดในยุคนั้น ก็ตอบโจทย์อย่างแรง แต่บางหน่วยงานได้เลือกใช้ Model Js ซึ่งเป็นโมเดลอัพเกรดขึ้นไปอีกจาก Model F โดยมีไฟหน้าติดเพิ่มเข้ามา เพื่อใช้จับผู้ร้ายในเวลากลางคืน

อีกโมเดลที่พวกตำรวจให้ความไว้วางใจ และถือว่าขายดีกว่าโมเดลอื่นอย่างชัดเจนคือ 1928 JD ซึ่งฮาเลย์ได้เพิ่มความจุเครื่องยนต์เป็น 74 ลบน. หรือ 1213cc จากเพียง 61 ลบน. หรือ 1,000cc เมื่อเทียบกับ Model F ทำให้มันวิ่งเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์เมืองแทบทุกคันในยุค 1920s

ตัวรถใช้สี Olive Green แต่สามารถเลือกเป็นสีอื่นได้เช่น ขาว ดำ แดง น้ำเงิน ด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย  มีฟีเจอร์ที่ต่างจาก Model F คือเรือนไมล์ แตรไฟฟ้า ดรัมเบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เบาะหนังติดสปริง และกล่องอุปกรณ์ซ่อมรถขนาดพกพาด้านหน้า อีกทั้งยังมีไฟหน้าแบบเดี่ยว (ถูกเปลี่ยนเป็นแบบคู่ในปี 1929) และลูกค้ายังขอเพิ่มฟีเจอร์กระจกข้างทรงกลมสุดเก๋ได้อีก

ตัวเครื่องยนต์ทำจากเหล็กหล่อลงสีเงินสวยงาม และมีก้านกระทุ้งสองก้านที่ถูกส่งแรงมาจากเพลาข้อเหวี่ยงเดี่ยวด้านล่าง หากความแรงของจ้า 1928 JD ยังไม่สุดถึงใจ ลูกค้าสามารถเลือกเป็นตัวอัพเกรด โมเดล JDH ได้ ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์แบบรถแข่ง โดยมีเพลาข้อเหวี่ยงคู่ ช่วยขับความเร็วให้สูงขึ้นมากกว่าเดิม

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson The New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/02/harley-davidson-1915-model-f.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/03/harley-davidson-1928-jd.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer

ในปี 1914 Harley-Davidson ได้เข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก เนื่องจากบริษัทมองว่ามันคือสังเวียนที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของตนเองมากขึ้น และการคว้าถ้วยรางวัลมาจะนำไปสู่การพัฒนาโมเดลของพวกเขาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะช่วงนั้น การแข่งขันประเภท Board Track Racing หรือสนามแข่งรถที่พื้นทำจากแผ่นไม้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แถมผู้เข้าร่วมชมร่วมพนันมากมายก็ต่างพากันเข้ามาชมการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่อ

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฮาเลย์ เพราะในปี 1915 พวกเขาเริ่มคว้ารางวัลจากสนามแข่งต่าง ๆ ได้จากโมเดลมากมาย รวมถึง KT Board Racer คันนี้ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Inlet-over-exhaust V-twin มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 61 ลบน. หรือ 1,000cc มีแรงม้าเครื่องยนต์อยู่ที่ 15 bhp เกียร์ 3 สปีด และระบบส่งกำลังด้วยโซ่ ระบบกันสะเทือนมีโช๊คหน้าแบบ Leading-link ส่วนด้านหลังไม่มีโช๊ค น้ำหนักตัวรถ 147 กิโลกรัม และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 130 กม/ชม

ส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ KT Board Racer มีการตัดบังโคลนหลังให้สั้นลงจากรุ่นก่อนหน้าเพื่อทำให้ตัวรถเบาขึ้น มีการใช้เบาะนั่งแบบ light-weight ที่เบามาก แต่ต้องแลกมากับความสะดวกสบายที่ลดลง

ด้านข้างมีคันเหยียบ ซึ่งหากถีบไปด้านหน้าจะเป็นการ Kickstart เครื่องยนต์ แต่ถ้าถีบกลับหลังจะเป็นการเบรกที่ล้อหลัง

ถังน้ำมันเครื่องถูกจัดวางในส่วนเดียวกับถังน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม ท่อไอเสียที่ต่อตรงออกมาจากกระบอกสูบ มีการออกแบบให้สั้นลง ซึ่งดูเหมือนจะช่วยเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ และเสียงก็ดังขึ้นด้วย แฮนด์บาร์บริเวณมือจับมีการปรับให้โค้งต่ำลงมา เพื่อเสริมท่านั่งแบบนักแข่งรถ

ดูจากภภายนอกแล้วโมเดล KT Board Racer ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผอมและเปราะบาง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย มันมีความแข็งแกร่งและศักยภาพในการวิ่งด้วยความเร็วบนระยะทางกว่า 161 กิโล ต่อการแข่งขันหนึ่งรอบ ซึ่งเป็นระยะทางปกติ สำหรับสนามแข่งประเภท Board Track Racing ในยุคนั้น และชื่อสังเวียนนี้เองที่เป็นที่มาของชื่อโมเดลคันนี้

1915 KR Fast Roadster

มันจะมีความสุขอะไรเทียบเท่ากับการได้ขับมอเตอร์ไซค์ที่คว้ารางวัลในสนามแข่งมามากมาย “บนท้องถนนทั่วไป”  Bikers ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือหน้าใหม่ ต่างอยากสัมผัสพละกำลังเครื่องยนต์ สมรรถนะการควบคุม และระบบเบรก ของโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งระดับประเทศ

นั่นจึงเป็นที่มาของโมเดล 1915 KR Fast Roadster ที่ถูกออกแบบต่อยอดมาจาก 1915 KT Board Racer แต่ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับนักแข่งแรกเริ่ม และการใช้งานบนท้องถนนในเมือง

มีการเพิ่มบังโคลน บังโซ่ และแฮนด์บาร์แบบมาตรฐานเข้าไป ซึ่งไม่ได้โค้งต่ำลงมาเพื่อสนับสนุนท่านั่งแบบนักแข่ง แต่จะเป็นแบบ pulled-back คือขยายออกกว้างและโค้งมาด้านหลังเข้าหาคนขับ ซึ่งในเรื่องความสบายและการควบคุม จะเหนือกว่าแฮนด์บาร์แบบรถแข่งอยู่พอตัว

สิ่งที่ต่างออกไปจาก KT Board Racer ยังมีสปริงใต้เบาะนั่ง ซึ่งแม้จะช่วยซับแรงกระแทกได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากเจาะสภาพถนนที่ย่ำแย่ นั่นจึงเป็นที่มาของพื้นที่พักเท้าขนาดกว้าง ให้คนขับสมารถยืนขึ้นได้ เวลาต้องเจอแรงกระแทกหนัก ๆ

สี Renault Grey โทนฟ้าตุ่น ๆ คือสีที่ Harley-Davidson ใช้บนโมเดลทุกคันในปี 1915 ตัดกับแถบ แดง-ดำ-เหลือง บนตัวถังน้ำมันของ KR Fast Roadster อย่างสวยงาม

เสียดายที่มันถูกผลิตออกมาเพียง 100 คันในโลกเท่านั้น จึงนับเป็นของหายากที่นักสะสมหลายคน ใฝ่ฝันจะครอบครอง

แหล่งที่มา หนังสือ The Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://autosystempro.com/1915-kt-board-racer/

https://autosystempro.com/1915-kr-fast-roadster/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Model No.1 & Silent Gray Fellow

Model No.1 & Silent Gray Fellow

ในบทความชุดต่อไป เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโมเดลและเครื่องยนต์ของ Harley-Davidson ตั้งแต่คันแรก เครื่องแรก จนถึงโมเดลและเครื่องยนต์รุ่นปัจจุบัน ถ้าพร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปด้วยกันเลยครับ

โมเดลคันแรกของฮาเลย์มีชื่อว่า 1905 Model No.1 ย้อนกลับไป 100 กว่าปีก่อน คงไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรมากนัก มันจึงดูเหมือนจักรยานคันหนึ่งที่ติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ไว้

เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ใช้มีชื่อว่า The Early Single เป็นเครื่องสูบเดียวแบบ inlet-over-exhaust ซึ่งแม้จะมีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ก็ยังส่งกำลังได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาต้องขึ้นเนินขึ้นเขา นั่นทำให้เจ้า Model No.1 ต้องมีคันเหยียบคล้ายจักรยาน ให้ผู้ขับถีบเพื่อช่วยส่งแรงเพิ่มให้กับเครื่องยนต์ เวลาต้องขึ้นเนินที่สูงชัน

ล้อสีขาวโพลนเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา ในยุคแรก ๆ โมเดลของฮาเลย์จะใช้ล้อสีขาวทั้งหมด แต่พอพวกเขาเห็นว่าการใช้ล้อสีดำสามารถซ่อนดินโคลนจากสายตาได้ดีกว่า จึงค่อยทำการเปลี่ยนแปลง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ปกติมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson จะแยกถังน้ำมันเชื้อเพลิงกับถังน้ำมันเครื่องไว้คนละส่วนอย่างชัดเจน แต่ของ Model No.1 ถังน้ำมันเครื่องจะถูกติดให้อยู่ภายในถังน้ำมันเชื้อเพลิงเลย

องค์ประกอบอื่น ๆ ของ Model No.1 ยังประกอบไปด้วย ระบบจุดเระเบิดโดยใช้แบตเตอรี่ คาร์บูเรเตอร์แบบหยาบ ระบบส่งกำลังด้วยสายพาน และยังมี Silencer เก็บเสียง ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติตามกฎจราจร แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ฝูงม้าแตกตื่นในยุคนั้น

ระบบกันสะเทือนอย่างเดียวที่ Model Mo.1 มีก็คือสปริงที่อยู่ใต้เบาะนั่งคนขับ นอกจากนี้ Williams Harley กับสามพี่น้อง Davidson ยังออกแบบให้เฟรมรถด้านล้างโค้งงอเพื่อรองรับเสื้อสูบของเครื่องยนต์ The Early Single ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องถูกจัดวางในระดับต่ำ เพื่อเสริมการควบคุมตัวรถให้ดีขึ้น

1905 Model No.1 มีความจุเครื่องยนต์ประมาณ 405cc มีเกียร์สปีดเดียว และทำความเร็วได้ 64 กม/ชม ถือว่าเป็นโมเดลแรกแบบทางการของ Harley-Davidson ในประวัติศาสตร์ร่วม 120 ปี

โมเดลที่ 2 ที่ฮาเลย์ผลิตออกมามีชื่อว่า 1912 Silent Gray Fellow ซึ่งเมื่อเทียบกับ Model No.1 ถือว่าได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า สาเหตุหลักมาจากศักยภาพรถที่สูงขึ้น

เฟรมรถมีการปรับให้โค้งลง เพื่อให้เบาะนั่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเดิม  มีการติดบังโคลนหน้าหลังแบบ Valance เข้าไป เครื่องยนต์มีความจุมากขึ้น อยู่ที่ 494cc ทำความเร็วได้ 72 กม/ชม

ฟีเจอร์ที่ต่างไปอย่างชัดเจนจาก Model No.1 คือการเพิ่มคันโยกควบคุมระบบคลัตช์ด้านหลังเข้ามา ทำให้ผู้ขับสามารถหยุดตัวรถได้โดยไม่ต้องดับเครื่อง นอกจากนี้ยังพัฒนาให้ Silencer ให้เก็บเสียงได้มากขึ้น

สิ่งที่เหมือนเดิมจาก Model No.1 ก็คือล้อสีขาว เกียร์สปีดเดียว กำลังส่งแบบสายพาน และเครื่องยนต์แบบ inlet-over-exhaust ซึ่งไม่กี่ปีหลังจากนั้น องค์ประกอบเหล่านี้ก็ได้แปรเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่

ในช่วงที่เปิดตัว Silent Gray Fellow ออกมา ผู้คนเริ่มรู้จักฮาเลย์ในฐานะผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ของอเมริกา และตั้งแต่โมเดลคันแรกอย่างไม่เป็นในปี 1903 ความจุเครื่องยนต์ก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รายละเอียดต่าง ๆ ได้ถูกเพิ่มเข้ามา

จนมาถึงโมเดลนี้ที่ได้กลายเป็นยานพาหนะคู่ใจของผู้คน มีจุดเด่นที่การเก็บเสียงจาก Silencer จนเป็นที่มาของชื่อโมเดล Silent Gray Fellow หรือที่แปลว่า เพื่อนคู่หูสีเทาที่มาพร้อมกับความเงียบนั่นเอง

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2012/11/harley-davidson-1905-model-no1.html

https://autosystempro.com/1912-silent-gray-fellow/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

เลือกมอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกใช่ ไม่จำเป็นต้องดีสุด สาเหตุที่ Harley-Davidson กลับมารุ่งเรืองในปี 80s

เลือกมอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกใช่ ไม่จำเป็นต้องดีสุด สาเหตุที่ Harley-Davidson กลับมารุ่งเรืองในปี 80s

ใครที่ติดตามอ่านบาทความของเราในช่วงเดือนที่ผ่านมา จะทราบดีกว่า Harley-Davidson ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเรื่อยมา แต่ฟ้าหลังฝนย่อมมีเสมอ เมื่อเข้าสู่ปี 1981 ประธานาธิบดีสหรัฐ โรนัลด์ เรแกน ได้ปลุกกระแสนิยมรักชาติขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในสัญลักษณ์ตัวแทนของชาติอเมริกา ก็คือบริษัทที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานอย่าง Harley-Davidson นั่นเอง

จากเดิมที่ผู้คนต่างแสวงหามอเตอร์ไซค์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ เพื่อเอามาอวดกัน ได้เปลี่ยนเป็นการแสวงหามอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกดี รู้สึกใช่แทน โดยไม่จำเป็นต้องทำความเร็วได้สูงสุดเสมอไป

Harley-Davidson ที่ตอนนั้นเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 75 ปี มีความขลังด้วยดีไซน์ที่เหมือนย้อนเวลากลับไปในยุค 50s ได้ตอบโจทย์กระแสนิยมความรักชาติของผู้คนในสหรัฐอเมริกาเข้าอย่างจัง  

มอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่นที่เข้ามาครองตลาดอยู่พักใหญ่ จึงเริ่มอ่อนกำลังลง และเริ่มทำการลอกเลียนแบบดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson แต่จะให้ลอกยังไงก็ยังขาดเสน่ห์และมนต์ขลังแบบที่ฮาเลย์แท้ ๆ มี   

ในที่สุด ในปี 1986 Harley-Davidson สามารถแซง ฮอนดา กลับขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดได้ เป็นอันดับหนึ่งของอเมริกาอีกครั้ง

หากจะเปรียบยุคที่ AMF เข้ามาบริหารบริษัทเป็นยุคมืด และยุค 80s ที่ William G. Davidson ซื้อบริษัทกลับมาบริหารอีกครั้ง เป็นยุคสว่างก็คงไม่ผิด แต่การฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนกลับมารุ่งเรืองได้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หนึ่งในกุญแจสำคัญคือความต่อเนื่อง ความเชื่อ และความรักในแบรนด์ของตัวเอง  ตลอดเวลากว่า 80 ปีที่ Harley-Davidson ต้องเผชิญปัญหามาตลอด หากถอดใจไปช่วงไหนเพียงช่วงเดียว ฟ้าหลังฝนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ 

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ชุบชีวิต Harley-Davidson ให้กลับขึ้นมาก็คือการพัฒนาเครื่องยนต์ Evolution ออกมาในปี 1986 ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Shovelhead แต่มีพละกำลังเหนือกว่า มีเสียงเงียบกว่า ช่วยให้ตัวรถวิ่งมั่นคงกว่า และที่สำคัญมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการและลูกค้า Harley-Davidson อย่างมาก กลุ่มลูกค้าตำรวจที่หันไปใช้แบรนด์อื่นก่อนหน้านี้ ถึงกับตัดสินใจกลับมาขับ Harley-Davidson อีกครั้ง

เมื่อเริ่มเข้ายุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม Harley-Davidson ยังได้พัฒนาในเรื่องการคิดค้นผลิตโมเดลใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง มีการดูเรื่อง QC ที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงดีไซน์ของสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น ฮาเลย์รู้ดีกว่าสิ่งที่ลูกค้ามองหา ไม่ใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ที่ไร้เทียมทาน แต่คือ ประวัติศาสตร์ มนต์ขลัง และเอกลักษณ์ เลือดเนื้อชาวอเมริกัน ที่ซ่อนอยู่ในมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งต่างหาก 

Harley-Davidson ได้รักษาแนวคิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ตั้งแต่ช่วง 80s ไปจนถึง 90s และในปี 2000s มีการเปิดตัวตระกูล V-Rod อันทรงพลังและมีดีไซน์โมเดิร์นออกมา 

Harley-Davidson ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อุปสรรคและปัญหาย่อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคน และความเชื่อในคุณค่าที่ตัวเองมี แม้บางช่วงจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ไม่เห็นหนทาง คือกุญแจสำคัญในการกลับมาประสบความสำเร็จได้ 

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.newsweek.com/republican-quits-trump-reagan-putin-1074445

https://www.harley-davidson.com/us/en/about-us/hd-news/2017/mission-thank-you-rolls-on.html

https://portraitsinchrome.com/harley-davidson-art-motorcycle-prints/

https://www.motor1.com/photo/1502972/1984-harley-davidson-evolution-engine/

 

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ก่อนจะตายจากตลาด ใครช่วย Harley-Davidson ไว้ในปี 1982

ก่อนจะตายจากตลาด ใครช่วย Harley-Davidson ไว้ในปี 1982

Harley-Davidson XLH1000

ในปี 1980 สถานการณ์ของ Harley-Davidson อยู่ในขั้นวิกฤติ เนื่องจากมอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสหรัฐอเมริกา ลูกค้าเริ่มเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์ ไม่มีสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ ที่แบรนด์ญี่ปุ่นมี

นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายควบคุมเสียงและมลพิษ ทำให้ศักยภาพเครื่องยนต์ของฮาเลย์ต้องโดนตัดทอนไปอีก ปัจจัยต่าง ๆ เริ่มส่งผลเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อลูกค้ากลุ่มตำรวจที่นิยมใช้มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์มาตั้งแต่ปี 1907 ตัดสินใจหันไปใช้มอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่น

สิ่งที่ Haley-Davidson ต้องการ ณ ตอนนั้นคือเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพและความมั่นคงมากกว่าเดิม แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นอเมริกันด้วย

Harley-Davidson FLT Tour Glide 1980

Harley-Davidson เริ่มแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเปิดตัวโมเดลทัวร์ริ่ง FLT Tour Glide 1980 ออกมา มีการใช้เฟรมรถแบบใหม่ เครื่องยนต์ถูกจัดวางในตำแหน่งที่เปลี่ยนไป ตัวรถมีแรงสั่นสะเทือนขณะขับน้อยลง มีแฟริ่งแบบยึดติดเข้ากับเฟรม อีกทั้งยังเป็นการใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดเป็นครั้งแรก  

อย่างไรก็ตาม FLT Tour Glide แก้ไขสถานการณ์ของฮาเลย์ได้ในระดับผิวเผินเท่านั้น ปัญหาของฮาเลย์ต้องแก้ลงลึกไปกว่านั้น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1981 เมื่อผู้บริหารของฮาเลย์ทั้ง 13 คน รวมถึง Willie G. Davidson ตัดสินใจซื้อบริษัทกลับมาจาก AMF ทำให้พวกเขามีอิสระภาพในการบริหารแบรนด์ที่ตัวเองรักอีกครั้ง และนับเป็นจุดเริ่มต้นของฮาเลย์ยุคใหม่ก็ว่าได้

หลังจากซื้อบริษัทกลับมา ฮาเลย์มีการนำเทคนิคการผลิตแบบ mateirals-as-needed production มาใช้ คือการเตรียมอะไหล่อุปกรณ์ที่จำเป็นไว้เท่านั้น ก่อนการผลิต ตรงข้ามกับการตุนของไว้เยอะ ๆ ทำให้อุปกรณ์เสียหายและเปลืองเนื้อที่โรงงาน นอกจากนี้ยังมีการเชคคุณภาพสินค้าที่เข้มงวดขึ้นเป็นเท่าตัว และมีกาผลิตโมเดลใหม่ ๆ ออกมามากขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิตอย่างเดียว แน่นอนไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ในตลาดเอาชนะคู่แข่งจากแดนปลาดิบได้ Harley-Davidson ได้รับความช่วยเหลือจากประธานธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในการออกภาษีนำเข้ามอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนมอเตอร์ไซค์แบรนด์ประเทศตัวเองเติบโตในตลาดได้อย่างคล่องตัวขึ้น    

นี่คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สำคัญ ที่จะพา Harley-Davidson ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในตลาดอเมริกา และต่อไปในตลาดโลก ในบทความหน้าเรามาดูกันว่า Harley-Davidson จะก้าวข้ามอิทธิพลของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่น แล้วกลับมาครองใจชาวอเมริกันได้อย่างไร

 

ความรู้เพิ่มเติม

โมเดลที่เปิดตัวในช่วง 1980s

1984 XR1000

เป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจากรถแข่งสนามดิน XR750 โดยเน้นไปที่การวิ่งบนถนนในเมืองแทน มีการติด alloy head และ twin Dell’Orto carburetors จากโมเดล XR750 เข้าไปในส่วนท้องของเครื่องยนต์ และใช้แชสซีแบบ XLX ทำให้ตัวรถมีความแรงขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับ Sportster ทั่วไป แม้ XR1000 จะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นของสะสมชนิดแรไอเทม ที่แฟนฮาเลย์ใฝ่ฝันจะครอบครอง

1987 XLH883

XLH883 ใช้เครื่องยนต์ Evolution 883cc มีดีไซน์และเสียงเครื่องยนค์เหมือนกับ Sportster รุ่นก่อน แต่มีสมรรถนะที่มั่นคงและราคาย่อมเยากว่า หลังจาก XLH883 เปิดตัวไม่นานก็มีรุ่น 1100cc และ 1200cc ตามมา รวมถึงการใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน และระบบเกียร์ 5 สปีด ราคาที่เข้าถึงได้ทำให้ XLH 883 ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มคนที่อยากลองขับมอเตอร์ไซค์ในตำนานอย่าง Harley-Davidson สักครั้งในชีวิต

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ The Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://www.motorcyclesdetails.info/Harley-Davidson_XLH_1000_Sportster_1979.html

https://www.chopperexchange.com/For-Sale/Harley-Davidson/Tour_Glide/189002

https://fortune.com/2018/06/26/harley-davidson-moving-production-overseas/

https://www.mecum.com/lots/SC0511-107739/1984-harley-davidson-xr-1000/

https://www.pinterest.com/pin/327144360412470268/?lp=true

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley