Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี
โมเดลต่าง ๆ ของ Harley-Davidson ส่วนใหญ่จะเอาไว้ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง น้อยคันที่จะเอาไว้แข่งขันในสนามแข่งรถ แต่หากย้อนกลับไปกว่า 100 ปีก่อน Harley-Davidson ก็มีการผลิตโมเดลรถแข่งออกมาไม่น้อยเหมือนกัน เวลาผ่านไปโมเดลรถแข่งเหล่านั้น เริ่มหาสูญหายและหายากขึ้น กลายเป็น แรไอเทม ที่นักสะสมต่างใฝ่ฝันจะครอบครอง ในบทความนี้เรามาดูหนึ่งในโมเดลที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่โชคดีที่มีคนบังเอิญเห็นร่างพัง ๆ ของมันกองอยู่กับเศษเหล็ก และได้นำมันไปชุบชีวิตให้กลับมาดูใหม่เหมือนเดิม มันคือ Harley-Davidson 11K

เมื่อหลายปีก่อน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของมอเตอร์ไซค์สีส้มคันหนึ่ง ถูกกองอยู่ในเศษอะไหล่มอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งในประเทศอาเจนตินา คนทั่วไปที่เดินผ่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ล้วนกระจัดกระจายออกจากกันไม่เป็นทรง แต่ยังมีชายตาดีคนหนึ่ง ที่มองเห็นและตระหนักว่านี่คือโมเดลที่มีค่าของ Harley-Davidson
ณ ตอนนั้น มอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ๆ เขาจึงต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
เศษซากที่ว่านี้คือโมเดลในตำนานอย่าง Harley-Davidson 11K ซึ่งถือเป็นโมเดลรถแข่งอย่างเป็นทางการคันแรกของ Harley-Davidson ก่อนหน้านั้นฮาเลย์เคยนำโมเดล 6E กระบอกสูบเดี่ยว ลงแข่งและคว้ารางวัลแรกให้กับบริษัทได้ ที่สนาม Milwaukee Mile ในปี 1904 แต่โมเดล 6E ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะเหมือนกัน Harley-Davidson 11K

หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของ Harley-Davidson 11K ในปี 1903 ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson อย่าง William Harley ได้ทำการเจรจาและสามารถคว้าตัววิศวกรมากความสามารถอย่าง Bill Ottaway มาได้ ที่สำคัญคือนี่เป็นการคว้าบุคลากรอันมีค่ามาจากบริษัทคู่แข่งอย่าง Thor ที่ผลิตมอเตอร์ไซค์รถแข่งเหมือนกัน William Harley ได้แต่งตั้งให้ Bill Ottaway เป็นตำแหน่ง Chief Engineer หรือหน้าทีมวิศวกรทันที ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนคิดค้นและผลิตโมเดล Harley-Davidson 11K ออกมาในปี 1914
Harley-Davidson 11K มีความจุกระบอกสูบ 1,000cc ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 45 องศา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ และไม่มีระบบกันสะเทือน มันคือรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำความเร็วล้วน ๆ
หลังจากผลิตออกมา Harley-Davidson 11K สามารถคว้ารางวัลในสนามแข่งมากมาย เริ่มต้นจากรายการแรกอย่าง “Stripped Stock Racer” หลังจากนั้นก็คว้าชัยชนะมาตลอดในรัฐ Minnesota, Alabama, Mississippi, Pennsylvania, Tennessee, South Carolina เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซากของ Harley-Davidson 11K ถูกพบในประเทศอาเจนตินา เฟรม วาล์ว ลูกสูบ และก้านกระทุ้ง ของตัวรถต่างเสียหายทั้งหมด เฟรมด้านหน้าและด้านหลังต้องถูกตัดออกไป และสร้างใหม่ ถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอน รวมถึงสีบอดี้ของตัวรถ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาใหม่หมดเช่นกัน แต่การซ่อมแซมในครั้งนี้ ทุกอย่างยังคงดีเทลออริจินอลที่ Bill Ottaway ได้ออกแบบไว้ในปี 1914
หลังจาก Harley-Davidson 11K ได้ถูกซ่อมแซม และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว มันได้คว้ารางวัล ยานยนต์โดดเด่น จากงาน Greenwich Concours D’elegance ปี 2017 และต่อมาได้ถูกนำขึ้นประมูลในเดือนสิงหาคมปี 2018

เครื่อง V-Twin ทำมุม 45 องศา ความจุกระบอกสูบ 1,000cc

เบาะหนังสลักลายชัดเจนว่าเป็น Motorcycle Racer
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่เคยอยู่ในสภาพไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กองอยู่กับเศษเหล็ก ยังกลับมาสวยงามและมีค่าได้ Harley-Davidson 11K สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แค่เพียงคุณมองเห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมี

 

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-11k-v-twin-racer-07-30-2018/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Blue Edition มอเตอร์ไซค์แพงสุดในโลก

Bucherer ผู้ผลิตนาฬิกาหรูจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จับมือร่วมกับทีมนักแต่งรถสัญชาติเยอรมัน Bundnerbike เพื่อออกแบบ Harley-Davidson โมเดลพิเศษ ซึ่งมีราคาสูงถึง 1.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 56 ล้านบาท นับเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

ทีมงานหัวกะทิ 8 คนจาก Carl F. Bucherer และ Bunderbike ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งหมดกว่า 2,500 ชั่วโมง ในการผลิต Harley-Davidson คันนี้ออกมาซึ่งมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Harley-Davidson Blue Edition จากสีบอดี้ที่เป็นโทนน้ำเงินเงางามแทบทั้งหมด

Harley-Davidson Blue Edition ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้โมเดล Softail Slim S. โดยวัสดุเหล็กทั้งหมดจะถูกดัดตีและทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เฟรมถูกประสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงล้อก็เป็นส่วนที่ Custom made ขึ้นมาใหม่เช่นกัน ทำให้ผลลัพธ์ไม่เหลือเค้า Softail Slim สไตล์วินเทจเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่ได้กลับมาคือความหรูหราไฮเอน และสีน้ำเงินทั่วทั้งคันที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักในมอเตอร์ไซค์โมเดลต่าง ๆ

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ใน Harley-Davidson Blue Edition นอกจากจะทำขึ้นมาใหม่หมดแล้ว ยังมีการเคลือบทอง และประดับตกแต่งด้วยเพชรเม็ดงามจำนวนทั้งหมด 360 เม็ด เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวมอเตอร์ไซค์  ส่วนบริเวณห้องเครื่องมีการออกแบบให้เห็นการทำงานของเพลาลูกเบี้ยว

ไฟหน้าเป็น LED แบบทนความร้อน สังเกตบริเวณตัวยึดแผงคอยังถูกประดับด้วยเพชรอีกด้วย

Harley-Davidson Blue Edition มีล้อหลังขนาดใหญ่ เบาะนั่งทำจากหนังวัวที่ถูกเย็บด้วยมือที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สีที่เงางามของตัวรถมีการใช้เทคนิคพิเศษ Coating ทับกันมากถึง 6 ชั้น

การติดเพชรเข้าไปบริเวณปลายคันเร่งถือเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีโอกาสหลุดออกจากตัวรถได้ จากการใช้งานและแรงสั่นเวลาขับขี่

เพชรเม็ดใหญ่สุดจะอยู่บนถังน้ำมันฝั่งซ้าย เป็นแหวนเพชรขนาด 54 กะรัตครอบอยู่ในฝาแก้ว ส่วนฝั่งขวาจะเป็นนาฬิกาสุดหรูแบรนด์ Bucherer อยู่ในฝาแก้วแบบเดียวกัน  การจะซื้อ Harley-Davidson Blue Edition ไปครอบครอง นอกจากจะมีเม็ดเงินหนาแล้ว ต้องมีความกล้าอีกด้วย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการรถหายเหลือเกิน

นอกจากจะมีนาฬิกาฝังอยู่บนตัวรถแล้ว เจ้าของ Harley-Davidson Blue Editionยังจะได้นาฬิการุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาคู่กับตัวรถอีกด้วย

ผลงานชิ้นนี้ นอกจากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลกแล้ว ยังนับเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรก ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทนาฬิกาและบริษัทด้านยานยนต์อีกด้วย  อีกทั้งยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มีเครื่องประดับอยู่บนตัวรถ

Harley-Davidson Edition Blue ยังเป็นผลงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบ รวมถึงการเปิดรับไอเดียในการผลิตสินค้าใหม่ ๆ ของแบรนด์นาฬิกา Bucherer ซึ่งสีน้ำเงินที่สื่อถึงความหรูหราก็ได้แปรมาอยู่ในรูปมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson สุดหรูคันนี้เป็นที่เรียบร้อย

 

แหล่งที่มา https://hypebeast.com/2018/5/bucherer-bundnerbike-harley-davidson-blue-edition-motorcycle

http://en.worldtempus.com/article/watches/innovation-and-technology/bucherer-harley-davidson-blue-edition-25935.html

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson แตกไลน์สินค้า ปรับตัวเข้ากับเทรนด์โลก

เพื่อเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น กลางปีที่แล้ว Harley-Davidson ออกมาประกาศว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 275 ล้านดอลลาร์ ในการสร้างโมเดลใหม่ ๆ ขึ้นมา รวมถึงมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่จะถูกผลิตโดยบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชีย

โมเดลขนาดเล็กที่ฮาเลย์จับมือกับบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชียให้เป็นผู้ผลิต จะมีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 250-500cc นอกจากนี้ ในปี 2022 ยังมีแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางประเภท adventure touring คันแรกของแบรนด์ที่สามารถนำไปขับลุยป่าลุยเขาได้ รวมถึงโมเดล Streetfighter ที่เอาไว้ขับในเมือง ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาด 975cc  ส่วนในปี 2019 วางแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ที่มีชื่อว่า LiveWire

ต้องยอมรับว่ามอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-touring bike คือหนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ เนื่องจากเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความอเนกประสงค์ ขับได้ทั้งทางดำ (ถนนราดยางในเมือง) และทางฝุ่น (เส้นทางที่ไม่ได้ราดยางหรือในป่าเขา)

ยกตัวอย่างเช่น ที่เมือง Wabeno ทางตอนเหนือของรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีถนนทางฝุ่นยาวหลายร้อยไมล์เลาะไปตามป่าเขา เหมาะสำหรับการขับมอเตอร์ไซค์ adventure-touring โดยเฉพาะ ทำให้หลายคนได้ตั้งเมืองนี้ให้เป็นเมืองหลวงโลกในการขับมอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-sport ไปแล้ว

สำหรับแผนระยะยาว 10 ปีของฮาเลย์ที่ชื่อว่า More Roads to Harley-Davidson บริษัทตั้งเป้าสร้างผู้ขับหน้าใหม่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ล้านคน และเร่งยอดขายจากต่างประเทศให้โตถึง 50% ของรายได้ทั้งหมด รวมถึงผลิตโมเดลใหม่ออกมาอีก 100 โมเดล โดยงบลงทุนทั้งทั้งหมดคาดว่าจะสูงถึง 677-825 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนระยะยาวครั้งนี้คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับบริษัทมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022

สำหรับผู้ติดตามข่าวคงทราบกันดีว่า หนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของฮาเลย์คือการย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งจากสหรัฐอเมริกามาอยู่ในไทย บราซิล และอินเดีย เพื่อเป็นการหนีภาษีนำเข้าอันสูงลิ่วจากทางสหภาพยุโรป ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ Harley-Davidson แก้ปัญหาได้ดี เพราะภาษีนำเข้าที่ว่านี้สูงถึง 31% (เพิ่มจากเดิม 6% เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทำการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากยุโรป) และยุโรปก็เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา สำหรับ Harley-Davidson อีกด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮาเลย์ต้องประสานงานร่วมกับผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทมีประสบการณ์ในด้านนี้อยู่พอสมควร แต่ที่ผ่านมาจะเป็นการให้ต่างประเทศผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของมอเตอร์ไซค์เพียงเท่านั้น  การย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย อินเดีย และบราซิลครั้งนี้ จะต้องผลิต Harley-Davidson ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน

แม้จะเป็นการผลิตด้วยฝีมือคนเอเชีย มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson มีศักยภาพที่จะตีตลาดโซนนี้ได้อย่างดี เนื่องจากในอินเดียและจีน มีจำนวนประชากรที่มีฐานะปานกลางจำนวนมากมีความต้องการมอเตอร์ไซค์คุณภาพ แต่กำลังจ่ายไม่เพียงพอที่จะซื้อ Harley-Davidson ที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา

โรเบิร์ต แพนด์ย่า ผู้อยู่ในวงการมากประสบการณ์ซึ่งเคยทำงานให้กับผู้ผลิต Indian Motorcycles กล่าวว่า ท่ามกลางจำนวนมอเตอร์ไซค์แบรนด์เอเชียมากมาย Harley-Davidson จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นอย่างแน่นอน  ยกตัวอย่างเช่น Street 500 อาจไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่หรูหราหรือหวือหวามากนัก แต่หากนำไปขับท่ามกลางกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทั่วไปในตลาดเอเชียแล้ว จะดูเท่ขึ้นมาอย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องการย้ายฐานการผลิตและแผนที่จะเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาแล้ว ฮาเลย์ยังมีแผนออกแบบร้านค้าขนาดเล็ก เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น มีการจับมือกับคู่ค้าธุรกิจออนไลน์ และสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้แข็งแกร่งขึ้นอีก  ทั้งหมดถือเป็นการปรับตัวแบบ proactive เพื่อการเติบโตและความยั่งยืนของแบรนด์

 

แหล่งข้อมูล https://www.usatoday.com/story/money/nation-now/2018/07/30/harley-davidson-manufacturing-overseas-asia-smaller-motorcycles/862368002/

รูปภาพ https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/future-vehicles/livewire.html

https://www.harley-davidson.com/th/th/motorcycles/future-vehicles/streetfighter.html

https://9tro.com/media/bikes/bike-news/more-roads-to-harley-davidson

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

6 เส้นทางออก โร้ด ทริป ต่างแดน

เวียดนาม

หลายคนน่าจะคุ้นชินกับภาพจราจรอันหนาแน่นในประเทศเวียดนาม แต่จริง ๆ แล้วภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่อยู่ในเมือง  หากขับออกมาในโซนต่างจังหวัดแล้ว ประเทศเวียดนามยังมีถนนหนทางที่เหมาะแก่การขับขี่มอเตอร์ไซค์อีกมาก ซึ่งระหว่างทางจะมีนาข้าว หมู่บ้าน ชุมชน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ของชาวไร่ เป็นทัศนียภาพที่สวยงาม ต่างออกไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง

นอกเมืองหลวงจะมีเส้นทางคดเคี้ยวให้คุณได้ขับอย่างสนุก ผ่านสวนยางพารา ไร่กาแฟชะมด และมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคนท้องถิ่น  อากาศที่เวียดนามค่อนข้างแปรปรวน มีมรสุมอยู่บ่อยครั้ง แนะนำให้ไปช่วงฤดูใบไม้พลิ (มีนาคม และ เมษายน) กับช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน ถึง ธันวาคม)

 

อิตาลี

จากเทือกเขาแอลป์ไปฝั่งทะเลอามาลฟีและฝั่งทะเลการ์กาโน ประเทศอิตาลีมีเส้นทางการออก โร้ด ทริป ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และยังมีเส้นทาง Transalpine ที่เชื่อมต่อระหว่างเมือง เกรโนเบิล ของประเทศฝรั่งเศส และเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เข้าด้วยกัน นับเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ผู้คนเดินทางมาออก โร้ด ทริป มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

ถ้าคุณชอบถนนริมชายฝั่ง วิวธรรมชาตินอกตัวเมือง รวมถึงเส้นทางในหุบเขา Apennine อิตาลีถือเป็น Destination ของคุณ หรือหากอยากเที่ยวในเมืองด้วย บางทัวร์ก็มีพาลูกค้าไปชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ผสมกับการขับมอเตอร์ไซค์เช่นกัน  ถ้าจะออกทริปแบบเที่ยวในเมืองด้วยแล้ว แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะและอากาศร้อน  แนะนำให้ไปช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน ถึง มิถุนายน) และช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน และ ตุลาคม)

 

โรมาเนีย

แม้ประเทศโรมาเนียจะไม่ได้มีถนน Highway ที่ทอดยาวไปไม่รู้จบเหมือนประเทศอื่น ดินแดนแถบยุโรปตะวันออกนี้ ยังมีถนนที่สำคัญสองสาย นั่นก็คือ Transalpina และ Transfagarasan ที่คดเคี้ยวไปมาอยู่ในหุบเขา  แต่หากคุณไม่ได้ชื่นชอบการลัดเลาะไปตามหุบเขา ลองวิ่งถนนที่ตัดผ่านเขต Transylvania ดู คุณจะพบกับทัศนียภาพที่สวยงามเช่นกัน

อีกเส้นทางหนึ่งที่คุณสามารถไปได้ก็คือถนนในหุบเขา Carpathian ซึ่งตามเส้นทางคุณจะผ่านเมืองหลวงของโรมาเนียอย่างบูคาเรสต์ ทะเลสาบ Vidraru น้ำตก Bigar เมืองบราซอฟ เมืองซิกิโซอารา เมืองซีบิว อุทยานแห่งชาติต่าง ๆ พร้อมสัมผัสการวิ่งในหุบเขาที่มีความสูงเฉียดก้อนเมฆ

 

USA

ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นหนึ่งในจุดหมาย ที่เหมาะแก่การออก โร้ด ทริป มากที่สุดในโลก  เส้นทาง Highway ที่ขึ้นชื่อก็คือ Route 66 ซึ่งเริ่มจากเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผ่านรัฐมิสซูรี แคนซัส โอคลาโอมา เท็กซัส นิวเม็กซิโก อริโซนา ไปจนถึงเมืองแซนตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมระยะทาง 3, 940 กิโลเมตร เรียกว่าขับกันให้หายอยากกันเลยทีเดียว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่  หากไปทางตอนใต้แนะนำให้หลีกเลี่ยงฤดูเฮอริเคน (สิงหาคม ถึง ตุลาคม) ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียอากาศปกติอยู่ตลอดเวลา สามารถไปช่วงไหนก็ได้ แต่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนเมษายน เส้นทางในหุบเขาจะมีหิมะปกคลุม

 

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีดินแดนกว้างใหญ่ และมีถนนขึ้นชื่ออย่าง The Great Ocean ที่ออกสตาร์ทจากเมืองเมลเบิร์น วิ่งเรียบไปตามขอบชายฝั่งตอนใต้ของออสเตรเลีย ผ่านป่าเขตร้อน ชายหาด และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง Shipwreck Coast ก่อนไปจบที่เมืองปีเตอร์โบโรห์ รวมระยะทาง 290 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง ก้อนหินยักษ์ “อูลูรู” ที่ตั้งอยู่ใจกลางของทวีปที่สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย  ดังนั้นควรเตรียมมอเตอร์ไซค์ให้พร้อมสำหรับเส้นทาง Off Road หากมีแพลนจะไปชมสิ่งมหัศจรรย์นี้ และควรไปช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน รวมถึงเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน

 

อาร์เจนตินา

ปิดท้ายกันด้วยประเทศอาร์เจนตินา ที่ขึ้นชื่อในเรื่องธารน้ำแข็งอันสวยงาม ไวน์ชั้นดี และการทำบาร์บีคิว แต่ไม่กี่คนที่จะรู้ว่า อาร์เจนตินามีเส้นทาง โร้ด ทริป ระดับโลกซ่อนอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือเส้นทาง Ruta 40 ที่วิ่งเป็นเส้นทางยาวจากใต้ขึ้นเหนือ ผ่านจังหวัดมากกว่า 10 จังหวัด รวมถึงเมือง Mina Pirquitas ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากที่สุดในประเทศ และยังมีเส้นทางเข้าสู่ถนนในเทือกเขาแอนดีสได้อีกด้วย  เส้นทาง Ruta 40 ยังมีหุบเขา Atuel และอุทยานแห่งชาติ Talampaya อยู่ในรัศมี ให้คุณแวะพักผ่อน เก็บแรง ก่อนออกลุยอีกครั้ง ไปตามถนนที่ทอดยาวไม่รู้จบ

แหล่งที่มา https://www.bookmotorcycletours.com/news/best-countries-road-trips

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson X ศิลปะพื้นเมืองคิวบา

ในบทความที่ผ่านมา เราเคยนำ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม มากมายมาให้ทุกคนได้ชม ซึ่งนักแต่งรถแต่ละคนล้วนเป็นช่างที่มากด้วยทักษะและประสบการณ์ วันนี้เรามีอีกหนึ่งโมเดลที่จะทำให้ทุกคนประหลาดใจ เพราะผลงานชิ้นนี้ไม่ได้เกิดจากช่างนักแต่งรถทั่วไป แต่เกิดจากศิลปินเชื้อสายคิวบา ที่ได้วาดลวดลายลงบนตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

Alexander Mijares ศิลปินเชื้อสายคิวบาผู้เกิดในเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา

Alexander Mijares คือเจ้าของผลงานคันนี้ เขาคือศิลปินและจิตกรฝาผนังที่แต่งฮาเลย์ได้อย่างแหวกแนว จากโทนเข้มขรึมดุดัน ให้เต็มไปด้วยสีสันและมีชีวิตชีวา ซึ่งสอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ไม่ใช่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกของตัวรถ แต่ในเรื่อง “อิสรภาพ” ที่แต่ละคนสามารถเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ได้ในแบบของตัวเอง

Alexander ยังได้สร้างสรรค์ผลงานคันนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ช่างสักอเมริกันในตำนานผู้ล่วงลับไปแล้ว “Norman Collins” หรือที่รู้จักในนาม “Sailor Jerry”  เขาได้วาดศิลปะพื้นเมืองคิวบาลงบนตัวรถ ซึ่งทำให้ ฮาเลย์ เดวิดสัน คันนี้สวยงามในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

แรกเริ่ม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์เหล้ารัม Sailor Jerry Spiced Rum กับ Harley-Davidson โดยทั้งสองบริษัทจะเลือกศิลปินและนักออกแบบชั้นนำในสหรัฐอเมริกา มาสร้างสรรค์ ฮาเลย์ จำนวน 22 คัน ซึ่งประกอบไปด้วยโมเดล Sportster Forty-Eight, Iron 883 และ Sportster Roadster

Alexander Mijares คือหนึ่งในศิลปินเหล่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็สะท้อนถึงสไตล์งานของเขาได้เป็นอย่างดี นั่นคือการใช้สีสันมากมาย สลับซ้อนกันไปมา ทำให้ผลงานออกมาดูมีพลัง และชีวิตชีวา  สีต่าง ๆ ที่ Alexander ระบายและวาดลงไปบนฮาเลย์คันนี้ ทำให้ไม่ว่าจะมองตัวรถจากมุมไหน ก็จะพบกับรายละเอียดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  หากมองจากไกล ๆ ก็จะเห็นความสวยงามโดยรวมจากสีของเขา หากมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นลวดลายและรูปทรงต่าง ๆ มากมายที่ซ่อนอยู่  ผลงานชิ้นนี้ คือการผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art

Alexander Mijares คือศิลปินที่ได้รับเลือกจาก Harley-Davidson และ Sailor Jerry Spiced Rum

ศิลปินที่ได้รับเลือกรายอื่นประกอบไปด้วย ช่างสักชื่อดังอย่าง Jonathan Valena หรือที่รู้กันในนาม JonBoy, Oliver Peck และ Megan Woznicki ที่รู้จักในชื่อ Megan Massacre และยังมีนักออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Michael Ramirez หรือ BuckWild รวมถึงศิลปินอย่าง L’amour Supreme ที่ผลงานมีเอกลักษณ์แบบเฉพาะไม่แพ้กัน  ในการสร้างสรรค์ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม ครั้งนี้ โจทย์ของแต่ละคนก็คือ การนำเสน่ห์ลวดลายสักต่าง ๆ ในสไตล์ Sailor Jerry (ช่างสักในตำนานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) มาอยู่บนบอดี้ตัวรถ  ต่อจากนี้เรามาชื่นชมผลงานของ Alexander Mijares แบบ Close Up กัน

Alexander ใช้สีสดหลากหลายเฉดเพื่อใส่ความมีชีวิตชีวาให้กับตัวรถ

อุปกรณ์ศิลปะของเขา

สีที่สดมาก ๆ ทำให้เกิด Movement เวลามอง

เขาเริ่มโดยการวาดลวดลายลงบนตัวรถก่อนลงสี

Alexander ผู้มีความสุขกับการสร้างสรรค์ฮาเลย์คันนี้

กลิ่นอายศิลปะพื้นเมืองคิวบา แทรกซึมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของตัวมอเตอร์ไซค์

ขวดสีที่ Alexander ใช้

การผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art เข้าด้วยกัน

ลายด้านข้างถังน้ำมันที่แปลกตา

 

แหล่งข้อมูล https://www.designboom.com/technology/alexander-mijares-harley-davidson-05-22-2017/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ทางการแพทย์พิสูจน์แล้ว การขับมอเตอร์ไซค์ช่วยลดความเครียด

ผู้ขับมอเตอร์ไซค์ที่ได้ออกทริปทางไกลบ่อย ๆ น่าจะเข้าใจกันดี กับความรู้สึกสงบสุข ในการขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปบนถนนเปิดโล่ง มีสายลมเย็น ๆ พัดผ่าน มีเสียงเครื่องยนต์ไพเราะเสนาะหู สลับกับทัศนียภาพอันสวยงามรอบตัวให้ชื่นชม  ที่กล่าวมาอาจจะฟังดูเหมือนฝันไปสักหน่อย แต่ผู้ขับออกต่างจังหวัดหลายคนจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่านี้เป็นอย่างดี  ความจริงก็คือการขับมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ดีต่อความรู้สึกเราเพียงเท่านั้น มันยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Harley-Davidson ได้สนับสนุนเงินก้อนหนึ่งให้กับสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในการศึกษาประโยชน์จากการขับมอเตอร์ไซค์ เพราะบริษัทได้วางภาพลักษณ์แบรนด์ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายและเป็นมิตร  สถาบันแห่งนี้มีชื่อว่า UCLA’s Semel Institute for Neuroscience and Human Behavior ซึ่งเริ่มการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวโดยการนำผู้ขับมอเตอร์ไซค์มากประสบการณ์ 50 รายมาทดสอบ เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่มีต่อสมองพวกเขา จากการขับมอเตอร์ไซค์

ผู้ขับ 50 รายนี้ต้องใส่อุปกรณ์ mobile electroencephalogram ที่มีลักษณะคล้ายกับหมวกคลุมผม ซึ่งสามารถตรวจจับการทำงานของสมองคนขับได้  ผู้ขับจะถูกปล่อยให้ขับอย่างอิสระ โดยจะมีการตรวจการทำงานของสมองและฮอร์โมน ทั้งก่อนขับ ขณะขับ และตอนหยุดพัก เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มา

หลักจากการทดสอบ นักวิจัยพบว่าการขับมอเตอร์ไซค์ช่วยให้ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับระดับความเครียด ลดลงถึง 28% อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น 11% (จากการขับ 20 นาที) และสารอะดรีนาลีนเพิ่มขึ้น 27% อีกทั้งผู้ขับยังมีสมาธิและความตื่นตัวเพิ่มขึ้น

Dr. Don Vaughn แพทย์ด้านสมองผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “ระดับความเครียดของผู้คน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทุกคนต่างพยายามพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองผ่านวิธีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก่อนหน้านี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยพอที่จะวัดผลลัพธ์จากกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการขับมอเตอร์ไซค์ ที่มีผลต่อสมองได้  สมองคนเราเป็นสิ่งซับซ้อน และถือเป็นเรื่องน่าสนใจในการศึกษาผลลัพธ์ที่ผู้ขับได้รายงานมา ทั้งต่อร่างกายและต่อจิตใจของพวกเขา”

คราวหน้าถ้าเกิดคุณรู้สึกซังกะตายอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือพบกับเรื่องเครียด ๆ จากที่ทำงานมาทั้งวัน วิธีที่จะทำให้คุณกลับมารู้สึกกระชุ่มกระชวยหรือช่วยปลดปล่อยความตรึงเครียดออกไปได้ ก็คือวิธีง่าย ๆ อย่างการออกไปขับมอเตอร์ไซค์นั่นเอง  ข้อมูลทางการแพทย์นี้อาจเป็นอีกผลหนึ่งที่คุณใช้ได้หากต้องหาข้ออ้างในการออกไปโลดแล่นบนท้องถนน เพียงบอกว่า  “มันคือคำสั่งจากหมอครับ”

แหล่งที่มา https://www.rideapart.com/articles/301693/science-proves-riding-a-motorcycle-is-good-for-you-seriously/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Super Hero Marvel

สองค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Harley-Davidson และ Marvel ได้ร่วมกันออกแบบมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของ ซูเปอร์ฮีโร่ ในค่ายมาร์เวลออกมาได้อย่างน่าประทับใจ มาดูกันว่าโมเดลต่าง ๆ ของฮาเลย์ได้ถูกจับคู่กับฮีโร่รายไหนบ้าง

กัปตันอเมริกา

ฮีโร่คนนี้เป็นตัวแทนแห่งความอิสรภาพ ไม่ต่างจาก DNA ของ Harley-Davidson โมเดลที่เลือกใช้คือ Touring Street Glide Special แสดงออกถึงพละกำลัง ความถึก และความไว ที่คุณสามารถขับไปได้ไกลทั่วทุกมุมโลก

สไปเดอร์แมน

สไปเดอร์แมนสื่อถึงการเคลื่อนตัวอย่างว่องไวในเมือง โมเดลที่ถูกเลือกใช้จึงเป็น Sportster Iron 883 ที่เหมาะกับการขับในเมืองโดยเฉพาะ  Iron 883 ยังมีสี Black Denim ที่เหมือนกับตัวร้าย Venom ในเรื่องสไปเดอร์แมนอีกด้วย

ธอร์

เทพเจ้าสายฟ้า ธอร์ มีความแข็งแกร่งและความอึดทนเป็นคุณสมบัติเด่น เหมือนกับ Softail Breakout โมเดลคลาสสิกของฮาเลย์ที่อยู่ยงคงกระพันมาหลายปี  Softail Breakout มีพละกำลังเครื่องยนต์ล้นเหลือ ดั่งค้อนโยเนียร์ของธอร์ ที่รอให้คุณออกอาวุธ (เปิดคันเร่ง) เมื่อยามต้องการ

เดอะ ฮัลค์

พละกำลังมหาศาลและความบ้าคลั่ง คือสิ่งที่อยู่ในนักวิทยาศาสตร์ บรูซ แบนเนอร์ที่ได้กลายร่างเป็น เดอะ ฮัลค์ เวลาโกรธ  โมเดลที่เลือกใช้คือ Fat Boy Lo ที่ล่ำสัน บึกบึน มากด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ดั่งยักษ์เขียวคนนี้

ไอรอนแมน

V-Rod Muscle คันนี้ถูกแต่งให้มีเฟรมรถเหมือนกับเกราะของไอรอนแมน ลงสีเข้มในโทนดำแดง และมีอะไหล่ส่วนต่าง ๆ คล้ายกับงานประดิษฐ์สุดล้ำของ โทนี่ สตาร์ค  V-Rod ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และมีพละกำลังเครื่องยนต์อย่างไม่จำกัด ดั่งไอรอนแมนที่เหินฟ้าทะยานอากาศไปได้ทุกมุมโลก

เดอะ พันนิชเชอร์

เดอะ พันนิชเชอร์ คือสามัญชนธรรมดา ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ได้ฝึกฝนทักษะความสารถในค่ายทหารจนเก่งกล้า  ฮีโร่รายนี้จึงคล้ายกับ Sportster Forty-Eight ที่ไม่ต้องการดีเทลอะไรเยอะแยะ ขอมีเพียงเครื่องยนต์คุณภาพอย่าง Evolution 1200cc เอาไว้ขับทำภารกิจต่าง ๆ ในเมือง ก็ถือว่าเพียงพอ

วอสป์

วอสป์ มีความสามารถในการย่อส่วนตัวเองให้เล็กลงคล้ายกับ Ant Man เพื่อใช้หลบหลีกอุปสรรค และลัดเลาะไปในที่แคบที่รถใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้  ฮีโร่รายนี้จึงถูกจับคู่กับ Sportster Roadster ที่มีขนาดกะทัดรัด คล่องแคล่วว่องไว และขับสะดวกในตัวเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น

อัลตรอน

อัลตรอนคือฮีโร่ตัวร้ายที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และสามารถพัฒนาตัวเองให้แกร่งกว่าเดิมได้อยู่เรื่อย ๆ เหมือนกับ Night Rod Special ซึ่งเป็นโมเดลที่มีเทคโนโลยีสูง ผู้ออกแบบมีการใช้ Hydrographic ทำลายบนตัวรถ และเพิ่มลายเส้นสีแดงตามขอบล้อ ให้เหมือนกับร่างกายของเจ้าอัลตรอน

เกวน สเตซี่

เกวน สเตซี่ หรือที่รู้จักกันในนาม สไปเดอร์วูแมน มีความคล่องตัวสูงในเมืองเหมือนกับ สไปเดอร์แมน โมเดลที่ถูกเลือกมาจึงเป็น Street 500 ที่เหมาะสำหรับการขับในเมือง  ตัวรถมีการทำสีแบบ แกรฟฟิตี้ และแต่งท่อไอเสียใหม่ให้มีเอกลักษณ์มากกว่าเดิม

โกสต์ ไรเดอร์

โกสต์ ไรเดอร์ คงดีใจที่มีคนออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้อีกคัน โดยจะเป็นสายทัวร์   ริ่งอย่าง Road Glide Special ที่บอดี้มีการทำเป็นลายไฟให้เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับมอเตอร์ไซค์คันเดิม แถมมีกระเป๋าข้างเอาไว้เก็บวิญญาณได้อย่างเหลือเฟือ

กรูท

กรูท คู่หูของเจ้า แรคคูน ร็อคเก็ต ในเรื่อง Guardians of the Galaxy ผู้มีความสุขุม เยือกเย็น แต่ทรงพลัง ถูกจับคู่กับตัวท๊อปของสายทัวร์ริ่งอย่าง Street Glide Special ที่พร้อมพาคุณเดินทางไกลไปทั่วจักรวาล  ตัวรถมีการทำสีให้กลมกลืนไปกับกรูท แต่ถ้าหากได้นำคันนี้ไปขับในเมืองแล้วละก็ โดดเด่นจนทุกสายตาต้องหันมามองแน่นอน

แบล็กวิโดว์       

แบล็กวิโดว์ (นาตาชา โรมานอฟ) คือสายลับและสาวนักฆ่าทักษะแพรวพราว มี สกิลหลบหลีกคล่องตัวสูง เหมือนกับ Sportster Iron 883 ในเวอร์ชั่นสีดำล้วน ซึ่งการเพิ่มโลโก้ของฮีโร่หญิงคนนี้เข้าไปบริเวณถังน้ำมัน ทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม

แบล็ค แพนเธอร์

แบล็ค แพนเธอร์ คือกษัตริย์ของประเทศวากันด้า ที่มีประวัติศาสตร์มากมาย โมเดลที่ถูกใช้จึงเป็น Softail รุ่นคลาสสิกที่ถือกำเนิดมาร่วมหลายสิบปีในวงการ Softail คันนี้มีลักษณะเตี้ย ลู่ลม ซึ่งเมื่อออกตัวจะคล้ายกับการเคลื่อนไหวของ แบล็ค แพนเธอร์ ในยามต่อสู้  ผู้ออกแบบมีการทำสีดำล้วนทั้งคันให้เหมือนกับชุดออกรบของฮีโร่รายนี้

แดรกซ์

แดรกซ์ คือนักสู้ที่เก่งในระยะประชิด มีความแข็งแกร่งและพละกำลังเป็นต่อ เหมือนกับโมเดล Dyna Fat Bob ที่ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่พละกำลังเครื่องยนต์โดยเฉพาะ ผู้ออกแบบมีการทำผิวและสีของตัวรถให้มีความรู้สึกเหมือนกับร่างกายของ แดรกซ์ ซึ่งอะไหล่ที่ใช้แต่งทั้งหมดเป็นของแบรนด์ฮาเลย์

ธานอส

ตัวร้ายบิ๊กเนมอย่าง ธานอส ในหนัง Avengers Infinity War ต้องคู่กับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์อย่าง Street Glide Special ที่ดุดันและมีพลังมากเอาการ เอาไว้ขับทางไกลข้ามจังหวัดข้ามประเทศได้แบบชิล ๆ บอดี้ทำสีดำให้มีเสน่ห์แบบดาร์ค ๆ คล้ายกับพลังด้านมืดที่ ธานอส ส่งไปทั่วทั้งจักรวาล

แหล่งที่มา https://9tro.com/media/bikes/bike-news/harley-davidson-marvel-super-hero-custom-motorcycles

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

รีวิว Harley-Davidson CVO Limited 2019

Harley-Davidson CVO คือโมเดลชุดแต่งพิเศษจากโรงงานที่มีการใช้อะไหล่ วัสดุ เครื่องยนต์ และการเก็บรายละเอียดที่เหนือกว่าโมเดลธรรมดา  หนึ่งในโมเดล CVO ของฮาเลย์ในปี 2019 ก็คือ CVO Limited ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Twin-Cooled Milwaukee-Eight 117 ขนาด 1,923cc ที่เพลาลูกเบี้ยว การควบคุมไอดีไอเสีย และอัตรากำลังอัดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

Harley-Davidson CVO Limited ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ electronic throttle control มีแรงบิด 125 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500 ต่างจากโมเดล Ultra Limited (ใช้เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114) ซึ่งทำได้สูงสุดที่รอบ 3,000

แฟริ่งด้านหน้า CVO Limited เป็นแบบ Batwing มีกระเป๋า Tour Pak ที่ด้านหลัง  ความใหญ่อลังภายนอกทำให้ CVO Limited ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับยาก แต่สำหรับผู้ขับที่สูงถึง 180 ท่าทางในการนั่งถือว่ากระชับอยู่พอสมควร

Harley-Davidson CVO Limited มีความสูงเบาะนั่ง 30.1 นิ้วหรือราว 76 เซนติเมตร ผู้ขับสามารถวางเท้าแตะพื้นได้สบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะต้องรักษาสมดุลของมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักกว่า 900 ปอนด์  แฮนด์อยู่ในตำแหน่งที่วางมือลงได้อย่างสบาย ไม่ต้องเอื้อมไปจับ ส่วนการวางเท้าและตำแหน่งพนักพิงช่วยให้ผู้ขับยืดเส้นยืดสายได้อย่างสบาย  ด้วยท่านั่งที่ค่อนข้างผ่อนคลาย การขับระยะทางประมาณ 400-500 กิโลเมตร จึงกลายเป็นเรื่องชิล ๆ ในทันที  ปัจจุบันถือว่ายากในการหามอเตอร์ไซค์ที่มอบความสะดวกสบาย ขับทางไกลได้ยาวทั้งวัน อย่าง Harley Davidson CVO Limited

การขับไปนอกเมืองในเส้นทางที่คดเคี้ยว CVO Limited  แม้ตัวรถจะมีแฟริ่งและตะเกียบหน้าที่ค่อนข้างใหญ่ การหันแฮนด์เวลาเข้าโค้งถือว่ามีความเบา  การเอนตัวเข้าโค้งมีความเฟิร์ม และผู้ขับสามารถรักษาไลน์ได้อย่างมั่นคง

และต่อให้มีกระเป๋า Tour Pak อยู่ด้านหลัง CVO Limited ผู้ขับจะสัมผัสได้ว่าตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังเปลี่ยนความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกเล็กน้อยที่ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่เทอะทะ อาจเปรียบได้กับนักมวยรุ่น heavy weight ที่ตัวใหญ่แต่แฝงไปด้วยความคล่องตัว

ด้วยพละกำลังที่มากขนาดนี้ CVO Limited จึงต้องมีระบบเบรกที่เอาตัวรถอยู่อย่าง Reflex Linked Brakes พร้อมระบบ ABS ที่ทางบริษัทโคกับแบรนด์ Brembo  เวลาบีบคันเบรกด้านหน้า จะมอบความรู้สึกหนักแน่นแต่ไม่กระชากจนเกินไป และแรงเบรกจะถูกกระจายไปยังล้อหลังเพื่อความสมดุลในการเบรกอีกด้วย

ถ้าต้องการให้ระบบ ABS ทำงานโดยเบรกหลังเพียงอย่างเดียว ผู้ขับจะต้องเหยียบคันเบรกหนักอยู่พอสมควร โดยรวมการทำงานระหว่างเบรกหน้าและเบรกหลังมีประสิทธิภาพล้นเหลือในการหยุดตัวรถ

ในเรื่องการตกแต่งและฟีเจอร์อื่น ๆ CVO Limited มีการใช้สีที่สวยงามสะดุดตาซึ่งผสมผสานกันได้ดีกับผิวโครเมี่ยมที่ส่วนท่อไอเสียและตะเกียบหน้า มีระบบ Boom! Box GTS infotainment รุ่นอัพเกรดที่เปิดเครื่องได้เร็วขึ้น และมองเห็นได้ง่ายขึ้นกลางแสงแดด ทำงานเหมือนกับมือถือสมาร์ทโฟน ยังไม่นับอุปกรณ์และวัสดุเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก Kahuna Collection ของ Harley-Davidson อีก

CVO Limited มีพื้นที่ให้เก็บของมากมาย พร้อมระบบล๊อกหนาแน่น ใช้งานง่ายโดยการกดปุ่ม ตัวรถมีสีให้เลือกด้วยกันสามแบบ Magnetic Grey Fade, Magnetic Grey and Wineberry with Redpper, และ Auburn Sunglo & Blackhole with Rich Bourbon (รูปด้านบน) แม้ตัวรถจะดูหรูหราและสวยงามเอาการ แต่ CVO Limited คือมอเตอร์ไซค์ที่เอาไว้ใช้ขับทางไกลแบบข้ามจังหวัดข้ามประเทศอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา https://ridermagazine.com/2018/12/19/2019-harley-davidson-cvo-limited-first-ride-review/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการโลโก้ Harley-Davidson

ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมายเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปเลยคือ โลโก้ Bar and Shield ประจำแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก่อนจะมาเป็นรูปทรง ณ ปัจจุบัน โลโก้ของ Harley-Davidson ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควรเช่นกัน ในบทความนี้เราย้อนไปดูวิวัฒนาการของโลโก้ Harley-Davidson แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกกัน

Harley-Davidson ผลิตมอเตอร์ไซค์คันแรกออกมาในปี 1903 แต่ปีแรกที่บริษัทเริ่มใช้โลโก้คือปี 1910 และโลโก้ที่รู้จักกันในชื่อ Bar and Shield นี่เองคือดีไซน์ที่บริษัทใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการออกแบบโลโก้ถัดไปทั้งหมด  โลโก้ Bar and Shield ประกอบไปด้วยสามสีหลักคือ ดำ ขาว และส้ม ซึ่งทำให้แบรนด์ฮาเลย์มีเอกลักษณ์แตกต่างจากแบรนด์อื่นอยู่พอสมควร  ส่วนในโลโก้จะใช้คำว่า HARLEY-DAVIDSON อยู่บนแผ่นเหล็กแนวนอนด้านหน้า ด้านหลังจะเป็นโล่ ใช้คำว่า MOTOR ด้านบน และคำว่า COMPANY อยู่ด้านล่าง ตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

หลังจากนั้นในปี 1953 Harley-Davidson มีการออกแบบโลโก้ใหม่ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท  โลโก้ใหม่นี้จะใช้สีเงินล้วน มีรูปแบบเป็นทรงกลมพร้อมตัว V ที่ยื่นออกมาด้านบนเล็กน้อย  ตัว V ที่ว่านี้สื่อถึงลักษณะเครื่องยนต์ V-Twin ที่เป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson  ที่สำคัญโมเดลที่ผลิตออกมาในปี 1954 จะมีตรานี้ติดอยู่ที่บังโคลนหน้าของรถด้วย

ในปี 1965 บริษัทได้กลับไปใช้โลโก้แบบเดิม เพราะเป็นดีไซน์ต้นแบบที่สื่อถึง  แบรนด์ได้ดีกว่า แต่คราวนี้บริษัทได้นำสีส้มออกไปเพื่อเพิ่มความเรียบง่าย โลโก้จึงเป็นสีขาวดำอย่างที่เห็นในภาพด้านบน

หนึ่งในโลโก้ยอดฮิตของฮาเลย์คือ #1 logo ถูกออกแบบโดย Willie G. Davidson ลูกชายของ William H. Davidson และถูกเริ่มใช้ครั้งแรกในโมเดล 1971 FX Super Glide  โลโก้นี้จะถูกใช้ในโมเดลสนามแข่งของฮาเลย์ โดยเฉพาะสนามแข่งแบบ Dirt Track ภายหลังโลโก้นี้มักเห็นได้ทั่วไปตามสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของแบรนด์

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2003 เมื่อบริษัทออกแบบโลกโก้ใหม่ เพื่อฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ใหม่จะมีโลโก้เดิมเป็นส่วนประกอบ แต่ถูกประกบข้างด้วยปีกนก ซึ่งด้านหนึ่งเขียนเป็นเลข 1903 ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเลข 2003 ซึ่งก็คือปีก่อตั้งและปี ณ ช่วงเวลานั้นนั่นเอง  ด้านล่างเป็นเลข 100 ตัวใหญ่ บ่งบ่องถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Harley-Davidson  ปีกนกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวแทนของความเร็ว พละกำลัง และอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผู้ขับทุกคนสัมผัสได้

ในปี 2008 Harley-Davidson ได้ออกแบบโลโก้เพื่อฉลองครบรอบ 105 ปี โดยทำการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจากโลโก้ฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ Bar and Shield ยังคงอยู่เหมือนเดิมเป็นเอกลักษณ์ ปีกนกมีการปรับให้ชูสูงขึ้น ซึ่งระหว่างปีกทั้งสองข้างจะมีคำว่า 105 years อยู่  ส่วนด้านล่างจะเป็นตัวเลขช่วงปี 1903 และ 2008

นอกจากนี้ยังมีโลโก้ที่กลุ่มแฟนฮาเลย์ตั้งกันขึ้นมาเอง กลุ่มแฟนที่ว่านี้มีชื่อกลุ่มว่า HOGS (Harley Owners Group) ซึ่งโลโก้ที่พวกเขาทำขึ้นมาจะแตกต่างจาก   โลโก้ที่บริษัทใช้อย่างสิ้นเชิง  ตัวโลโก้ประกอบไปด้วยนกอินทรีย์เกาะอยู่บนตัว O ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นล้อของมอเตอร์ไซค์ สีที่ใช้จะเป็นดำ ขาว และเหลืองตามภาพด้านบน

ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson แต่ละที่อาจมีการปรับแต่งโลโก้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอคือสัญลักษณ์ Bar and Shield สุดคลาสสิกที่ใช้มากันตั้งแต่ปี 1903 นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 115 ปี โลโก้ Bar and Shield ที่ว่านี้ก็ยังเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แบรนด์ที่เรารักแบบนี้เช่นเดิม

 

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-of-and-story-behind-the-harley-davidson-logo/

รูปภาพ https://thelogocompany.net/blog/friday-feature/evolution-harleydavidson-logo/

https://ultimatemotorcycling.com/2009/09/04/1971_harley-davidson_super_glide_motorcycle_review/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson โมเดลไหนเหมาะสำหรับมือใหม่

 

Harley-Davidson วางแผนเปิดตัวโมเดลแปลกใหม่มากมายในปี 2019 เช่น มอเตอร์ไซค์แนว adventure-touring แนว middleweight streetbike รวมถึงแนว electric bikes หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อยากร่วมขบวนฮาเลย์สักครั้ง คุณไม่จำเป็นต้องรอคอยให้โมเดลเหล่านี้ออกมา เพราะฮาเลย์มีโมเดลมากมายที่เหมาะสมสำหรับพวกคุณพร้อมไว้อยู่แล้ว

ในช่วงหลายปีหลัง ฮาเลย์ได้มีการผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กและเบาออกมาอย่างต่อเนื่อง มอเตอร์ไซค์เหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่ หรือผู้ขับที่มีงบประมาณจำกัดโดยเฉพาะ  ผู้ที่ต้องการเพียงความสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีหรือความหรูหรามากนัก แต่แม้จะมีคุณสมบัติที่เป็นรองโมเดลขนาดใหญ่หรือแพงกว่า โมเดลสำหรับผู้เริ่มต้นเหล่านี้ยังคงมีกลิ่นอายและเสน่ห์ความเป็น Harley-Davidson ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน

เริ่มต้นกันที่โมเดล Street 500 และ Street 750 ที่ฮาเลย์เปิดตัวมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพื่อแข่งกับตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ  โมเดล Street ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่หรือ newbies โดยเฉพาะ ตัวมอเตอร์ไซค์มีน้ำหนักเบา มีสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง มีราคาที่ไม่สูง และยังเหมาะกับผู้ขับที่มีสัดส่วนไม่สูงมากนักอีกด้วย ถือเป็นโมเดลที่เหมาะสมสำหรับ entry level ทุกคน

Harley-Davidson Street 750

อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโมเดล Street ไม่ได้รับเสียงตอบรับมากพอเท่าที่ควร เนื่องจากกลุ่มแฟนฮาเลย์ส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบดีไซน์แบบดั้งเดิมอยู่ เพราะสิ่งที่ขาดหายไปในโมเดลนี้คือเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ฉบับฮาเลย์ ในโมเดล Street เสียงเครื่องยนต์จะค่อนข้างเบาและดุดันน้อยกว่า  อีกหนึ่งจุดคือโมเดล Street จะมีการวางสวิตช์สัญญานไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ฝั่งเดียว แต่งต่างจากโมเดลทั่วไปของฮาเลย์ที่จะวางสวิตช์ไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ทั้งสองข้าง แต่ดีไซน์ดังกล่าวเป็นสัญญาณบอกว่าฮาเลย์กำลังนำดีไซน์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่แบรนด์

Harley-Davidson Street Rod XG750A

หากผู้ขับให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากกว่าภาพลักษณ์และหน้าตาในสังคม โมเดลกลุ่ม Street ถือว่าเหมาะสม แต่หากจะให้เลือกระหว่าง Street 500 กับ Street 750 ก็ต้องแนะนำว่า Street 750 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะด้วยขนาดเครื่องยนต์ของ Street 500 นั้น มือใหม่ขับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ไม่นานก็จะเบื่อและต้องการขนาดเครื่องยนต์ที่สูงกว่านี้  แต่หากผู้ขับสามารถลงทุนเพื่อสมรรถนะตัวรถที่ดีขึ้น บวกกับมีลุคสปอร์ตที่เพิ่มความเท่ให้กับตัวรถมาอีกหน่อย Street Rod ก็จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์

สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของ Harley-Davidson ในระดับที่เข้มข้นขึ้น โมเดลกลุ่ม Sportster ก็ถือเป็นมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นที่ดี โดยรุ่นที่มีราคาต่ำสุดคือ Sportster SuperLow ซึ่งมีจุดเด่นที่อะไหล่ผิวโครเมียมมันวาวสไตล์ฮาเลย์ฉบับคลาสสิก ตัวรถใช้เครื่อง V-Twin 883cc อันทรงพลัง มีความสูงเบาะนั่ง 25.5 นิ้ว ที่ผู้ขับแทบทุกคนสามารถขึ้นนั่งได้สบาย และยังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายที่สุดคันหนึ่งของฮาเลย์ นอกจากนี้ Sportster SuperLow ยังเป็นโมเดลที่นำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายและมีความอเนกประสงค์อย่างมาก แม้มันจะถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ผู้ขับสามารถออกเดินทางไปยังสถานที่หรือจังหวัดใกล้ ๆ ได้อย่างสบาย เนื่องจากตัวรถมีความสะดวกสบายและพละกำลังเครื่องยนต์ที่มากพอ

Harley-Davidson Super Low XL883L

สำหรับผู้ขับที่ต้องการมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นสุดเจ๋ง เราขอแนะนำ Sportster Iron 883 ซึ่งมีออร่าที่เข้มข้นกว่า Sportster SuperLow  ดีไซน์ตัวรถประกอบไปด้วยผิวแบบด้าน ท่อไอเสียสีดำล้วน blacked-out และเบาะนั่งที่มีความสปอร์ตมากขึ้น การขับ Iron 883 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ จะดึงดูดความสนใจของผู้คนอยู่พอสมควร ลักษณะการนั่งที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำยังเสริมให้ผู้ขับดูดุดันขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ขับหน้าใหม่ที่ชื่นชอบความดิบและสไตล์ industrial แบบนี้ แต่ต้องการสมรรถนะเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น Sportster Iron 1200 จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์ ซึ่งแน่นอนราคาย่อมสูงขึ้นไปตามกัน

Harley-Davidson Iron 883

จริงอยู่ที่ Harley-Davidson เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่มากมายที่แตกต่างไปจากเดิมในปีหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงผู้ขับระดับเริ่มต้น นับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่บริษัทควรได้รับการชื่นชม แต่สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อดใจรอโมเดลเหล่านั้นไม่ไหว ฮาเลย์ก็มีโมเดลมากมายอย่างที่นำเสนอไว้ในบทความนี้สำหรับพวกคุณ ซึ่งมีตั้งแต่ราคาเบา ๆ อย่างกลุ่ม Street จนถึงระดับที่สามารถนำขับออกงานสังคมได้อย่างภาคภูมิใจอย่างกลุ่ม Sportster

 

แหล่งที่มา https://www.hotbikeweb.com/best-harley-davidson-models-for-new-and-beginning-riders#page-5

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley