Harley-Davidson X ศิลปะพื้นเมืองคิวบา

ในบทความที่ผ่านมา เราเคยนำ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม มากมายมาให้ทุกคนได้ชม ซึ่งนักแต่งรถแต่ละคนล้วนเป็นช่างที่มากด้วยทักษะและประสบการณ์ วันนี้เรามีอีกหนึ่งโมเดลที่จะทำให้ทุกคนประหลาดใจ เพราะผลงานชิ้นนี้ไม่ได้เกิดจากช่างนักแต่งรถทั่วไป แต่เกิดจากศิลปินเชื้อสายคิวบา ที่ได้วาดลวดลายลงบนตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

Alexander Mijares ศิลปินเชื้อสายคิวบาผู้เกิดในเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา

Alexander Mijares คือเจ้าของผลงานคันนี้ เขาคือศิลปินและจิตกรฝาผนังที่แต่งฮาเลย์ได้อย่างแหวกแนว จากโทนเข้มขรึมดุดัน ให้เต็มไปด้วยสีสันและมีชีวิตชีวา ซึ่งสอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ไม่ใช่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกของตัวรถ แต่ในเรื่อง “อิสรภาพ” ที่แต่ละคนสามารถเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ได้ในแบบของตัวเอง

Alexander ยังได้สร้างสรรค์ผลงานคันนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ช่างสักอเมริกันในตำนานผู้ล่วงลับไปแล้ว “Norman Collins” หรือที่รู้จักในนาม “Sailor Jerry”  เขาได้วาดศิลปะพื้นเมืองคิวบาลงบนตัวรถ ซึ่งทำให้ ฮาเลย์ เดวิดสัน คันนี้สวยงามในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

แรกเริ่ม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์เหล้ารัม Sailor Jerry Spiced Rum กับ Harley-Davidson โดยทั้งสองบริษัทจะเลือกศิลปินและนักออกแบบชั้นนำในสหรัฐอเมริกา มาสร้างสรรค์ ฮาเลย์ จำนวน 22 คัน ซึ่งประกอบไปด้วยโมเดล Sportster Forty-Eight, Iron 883 และ Sportster Roadster

Alexander Mijares คือหนึ่งในศิลปินเหล่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็สะท้อนถึงสไตล์งานของเขาได้เป็นอย่างดี นั่นคือการใช้สีสันมากมาย สลับซ้อนกันไปมา ทำให้ผลงานออกมาดูมีพลัง และชีวิตชีวา  สีต่าง ๆ ที่ Alexander ระบายและวาดลงไปบนฮาเลย์คันนี้ ทำให้ไม่ว่าจะมองตัวรถจากมุมไหน ก็จะพบกับรายละเอียดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  หากมองจากไกล ๆ ก็จะเห็นความสวยงามโดยรวมจากสีของเขา หากมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นลวดลายและรูปทรงต่าง ๆ มากมายที่ซ่อนอยู่  ผลงานชิ้นนี้ คือการผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art

Alexander Mijares คือศิลปินที่ได้รับเลือกจาก Harley-Davidson และ Sailor Jerry Spiced Rum

ศิลปินที่ได้รับเลือกรายอื่นประกอบไปด้วย ช่างสักชื่อดังอย่าง Jonathan Valena หรือที่รู้กันในนาม JonBoy, Oliver Peck และ Megan Woznicki ที่รู้จักในชื่อ Megan Massacre และยังมีนักออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Michael Ramirez หรือ BuckWild รวมถึงศิลปินอย่าง L’amour Supreme ที่ผลงานมีเอกลักษณ์แบบเฉพาะไม่แพ้กัน  ในการสร้างสรรค์ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม ครั้งนี้ โจทย์ของแต่ละคนก็คือ การนำเสน่ห์ลวดลายสักต่าง ๆ ในสไตล์ Sailor Jerry (ช่างสักในตำนานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) มาอยู่บนบอดี้ตัวรถ  ต่อจากนี้เรามาชื่นชมผลงานของ Alexander Mijares แบบ Close Up กัน

Alexander ใช้สีสดหลากหลายเฉดเพื่อใส่ความมีชีวิตชีวาให้กับตัวรถ

อุปกรณ์ศิลปะของเขา

สีที่สดมาก ๆ ทำให้เกิด Movement เวลามอง

เขาเริ่มโดยการวาดลวดลายลงบนตัวรถก่อนลงสี

Alexander ผู้มีความสุขกับการสร้างสรรค์ฮาเลย์คันนี้

กลิ่นอายศิลปะพื้นเมืองคิวบา แทรกซึมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของตัวมอเตอร์ไซค์

ขวดสีที่ Alexander ใช้

การผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art เข้าด้วยกัน

ลายด้านข้างถังน้ำมันที่แปลกตา

 

แหล่งข้อมูล https://www.designboom.com/technology/alexander-mijares-harley-davidson-05-22-2017/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ทางการแพทย์พิสูจน์แล้ว การขับมอเตอร์ไซค์ช่วยลดความเครียด

ผู้ขับมอเตอร์ไซค์ที่ได้ออกทริปทางไกลบ่อย ๆ น่าจะเข้าใจกันดี กับความรู้สึกสงบสุข ในการขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปบนถนนเปิดโล่ง มีสายลมเย็น ๆ พัดผ่าน มีเสียงเครื่องยนต์ไพเราะเสนาะหู สลับกับทัศนียภาพอันสวยงามรอบตัวให้ชื่นชม  ที่กล่าวมาอาจจะฟังดูเหมือนฝันไปสักหน่อย แต่ผู้ขับออกต่างจังหวัดหลายคนจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่านี้เป็นอย่างดี  ความจริงก็คือการขับมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ดีต่อความรู้สึกเราเพียงเท่านั้น มันยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Harley-Davidson ได้สนับสนุนเงินก้อนหนึ่งให้กับสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในการศึกษาประโยชน์จากการขับมอเตอร์ไซค์ เพราะบริษัทได้วางภาพลักษณ์แบรนด์ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายและเป็นมิตร  สถาบันแห่งนี้มีชื่อว่า UCLA’s Semel Institute for Neuroscience and Human Behavior ซึ่งเริ่มการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวโดยการนำผู้ขับมอเตอร์ไซค์มากประสบการณ์ 50 รายมาทดสอบ เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่มีต่อสมองพวกเขา จากการขับมอเตอร์ไซค์

ผู้ขับ 50 รายนี้ต้องใส่อุปกรณ์ mobile electroencephalogram ที่มีลักษณะคล้ายกับหมวกคลุมผม ซึ่งสามารถตรวจจับการทำงานของสมองคนขับได้  ผู้ขับจะถูกปล่อยให้ขับอย่างอิสระ โดยจะมีการตรวจการทำงานของสมองและฮอร์โมน ทั้งก่อนขับ ขณะขับ และตอนหยุดพัก เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มา

หลักจากการทดสอบ นักวิจัยพบว่าการขับมอเตอร์ไซค์ช่วยให้ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับระดับความเครียด ลดลงถึง 28% อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น 11% (จากการขับ 20 นาที) และสารอะดรีนาลีนเพิ่มขึ้น 27% อีกทั้งผู้ขับยังมีสมาธิและความตื่นตัวเพิ่มขึ้น

Dr. Don Vaughn แพทย์ด้านสมองผู้นำทีมวิจัย กล่าวว่า “ระดับความเครียดของผู้คน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทุกคนต่างพยายามพัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองผ่านวิธีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก่อนหน้านี้เรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยพอที่จะวัดผลลัพธ์จากกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการขับมอเตอร์ไซค์ ที่มีผลต่อสมองได้  สมองคนเราเป็นสิ่งซับซ้อน และถือเป็นเรื่องน่าสนใจในการศึกษาผลลัพธ์ที่ผู้ขับได้รายงานมา ทั้งต่อร่างกายและต่อจิตใจของพวกเขา”

คราวหน้าถ้าเกิดคุณรู้สึกซังกะตายอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หรือพบกับเรื่องเครียด ๆ จากที่ทำงานมาทั้งวัน วิธีที่จะทำให้คุณกลับมารู้สึกกระชุ่มกระชวยหรือช่วยปลดปล่อยความตรึงเครียดออกไปได้ ก็คือวิธีง่าย ๆ อย่างการออกไปขับมอเตอร์ไซค์นั่นเอง  ข้อมูลทางการแพทย์นี้อาจเป็นอีกผลหนึ่งที่คุณใช้ได้หากต้องหาข้ออ้างในการออกไปโลดแล่นบนท้องถนน เพียงบอกว่า  “มันคือคำสั่งจากหมอครับ”

แหล่งที่มา https://www.rideapart.com/articles/301693/science-proves-riding-a-motorcycle-is-good-for-you-seriously/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Super Hero Marvel

สองค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Harley-Davidson และ Marvel ได้ร่วมกันออกแบบมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของ ซูเปอร์ฮีโร่ ในค่ายมาร์เวลออกมาได้อย่างน่าประทับใจ มาดูกันว่าโมเดลต่าง ๆ ของฮาเลย์ได้ถูกจับคู่กับฮีโร่รายไหนบ้าง

กัปตันอเมริกา

ฮีโร่คนนี้เป็นตัวแทนแห่งความอิสรภาพ ไม่ต่างจาก DNA ของ Harley-Davidson โมเดลที่เลือกใช้คือ Touring Street Glide Special แสดงออกถึงพละกำลัง ความถึก และความไว ที่คุณสามารถขับไปได้ไกลทั่วทุกมุมโลก

สไปเดอร์แมน

สไปเดอร์แมนสื่อถึงการเคลื่อนตัวอย่างว่องไวในเมือง โมเดลที่ถูกเลือกใช้จึงเป็น Sportster Iron 883 ที่เหมาะกับการขับในเมืองโดยเฉพาะ  Iron 883 ยังมีสี Black Denim ที่เหมือนกับตัวร้าย Venom ในเรื่องสไปเดอร์แมนอีกด้วย

ธอร์

เทพเจ้าสายฟ้า ธอร์ มีความแข็งแกร่งและความอึดทนเป็นคุณสมบัติเด่น เหมือนกับ Softail Breakout โมเดลคลาสสิกของฮาเลย์ที่อยู่ยงคงกระพันมาหลายปี  Softail Breakout มีพละกำลังเครื่องยนต์ล้นเหลือ ดั่งค้อนโยเนียร์ของธอร์ ที่รอให้คุณออกอาวุธ (เปิดคันเร่ง) เมื่อยามต้องการ

เดอะ ฮัลค์

พละกำลังมหาศาลและความบ้าคลั่ง คือสิ่งที่อยู่ในนักวิทยาศาสตร์ บรูซ แบนเนอร์ที่ได้กลายร่างเป็น เดอะ ฮัลค์ เวลาโกรธ  โมเดลที่เลือกใช้คือ Fat Boy Lo ที่ล่ำสัน บึกบึน มากด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ดั่งยักษ์เขียวคนนี้

ไอรอนแมน

V-Rod Muscle คันนี้ถูกแต่งให้มีเฟรมรถเหมือนกับเกราะของไอรอนแมน ลงสีเข้มในโทนดำแดง และมีอะไหล่ส่วนต่าง ๆ คล้ายกับงานประดิษฐ์สุดล้ำของ โทนี่ สตาร์ค  V-Rod ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และมีพละกำลังเครื่องยนต์อย่างไม่จำกัด ดั่งไอรอนแมนที่เหินฟ้าทะยานอากาศไปได้ทุกมุมโลก

เดอะ พันนิชเชอร์

เดอะ พันนิชเชอร์ คือสามัญชนธรรมดา ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ได้ฝึกฝนทักษะความสารถในค่ายทหารจนเก่งกล้า  ฮีโร่รายนี้จึงคล้ายกับ Sportster Forty-Eight ที่ไม่ต้องการดีเทลอะไรเยอะแยะ ขอมีเพียงเครื่องยนต์คุณภาพอย่าง Evolution 1200cc เอาไว้ขับทำภารกิจต่าง ๆ ในเมือง ก็ถือว่าเพียงพอ

วอสป์

วอสป์ มีความสามารถในการย่อส่วนตัวเองให้เล็กลงคล้ายกับ Ant Man เพื่อใช้หลบหลีกอุปสรรค และลัดเลาะไปในที่แคบที่รถใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้  ฮีโร่รายนี้จึงถูกจับคู่กับ Sportster Roadster ที่มีขนาดกะทัดรัด คล่องแคล่วว่องไว และขับสะดวกในตัวเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น

อัลตรอน

อัลตรอนคือฮีโร่ตัวร้ายที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และสามารถพัฒนาตัวเองให้แกร่งกว่าเดิมได้อยู่เรื่อย ๆ เหมือนกับ Night Rod Special ซึ่งเป็นโมเดลที่มีเทคโนโลยีสูง ผู้ออกแบบมีการใช้ Hydrographic ทำลายบนตัวรถ และเพิ่มลายเส้นสีแดงตามขอบล้อ ให้เหมือนกับร่างกายของเจ้าอัลตรอน

เกวน สเตซี่

เกวน สเตซี่ หรือที่รู้จักกันในนาม สไปเดอร์วูแมน มีความคล่องตัวสูงในเมืองเหมือนกับ สไปเดอร์แมน โมเดลที่ถูกเลือกมาจึงเป็น Street 500 ที่เหมาะสำหรับการขับในเมือง  ตัวรถมีการทำสีแบบ แกรฟฟิตี้ และแต่งท่อไอเสียใหม่ให้มีเอกลักษณ์มากกว่าเดิม

โกสต์ ไรเดอร์

โกสต์ ไรเดอร์ คงดีใจที่มีคนออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้อีกคัน โดยจะเป็นสายทัวร์   ริ่งอย่าง Road Glide Special ที่บอดี้มีการทำเป็นลายไฟให้เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับมอเตอร์ไซค์คันเดิม แถมมีกระเป๋าข้างเอาไว้เก็บวิญญาณได้อย่างเหลือเฟือ

กรูท

กรูท คู่หูของเจ้า แรคคูน ร็อคเก็ต ในเรื่อง Guardians of the Galaxy ผู้มีความสุขุม เยือกเย็น แต่ทรงพลัง ถูกจับคู่กับตัวท๊อปของสายทัวร์ริ่งอย่าง Street Glide Special ที่พร้อมพาคุณเดินทางไกลไปทั่วจักรวาล  ตัวรถมีการทำสีให้กลมกลืนไปกับกรูท แต่ถ้าหากได้นำคันนี้ไปขับในเมืองแล้วละก็ โดดเด่นจนทุกสายตาต้องหันมามองแน่นอน

แบล็กวิโดว์       

แบล็กวิโดว์ (นาตาชา โรมานอฟ) คือสายลับและสาวนักฆ่าทักษะแพรวพราว มี สกิลหลบหลีกคล่องตัวสูง เหมือนกับ Sportster Iron 883 ในเวอร์ชั่นสีดำล้วน ซึ่งการเพิ่มโลโก้ของฮีโร่หญิงคนนี้เข้าไปบริเวณถังน้ำมัน ทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม

แบล็ค แพนเธอร์

แบล็ค แพนเธอร์ คือกษัตริย์ของประเทศวากันด้า ที่มีประวัติศาสตร์มากมาย โมเดลที่ถูกใช้จึงเป็น Softail รุ่นคลาสสิกที่ถือกำเนิดมาร่วมหลายสิบปีในวงการ Softail คันนี้มีลักษณะเตี้ย ลู่ลม ซึ่งเมื่อออกตัวจะคล้ายกับการเคลื่อนไหวของ แบล็ค แพนเธอร์ ในยามต่อสู้  ผู้ออกแบบมีการทำสีดำล้วนทั้งคันให้เหมือนกับชุดออกรบของฮีโร่รายนี้

แดรกซ์

แดรกซ์ คือนักสู้ที่เก่งในระยะประชิด มีความแข็งแกร่งและพละกำลังเป็นต่อ เหมือนกับโมเดล Dyna Fat Bob ที่ถูกออกแบบมาโดยเน้นที่พละกำลังเครื่องยนต์โดยเฉพาะ ผู้ออกแบบมีการทำผิวและสีของตัวรถให้มีความรู้สึกเหมือนกับร่างกายของ แดรกซ์ ซึ่งอะไหล่ที่ใช้แต่งทั้งหมดเป็นของแบรนด์ฮาเลย์

ธานอส

ตัวร้ายบิ๊กเนมอย่าง ธานอส ในหนัง Avengers Infinity War ต้องคู่กับมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์อย่าง Street Glide Special ที่ดุดันและมีพลังมากเอาการ เอาไว้ขับทางไกลข้ามจังหวัดข้ามประเทศได้แบบชิล ๆ บอดี้ทำสีดำให้มีเสน่ห์แบบดาร์ค ๆ คล้ายกับพลังด้านมืดที่ ธานอส ส่งไปทั่วทั้งจักรวาล

แหล่งที่มา https://9tro.com/media/bikes/bike-news/harley-davidson-marvel-super-hero-custom-motorcycles

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

รีวิว Harley-Davidson CVO Limited 2019

Harley-Davidson CVO คือโมเดลชุดแต่งพิเศษจากโรงงานที่มีการใช้อะไหล่ วัสดุ เครื่องยนต์ และการเก็บรายละเอียดที่เหนือกว่าโมเดลธรรมดา  หนึ่งในโมเดล CVO ของฮาเลย์ในปี 2019 ก็คือ CVO Limited ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Twin-Cooled Milwaukee-Eight 117 ขนาด 1,923cc ที่เพลาลูกเบี้ยว การควบคุมไอดีไอเสีย และอัตรากำลังอัดมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

Harley-Davidson CVO Limited ใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ electronic throttle control มีแรงบิด 125 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500 ต่างจากโมเดล Ultra Limited (ใช้เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114) ซึ่งทำได้สูงสุดที่รอบ 3,000

แฟริ่งด้านหน้า CVO Limited เป็นแบบ Batwing มีกระเป๋า Tour Pak ที่ด้านหลัง  ความใหญ่อลังภายนอกทำให้ CVO Limited ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับยาก แต่สำหรับผู้ขับที่สูงถึง 180 ท่าทางในการนั่งถือว่ากระชับอยู่พอสมควร

Harley-Davidson CVO Limited มีความสูงเบาะนั่ง 30.1 นิ้วหรือราว 76 เซนติเมตร ผู้ขับสามารถวางเท้าแตะพื้นได้สบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะต้องรักษาสมดุลของมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักกว่า 900 ปอนด์  แฮนด์อยู่ในตำแหน่งที่วางมือลงได้อย่างสบาย ไม่ต้องเอื้อมไปจับ ส่วนการวางเท้าและตำแหน่งพนักพิงช่วยให้ผู้ขับยืดเส้นยืดสายได้อย่างสบาย  ด้วยท่านั่งที่ค่อนข้างผ่อนคลาย การขับระยะทางประมาณ 400-500 กิโลเมตร จึงกลายเป็นเรื่องชิล ๆ ในทันที  ปัจจุบันถือว่ายากในการหามอเตอร์ไซค์ที่มอบความสะดวกสบาย ขับทางไกลได้ยาวทั้งวัน อย่าง Harley Davidson CVO Limited

การขับไปนอกเมืองในเส้นทางที่คดเคี้ยว CVO Limited  แม้ตัวรถจะมีแฟริ่งและตะเกียบหน้าที่ค่อนข้างใหญ่ การหันแฮนด์เวลาเข้าโค้งถือว่ามีความเบา  การเอนตัวเข้าโค้งมีความเฟิร์ม และผู้ขับสามารถรักษาไลน์ได้อย่างมั่นคง

และต่อให้มีกระเป๋า Tour Pak อยู่ด้านหลัง CVO Limited ผู้ขับจะสัมผัสได้ว่าตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังเปลี่ยนความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกเล็กน้อยที่ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่เทอะทะ อาจเปรียบได้กับนักมวยรุ่น heavy weight ที่ตัวใหญ่แต่แฝงไปด้วยความคล่องตัว

ด้วยพละกำลังที่มากขนาดนี้ CVO Limited จึงต้องมีระบบเบรกที่เอาตัวรถอยู่อย่าง Reflex Linked Brakes พร้อมระบบ ABS ที่ทางบริษัทโคกับแบรนด์ Brembo  เวลาบีบคันเบรกด้านหน้า จะมอบความรู้สึกหนักแน่นแต่ไม่กระชากจนเกินไป และแรงเบรกจะถูกกระจายไปยังล้อหลังเพื่อความสมดุลในการเบรกอีกด้วย

ถ้าต้องการให้ระบบ ABS ทำงานโดยเบรกหลังเพียงอย่างเดียว ผู้ขับจะต้องเหยียบคันเบรกหนักอยู่พอสมควร โดยรวมการทำงานระหว่างเบรกหน้าและเบรกหลังมีประสิทธิภาพล้นเหลือในการหยุดตัวรถ

ในเรื่องการตกแต่งและฟีเจอร์อื่น ๆ CVO Limited มีการใช้สีที่สวยงามสะดุดตาซึ่งผสมผสานกันได้ดีกับผิวโครเมี่ยมที่ส่วนท่อไอเสียและตะเกียบหน้า มีระบบ Boom! Box GTS infotainment รุ่นอัพเกรดที่เปิดเครื่องได้เร็วขึ้น และมองเห็นได้ง่ายขึ้นกลางแสงแดด ทำงานเหมือนกับมือถือสมาร์ทโฟน ยังไม่นับอุปกรณ์และวัสดุเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก Kahuna Collection ของ Harley-Davidson อีก

CVO Limited มีพื้นที่ให้เก็บของมากมาย พร้อมระบบล๊อกหนาแน่น ใช้งานง่ายโดยการกดปุ่ม ตัวรถมีสีให้เลือกด้วยกันสามแบบ Magnetic Grey Fade, Magnetic Grey and Wineberry with Redpper, และ Auburn Sunglo & Blackhole with Rich Bourbon (รูปด้านบน) แม้ตัวรถจะดูหรูหราและสวยงามเอาการ แต่ CVO Limited คือมอเตอร์ไซค์ที่เอาไว้ใช้ขับทางไกลแบบข้ามจังหวัดข้ามประเทศอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา https://ridermagazine.com/2018/12/19/2019-harley-davidson-cvo-limited-first-ride-review/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการโลโก้ Harley-Davidson

ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมายเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปเลยคือ โลโก้ Bar and Shield ประจำแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก่อนจะมาเป็นรูปทรง ณ ปัจจุบัน โลโก้ของ Harley-Davidson ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควรเช่นกัน ในบทความนี้เราย้อนไปดูวิวัฒนาการของโลโก้ Harley-Davidson แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกกัน

Harley-Davidson ผลิตมอเตอร์ไซค์คันแรกออกมาในปี 1903 แต่ปีแรกที่บริษัทเริ่มใช้โลโก้คือปี 1910 และโลโก้ที่รู้จักกันในชื่อ Bar and Shield นี่เองคือดีไซน์ที่บริษัทใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการออกแบบโลโก้ถัดไปทั้งหมด  โลโก้ Bar and Shield ประกอบไปด้วยสามสีหลักคือ ดำ ขาว และส้ม ซึ่งทำให้แบรนด์ฮาเลย์มีเอกลักษณ์แตกต่างจากแบรนด์อื่นอยู่พอสมควร  ส่วนในโลโก้จะใช้คำว่า HARLEY-DAVIDSON อยู่บนแผ่นเหล็กแนวนอนด้านหน้า ด้านหลังจะเป็นโล่ ใช้คำว่า MOTOR ด้านบน และคำว่า COMPANY อยู่ด้านล่าง ตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

หลังจากนั้นในปี 1953 Harley-Davidson มีการออกแบบโลโก้ใหม่ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท  โลโก้ใหม่นี้จะใช้สีเงินล้วน มีรูปแบบเป็นทรงกลมพร้อมตัว V ที่ยื่นออกมาด้านบนเล็กน้อย  ตัว V ที่ว่านี้สื่อถึงลักษณะเครื่องยนต์ V-Twin ที่เป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson  ที่สำคัญโมเดลที่ผลิตออกมาในปี 1954 จะมีตรานี้ติดอยู่ที่บังโคลนหน้าของรถด้วย

ในปี 1965 บริษัทได้กลับไปใช้โลโก้แบบเดิม เพราะเป็นดีไซน์ต้นแบบที่สื่อถึง  แบรนด์ได้ดีกว่า แต่คราวนี้บริษัทได้นำสีส้มออกไปเพื่อเพิ่มความเรียบง่าย โลโก้จึงเป็นสีขาวดำอย่างที่เห็นในภาพด้านบน

หนึ่งในโลโก้ยอดฮิตของฮาเลย์คือ #1 logo ถูกออกแบบโดย Willie G. Davidson ลูกชายของ William H. Davidson และถูกเริ่มใช้ครั้งแรกในโมเดล 1971 FX Super Glide  โลโก้นี้จะถูกใช้ในโมเดลสนามแข่งของฮาเลย์ โดยเฉพาะสนามแข่งแบบ Dirt Track ภายหลังโลโก้นี้มักเห็นได้ทั่วไปตามสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของแบรนด์

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2003 เมื่อบริษัทออกแบบโลกโก้ใหม่ เพื่อฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ใหม่จะมีโลโก้เดิมเป็นส่วนประกอบ แต่ถูกประกบข้างด้วยปีกนก ซึ่งด้านหนึ่งเขียนเป็นเลข 1903 ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเลข 2003 ซึ่งก็คือปีก่อตั้งและปี ณ ช่วงเวลานั้นนั่นเอง  ด้านล่างเป็นเลข 100 ตัวใหญ่ บ่งบ่องถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Harley-Davidson  ปีกนกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวแทนของความเร็ว พละกำลัง และอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผู้ขับทุกคนสัมผัสได้

ในปี 2008 Harley-Davidson ได้ออกแบบโลโก้เพื่อฉลองครบรอบ 105 ปี โดยทำการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจากโลโก้ฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ Bar and Shield ยังคงอยู่เหมือนเดิมเป็นเอกลักษณ์ ปีกนกมีการปรับให้ชูสูงขึ้น ซึ่งระหว่างปีกทั้งสองข้างจะมีคำว่า 105 years อยู่  ส่วนด้านล่างจะเป็นตัวเลขช่วงปี 1903 และ 2008

นอกจากนี้ยังมีโลโก้ที่กลุ่มแฟนฮาเลย์ตั้งกันขึ้นมาเอง กลุ่มแฟนที่ว่านี้มีชื่อกลุ่มว่า HOGS (Harley Owners Group) ซึ่งโลโก้ที่พวกเขาทำขึ้นมาจะแตกต่างจาก   โลโก้ที่บริษัทใช้อย่างสิ้นเชิง  ตัวโลโก้ประกอบไปด้วยนกอินทรีย์เกาะอยู่บนตัว O ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นล้อของมอเตอร์ไซค์ สีที่ใช้จะเป็นดำ ขาว และเหลืองตามภาพด้านบน

ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson แต่ละที่อาจมีการปรับแต่งโลโก้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอคือสัญลักษณ์ Bar and Shield สุดคลาสสิกที่ใช้มากันตั้งแต่ปี 1903 นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 115 ปี โลโก้ Bar and Shield ที่ว่านี้ก็ยังเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แบรนด์ที่เรารักแบบนี้เช่นเดิม

 

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-of-and-story-behind-the-harley-davidson-logo/

รูปภาพ https://thelogocompany.net/blog/friday-feature/evolution-harleydavidson-logo/

https://ultimatemotorcycling.com/2009/09/04/1971_harley-davidson_super_glide_motorcycle_review/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson โมเดลไหนเหมาะสำหรับมือใหม่

 

Harley-Davidson วางแผนเปิดตัวโมเดลแปลกใหม่มากมายในปี 2019 เช่น มอเตอร์ไซค์แนว adventure-touring แนว middleweight streetbike รวมถึงแนว electric bikes หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อยากร่วมขบวนฮาเลย์สักครั้ง คุณไม่จำเป็นต้องรอคอยให้โมเดลเหล่านี้ออกมา เพราะฮาเลย์มีโมเดลมากมายที่เหมาะสมสำหรับพวกคุณพร้อมไว้อยู่แล้ว

ในช่วงหลายปีหลัง ฮาเลย์ได้มีการผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กและเบาออกมาอย่างต่อเนื่อง มอเตอร์ไซค์เหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่ หรือผู้ขับที่มีงบประมาณจำกัดโดยเฉพาะ  ผู้ที่ต้องการเพียงความสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีหรือความหรูหรามากนัก แต่แม้จะมีคุณสมบัติที่เป็นรองโมเดลขนาดใหญ่หรือแพงกว่า โมเดลสำหรับผู้เริ่มต้นเหล่านี้ยังคงมีกลิ่นอายและเสน่ห์ความเป็น Harley-Davidson ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน

เริ่มต้นกันที่โมเดล Street 500 และ Street 750 ที่ฮาเลย์เปิดตัวมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพื่อแข่งกับตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ  โมเดล Street ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่หรือ newbies โดยเฉพาะ ตัวมอเตอร์ไซค์มีน้ำหนักเบา มีสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง มีราคาที่ไม่สูง และยังเหมาะกับผู้ขับที่มีสัดส่วนไม่สูงมากนักอีกด้วย ถือเป็นโมเดลที่เหมาะสมสำหรับ entry level ทุกคน

Harley-Davidson Street 750

อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโมเดล Street ไม่ได้รับเสียงตอบรับมากพอเท่าที่ควร เนื่องจากกลุ่มแฟนฮาเลย์ส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบดีไซน์แบบดั้งเดิมอยู่ เพราะสิ่งที่ขาดหายไปในโมเดลนี้คือเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ฉบับฮาเลย์ ในโมเดล Street เสียงเครื่องยนต์จะค่อนข้างเบาและดุดันน้อยกว่า  อีกหนึ่งจุดคือโมเดล Street จะมีการวางสวิตช์สัญญานไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ฝั่งเดียว แต่งต่างจากโมเดลทั่วไปของฮาเลย์ที่จะวางสวิตช์ไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ทั้งสองข้าง แต่ดีไซน์ดังกล่าวเป็นสัญญาณบอกว่าฮาเลย์กำลังนำดีไซน์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่แบรนด์

Harley-Davidson Street Rod XG750A

หากผู้ขับให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากกว่าภาพลักษณ์และหน้าตาในสังคม โมเดลกลุ่ม Street ถือว่าเหมาะสม แต่หากจะให้เลือกระหว่าง Street 500 กับ Street 750 ก็ต้องแนะนำว่า Street 750 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะด้วยขนาดเครื่องยนต์ของ Street 500 นั้น มือใหม่ขับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ไม่นานก็จะเบื่อและต้องการขนาดเครื่องยนต์ที่สูงกว่านี้  แต่หากผู้ขับสามารถลงทุนเพื่อสมรรถนะตัวรถที่ดีขึ้น บวกกับมีลุคสปอร์ตที่เพิ่มความเท่ให้กับตัวรถมาอีกหน่อย Street Rod ก็จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์

สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของ Harley-Davidson ในระดับที่เข้มข้นขึ้น โมเดลกลุ่ม Sportster ก็ถือเป็นมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นที่ดี โดยรุ่นที่มีราคาต่ำสุดคือ Sportster SuperLow ซึ่งมีจุดเด่นที่อะไหล่ผิวโครเมียมมันวาวสไตล์ฮาเลย์ฉบับคลาสสิก ตัวรถใช้เครื่อง V-Twin 883cc อันทรงพลัง มีความสูงเบาะนั่ง 25.5 นิ้ว ที่ผู้ขับแทบทุกคนสามารถขึ้นนั่งได้สบาย และยังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายที่สุดคันหนึ่งของฮาเลย์ นอกจากนี้ Sportster SuperLow ยังเป็นโมเดลที่นำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายและมีความอเนกประสงค์อย่างมาก แม้มันจะถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ผู้ขับสามารถออกเดินทางไปยังสถานที่หรือจังหวัดใกล้ ๆ ได้อย่างสบาย เนื่องจากตัวรถมีความสะดวกสบายและพละกำลังเครื่องยนต์ที่มากพอ

Harley-Davidson Super Low XL883L

สำหรับผู้ขับที่ต้องการมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นสุดเจ๋ง เราขอแนะนำ Sportster Iron 883 ซึ่งมีออร่าที่เข้มข้นกว่า Sportster SuperLow  ดีไซน์ตัวรถประกอบไปด้วยผิวแบบด้าน ท่อไอเสียสีดำล้วน blacked-out และเบาะนั่งที่มีความสปอร์ตมากขึ้น การขับ Iron 883 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ จะดึงดูดความสนใจของผู้คนอยู่พอสมควร ลักษณะการนั่งที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำยังเสริมให้ผู้ขับดูดุดันขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ขับหน้าใหม่ที่ชื่นชอบความดิบและสไตล์ industrial แบบนี้ แต่ต้องการสมรรถนะเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น Sportster Iron 1200 จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์ ซึ่งแน่นอนราคาย่อมสูงขึ้นไปตามกัน

Harley-Davidson Iron 883

จริงอยู่ที่ Harley-Davidson เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่มากมายที่แตกต่างไปจากเดิมในปีหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงผู้ขับระดับเริ่มต้น นับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่บริษัทควรได้รับการชื่นชม แต่สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อดใจรอโมเดลเหล่านั้นไม่ไหว ฮาเลย์ก็มีโมเดลมากมายอย่างที่นำเสนอไว้ในบทความนี้สำหรับพวกคุณ ซึ่งมีตั้งแต่ราคาเบา ๆ อย่างกลุ่ม Street จนถึงระดับที่สามารถนำขับออกงานสังคมได้อย่างภาคภูมิใจอย่างกลุ่ม Sportster

 

แหล่งที่มา https://www.hotbikeweb.com/best-harley-davidson-models-for-new-and-beginning-riders#page-5

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson ขับยากหรือไม่?

ขึ้นชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ Big Bike ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยสูงกว่าแบรนด์คู่แข่งเล็กน้อย หลายคนกังวลว่าจะสามารถขับขี่ Harley-Davidson ได้หรือไม่ ต้องใช้เวลาปรับตัวแค่ไหน หรือควรจะเลือกมอเตอร์ไซค์ Big Bike แบรนด์อื่นดี  วันนี้เราจะไม่ได้มาเป็นผู้บอกคำตอบ แต่จะให้ความคิดเห็นของชาวต่างชาติหลาย ๆ คน เป็นข้อคิดให้ผู้อ่านตัดสินใจเอง

พอล เทินเนอร์ นักแต่งรถและนักขับมากประสบการณ์ กล่าวว่า “การเลือกมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนการเลือกเสื้อผ้า แต่ละคนมีไซส์และสไตล์ที่ต่างกัน  ครั้งแรกที่ผมได้ขับ Harley-Davidson ทุกอย่างมันลงตัวไปหมด ความรู้สึกในการควบคุมมีความหนักแน่นคาดเดาได้ แต่ยังขาดความคล่องแคล่วอยู่พอสมควร  Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ บางคนสามารถควบคุมรถได้ และบางคนไม่สามารถทำได้  เวลาผมเปลี่ยนจากการขับ sport bike มาขับฮาเลย์ จะต้องใช้เวลาปรับจูนกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอยู่บ้างแต่ไม่นาน แต่โมเดลฮาเลย์ที่ผมเคยขับมาส่วนใหญ่จะมีแรงบิดในรอบต่ำที่สูง ทำให้การออกตัวเป็นเรื่องง่าย ส่วนเรื่องเบรก คุณสามารถใช้เบรกหน้าหยุดตัวรถได้ในแทบทุกสถานการณ์ ยกเว้นบนถนนที่ลื่น หรือการเบรกแบบกระชั้นชิด  ล้อที่ใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ยังช่วยสร้างสมดุลและความมั่นคงให้กับการขี่ได้มาก ส่วนฮาเลย์กลุ่มที่ขนาดเล็กลงอย่าง Sportster จะมีความคล่องแคล่วว่องไวสูง และมีตำแหน่งอยู่ใกล้พื้นมากขึ้น ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่หมายถึงโมเดลใหม่ ๆ ของฮาเลย์นะครับ ส่วนตัวผมชอบพวกรุ่น shovelhead แต่ระบบเบรกและการควบคุมถือว่าแย่เอาการ เอาเป็นว่าผมแนะนำให้นักขับมือใหม่ใช้เวลาขับฮาเลย์รุ่นกลาง ๆ ให้ชิน ก่อนที่จะไปลิ้มลองโมเดลวินเทจ หรือกลุ่มทัวร์ริ่งไซส์ใหญ่ของ Harley Davidson”

แดเนียล วอลแลนเดอร์ ชายผู้มีประสบการณ์การขับและการแต่งรถ 35 ปี กล่าวว่า “Harley-Davidson ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่ขับยากกว่ามอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่นอย่างที่หลายคนคิด เพราะมอเตอร์ไซค์ทุกคันมีเบสิกการขับและการควบคุมเหมือนกัน เพียงแต่มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์จะค่อนข้างใหญ่และหนักเพียงเท่านั้น ซึ่งแม้แต่โมเดล Street 500 และ Street 750 ก็ยังถือว่าหนักมากกว่ามอเตอร์ไซค์ในคลาสเดียวกัน อีกทั้งมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson โดยเฉลี่ยแล้วมีแรงบิดที่สูงกว่าแบรนด์อื่น ๆ ด้วยสองปัจจัยนี้ Harley-Davidson จึงไม่เหมาะกับผู้เพิ่งเริ่มขับมอเตอร์ไซค์สักเท่าไร ผมแนะนำให้ผู้เริ่มหัดขับมอเตอร์ไซค์ลองขับมอเตอร์ไซค์ไซส์เล็กอย่างขนาด 250-400 cc ให้ชินก่อน น้ำหนักที่เบาและกำลังเครื่องที่น้อยจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการพัฒนาทักษะการขับขี่ แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการควบคุมพลังเครื่องยนต์ที่มากเกินไป  เมื่อคุณขับมอเตอร์ไซค์ระดับนี้ได้ชำนาญแล้ว จึงค่อยเขยิบขึ้นไปขับเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงกว่าเดิม

นิค บิสเวล ช่างยนต์ นักเชื่อมเหล็ก และผู้เริ่มขับมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปี 1980 ให้ข้อโต้แย้งว่า “หลายคนบอกว่า Harley-Davidson มีการควบคุมที่ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ผมอยากรู้ว่าพวกเขาเปรียบเทียบกับอะไร และด้อยกว่าภายใต้สถานการณ์ไหน และถ้าจะพูดถึงเรื่องความเร็ว Harley-Davidson ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามอเตอร์ไซค์ประเภท Sport Bikes อีกเช่นกัน  โดยทั่วไปมอเตอร์ไซค์ Sport Bikes จะมีน้ำหนักเบากว่ามอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson แต่น้ำหนักที่เบากว่านี้ไม่ได้แปลว่าตัวรถจะมีการควบคุมที่เหนือกว่า เพราะจุดศูนย์ถ่วงของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้จะอยู่ค่อนข้างสูง กลับกันมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่กลับมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง สรุปใครที่บอกว่า Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ควบคุมยาก ผมขอค้านในจุดนี้ เพราะส่วนตัวผมเคยขับฮาเลย์เอาชนะเพื่อน ๆ มาแล้วในเส้นทางคดเคี้ยว แต่ถ้าเป็นทางตรงหรือในสนามแข่งล่ะก็ คงต้องยกให้มอเตอร์ไซค์กลุ่ม Sport Bikes ชนะไป

หวังว่าผู้อ่านจะได้แง่คิดติดตัวไปบ้างไม่มากก็น้อย จากความคิดเห็นของชาวต่างชาติทั้งสามที่มีประสบการณ์ขับขี่ Harley-Davidson มากมาย แต่ละคนพูดในมุมมองที่แตกต่างกัน การจะมองว่าฮาเลย์เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายหรือยากนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักส่วนสูงของคนขับ กลุ่มประเภทมอเตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมที่เราขับอยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ตามหากคุณมีความรักและ passion ในมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้แล้ว ความยากในการขับขี่คงไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลสักเท่าไร เพียงแต่ผู้ที่เพิ่งหัดขับมอเตอร์ไซค์จะต้องใช้เวลาปรับจูนมากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์แล้วเท่านั้นเอง

แหล่งที่มา https://www.quora.com/Is-Harley-Davidson-difficult-to-ride

รูปภาพ https://www.riversideharley.com/models-overview/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

การจากไปของ V-Rod และ Dyna เพื่อเป้าหมายใหม่ของฮาเลย์

ตระกูล Dyna คือโมเดลที่ Harley-Davidson ยกเลิกไปในปี 2018 และเปิดตัวตระกูล Softail ขึ้นมาแทน แฟนฮาเลย์หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น และการมีโมเดลตระกูล Dyna บางรุ่นอยู่ในตระกูล Softail ก็ยิ่งทำให้งงมากกว่าเดิม ในบทความนี้เรามาดูกันว่า สาเหตุใดที่ทำให้ฮาเลย์ตัดสินใจบอกลาตระกูล Dyna ไปทั้ง ๆ ที่แฟนหลายคนก็ชื่นชอบโมเดลตระกูลนี้มากเหลือเกิน

ต้องเกริ่นก่อนว่าในปี 2016 ยอดขายของฮาเลย์ได้ตกลงมาก เป็นเหตุให้บริษัทเริ่มพัฒนาตระกูล Softail ออกมา ซึ่งเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักเบากว่า มีเครื่องยนต์ใหม่กว่า และมีการควบคุมที่เหนือกว่า เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นคนเมือง รวมถึงลูกค้าสุภาพสตรี

โดยทั่วไปตระกูล Softail จะเน้นความสะดวกสบายในการขับทางไกล มีดีไซน์สวยงามเหมือนกับครุยเซอร์แบบ hardtail ในยุคก่อน แต่ซ่อนโช๊คเดี่ยวไว้อยู่ใต้บังโคลนหลัง อีกทั้งแรงสั่นจากเครื่องยนต์ที่ส่งมาถึงผู้ขับจะน้อยกว่าตระกูล Dyna อีกด้วย ทำให้ผู้ขับหน้าใหม่กล้าที่จะลองขับฮาเลย์มากขึ้น

ส่วนตระกูล Dyna เปรียบเหมือนกับตระกูล Sportster ที่มีการอัพเกรด คือมีความสปอร์ตและความดิบเหมือนกัน แต่มีขนาดรถที่ใหญ่กว่า มีเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและภาพลักษณ์ที่ดุดันกว่า โมเดลแรกของตระกูล Dyna คือ FXDB Sturgis ที่เปิดตัวในปี 1991

ตระกูล Dyna ยังมีความคล้ายกับกลุ่ม Super Glide ในยุค 70 และ 80 ที่มีฟีลแบบ retro ย้อนยุค และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ อย่างมากในช่วงเวลานั้น ถือเป็นกลุ่มรถที่มีประวัติศาสตร์และคาแรคเตอร์แบบฉบับฮาเลย์ที่ชัดเจน และเป็นเสน่ห์ที่ตระกูลอื่นของฮาเลย์ไม่สามารถทดแทนได้

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ฮาเลย์ต้องยกเลิกการผลิตโมเดลตระกูล Dyna ไป คือกลยุทธ์ระยะยาวของ นายแมท เลวาติช CEO คนปัจจุบันของ Harley-Davidson ที่ตั้งเป้าว่าจะผลิตโมเดลใหม่ออกมาให้ได้ 100 คันภายใน 10 ปี และมีผู้ขับฮาเลย์หน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคนทั่วโลกภายใน 8 ปี โดยมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างวัยรุ่นคนเมืองรวมถึงลูกค้าสุภาพสตรีมากขึ้น บวกกับการที่โมเดลตระกูล Dyna ไม่สามารถรองรับเครื่องยนต์เจนใหม่อย่าง Milwaukee-Eight ได้ ก็ยิ่งทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ง่ายมากขึ้น

ตัวอย่างของโมเดลตระกูล Dyna จะมี FXDB Sturgis ในปี 1991, FXDB Daytona ในปี 1992, FXDL Dyna Low Rider และ FXDWG Dyna Wide Glide ในปี 1993 และ FXD Dyna Super Glide ในปี 1995 ส่วนรุ่นหลังๆ ที่ใช้โครงรถ Dyna แบบใหม่จะเป็น FXDBI Street Bob ในปี 2006 และ FXDF Fat Bob ในปี 2008 เป็นต้น

นอกจากตระกูล Dyna แล้ว อีกตระกูลของฮาเลย์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 2018 ก็คือกลุ่ม V-Rod มอเตอร์ไซค์สปอร์ตสไตล์รถแข่ง พร้อมเครื่องยนต์ Revolution ระบายความร้อนด้วยของเหลว ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2001

การเปิดตัวของ V-Rod เป็นการสลัดดีไซน์ย้อนยุคแบบเดิมๆ ออกไป และนำความโมเดิร์นทันสมัยเข้ามาแทน แต่ด้วยยอดขายที่ไม่ติดตลาดเท่าที่ควร บริษัทจึงได้ตัดสินใจยกเลิกโมเดลกลุ่มนี้ไป เพื่อเป็นการลดต้นทุนและจัดสรรตระกูลใหม่ในปี 2018 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฮาเลย์จะมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐมากถึง 50% คู่แข่งอย่าง Indian Motorcycle ก็เริ่มมาชิงส่วนแบ่งในตลาด โดยเฉพาะจากลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากขึ้นแล้ว  การสร้างตระกูล Softail เข้ามาแทนที่ Dyna และ V-Rod อาจจะดูเหมือนการพัฒนาทั่วไปในด้านวิศวกรรมยานยนต์ของฮาเลย์ แต่ในภาพกว้างกว่านั้น ฮาเลย์กำลังสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วโลกกว่า 2 ล้านคนขึ้นมาอยู่ต่างหาก และนี่ยังไม่รวมถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์สไตล์ Adventure ที่บริษัทเตรียมจะเปิดตัวในปีสองปีนี้

แหล่งที่มา

https://blog.deadbeatcustoms.com/2017/08/14/history-of-the-harley-davidson-dyna/?fbclid=IwAR15QMlSBLO87IXK3itq9Zdy7kvRK6NFERlRNzQKvLV7JuMkt3C1YDVT-Lk

http://www.thedrive.com/sheetmetal/13744/what-does-axing-the-dyna-lineup-mean-for-harley-davidson?fbclid=IwAR1FD0135Enz5KuG2CbL_Lgli35ylnSLLEZfTKoTckfPLQdx4iumhhBFBMc

https://www.fool.com/investing/2017/09/11/harley-davidson-killing-off-dyna-to-win-riders.aspx

 

รูปภาพ

https://www.hbharley.com/models-sitemap/dyna-line/?fbclid=IwAR27DQtOFEIh0Sk1B3H5wGf1IotHodjuIoRdUxbN9zrtXBQXsjZkFwbqpAA

https://www.mecum.com/lots/EJ0315-211443/1991-harley-davidson-fxdb-sturgis/?fbclid=IwAR1CSlSP91ALtajA50SeHvpkIqoY8P0LT_CKqrxZ6DYT4i9Ev5u0PuH7d6I

https://eatsleepride.com/c/8754/1971_harley-davidson_fx_super_glide?fbclid=IwAR0TvlCEYYSsRqV5rL5L4L2W9eoXGBlD9kQxkWRrvPAD8bUvDpaZb91L57A

https://www.mecum.com/lots/LV0118-323134/1992-harley-davidson-fxdb-daytona/?fbclid=IwAR14JSEgcAIo-a8vSrFQV0Uhj8sD8VAMwjKc1iz3dbypy3PILLaX0Vq9gd8

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/future-vehicles/livewire.html?fbclid=IwAR13i2SWvCmTv7cC712_tEThXXiaC4DqbpvlzQauLRG7IOkQjZGj5ix_j6o

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Chopper และ Bobber ต่างกันอย่างไร?

นอกจากโมเดลที่ Harley-Davidson วางขายในตลาดแล้ว ยังมีฮาเลย์อีกมากมายในโลกที่มีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเอง และสะท้อนตัวตนของผู้ขับออกมาได้ดีกว่าโมเดลทั่วไป มอเตอร์ไซค์สองสไตล์ที่นักขับรู้จักกันดีคือสไตล์ “Chopper” และสไตล์ “Bobber” ในบทความนี้เรามาดูกันว่าสไตล์ทั้งสองมีจุดเด่นและแตกต่างกันอย่างไร
Chopper

Chopper คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ถือกำเนิดมาในช่วงปี 1950 มีจุดเด่นที่มุม Rake ที่ค่อนข้างกว้าง ตะเกียบหน้ายาว เฟรมรถ hardtail (คือไม่มีกันสะเทือนหลัง) แฮนด์แบบโหน Ape Hanger ล้อหน้าขนาดใหญ่ และโครงเหล็กที่สูงขึ้นมาเป็นพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Sissy Bar
มอเตอร์ไซค์ Chopper สามารถแต่งจากโมเดลโรงงาน หรือสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยใช้อะไหล่ที่มีขายอยู่ในตลาด หัวใจสำคัญของการแต่งรถสไตล์ Chopper คือการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเฟรมรถ หม้อน้ำ กันสะเทือนหลัง ระบบเกียร์ หรือแม้แต่สปริงใต้เบาะคนนั่ง เพื่อให้ตัวรถเบาและทำความเร็วได้ดีขึ้น

นักแต่งรถสไตล์ Chopper มักทำการผ่าเฟรมรถเดิมและเชื่อมเข้าด้วยกันใหม่ให้มีความเตี้ยและเบาขึ้น นี่คือเหตุผลที่มอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ถูกเรียกว่า Chopper เพราะการ ผ่าหรือตัด ที่ว่า ในภาษาอังกฤษคือคำว่า“Chop” นั่นเอง จะเรียก Chopper ว่าคือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปก็คงไม่ผิด

ตะเกียบหน้าของมอเตอร์ไซค์ Chopper มักเป็นผิวโครเมียม ทำมุม Rake 45 องศาขึ้นไป ส่วนการทำสีก็แล้วแต่จินตนาการของเจ้าของรถ ว่าจะสร้างสรรค์ให้สะท้อนคาแรคเตอร์ของตัวเองออกมาได้ดีแค่ไหน มอเตอร์ไซค์ Chopper มีดีไซน์ที่ต่างจากโมเดลมาตรฐานของฮาเลย์อย่างมาก และการเข้าโค้งจะต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญอยู่พอสมควร

Bobber

Bobber คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่มีมาก่อนสไตล์ Chopper แต่มีหัวใจสำคัญเหมือนกันคือ การถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาขึ้น แล้วความแตกต่างระหว่างสไตล์ Chopper และ Bobber อยู่ที่ตรงไหน?
ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ Chopper จะมีการดัดแปลงเฟรมรถใหม่ทั้งหมด มอเตอร์ไซค์สไตล์ Bobber จะคงเฟรมรถเดิมไว้ แต่มีการนำบังโคลนหน้าออก ตัดบังโคลนหลังให้สั้นลงเหมือนกับหางสั้นๆ ทรง Bobtail (ที่มาของชื่อ) รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟเลี้ยวหรือเบรกหน้า

มอเตอร์ไซค์ Bobber ยังมีจุดเด่นที่ความเตี้ยของเบาะนั่ง ระยะฐานล้อที่สั้น และมักไม่ได้ถูกแต่งด้วยแฮนด์แบบโหนหรือผิวโครมเมียมมัมวาวสะดุดตาอย่างสไตล์Chopper รถประเภทนี้ยังมีกลิ่นอายคของวามวินเทจแบบOld School เรียบง่าย และไม่หวือหวาเท่ากับรถสไตล์Chopper

ไม่ว่าคุณจะชอบมอเตอร์ไซค์แบบสร้างเสร็จพร้อมขับ แต่งขึ้นมาใหม่หมดแบบ Chopper หรือตัดทอนบางส่วนลงแบบ Bobber สิ่งที่สำคัญกว่าความสวยงาม คือตัวรถควรสะท้อนความเป็นตัวคุณออกมาได้ดีที่สุด เพราะรถทุกคันมีเสน่ห์และความสวยงามในแบบของมันเอง

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://www.toptenreviews.com/services/articles/chopper-motorcycles-choppers-and-bobbers-explained/

รูปภาพ https://www.youtube.com/watch?v=1dArwVcL2ZE

https://www.dailystar.co.uk/news/latest-news/400278/Easy-Rider-film-bike-auction-1-2million

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/2019/softail/street-bob.html

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

HALEY-DAVIDSON ยุค 80 EP 2

ฮาเลย์โมเดลคลาสสิกถือเป็นรุ่นที่แฟน ๆ หลายคนอยากจะครอบครอง บางรุ่นยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในตลาด แต่ราคายิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งสูงขึ้น ส่วนบางรุ่นอย่างพวก limited edition ทั้งหลายถือเป็นแรไอเทมที่มีเพียงน้อยคนในโลกที่ได้ครอบครอง ในบทความนี้เรามาดู 4 โมเดลในยุคปลาย 80 ที่มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง และน่าถอยมาเป็นเจ้าของสักคันซะเหลือเกิน
1984 Harley-Davidson XR-1000 Sportster

กำลังเครื่องยนต์อันล้นเหลือของ 1984 Harley-Davidson XR-1000 Sportster สร้างความประทับใจให้กับผู้คนได้อย่างมาก แต่ราคาที่สูงลิ่วทำให้ยอดขายจากลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร และสุดท้ายตัวมอเตอร์ไซค์ต้องถูกยกเลิกผลิตไปในปี 1984
ตัวรถมีการออกแบบมาจากโมเดล XLX Sportster และมีฝาสูบแบบพิเศษที่ใช้ในโมเดลรถแข่งอย่าง Harley-Davidson XR-750 ที่ประสบความสำเร็จในสนาม fat track อย่างมาก
จุดเด่นของ Harley-Davidson XR-1000 คือการวางท่อไอเสียอยู่ฝั่งซ้าย ขณะที่ท่อไอเสียของ Sportster ทั่วไปจะอยู่ฝั่งขวาทั้งหมด อีกทั้งมีคาร์บูเรเตอร์คู่ที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้สูงกว่ามอเตอร์ไซค์ในเมืองทั่วไป
XR-1000 มีกำลังเครื่องยนต์มากถึง 70 แรงม้า แต่ด้วยราคาที่สูงกว่า Sportster ทั่วไปราว 60,000 บาท ทำให้ลูกค้ามองว่าส่วนต่างของราคานี้ไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไร สุดท้าย X-1000 จึงต้องปิดม่านลงไปในปี 1984

1986 Harley-Davidson XLH 1100

การเปิดตัวของ Harley-Davidson XLH 1100 ในปี 1986 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับกลุ่มแฟน Sportster เครื่องยนต์ของตัวรถมีการใช้เทคโนโลยีของเครื่อง Evolution ที่เปิดตัวในปี 1984 ซึ่งช่วยให้ตัวรถวิ่งได้มั่นคงและราบรื่นกว่าเดิม
ก่อนที่จะใช้เครื่องยนต์อันใหม่นี้ โมเดลกลุ่ม Sportster มีการใช้เครื่องยนต์เดิมมาตั้งแต่ปี 1957 ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานที่น่าพึงพอใจสำหรับลูกค้ามาโดยตลอด ปรากฎการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวงการฮาเลย์
นอกจากนี้ Harley-Davidson XLH 1100 ยังถูกวางขายทั้งแบบเครื่อง 883-cc และแบบ 1,100-cc ซึ่งในปี 1988 ได้เพิ่มขนาดเครื่องยนต์ขึ้นอีกเป็น 1,200-cc ตัวรถมีการติดหน้าปัดเรือนไมล์บนแฮนด์อย่างสวยงาม พร้อมกับท่อไอเสียที่ถูกจัดวางในตำแหน่งใต้โช๊คหลังอย่างมีสไตล์

1988 Harley-Davidson FLSTC

Harley-Davidson FLSTC

กลายเป็นโมเดลยอดฮิตทันทีหลังจากเปิดตัวในปี 1988 แม้จะไม่ใช่ฮาเลย์คันแรกที่มีดีไซน์แบบ retro ย้อนยุค FLSTC ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับฮาเลย์แนว Back to the Future
โดยตัวรถจะมีเฟรมแบบ softail คือมีระบบกันสะเทือนที่ล้อหลัง มีบังโคลนหน้าหลังติดไฟ skirt ท่อไอเสียแบบ fishtail กล่องใส่อุปกรณ์ tool box การเย็บเบาะหนังโชว์หมุดเหล็ก และกระบอกโช๊คหน้าล่ำๆ อย่าง Hydra-Glide
Harley-Davidson FLSTC ใช้เครื่องยนต์ Evolution V2 ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วแบบ overhead-valve ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นที่ 6 ของฮาเลย์ ต่อจากเครื่อง Shovelhead ที่ใช้กันมานานตั้งแต่ปี 1966 เครื่อง Evo มีพละกำลังที่สูงขึ้น และช่วยให้ตัวรถวิ่งได้อย่างมั่นคงและราบรื่นมากขึ้น
Harley-Davidson FLSTC ได้รับฉายาว่า Heritage Softail และเป็นโมเดลที่หลายคนชื่นชอบ จนฮาเลย์ถึงกับรักษาดีไซน์ดังกล่าวไว้ในตระกูล Softail ณ ปัจจุบัน

1988 Harley-Davidson FXSTS Softail Springer

สองฟีเจอร์เด่นของ 1988 Harley-Davidson FXSTS Softail Springer คือการขับเคลื่อนด้วยสายพาน ซึ่งฮาเลย์ได้นำกลับมาใช้ในช่วงปี 80 และเครื่องยนต์ Evolution 80 ลูกบาศก์นิ้ว ที่เข้ามาแทนที่เครื่อง Shovelhead ในปี 1984
ด้านหน้าของ FXSTS Softail Springer ทำให้เรานึกถึงโช๊ครุ่นก่อนหน้า Hydra-Glide ที่เปิดตัวในปี 1949 ส่วนด้านหลังมีความคล้ายเฟรมรถแบบ hardtail แต่จริงๆ ซ่อนโช๊คคู่แบบ softail ไว้อยู่ใต้บังโคลนได้อย่างสวยงาม
ระบบสายพายที่นำกลับมาใช้จะเป็นวัสดุยาง ไม่ใช่หนังที่ใช้กันในสมัยก่อน ซึ่งมีความเบาและเงียบกว่าเมื่อเทียบกับการขับเคลื่อนแบบโซ่ และยังมีต้นทุนถูกกว่าการใช้เพลาขับ (shaft-drive) อีกด้วย
FXSTS Softail Springer คือหนึ่งในสามโมเดลที่ถูกเลือกในการทำสีแบบพิเศษและติดตรา ในวาระครบรอบ 85 ปีของ Harley-Davidson และเป็นหนึ่งในโมเดลยอดนิยมในยุค 80

Credit เนื้อเรื่อง / ภาพ

แหล่งที่มา https://auto.howstuffworks.com/classic-motorcycles3.htm

รูปภาพ https://www.theglobeandmail.com/globe-drive/culture/a-history-of-harley-davidson-in-pictures/article1380906/

http://www.motorcyclemuseum.org/halloffame/detail.aspx?RacerID=45

https://www.topspeed.com/motorcycles/motorcycle-news/why-is-a-harley-called-a-hog-ar181162.html

http://archivemoto.com/thearchive/2016/4/5/william-s-harley-and-walter-davidson-1910#comments-outer-wrapper

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley