Harley-Davidson FXDR 114 Modern Power Cruiser

Harley-Davidson ได้เขย่าวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง โดยการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่แหวกแนวไปจากเดิม เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ขับที่หลากหลายมากขึ้น  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสไตล์ฮาเลย์ที่เราคุ้นเคย แต่ระหว่างที่หลายคนตั้งตารอโมเดลเหล่านี้ให้วางขายในตลาด มีอีกโมเดลหนึ่งที่ฮาเลย์เปิดตัวออกมา นั่นก็คือ “FXDR 114” มอเตอร์ไซค์ประเภท power cruiser ที่มีทั้งเครื่องยนต์อันทรงพลัง และสมรรถนะการเข้าโค้งที่เหนือระดับ เป็นสัญญาณดีให้กับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

จากการที่กลุ่ม V-Rod ได้ถูกยกเลิกการผลิตไป การมาของ FXDR 114 เหมือนกับการเติมเต็มบทบาทมอเตอร์ไซค์แบบ power cruiser ของฮาเลย์ ที่ได้ขาดหายไป  การจะเข้ามาทดแทนศักยภาพที่ V-Rod ได้สร้างไว้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ FXDR 114 ถือว่าทำหน้าที่ได้เกินคาด ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม กับระบบการควบคุมที่โดดเด่น

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ คือหัวใจในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไซค์สไตล์ Drag Racing คันนี้  มันเป็นเครื่องตัวท๊อปของกลุ่ม Softail โดยมีแรงบิด 119 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องไปถึงรอบ 5,500 ได้ หากการทำความเร็วเป็นเรื่องที่โปรดปรานของคุณ

แม้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Softail  FXDR 114 ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเพื่อนอย่างมาก  ผู้ออกแบบพยายามผสมผสานประวัติศาสตร์ความเป็นฮาเลย์ สไตล์โมเดิร์น และความเป็น power cruiser เข้าด้วยกัน  ตัวกรองอากาศจะมีแรงบันดาลใจมาจากรถในการแข่งขัน Drag Racing ของฮาเลย์ ส่วนท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 มีศักยภาพเหลือหลายที่จะอยู่บนมอเตอร์ไซค์แบรนด์อิตาลีคันไหนก็ตามในรอบ 10 ปีนี้

สวิงอาร์มของ FXDR 114 จะเป็นอลูมิเนียมทั้งชิ้น ซึ่งเบากว่าสวิงอาร์มเหล็กในรุ่น Softail ทั่วไปถึง 10 ปอนด์  นอกจากนี้สวิงอาร์มแบบอลูมิเนียมยังช่วยเสริมความกระชับให้กับโครงรถได้ดีกว่าสวิงอาร์มแบบเหล็ก สำหรับ FXDR 114 สวิงอาร์มที่ว่านี้ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับล้อหลังขนาดกว้าง 240 mm และช่วยเสริมเรื่องการควบคุมได้อย่างดี (ศักยภาพที่กลุ่ม V-Rod ยังขาดหาย)

FXDR 114 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับโค้งทุกรูปแบบ ที่ความเร็วต่ำ ตัวรถจะวิ่งบนถนนอย่างนุ่มนวล ส่วนที่ความเร็วสูง ล้อหลังขนาด 240mm จะช่วยให้ผู้ขับพิชิตโค้งไปตลอดเส้นทาง  แม้จะมีน้ำหนักถึง 668 ปอนด์ FXDR 114 มอบความมั่นคงอย่างสูงขณะเร่งเครื่องทำความเร็ว  ส่วนองศาการเอนตัวเข้าโค้งมีมากถึงเกือบ 33 องศา และพักเท้าแบบ forward จะทำให้ส้นเท้าของผู้ขับสัมผัสกับพื้นถนนเป็นส่วนแรก

FXDR 114 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะยาว ต่ำ พร้อมมุม rake กว้าง 34 องศา ซึ่งเหมือนกับรุ่น Softail Breakout  เพื่อไม่ทำให้รุ่นทั้งสองหมือนกันเกินไป FXDR 114 จึงถูกออกแบบให้มีบอดี้สั้นกว่า 1 นิ้ว โดยมีแผงคออลูมิเนียมสำหรับตัวรถโดยเฉพาะ พร้อมกระบอกโช๊คหน้าที่ถูกปรับมาใกล้หัวรถมากขึ้น ทำให้ FXDR 114 ไม่สูญเสียความมั่นคงขณะเอนตัวเข้าโค้ง

เรื่องระบบกันสะเทือน FXDR 114 มีโช๊คหน้าแบบหัวกลับ พร้อมระยะช่วงชัก 5 นิ้ว ซึ่งช่วยมอบความรู้สึกนุ่มเวลารถต้องเบรกแรงๆ ส่วนด้านหลังเป็นโช๊คเดี่ยวที่ยึดติดกับโครงรถ ปรับสปริงพรีโหลดได้ และมีช่วงชัก 3.4 นิ้ว  ต้องบอกว่าโช๊คหลังให้ความรู้สึกกระชับกว่าโช๊คหน้าอย่างเห็นได้ชัด และเป็นตัวช่วยรักษาสมดุล FXDR 114 ได้อย่างดีระหว่างเข้าโค้ง  อย่างไรก็ตาม ในสภาพถนนแย่ๆ แรงกระแทกก็ส่งมาถึงตัวคนขับในบางคราวได้เช่นกัน

668 ปอนด์ถือเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะในวงการ sport bike แต่เป็นน้ำหนักที่ปราดเปรียวในวงการ big-twin cruiser  ทีมงานฮาเลย์เลือกใช้วัสดุผสมแทนเหล็กแบบดั้งเดิมในส่วนท้ายรถและบังโคลน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวรถได้ถึง 7 ปอนด์ นอกจากนั้นซับเฟรมที่ทำจากอลูมิเนียม และล้อรถอลูมีเนียมที่ถูกตัดทอนให้เพรียวขึ้น ก็มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัวรถคันนี้ด้วย

ในการขับ FXDR 114 ไหล่ของผู้ขับจะเปิดกว้าง และขาจะยันไปด้านหน้าแบบ forward control ช่วยให้ภาพลักษณ์ของผู้ขับดูสง่า อย่างไรก็ตาม การขับในระยะทางไกลจะทำให้ผู้ขับเมื่อยล้าได้ ส่วนความสูงเบาะนั่งที่  28.5 นิ้วทำให้เท้าของผู้ขับส่วนใหญ่แตะพื้นได้อย่างสบาย  ลักษณะการนั่ง FXDR 114 จะตรึงคุณไว้กับตัวรถที่บริเวณเอว และช่วยลดน้ำหนักที่อาจส่งไปที่ขาของคุณ  มีนักออกแบบบางรายได้เริ่มดัดแปลง FXDR 114 ให้มีการนั่งแบบ mid-control ซึ่งถือว่าสบายกว่าสำหรับผู้ขับหลายคน  เบาะนั่งถือว่านุ่มสบาย แต่อย่างไรก็ตาม มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการขับไปคนเดียว

การมีจานเบรกคู่ 300mm พร้อมคาลิปเปอร์ 4 พอต ที่ล้อหน้า ทำให้ความรู้สึกในการบีบคันเบรกนั้นเบาขึ้น เมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์  การหยุดตัวรถในสถานการณ์ต่างๆ จะใช้แรงจากผู้ขับน้อยลง และยังให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยม  ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยว 292mm พร้อมคาลิปเปอร์ 2 พอต ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน  ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณล้อหลังขนาดกว้าง 240mm ด้วย

ยาง Michelin Scorcher 11 ช่วยให้ FXDR 114 เกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ ไม่ว่าจะในสภาพฝนตก หรือพื้นถนนมันวาว ยางล้อหลังขนาด 240mm อาจจะหารุ่นอื่นมาเปลี่ยนได้ยากหน่อยเมื่อเสื่อมสภาพ แต่หากพูดถึงศักยภาพแล้ว นี้คือองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับ FXDR 114

เมื่อเทียบกับกลุ่มทัวร์ริ่งที่มีเทคโนโลยีหรูหราบนหน้าปัดเรือนไมล์แล้ว หน้าปัดของ FXDR 114 ดูจะถ่อมตนพอสมควร โดยเป็นจอ LCD มีเกจบอกระดับน้ำมันและเกียร์ที่ใช้  แม้บางคนจะคาดหวังให้ตัวรถใช้จอแบบ TFT ที่ให้ความละเอียดภาพสูงกว่า แต่หน้าปัดเรือนไมล์ที่ FXDR 114 มีอยู่ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการขับทั่วไปในชีวิตประจำวัน

FXDR 114 คือมอเตอร์ไซค์ power cruiser ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลบความไม่มีมิติของรถกลุ่มนี้ไป  ความเร็วของ FXDR 114 มาพร้อมกับการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ขับพิชิตโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นคง  สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายและภาพลักษณ์ใหม่ๆ แล้ว คุณไม่ควรพลาดโมเดลใหม่ของ Harley-Davidson คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/04/2019-harley-davidson-fxdr-114-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการของ Harley-Davidson V Rod (2001-2017)

Harley-Davidson V Rod หรือที่รู้จักกันในโมเดล VRSC หรือ V-Twin Racing Street Custom เริ่มมีการผลิตออมาตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2017 ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่และทันสมัย โดยตัวรถจะใช้ระบบระบายความร้อยด้วยของเหลว และมีแคมคู่เหนือฝาสูบ (dual overhead cam) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่พบบ่อยนักในแวดวงมอเตอร์ไซค์แม้กระทั่งในโมเดลรุ่นใหม่  ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ฮาเลย์ตัดสินใจยุติการผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้ลง ส่วนในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า Harley-Davidson V-Rod มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้างตลอดช่วงเวลาที่มอเตอร์ไซค์ยังถูกผลิตออกมาอยู่

 

2001 Harley-Davidson V-Rod

V Rod คันแรกถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ผู้ขับฮาเลย์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น มีท่อมากขึ้น และถังน้ำมันก็ถูกติดตั้งใต้เบาะนั่ง  นอกจากภาพลักษณ์หน้าตาที่เปลี่ยนไปแล้ว สมรรถนะการขับขี่ที่ V Rod มอบให้ยังแตกต่างอีกด้วย หลักๆ เนื่องจากตัวมอเตอร์ไซมีการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และแคมเหนือฝาสูบ

 

2002-2003 Harley-Davidson VRSCA V-Rod

V Rod ในปี 2002-2003 รวมถึงรุ่น 100th anniversary edition ที่เปิดตัวมาในปี 2003 มีกำลังเครื่องยนต์มากขึ้นที่ 115 แรงม้า มีความจุถังน้ำมัน 3.7 แกลลอน มีดิสก์เบรกที่มีประสิทธิภาพ และยางหลังหน้ากว้าง 180mm  V Rod ในโมเดลปีนี้ยังมีเบรกขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยหยุดตัวรถได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แม้กระทั่งการหยุดตัวรถที่ความเร็วสูง

 

2004-2005 Harley-Davidson VRSCB V-Rod

แม้ V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเรื่องอะไหล่และเครื่องยนต์ ภาพลักษณ์และดีไซน์ของตัวรถมีวิวัฒนาการจากเดิมไปมาก  V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะมีเฟรมสีดำ ผิวโครเมียมที่เงาแวววาว และการทำสี powder coat ที่ตัวเครื่องยนต์ ส่วนแฮนด์และหน้าปัดเรือนไมล์จะเป็นดีไซน์แบบใหม่

 

2006-2008 Harley-Davidson VRSCD Night Rod

โมเดล V Rod ในช่วงปีนี้มีการอัพเกรดในเรื่องดีไซน์และอะไหล่เครื่องยนต์เล็กน้อย เริ่มที่ท่อไอเสียแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้อีก 5 แรงม้า และระบบเบรก ABS แบบใหม่  ส่วนเรื่องดีไซน์จะมีความคล้ายคลึงกับ V Rod ในปี 2004-2005  โดยมีสีดำและผิวโครเมียมบริเวณเครื่องยนต์ และท่อไอเสียผิวโครเมียมเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ต่างไปในโมเดลปี 2006-2008 คือตำแหน่งการนั่งในลักษณะ mid control แทนที่จะเป็นแบบ forward control

 

2007-2010 Harley-Davidson VRSCAW V-Rod

V Rod ในช่วงปีนี้เปรียบเหมือนกับ V Rod โมเดลแรกในปี 2001 แต่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนสำคัญต่าง ๆ เพื่อรองรับศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เริ่มโดยเฟรมรถที่ใหญ่ขึ้นเนื่องจากขนาดถังน้ำมันได้เปลี่ยนจาก 3.7 แกลลอนเป็นขนาด 5 แกลลอน รวมถึงล้อหลังที่หน้ากว้างขึ้น จาก 180mm เป็น 240mm แม้ตัวรถจะใช้เครื่องยนต์ตัวเดิม การปรับปรุงตลอดช่วงปีก่อนทำให้มันมีความแรงถึง 123 แรงม้า ณ ช่วงเวลานั้น และจากเฟรมรถและส่วนประกอบอื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตัวรถจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 37 ปอนด์

 

2011-2017 Harley-Davidson VRSCF V-Rod Muscle

V Rod Muscle คือโมเดลที่จบวิวัฒนาการ Harley-Davidson V Rod ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหล มีดีเทลการตกแต่งที่เนี๊ยบ และมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ  ตัวรถมีท่อดักอากาศ (Ram Air) ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้มาก และยังเป็นโมเดลแรกที่ฮาเลย์วางสัญญาณไฟเลี้ยวไว้ที่ตำแหน่งกระจกข้างอีกด้วย ซึ่งภายหลังตำแหน่งการวางไฟเลี้ยวดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานในโมเดลรุ่นหลังๆ

การเปิดตัว Harley-Davidson V Rod ได้พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ไปอย่างมาก ไม่ว่าจะตอนเปิดตัวโมเดลแรกหรือโมเดลสุดท้าย  Harley-Davidson V Rod เคยเป็นโมเดล Top Seller ของบริษัทและยิ่งรุ่นหลังๆ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น  แม้สาเหตุที่กลุ่ม V Rod ถูกยกเลิกการผลิตในปี 2018 จะยังไม่ชัดเจน กลุ่มแฟนฮาเลย์จำนวนไม่น้อยก็หวังให้บริษัทกลับมาผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้อีกครั้ง  Harley-Davidson V Rod มีองค์ประกอบทุกอย่างที่ผู้ขับฮาเลย์ให้ความสำคัญ และหนึ่งในโมเดล V Rod ของบทความนี้ ต้องมีหนึ่งรุ่นที่ผู้อ่านชอบเป็นพิเศษแน่ ๆ

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-and-evolution-of-the-harley-davidson-v-rod/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Slim 2018 ความ Retro ที่เหนือกว่าเดิม

Harley-Davidson ได้สร้างกระแสปลุกวงการไปไม่น้อยกับการเปิดตัว Softail โฉมใหม่ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่แฟนๆ หยิบมาสนทนากันอยู่ ไม่ว่าจะในประเด็นโครงรถใหม่ ระบบกันสะเทือน หรือแม้แต่เครื่องยนต์ใหม่อย่าง Milwaukee-Eight

ฮาเลย์ได้พลิกโฉมภาพลักษณ์ของกลุ่ม Softail ไป ไม่ว่าจะในเรื่องสมรรถนะการขับขี่หรือความสะดวกสบายในการนั่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของความเป็น Softail ไว้  และฮาเลย์ได้แสดงเจตนารมณ์ในเรื่องนี้ ผ่านโมเดลสุดน่าหลงใหลที่มีนามว่า “Slim”

เรื่องของดีไซน์ Harley-Davidson ยังคงสไตล์ Bobber ไว้ใน Softail Slim ซึ่งหากมองเผินๆ อาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวรถจากรุ่นก่อนมากนัก แต่ในรายละเอียด ผู้ออกแบบได้ใส่แผงคอโครเมียมเพิ่มเข้ามา ซึ่งตัดกับกระบอกโช๊คหน้าสีดำได้เป็นอย่างดี  อีกอย่างหนึ่งคือแผงด้านหลังไฟหน้าที่ถูกนำออกไป ซึ่งทำให้ตัวรถมีกลิ่นอายความเป็นรถคัสตอมมากขึ้น  และสุดท้ายโลโก้ฮาเลย์บนถังน้ำมันช่วยตอกย้ำสไตล์ Retro ขนานแท้ของ Softail Slim

ปัจจุบัน แฟนฮาเลย์คงทราบกันดีว่าเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ได้เข้ามาแทนที่เครื่อง Twin Cam เป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง Softail โฉมใหม่ทุกคันจะใช้เครื่องยนต์ใหม่นี้  สำหรับ Softail Slim 2018 จะเป็นเครื่อง Milwaukee-Eight 107 ซึ่งมีแรงบิด 110 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,000 ซึ่งถือว่าเหลือหลาย ช่วยให้ผู้ขับเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้มาก  ตัวรถยังมี dual-counter balancing ช่วยให้การขับราบเรียบมากขึ้น  ส่วนท่อไอเสียสไตล์ Shotgun จะส่งเสียงในโทนที่แฟนๆ ชื่นชอบ

เบาะนั่งมีความสูง 26 นิ้ว ส่วนแฮนด์มีลักษณะกว้างและอยู่ในระดับต่ำ ผู้ขับที่สูงถึง 180 ก็ยังสามารถนั่งบนตัวรถได้อย่างสบายและพอดี  จริงๆ แล้วเบาะนั่งถือเป็นส่วนที่ฮาเลย์พัฒนาไปอย่างมากใน Softail Slim 2018  ตัวรถในปีก่อนจะมีเบาะนั่งที่ค่อนข้างมินิมอลและจำกัด ทำให้บั้นท้ายของผู้ขับเกิดอาการเมื่อยได้ แต่เบาะนั่งตัวนี้มีการเสริมให้สะดวกสบายมากขึ้น ช่วยลดปัญหาดังกล่าวออกไป

Slim รุ่นก่อนจะมีควางสูงน้อยกว่า Slim รุ่นปัจจุบัน ทำให้ช่วงชัก (suspension travel) ของ slim รุ่นก่อนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า ความสามารถในการหน่วงสปริง (Damping) จะแข็งกระด้างและส่งแรงกระแทกไปถึงร่างกายของคนขับมากกว่า Softail Slim ณ ปัจจุบัน   Softail Slim 2018 ใช้โช๊คหน้าคู่ Showa Dual Bending Valve และโช๊คหลังเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม Softail โฉมใหม่ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลงไปย่างมาก  ระบบกันสะเทือนใหม่ของ Slim ช่วยรองรับแรงกระแทกหลากหลายรูปแบบ การหน่วงสปริงก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น  มันเป็นรถที่ขับนุ่ม และสามารถกำหนดทิศทางได้ดั่งใจ

Softail Slim 2018 ถือว่ามีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนโครงรถใหม่  ผู้ขับสามารถเอนตัวในองศาที่มากขึ้นระหว่างการเข้าโค้ง  ผู้ขับขาโหดส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยกับการเอนตัวจนตุ้มปลายพักเท้าลากกับพื้นถนน ซึ่งการลากดังกล่าวจะน้อยลงใน Softail Slim คันใหม่นี้  ความมั่นคงของตัวรถถือเป็นส่วนพัฒนาที่สำคัญ เป็นผลมาจากความแข็งเกร็งต่อแรงบิด (torsional stiffness) ที่ดีขึ้น  จากการได้ลองพา Slim ไปขับขี่ดู พบว่าตัวรถไม่มีอาการสั่นคลอน หรือการเสียสมดุลระหว่างขี่แม้แต่น้อย  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ Softail Slim 2018 ยังมีความคล่องแคล่วมากขึ้น และด้วยระยะฐานล้อขนาด 64.2 นิ้วกับมุม rake 30 องศา ความว่องไวของตัวรถจึงมาพร้อมกับความมั่นคงที่ปลอดภัย  ส่วนยางใหม่อย่าง Dunlop D401T ขนาด 150 mm ผสมกับโครงสร้างรถแบบใหม่ และน้ำหนักรถที่เบาลงถึง 35 ปอนด์ ทำให้ตัวรถเข้าโค้งได้ง่ายและเฟิร์มขึ้น

แม้รถจะมีน้ำหนักถึง 671 ปอนด์ ระบบเบรกของ Slim สามารถหยุดรถได้ทันที โดยใช้จานเบรกเดี่ยว ความรู้สึกการบีบคันเบรกถือว่ามีความต่อเนื่องและคุมได้ไม่ยาก ทำให้การหยุดรถในระยะความเร็วต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก ผู้ขับจะต้องออกแรงบีบเพิ่มสักหน่อย หากต้องการโชว์ศักยภาพระบบเบรกได้อย่างเต็มที่

ไฟหน้าของ Softail Slim 2018 เปลี่ยนจากหลอดไฟดั้งเดิมเป็นชนิด LED และมีฝาครอบในสไตล์ย้อนยุค ทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ความเป็น Retro ยุคเก่า  Softail Slim ถือเป็นโมเดลที่แฟนๆ ฮาเลย์หลงใหลอยู่เสมอ แต่ในรุ่นก่อนหน้า แม้จะมีการควบคุมที่ดีและนุ่มนวล ตัวรถยังมีข้อบกพร่องในเรื่องระบบกันสะเทือนและความสะดวกสบายในการนั่ง  ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปใน Softail Slim 2018 ส่งผลให้ตัวรถเป็นหนึ่งในโมเดลที่โดดเด่นและน่าครอบครองมากที่สุดคันหนึ่งในบรรดากลุ่ม Softail ณ ปัจจุบัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2017/09/08/2018-harley-davidson-softail-slim-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2019 นิยามของความเป็นทัวร์ริ่ง

ไม่น่าเชื่อว่าโมเดลไอคอนของฮาเลย์อย่าง Street Glide จะอยู่ในแวดวงมาแค่ 12 ปี ในปี 2006 ผู้ออกแบบมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ในตำนานอย่าง Willie G. Davidson ได้เริ่มวาดน้ำหมึกลงบนแผ่นผ้าใบ และสุดท้ายได้ถือกำเนิด Street Glide หนึ่งในโมเดลที่ทำยอดขายให้กับฮาเลย์ได้มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ณ ปัจจุบัน

มาจนถึงวันนี้ CVO Street Glide 2019 รุ่นล่าสุด ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 117 ซึ่งมีแรงบิด 125 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ซึ่งแม้จะมีความจุกระบอกสูบอยู่มาก เครื่องดังกล่าวถือว่าตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดี ทั้งที่รอบความเร็วสูงและรอบความเร็วต่ำ  ความสนุกในการขับ CVO Street Glide อยู่ที่การได้เปิดคันเร่งและสัมผัสกับความเร็วในเกียร์ต่าง ๆ ทั้ง 6 เกียร์  และไม่ว่าผู้ขับจะอยู่เกียร์ไหน เสียงดังกระหึ่มสไตล์ฮาเลย์จะเป็นเพื่อนคุณยามเดินทางไปทุกหนแห่ง ในที่แคบอย่างลานจอดรถ ผู้ขับสามารถจัดกระบวนท่าของตัวรถได้โดยใช้คลัตช์ช่วย

นอกจากเรื่องความจุกระบอกสูบที่มากกว่าเครื่อง Milwaukee-Eight 114 แล้ว วิศวกรของฮาเลย์ยังเลือกใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบประสิทธิภาพสูง (high-performance camshaft) และวาล์วไอดีที่เปิดรับลมเข้ามาปริมาณมาก (high-airflow intake)  พวกเขายังเพิ่มอัตรากำลังอัดไปที่ 10.2:1 อีกด้วย  ปัจจัยทั้งหมดนี้ช่วยขับแรงบิดของ CVO Street Glide 2019 ให้เพิ่มขึ้นถึง 12 ฟุตปอนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับจะรู้สึกได้เวลาขับ เครื่อง Milwaukee-Eight 117 มีจุดเด่นที่แถบสีแดง Blaze Red บริเวณตัวเครื่อง

ด้วยน้ำหนักถึง 877 ปอนด์ CVO Street Glide 2019 ดูเหมือนจะไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่ว แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถพิชิตเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างราบรื่นและเกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ โดยต้องขอบคุณระยะฐานล้อ 64 นิ้ว กับมุม rake ที่กว้างขวาง  การบังคับตัวรถไปในทิศทางที่ต้องการจะอาศัยแรงของผู้ขับเล็กน้อย  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่าย ซึ่งแม้แต่ผู้ขับมือใหม่ กลุ่มสุภาพสตรี หรือผู้ขับที่เพิ่งมี Harley-Davidson เป็นของตัวเองคันแรก ก็สามารถขับได้

ระบบกันสะเทือนของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าค่อนข้างไฮโซ  โช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve 49mm ดูดซับแรงกระแทกเกือบทุกชนิด ส่วนโช๊คหลังคู่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้  โดยรวมระบบกันสะเทือนถือว่าทำหน้าที่ได้ดี แม้แรงกระแทกจากถนนขรุขระจะส่งมาถึงผู้ขับได้บ้างก็ตาม  ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ตัวรถมีอาการสะบัดเล็กน้อยเมื่อเอนตัวจนสุดแก้มยาง แต่ด้วยการแตะเบรกหลังเพียงเบาๆ ตัวรถก็สามารถกลับคืนสู่สมดุลเหมือนเดิม

เบาะนั่งของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าไม่สูงมาก อยู่ที่ 27.4 นิ้ว แฮนด์แบบ Riser จะจัดให้ท่านั่งคนขับอยู่ในตำแหน่ง neutral ส่วนพักเท้าก็กว้างเหลือเฟือ ให้ขยับเท้าคลายเมื่อยได้เวลาขับทางไกล  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถือว่ามีขนาดแคบกว่าเครื่อง Twin Cam จึงทำให้ Street Glide มีสัดส่วนที่แคบลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดีมันยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามสไตล์รถทัวร์ริ่งของฮาเลย์  ผู้ขับส่วนใหญ่จะขาแตะพื้นได้อย่างสบาย โดยเฉพาะคนที่สูง 175 ขึ้นไป

ระบบเบรกประกอบด้วยคาลิปเปอร์คู่ 4 พอต บนจานเบรกคู่ 300mm ที่ล้อหน้า ส่วนล้อหลังมีจานเบรกเดี่ยว 300mm การบีบคันเบรกให้ความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไปและกระชับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของรถไซส์ใหญ่แบบนี้  เบรกเท้าสำหรับล้อหลังถือว่ามีประสิทธิภาพ แต่องศาในการเหยียบอาจจะชันไปสักนิด และแน่นอนรถทัวร์ริ่งของฮาเลย์ทุกคันจะมีระบบเบรกร่วมและ ABS แบบปรับไม่ได้

ผู้ขับสามารถพกสัมภาระเสื้อผ้าไปได้อย่างมากสำหรับการเดินทางไกลแบบข้ามจังหวัด เนื่องจาก CVO Street Glide 2019 มีความจุกระเป๋าข้างมากถึง 68 ลิตร และมีดีไซน์การเปิดที่ง่ายด้วยการแตะนิ้วเพียงครั้งเดียว  กระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยอีกด้วย

ระบบ Boom! Box GTS infotainment ในปีนี้มีการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยกับโลก social ปัจจุบันมากขึ้น โดยจะเป็นจอ touchscreen ให้เราลากนิ้ว ขยับขยาย เหมือนที่เราเล่นในโทรศัพท์ smartphone และแม้ผู้ขับจะใส่ถุงมือก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นหน้าจอวัสดุพิเศษจาก Gorilla Glass  ระบบ Boom! Box GTS infotainment นี้ถือว่ามีการประมวลผลเร็วกว่าเวอร์ชันก่อน และใช้เวลาเปิดใช้งานเพียง 10 วินาที

ทั้งนี้ผู้ขับจะสามารถเลือกควบคุมจากหน้าจอโดยตรง หรือใช้ปุ่มต่าง ๆ บริเวณแฮนด์ก็ได้  แฟริ่งของตัวรถที่ยึดติดกับกระบอกโช๊คหน้า ช่วยจัดให้หน้าจอ Boom! Box GTS infotainment อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมถึงได้ ซึ่งสะดวกกว่าเมื่อเทียบกับหน้าจอที่ต้องเอื้อมไปไกลกว่า ในทัวร์ริ่งอีกรุ่นอย่าง Road Glide

ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ smartphone กับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ เพื่อใช้งานฟังก์ชันการคุยโทรศัพท์ แชทตอบข้อความ ดูแผนที่ (สามารถวางแผนเส้นทางบนมือถือ และส่งเข้าระบบในตัวรถได้) เล่นเพลงบนมือถือ และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกหนึ่งการอัพเดทที่ดีงามสำหรับระบบนี้คือมีระบบคอยบอกปริมาตรลมยาง ซึ่งถือว่าสะดวกอย่างมาก

ส่วนระบบเสียง CVO Street Glide 2019 มีลำโพง 6 เครื่อง ซึ่งอยู่บริเวณฝากระเป๋าข้าง 1 คู่ กันล้ม 1 คู่ และแถวหน้าจออีก 1 คู่  มากไปกว่านั้นยังมีแอมป์ขยายเสียง 3 เครื่อง ช่วยมอบประสบการณ์การรับฟังเสียง surround แบบเหนือระดับ แม้กระทั่งขณะขับอยู่บนทางหลวงที่เสียงดัง

ต้องถือว่านักออกแบบโมเดล CVO ทั้งหลายของฮาเลย์ ทำผลงานออกมาได้อย่างสง่างาม  สีที่เลือกใช้ใน CVO Street Glide 2019 (มีให้เลือกด้วยกันสามสี) ถือว่าแจ่มจรัสและเป็นงานละเอียดไม่แพ้มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไหนทั้งนั้น  หนึ่งสิ่งที่ฮาเลย์ทำได้ดี คือการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ออกมา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน ขณะขับอยู่บน CVO Street Glide 2019 คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งข้อมูล https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/06/2019-harley-davidson-cvo-street-glide-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson ในยุค AMF ERA

ในปี 1969 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น เทศกาลดนตรี Woodstock ที่เมือง New York  การขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ครั้งแรกโดยชาวอเมริกัน และการเข้ายึดกิจการมอเตอร์ไซค์ชื่อดังอย่าง Harley-Davidson โดย บริษัท American Machine and Foundry หรือ AMF

ในปี 1969 สถานภาพทางการเงินที่ย่ำแย่ของ Harley-Davidson ส่งผลให้บริษัทต้องยอมขายกิจการให้กับ บริษัท American Machine and Foundry หรือ AMF ซึ่งเดิมทีทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์โบว์ลิ่งเป็นหลัก  บริษัท AMF ได้เข้ามาดำเนินกิจการ Harley-Davidson เป็นระยะเวลาประมาณ 12 ปี โดยระหว่างช่วงเวลานี้ ก็มีทั้งกลุ่มแฟนฮาเลย์ที่ชื่นชอบ และกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ กับการให้บริษัทโบว์ลิ่งเข้ามาดูแลกิจการมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกอย่าง Harley-Davidson

AMF เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในธุรกิจโบว์ลิ่ง และอุปกรณ์สันทนาการต่าง ๆ

ในช่วงที่ฮาเลย์อยู่ภายใต้การบริหารของ AMF ก็มีผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน หรือ อิตาลี ที่ได้รับความนิยมในตลาดเช่นกัน  บริษัทเหล่านี้ได้หันมาผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมทีที่ผลิตแต่มอเตอร์ไซค์ไซส์เล็กเพียงอย่างเดียว

โมเดลที่เป็นคู่แข่งฮาเลย์ตัวยงในช่วงนั้นจะมี Honda 750, Yamaha 650, Triumph 650 และ Kawasaki Mach III  โดยเฉพาะ Honda 750 ที่ผู้คนมักนิยมนำไปแต่งเป็นมอเตอร์ไซค์แนว Chopper

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แน่นอนย่อมมีกลุ่มลูกค้าฮาเลย์ ที่เริ่มไม่พอใจหรือเป็นห่วงในเรื่องทักษะของช่าง และเสถียรภาพของตัวรถ ภายใต้การบริหารของ AMF โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มองว่า Harley-Davidson หลังจากที่ AMF เข้ามาบริหาร นั้นมีคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ด้อยลง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โปสเตอร์โฆษณาในอดีตของโมเดล Aermacchi 350 / Harley-Davidson

อย่างไรก็ดี AMF ได้ดำเนินกิจการสานต่อการผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็กของ Harley-Davidson อย่าง Aermacchi ซึ่งเดิมทีถูกผลิตโดยบริษัทสัญชาติอิตาลี แต่ถูกออกแบบใหม่และรีแบรนด์ให้เป็นของฮาเลย์  โมเดล Aermacchi ถูกผลิตจนถึงปี 1978 ก่อนที่ AMF จะขายสินค้าให้กับผู้ผลิตสัญชาติอิตาลีอย่าง Cagiva

ในยุค AMF มอเตอร์ไซค์โมเดล 65 cc M-65, 100 cc Baja และ 125 cc Rapido ของฮาเลย์ ได้ถูกผลิตจนถึงปี 1972 ส่วนโมเดล 250 cc Sprint ที่มีการผลิตอยู่ตลอดในช่วงปี 60 ได้ถูกเปิดตัวใหม่เป็นโมเดล 350 cc SX-350 ในปี 1971

โฆษณารถกอล์ฟ Harley-Davidson

นอกจากนี้ บริษัท AMF ยังสานต่อผลิตรถกอล์ฟสามล้อและสี่ล้อของ Harley-Davidson ตลอดช่วงเวลาที่เข้ามาบริหารอีกด้วย

Harley-Davidson’s 1200cc Super Glide FX.

ในปี 1971 Harley-Davidson (ภายใต้การบริหารของ AMF) มีการเปิดตัว FX 1200 Super Glide ที่เป็นมอเตอร์ไซค์ คัสตอม ครุยเซอร์ คันแรกออกมา โดยจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฮบริดในกลุ่ม Sportster ที่ใช้เครื่องยนต์ Big Twin  ซึ่งโมเดล Super Glide คันนี้และรุ่นหลังๆ ได้รับกระแสนิยมอย่างมาก แม้ยอดขายในช่วงแรกๆ จะติดขัดบ้างเล็กน้อย

ใช่แล้วครับ Harley-Davidson ในยุค AMF ยังมีรถสำหรับวิ่งบนหิมะอีกด้วย

ระหว่างปี 1971 ถึง 1975 Harley-Davidson มีการผลิตรถสำหรับวิ่งบนหิมะออกมา และมีการเปิดโรงงานผลิตใหม่ในเมือง York รัฐ Pennsylvania ในปี 1973 ถือเป็นก้าวสำคัญในยุค AMF

ในการฉลองครบรอบ 200 ปีของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1976 Harley-Davidson ในยุค AMF ยังมีการผลิตโมเดลรุ่น Bicentennial Liberty Edition ออกมาด้วย ซึ่งจะมีสติกเกอร์ที่ระลึกติดบนตัวรถเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยดีไซน์ของตัวรถเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าและนักรีวิวมอเตอร์ไซค์มากมาย

Harley-Davidson Confederate Edition เป็นโมเดลที่ถูกผลิตออกมาเพียง 650 คันเท่านั้น

ในปี 1977 หลังจากการฉลองครบรอบ 200 ปีของประเทศสหรัฐอเมริกา Harley-Davidson มีการผลิตรุ่น Confederate Edition ออกมา ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เป็นประเด็นอย่างมาก และมีการผลิตออกมาน้อยที่สุด  ฮาเลย์ Confederate Edition จะมีทั้งในกลุ่ม Sportster, Electra Glide และ Super Glide โดยบอดี้จะเป็นสีเงิน และมีตราสัญลักษณ์ธงสมาพันธรัฐ เป็นจุดเด่น  ซึ่งธงสมาพันธรัฐนี้เองที่ทำให้รุ่น Confederate Edition เป็นประเด็น เนื่องจากมีความหมายในเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ และสงครามกลางเมือง  เหตุนี้ทำให้ฮาเลย์ Confederate Edition ถูกผลิตออกมาเพียง 650 คัน และต้องยุติการผลิตลงในปีนั้น

Harley-Davidson XLCR-1000 1977

ในปี 1977 Harley-Davidson ภายใต้การบริหารของ AMF มีการเปิดตัวโมเดล XLCR ออกมา ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ประเภท Café Racer เครื่อง 1000 cc  ถือเป็นโมเดลยอดนิยมสำหรับนักสะสมในยุคปัจจุบัน แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปีเปิดตัว XLCR ได้รับกระแสนิยมที่ไม่ดีเท่าไร และได้ถูกยกเลิกผลิตไปในระยะเวลาเพียงสองปีหลังจากนั้น

Evel Knievel ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง หลังขับ XR750 ด้วยความเร็ว 90 ไมล์ต่อขั่วโมง ข้ามรถบัสจำนวน 13 คัน ที่สนามเวมบลีย์ ในปี 1975

อีกโมเดลหนึ่งของฮาเลย์ในยุค AMF คือ XR750 มอเตอร์ไซค์สายวิบาก ที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดระหว่างปี 1972 และปี 1980  สตั้นแมนอย่าง Evel Knievel ได้ใช้มอเตอร์ไซค์โมเดลนี้ในการแสดงผาดโผน ตลอดช่วงปี 70 และหลังจากปี 1980 โมเดลนี้ก็ถูกยกเลิกการผลิตไป เหลือแต่ตัวเครื่องยนต์ที่ยังมีจำหน่ายอยู่ในตลาดเท่านั้น

Harley-Davidson’s FXB Sturgis ในปี 1980

โมเดลอื่นๆ ที่โด่งดังในยุค AMF ประกอบไปด้วย FXL Low Rider ในปี 1977, Fat Bob ในปี 1979 และ FXB Sturgis เครื่อง 80 ลูกบาศก์นิ้ว ในปี 1980

ยุคของ AMF ได้จบลงในปี 1981 เมื่อ Willie G. Davidson หลานชายของ William A. Davidson ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson และกลุ่มนักลงทุนได้ซื้อบริษัทกลับมาจาก AMF

ห้องประชุมที่ Willie G. Davidson ได้เจรจากับ AMF เพื่อซื้อ Harley-Davidson กลับมา

การปลดอิสรภาพตัวเองจาก AMF ทำให้ Harley-Davidson เหมือนกับได้เกิดใหม่ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับแบรนด์ ให้พร้อมเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์และคุณภาพที่ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ดี หนึ่งในมรดกที่ AMF ได้ทิ้งไว้ก็คือดีไซน์บนถังน้ำมัน ที่จะมีลายเส้น 3-4 สี วิ่งผ่านโลโก้สี่เหลี่ยมผืนผ้า บนพื้นสีเข้ม อย่างที่เห็นในภาพด้านล่าง

ปัจจุบัน ถังน้ำมันฮาเลย์ยุค AMF ถือเป็นของสะสมที่หลายคนเสาะหาจะครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนฮาเลย์ หรือในวงการนักแต่งรถทั่วไป และยังมีชิ้นส่วน อุปกรณ์ และของสะสมยุค AMF อีกมากมายให้ค้นหาในตลาดทุกวันนี้  ส่วนบริษัท AMF ณ ปัจจุบันได้กลับไปโฟกัสกับธุรกิจโบว์ลิ่งเช่นเดิม โดยได้เปิดศูนย์โบว์ลิ่งมากกว่า 240 สาขาในอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย

โฆษณา Harley-Davidson SS-350 และ SX-350 ในอดีต

Harley-Davidson ในช่วงเวลาภายใต้การบริหารของ AMF ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนกับเรื่องทั่วไปในชีวิตคนเรา จริงอยู่ที่หลายคนมองว่าคุณภาพและภาพลักษณ์ของฮาเลย์ในช่วงนั้นได้ถดถอยลง แต่ก็มีกลุ่มผู้ขับจำนวนไม่น้อย ที่เคยเป็นเจ้าของหรือยังขับโมเดลในยุค AMF อยู่ มีความสุขและพอใจกับตัวรถมอเตอร์ไซค์อย่างมาก ไม่ว่า Harley-Davidson ในทุกวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไร สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจคือ “ฮาเลย์ในยุค AMF ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่น่าจดจำ”

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-amf-years/#sthash.xEWAoZIr.dpbs

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

12 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ FAT BOB 2018

ในปี 2018 Harley-Davidson กลุ่ม Dyna ได้ถูกโอนถ่ายกลายเป็น Softail โฉมใหม่เกือบทั้งหมด หนึ่งในนั้นคือ Fat Bob มอเตอร์ไซค์สายดุดันพร้อมลุย ที่คราวนี้มีเครื่อง Milwaukee-Eight เป็นหัวใจใหม่คอยขับเคลื่อน เรามาดูกันว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Fat Bob 2018 คันนี้มีอะไรบ้าง

1.กำลังเครื่องยนต์

Fat Bob 2018 ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 ซึ่งตามชื่อมีแรงบิดอยู่ที่ 107 ฟุตปอนด์อที่ความเร็วรอบ 3,500 ต่อนาที  ผู้ขับสามารถควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์ Fat Bob ได้อย่างสบายในรอบการเร่งเครื่องต่างๆ  คันเร่งที่ตอบสนองเป็นอย่างดีและระบบจ่ายน้ำมันที่ไร้ที่ติ ช่วยให้การขับ Fat Bob ในเมืองหรือบนเส้นทางที่คดเคี้ยวเป็นเรื่องง่าย  นวัตกรรม Dual Counterbalancing ช่วยให้ประสบการณ์การขับราบเรียบขึ้น  ถ้าหากเครื่อง 1746cc ยังไม่หนำใจ ผู้ขับก็สามารถเลือก Fat Bob ในเวอร์ชัน Milwaukee-Eight 114 ได้อีก

2.ท่อไอเสียที่ไม่เหมือนใคร

ท่อไอเสียลักษณะ 2-1-2 สามารถดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างดี และแผงกันความร้อนของจริงจะแสดงเฉดสีทองมากกว่าในรูปเล็กน้อย  ปลายท่อที่ค่อนข้างหนาและอ้วนจะขึ้นอยู่กับรสนิยมรายบุคคลว่าจะชอบหรือไม่  อย่างไรก็ตามอะไหล่มากมายในตลาดยังมีให้ผู้ขับเลือกสรรเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก รวมไปถึงการดัดแปลงในส่วนของเครื่องยนต์

3.หน้าตาดุดันขึ้น

ทีมออกแบบของฮาเลย์ตระหนักดีว่าควรรักษาภาพลักษณ์เดิมของมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นไว้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่รายละเอียดที่ทันสมัยเพิ่มเข้าไปในรุ่นใหม่ๆ ที่เปิดตัวออกมา  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ Fat Bob 2018 ดูดุดันมากขึ้น แถมยังมีไฟหน้า LED หกเหลี่ยมสุดเฉียบ ซึ่งหลายคนที่เห็นครั้งแรกอาจยังไม่คุ้นตา แต่เมื่อได้เห็นตัวรถบ่อยๆ ไฟหน้าของ Fat Bob ก็ดูเฉียบจริงๆ

4.เบาะนั่งสุดสบาย

ที่ความสูงต่ำกว่า 28 นิ้วจากพื้น เบาะนั่งของ Fat Bob 2018 ถือว่าเป็นหนึ่งในเบาะที่นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม Softail  ผู้ขับสามารถจัดท่าทางและร่างกายระหว่างขับขี่ และใช้ส่วนถังน้ำมันเป็นแนวยึดขาเวลาเข้าโค้งได้  ผู้ขับยังสามารถใช้ประโยชน์จากแฮนด์ลักษณะกว้างในการเข้าโค้งแบบ counter steering ได้อีกด้วย  โดยรวม Fat Bob 2018 มีลักษณะการนั่งแบบ neutral เหมาะสำหรับผู้ขับทั้งร่างเล็กและร่างใหญ่

5.ความรู้สึกในการขับจริง

แม้องศาการเอนตัวระหว่างเข้าโค้งในสเปคชีทของ Fat Bob 2018 จะเป็นเพียงตัวเลขเดียวเท่านั้น การนำ Fat Bob 2018 ออกไปขับจริงๆ กลับให้ความรู้สึกต่างออกไป  Fat Bob จะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้ดีหากมีทิศทางกำหนดไว้ ซึ่งผู้ขับจะเร่งทำความเร็ว หรือผ่อนขับกินลมชมวิว ก็แล้วแต่สถานการณ์

6.เข้าโค้งอย่างคล่องแคล่ว

มุม rake 28 องศาที่ดุดัน กับระยะฐานล้อ 63.6 นิ้วที่กระชับ ช่วยให้ผู้ขับเข้าโค้งได้อย่างถนัดตัว  ระหว่างการเข้าโค้ง ตัวรถไม่แสดงอาการสั่นคลอนแม้แต่น้อย อย่างที่เคยพบใน Dyna รุ่นก่อนๆ  ยาง Dunlop ของ Harley (มีลายคล้ายๆ ยางแบบ ADV) มีส่วนช่วยอย่างมากให้ Fat Bob เคลื่อนตัวไปอย่างมั่นคงในระยะความเร็วต่างๆ

7.พักเท้าไม่ช่วยเรื่องการเข้าโค้ง

ตำแหน่งของพักเท้าจัดว่าอยู่กึ่งกลางระหว่าง mid control และ forward control และผู้ขับจะไม่สามารถถ่ายน้ำหนักไปที่พักเท้าได้อย่างที่ขาสปอร์ตชอบทำ  ตำแหน่งพักเท้าของ Fat Bob 2018 จะมีประโยชน์สำหรับการสัญจรไปมาหรือการเดินทางไกล  โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ Fat Bob 2018 คือมอเตอร์ไซค์ที่เป็นมิตรสำหรับผู้ขับอย่างมาก

8.โครงรถ Softail ยุคใหม่

ตัวแทนของ Harley-Davidson กล่าวไว้ว่าโครงรถ Softail โฉมใหม่มีค่าความแข็งเกร็งต่อแรงบิดดีกว่า Softail รุ่นก่อน 34% และมากถึง 62% เมื่อเทียบกับกลุ่ม Dyna  หลายคนอาจสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลทางการตลาดหรือเปล่า ต้องตอบเลยว่าข้อมูลดังกล่าวตรงกับความเป็นจริง และมอบสมรรถนะการขับขี่ตามที่ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้อง

9.ระบบกันสะเทือน

โช๊คหน้า Showa 43mm. และโช๊คหลังเดี่ยวของ Fat Bob 2018 เหมาะสำหรับการขับขี่แบบสบายๆ แต่ก็สามารถรับมืออุปสรรคบนเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างสนุก การหน่วงสปริง (damping) ที่ดีขึ้น ช่วยให้ Fat Bob เผชิญพื้นผิวขรุขระได้ง่าย โดยแรงกระแทกจะส่งผ่านถึงตัวคนขับเพียงเล็กน้อย และตัวรถจะกลับคืนสู่สมดุลอย่างรวดเร็วหลังจากแรงกระเทกนั้นๆ

10.ข้อดีของโช๊คหัวกลับ

แม้ระบบกันสะเทือนของ Fat Bob 2018 จะถือว่าดีเยี่ยมแล้ว ผู้ขับยังสามารถปรับจูนให้สะดวกสบายขึ้นได้อีก โดยไม่จำเป็นต้องซื้อแผงคอเพิ่ม เพราะโช๊คหน้าแบบหัวกลับมีความมั่นคงที่เหนือกว่าโช๊คแบบทั่วไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการเปลี่ยนโช๊คยังสามารถทำได้โดยใช้วิธี drop-in ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

11.ระบบเบรก

Fat Bob 2018 มีจานเบรกคู่กับคาลิปเปอร์ 4 พอต ที่ล้อหน้า การเบรกให้ความรู้สึกและการควบคุมดีเยี่ยม ทั้งเบรกมือและเบรกเท้า  ส่วนการหยุดรถถือว่าทำได้เหนือกว่า Softail รุ่นก่อนและตระกูล Dyna ซึ่งเป็นผลมาจากอุปกรณ์เบรก โครงรถ และวัสดุยางชุดใหม่ที่ฮาเลย์นำมาใช้  Fat Bob 2018 คือมอเตอร์ไซค์ที่ท้าทายให้คุณทดสอบความแรง เพราะผู้ขับสามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงทีเมื่อต้องการ

12.ดุดันสุดหลัง Dyna Low Rider S

Fat Bob 2018 ถือเป็นโมเดลที่มีความดุดันมากที่สุด นับตั้งแต่การเปิดตัวของ Dyna Low Rider S และต้องยอมรับว่า Fat Bob 2018 เหนือกว่า Low Rider S และ Dyna รุ่นอื่นๆ ในทุกประการ  ด้วยโครงรถใหม่ เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight และระบบกันสะเทือนที่ตอบสนองผู้ขับ Fat Bob 2018 เหมาะแก่การนำไปแต่งคัสตอมอย่างยิ่ง เพราะต้องยอบรับว่า หนึ่งในความสุขของการมี Harley-Davidson ไว้สักคัน ก็คืออิสรภาพในการได้แต่งรถให้ออกมาในแบบที่ต้องการ และสะท้อนความเป็นตัวคุณออกมาได้ดีที่สุด

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2017/08/31/2018-harley-davidson-fat-bob-review-13-fast-facts/3/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ประวัติศาสตร์และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Harley-Davidson Sportster

Sportster ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1957 โดยมีเครื่องยนต์ overhead valve ขนาด 55 ลูกบาศก์นิ้ว เป็นเครื่องแรกที่ใช้ และภายในระยะเวลาไม่ถึงปี Sportster ก็กลายเป็นที่รู้จักในนาม Superbike รุ่นแรกของวงการมอเตอร์ไซค์

หากจะพูดว่า Sportster เป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์สารพัดประโยชน์และประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮาเลย์ก็คงไม่ผิด เพราะกลุ่ม Sportster ครอบคลุมมอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก ทางเรียบ ไต่เขา หรือมอเตอร์ไซค์ที่ใช้แข่ง Flat Track, Drag Racing และ Ice Racing รวมถึงประเภทที่ใช้ขับทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ขับตั้งแต่ระดับนักแข่ง ผู้ขับในเมือง ไปจนถึงระดับเริ่มต้นและกลุ่มสุภาพสตรี

การแข่งขันแบบ Fat Track Racing

ในเรื่องของการสร้างสถิติ Cal Rayborn ได้ใช้รถประเภท streamliner กับเครื่องยนต์ Sportster (สร้างขึ้นโดย Warner Riley และ George Smith) ทำความเร็วสูงสุดไว้ที่ 265.492 ไมล์ต่อชั่วโมงในปี 1970  ในปีเดียวกัน Leo Payne ได้สร้างอีกสถิติบนท้องถนนที่ความเร็ว 202.379 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์กับเครื่องยนต์ Sportster  นอกจากนี้ Tom Raiser ยังใช้มอเตอร์ไซค์โครงรถ Sportster คว้าชัยในการแข่งขัน Drag Racing และ Hill Climb  ส่วนมอเตอร์ไซค์สนามแข่งอย่าง Harley-Davidson XR750 ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่ม Sportster เช่นกัน

Sportster นับเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่มีการผลิตอย่างต่อเนื่องที่สุดในโลกนับตั้งแต่การเปิดตัว  ในปีแรกยอดผลิตของ Sportster (สัญลักษณ์โมเดล XL) มีจำนวน 1,983 คัน และจากประสิทธิภาพของเครื่อง overhead valve ที่เหนือกว่า side valve flathead KH มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ขนาดกลางใน range เดียวกันก็ถูกเปลี่ยนเป็น Sportster ทั้งหมด และในปี 1958 โมเดล KH, KHK และ KHR ได้ถูกยกเลิกไป

Harley-Davidson XL Sportster 1957

ในปี 1958 ฮาเลย์มีการเพิ่มโมเดล XLH, XLC และ XLCH เข้ามา ซึ่งมีอัตรากำลังอัดสูงกว่าโมเดลพื้นฐาน XL  รุ่น XLC จะเป็นโมเดลรถแข่ง ส่วน XLCH จะเป็นโมเดลที่เอาไว้ใช้วิ่งถนน off-road หรือที่บางคนเรียกว่าทางฝุ่น

ในปี 1959 โมเดล XLCH ได้กลายเป็น Sportster เครื่องทรงพลังแบบเต็มรูปแบบที่วิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย ส่วนโมเดล XLH จะมีการใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบ high lift เพิ่มเข้ามา

Sportster ช่วงเวลานั้นถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกของฮาเลย์ที่มีระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล และได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอย่าง Triumph Bonneville และ BSA Lightning หรือที่รู้จักในนาม British Twins

1966 XLCH Sportster

ในปี 1960 ปริมาณการผลิต Sportster ได้สูงขึ้นเกือบ 40% จากปีแรก โดยมียอดอยู่ที่ 2,765 คัน  ถัดมาในปี 1967 ยอดการผลิตได้สูงขึ้นอีกที่ 4,500 คัน ซึ่งป็นรองแค่ Electra-Glide เพียงรุ่นเดียว

ในปี 1970 Sportster กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มียอดผลิตสูงสุดของฮาเลย์ที่จำนวน 8,560 คัน ซึ่งมากกว่ารุ่น Electra-Glide ถึง 1,000 คัน  และในปีเดียวกันฮาเลย์ได้เปิดตัวโมเดล XR750 ออกมา เป็นรถแข่งที่มีโครงรถแบบ Sportster เอาไว้ใช้ในการแข่งขัน AMA’s Class C Racing

ในปี 1972 Sportster มีการอัพเกรดความจุกระบอกสูบจาก 833 เป็น 1,000 cc ทำให้กระแสนิยมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการผลิตในปี 1974 พุ่งทะยานไปถึง 23,830 คัน

โปสเตอร์โฆษณา Sportster ปี 1967

ระหว่างปี 1977 และ 1978 โมเดลที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ XLCR เป็น Sportster แนว café racer ที่ดัดแปลงมาจากรุ่นพื้นฐาน อีกรุ่นที่เพิ่มเข้ามาคือ XLT เป็น Sportster สายทัวร์ริ่งที่นำกระเป๋าข้างของ Electra-Glide มาใช้ มีชิลด์หน้าและแฮนด์สไตล์รถทัวร์ริ่ง เบาะหนานุ่ม อัตราทดเกียร์สูง และถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอนที่จุกว่า Sportster รุ่นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามสองโมเดลนี้ ได้ถูกยกเลิกผลิตไปในปี 1979  ในปีนั้นฮาเลย์ได้ยกเลิกโมเดลคันเล็กไปทั้งหมด ทำให้ Sportster กลายเป็นกลุ่มรถที่มีความจุกระบอกสูบเล็กสุดของแบรนด์ที่ 1,000 cc

XLH 883 Sportster Deluxe

ในปี 1986 ฮาเลย์ได้นำเครื่องยนต์ 883 กลับมาใช้ และเปิดตัวขนาดเครื่องยนต์ใหม่ที่ 1,100 cc โดย Sportster ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ใหม่ “Evolution” แต่ยังคงใช้ระบบเกียร์ 4 สปีดเหมือนเดิม  ในปี 1988 รุ่น 883 cc จะมีดีไซน์ให้เลือกด้วยกันสามแบบ (ปัจจุบันมีคาร์บูเรเตอร์ Keihin) ส่วนรุ่น 1,100 cc ถูกอัพให้เป็น 1,200 cc และมีการเปิดตัวเบาะนั่งแบบ low seat height Hugger ออกมา

Sportster ได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์ 5 สปีดในปี 1991 และในโมเดล 883 Deluxe พักเท้ามีการนำยางเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ส่วนระบบการขับเคลื่อนจะเป็นแบบสายพาน  ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1993 ระบบขับเคลื่อนของ Sportster จะเป็นแบบสายพานทั้งหมด

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีและระบบเครื่องยนต์ของ Sportster มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ภายใน คาลิปเปอร์เบรกหน้า เพลาข้อเหวี่ยง ลูกปืนล้อ และการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียที่ดีขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพและความแรงมากขึ้น

Sportster 1200 Forty-Eight

นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา Sportster มีพัฒนาการและดีไซน์แปลกใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ เช่นรุ่น XR 1200 ที่เปิดตัวมาในปี 2007  การพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้ Sportster เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

ในปี 2015 Sportster มีวางขายอยู่ด้วยกัน 6 โมเดลคือ XL1200T SuperLow, XL 883L SuperLow, XL 883N Iron 883, XL 1200C 1200 Custom, XL 1200X Forty-Eight และ XL 1200V Seventy-Two.

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2014/09/16/harley-davidson-sportster-history-reaching-every-niche/

รูปภาพ http://www.ashonbikes.com/harley_xr750

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/history-harley-davidson-sportster-blowing-away-big-twins-since-1957/

http://www.bikeexif.com/custom-harley-davidson-sportster-xlch

http://onlymotorbikes.com/harley-davidson/xlh-883-sportster-deluxe/harley-davidson-xlh-883-sportster-deluxe-1989-pic-165823.html

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/2018/sportster/forty-eight.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการเครื่องยนต์ Harley-Davidson

เป็นเวลานานกว่า 100 ปีที่ Harley-Davidson คิดค้นผลิตเครื่องยนต์ออกมาใช้กับโมเดลรุ่นต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เครื่องยนต์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Big Twin” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 9 รุ่น วันนี้เรามาดูกันว่า 9 รุ่นที่ว่านี้มีชื่ออะไรบ้าง แต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องยนต์ไหนคือเครื่องแรกและเครื่องล่าสุดที่ Harley-Davidson ใช้กับ

1.F-Head

F-Head คือเครื่องยนต์เครื่องแรกที่ Harley-Davidson ใช้ (ระหว่างปี 1914 ถึง 1929) เป็นเครื่องยนต์ประเภท IOE (intake/inlet over exhaust) ที่ตำแหน่งท่อไอดีจะอยู่เหนือท่อไอเสีย  เครื่องยนต์ F-Head มีแบบขนาด 61 และ 74 ลูกบาศก์นิ้ว  ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นบุกเบิกของประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮาเลย์

1915 Harley-Davidson F-Head

 

2.Flathead

เครื่องยนต์ Flathead ขนาด 45 ลูกบาศก์นิ้ว (เปิดตัวในปี 1929) มีชื่อตามลักษณะฝาครอบที่แบน ลิ้นไอดีไอเสียจะอยู่ด้านข้าง  ในปี 1930 มีเครื่อง Flathead V model ขนาด 74 ลูกบาศก์นิ้วออกมาเพื่อแข่งขันกับมอเตอร์ไซค์คู่แข่งอย่าง Indian Chief

ถัดมาในปี 1937 Flathead V model ถูกแทนที่ด้วย Flathead U Series ซึ่งจะมีขนาด 74 ลูกบาสก์นิ้ว (ในโมเดล U และ UL) และขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว (ในโมเดล UH และ ULH)  Flathead ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1941 ส่วนแบบ 74 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1948

นอกจากนี้เครื่อง Flathead ยังถูกใช้ในโมเดลประเภท Servi-Car ตั้งแต่ปี 1930 ถึง 1975 อีกด้วย

1942 Harley-Davidson Flathead

 

3.Knucklehead

Harley-Davidson Knucklehead. 1936-1947

Knucklehead ถือเป็นเครื่องยนต์ประเภท overhead valves เครื่องแรกของฮาเลย์ และได้ถูกใช้ระหว่างปี 1936 ถึง 1947 (ใช้ในโมเดล EL)  ตัวเครื่องมีระบบไหลเวียนน้ำมันหล่อลื่นที่ดีกว่าเครื่อง Flathead ส่วนชื่อ Knucklehead ที่ได้มาจะมาจากรูปลักษณ์ที่เหมือนกับกระดูกข้อต่อเวลาเรากำหมัด

รายละเอียดเครื่องยนต์ Knucklehead

เครื่อง Knucklehead 1947 บนฮาเลย์ของ Buddy Miller

 

4.Panlhead

Harley-Davidson Panhead. 1948-1965

เครื่อง Panhead ได้ชื่อมาจากลักษณะฝาครอบวาล์วที่เหมือนกับกระทะทำเค้ก  เครื่อง Panhead ขนาด 61 ลูกบาศก์นิ้วจะถูกใช้ในโมเดล EL ส่วนแบบ 71 ลูกบาศก์นิ้วจะใช้ในโมเดล FL และ FLH  เครื่อง Panhead มีวัสดุอลูมีเนียมที่ส่วนหัว และลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิคเป็น

ส่วนประกอบ ส่วนโมเดล Electra Glide 1965 ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าอีกด้วย  เครื่อง Panhead เป็นรุ่นที่มีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับผู้ขับฮาเลย์ส่วนใหญ่

Harley-Davidson Duo Glide 1959 กับเครื่อง Panhead

Harley-Davidson กับเครื่อง Panhead

 

5.Shovelhead

เครื่องยนต์ Shovelhead ถูกใช้ระหว่างปี 1966 ถึง 1984 มีขนาด 74 และ 80 ลูกบาศก์นิ้ว  เครื่อง Shovelhead ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะและพลังที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสมดุลกับรถฮาเลย์รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเดิม  สาเหตุที่ชื่อ Shovelhead ก็เพราะฝาครอบวาล์วมีลักษณะเหมือนกับพลั่ว และมีก้านกระทุ้งเปรียบเสมือนส่วนของด้ามจับ

1977 Harley-Davidson Shovelhead

 

6.Evolution

เครื่องยนต์ Evolution ถูกเปิดตัวในปี 1984 และถูกใช้จนถึงปี 1999  เครื่อง Evolution แตกต่างจาก Shovelhead ไปอย่างมากและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าในรอบด้าน  มันทำให้มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์วิ่งด้วยพละกำลังที่มากขึ้น นุ่มขึ้น แถมมีอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยเครื่อง Evolution จะมีขนาดอยู่ที่ 80 ลูกบาศก์นิ้ว

Harley-Davidson 1992 Evolution FXR

 

7.Twin Cam

เครื่อง Twin Cam ขนาด 88 ลูกบาศก์นิ้ว ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 เพื่อใช้กับฮาเลย์ปี 1999 และได้ถูกใช้จนถึงปี 2016 โดยมีหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็น Twin Cam 96, 103 หรือ 110  ชื่อของเครื่องยนต์ถูกตั้งมาจากเพลาลูกเบี้ยว 2 เพลาภายในเครื่องที่ขับเคลื่อนโดยระบบโซ่  ส่วน Twin Cam 88B จะมีระบบ counter balance โดยถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Softail โดยเฉพาะ

หากเทียบกับเครื่อง Evolution เครื่อง Twin Cam จะมีแรงบิดและแรงม้าที่สูงกว่า และมีการแก้ปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนน้ำมันที่เคยพบให้ดีขึ้น  นอกจากนี้เครื่อง Twin Cam ยังมีกำลังอัดที่สูงขึ้น พร้อมคอยล์จุดระเบิดร่วมที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องการเกิดประกายไฟที่ไม่จำเป็นออกไป

Harley-Davidson & Twin Cam

 

8.Revolution

เครื่องยนต์ Revolution เป็นผลงานจากการร่วมมือระหว่าง Harley-Davidson กับ Porsche ถูกออกแบบมาสำหรับครุยเซอร์มากพลังอย่าง V-Rod ในปี 2001  เครื่องยนต์ Revolution จะมีเพลงข้อเหวี่ยงที่ 60 องศา พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว  แต่เดิมตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 69 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ในปี 2008 ตัวเครื่องได้ถูกอัพเกรดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 76 ลูกบาศก์นิ้ว

V-Rod 2016

 

9.Milwaukee-Eight

Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่มรถที่ใช้จะมี Softail, Trike และ Touring ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบของเหลว และมีสองขนาดคือ 107 และ 114 ลูกบาศก์นิ้ว

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight จะมีเพลาข้อเหวี่ยงที่ 45 องศาเหมือนกับเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์ แต่มีแรงบิดและสมรรถนะเครื่องยนต์เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด  ตัวเครื่องยังมีระบบ counter balance ช่วยลดแรงสั่นขณะทำงานอีกด้วย

กระบอกสูบแต่ละกระบอกของเครื่อง Milwaukee-Eight จะทำงานร่วมกับหัวเทียน 2 หัว และประกอบไปด้วยวาล์ว 4 วาล์ว ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียให้ดียิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ยังมีระบบควบคุมความร้อนให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่ลดลงอีกด้วย

Harley-Davidson Milwaukee-Eight

โมเดลทัวร์ริ่งกับเครื่อง Milwaukee-Eight

เครื่องยนต์ Big Twin ต่างๆ ที่ฮาเลย์ได้คิดค้นออกมา ต่างสร้างอิทธิผลและเปลี่ยนโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกไปไม่น้อย  จากประวัติศาสตร์ที่ประสบความความสำเร็จมากมายของฮาเลย์แล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบริษัทจะผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาให้เราได้ชมกันอีก ซึ่งแน่นอนแต่ละรุ่นที่ออกมาย่อมดีกว่ารุ่มเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-engine-timeline-big-twins/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2018 ความแมนสายทัวร์ริ่ง

Harley-Davidson CVO Street Glide มีการเปลี่ยนถ่ายเครื่องยนต์ถึงสามหนในรอบสามปีที่ผ่านมา จาก Twin-Cooled Twin Cam 110 เมื่อสองปีก่อน เป็น Twin-Cooled Milwaukee-Eight 114 ปีที่แล้ว และในปีนี้เปลี่ยนเป็น Milwaukee-Eight 117 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แทนแบบของเหลว และมี oil cooler คอยรักษาอุณหภูมิน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่พอดี

การพัฒนาด้านเครื่องยนต์ทำให้ CVO Street Glide 2018 มีพลังขับเคลื่อนเกือบ 2,000 cc และสามารถทำความเร็วไปถึงรอบ 5,500 ต่อนาที (และอาจเกินกว่าลิมิตได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เนื่องจากสามารถทำความเร็วรอบได้อย่างรวดเร็ว) อย่างไรก็ตามการขับทั่วไปจะใช้ความเร็วอยู่ประมาณรอบ 3,500 ต่อนาที และตัวรถมีแรงบิด 124 ฟุตปอนด์

หม้อน้ำที่ส่วนล่างของ Street Glide คันเก่าถูกแทนที่ด้วยลำโพงของระบบ Boom! Box 6.5GT infotainment ซึ่งมีกำลังไฟ 900 วัตต์  ลำโพง Stage II ยังถูกติดตั้งในส่วนฝากระเป๋าข้างและแฟริ่งด้วย รับรองว่าคุณภาพเสียงนั้นดังและกระหึ่มอย่างถึงใจ

โครงรถเดิมที่ CVO Street Glide 2018 ใช้สามารถรับมือกับเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างดี และสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วในเมือง แม้จะมีน้ำหนักพร้อมน้ำมันเต็มถังที่ 877 ปอนด์  ในเส้นทางคดเคี้ยวผู้ขับสามารถเอนตัวเข้าโค้งได้อย่างเหลือเฟือ ส่วนทางตรงหรือถนนที่เปิดโล่ง CVO Street Glide 2018 จะขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคง มุ่งหน้าสู่จุดหมายทางไกล

ขึ้นชื่อว่ารถทัวร์ริ่ง แต่ CVO Street Glide 2018 มีระบบกันสะเทือนที่ค่อนข้างกระชับ ซึ่งหมายความว่าตัวรถสามารถเผชิญสภาพถนนขรุขระได้อย่างไร้ปัญหา ส่วนการหน่วงสปริงที่ดีช่วยให้ CVO Street Glide 2018 รักษาสมดุลขณะขับขี่ได้  ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายไปทั่วทั้งรถ รวมไปถึงส่วนล้อ Dunlop ของฮาเลย์  จริงอยู่ที่อาจจะมีทัวร์ริ่งคันอื่นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่านี้ โดยเฉพาะโมเดลที่แต่งแบบจัดเต็ม แต่ความสะดวกสบายในการนั่งบน CVO Street Glide 2018 ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงแล้ว

ในการขับ CVO Street Glide 2018 ผู้ขับอาจจะใช้เบรกหน้าน้อย (มักใช้เวลาฉุกเฉิน) ส่วนเบรกหลังแบบเท้าเหยียบจะค่อยๆ หยุดตัวรถลงแบบมีประสิทธิภาพ ตามที่ผู้ขับต้องการ  ในการลองใช้เบรกหลังแบบเต็มสตรีม ระบบ ABS ของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างราบเรียบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับโมเดลรุ่นเก่าๆ

อุปกรณ์ควบคุมของ CVO Street Glide 2018 ต้องอาศัยความแมนของผู้ขับพอตัว บริเวณแฮนด์จับมีความแข็งกระด้างเล็กน้อย ส่วนการบีบคลัทช์ก็ต้องใช้แรงอยู่พอสมควร ผู้ขับต้องใช้เวลาขับขี่สักพักกว่าจะรู้สึกชินในสองจุดนี้  ส่วนระบบ cruise control ถือว่าใช้งานได้ง่ายและตอบสนองได้อย่างฉลาด

CVO Street Glide 2018 เหมาะแก่การขับลุยเดี่ยว แต่ฮาเลย์ก็มอบเบาะหลังขนาดเล็กมาให้ด้วย ซึ่งสามารถถอดออกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ และจัดเก็บในกระเป๋าข้างได้ทั้งสองฝั่ง  ว่ากันตามตรงตัวมอเตอร์ไซค์จะดูหล่อกว่าเมื่อนำเบาะหลังออกอย่างที่เห็นในรูป ซึ่งผู้ขับได้พา CVO Street Glide 2018 คันนี้ไปวิ่งแถวย่าน West Hollywood, Malibu และเรียบแม่น้ำ Santa Clara

หากคุณเป็นคนขี้อาย เราไม่แน่นำให้คุณซื้อ CVO Street Glide 2018 เพราะมันเป็นรถที่ดึงดูดความสนใจผู้คนอย่างมาก คุณจะได้ยินคำชมมากมาย ตามด้วยคำถามต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับตัวรถ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมันมีโทนสีสุดแสบอย่าง Orange Lava กับสีดำ Black Denim และผิวโครมมันวาวอีกเล็กน้อย  CVO Street Glide 2018 ยังมีเวอร์ชันที่เรียบง่ายกว่านี้ โดยจะมีวัสดุอัลลอยสีมืดและสีเครื่องยนต์ที่เข้มกว่ารุ่นปกติ

ตัวรถของ CVO Street Glide 2018 มีการผสมผสานระหว่างความมันวาวของสีส้มกับความด้านของสีดำเดนิม ซึ่งหลายคนมองว่าส่วนที่เป็นสีดำ หากดูเผินๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับการนำสติกเกอร์มาติด และการลองเอานิ้วสัมผัสผิวรถ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับสติกเกอร์จริงๆ (แต่ไม่ใช่) ซึ่งรถที่มากพละกำลังอย่าง CVO Street Glide อาจจะต้องการภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกว่านี้สักหน่อย  อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ขับ แต่ละคนน่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน

ระบบ Boom! Box 6.5GT ใหม่มีการพัฒนาจากระบบเดิมมาก โดยจะมีชุด Boom Audio Wireless Headset ที่สามารถติดตั้งในหมวกกันน็อคผู้ขับได้ ระบบนี้จะใช้ตัวมอเตอร์ไซค์เป็นศูนย์กลางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยยังมีหน้าจออินเตอร์คอมสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้โดยสาร และการออกคำสั่งด้วยเสียง ยังไม่รวมฟังก์ชันระบบ GPS และเครื่องเสียงต่างๆ  ติดอยู่สองอย่างคือหน้าจอที่ควรจะมีความละเอียดภาพสูงกว่านี้สักหน่อย กับนาฬิกาบอกเวลาแบบอนาล็อกที่ควรจะมีเพื่อความคลาสสิกของแผงหน้าจอควบคุม

องค์ประกอบทุกอย่างของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าน่าประทับใจ  พละกำลังเครื่องยนต์  การควบคุม และระบบกันสะเทือนทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติ  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับได้ทั้งในเมืองและบนถนนเปิดโล่ง ที่สำคัญตัวรถมีการออกแบบอย่างงดงามในแบบฉบับ CVO และมีออร่าเสียงทรงพลังส่งตรงจากเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Street Glide อยู่แล้ว CVO Street Glide 2018 จะทำให้คุณหลงใหลมอเตอร์ไซค์คันนี้มากขึ้นกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson CVO Street Glide Review | 12 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Breakout 2017 ถนนในเมืองที่เป็นของคุณ

หากให้นึกถึงโมเดลของฮาเลย์ในแง่ความสารพัดประโยชน์แล้ว Softail Breakout 2017 ไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อนั้น แต่จริงๆ แล้วตัวมอเตอร์ไซค์มีความโดดเด่นในเรื่องสองเรื่องพร้อมๆ กัน นั่นคือ การทำความเร็วในเส้นทางตรง และออร่าความหล่อที่ประกายออกมาขณะทำความเร็วอยู่บนเส้นทางนั้น

ต้องขอบคุณระยะฐานล้อขนาด 67 นิ้ว มุม rake 35 องศา (เพิ่มมา 2 องศาด้วยการจัดวางแผงคอ) และยาง Dunlop 240 mm ของล้อหลัง ที่ช่วยให้ Softail Breakout 2017 มีองค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับการทำความเร็วในทางตรง

ส่วนเรื่องการควบคุมถือว่าเบสิคตรงไปตรงมา ไม่ได้มีเทคโนโลยีวิลิศมาหราอะไร  ผู้ขับสามารถเอนตัวระหว่างเข้าโค้งได้   23.4 องศาทั้งสองข้าง ก่อนที่ตุ้มปลายพักเท้าจะแตะกับพื้นถนน

ยางหลังขอบ 18 นิ้ว ช่วยรักษาสมดุลให้ Breakout วิ่งอย่างมั่นคงและทำความเร็วในเส้นทางตรง ส่วนยาง Dunlop ล้อหน้าจะมีขอบ 21 นิ้ว และหน้ายางค่อนข้างกว้างที่ 130 mm  ทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ Breakout ยึดเกาะถนนได้อย่างดี รวมถึงตอนเข้าโค้ง

เราไม่ได้หมายความว่า Softail Breakout 2017 จะเหมาะกับการวิ่งทางตรงอย่างเดียว  ผู้ขับสามารถขยับรถไปมาในที่แคบๆ อย่างที่จอดรถหรือพื้นที่ในเมืองได้ แม้อาจจะไม่คล่องตัวมากนัก  ในเส้นทางคดเคี้ยว เช่นการขึ้นเขาลงเขา แนะนำให้ขับอย่างค่อยเป็นค่อยไป คุณไม่จำเป็นต้องรีบแสดงแสนยานุภาพของตัวรถออกมามากนัก และเตรียมรับมือหากตุ้มปลายพักเท้าเกิดสัมผัสพื้นถนนในบางครั้ง

แม้ Softail Breakout 2017 จะสามารถนำไปขับในย่านชนบทที่ถนนไม่สู้ดีนักได้ ผู้ขับส่วนใหญ่จะเลือกขับ Breakout ใกล้บ้านที่สภาพถนนถูกพัฒนาแล้วมากกว่า  ลักษณะการนั่งแบบหลังตั้งตรง พร้อมแขนขยายกว้างออกไปจับแฮนด์ ทำให้ Breakout ไม่เหมาะกับการขับบนทางหลวงอีกด้วย เพราะที่ความเร็วสูงๆ ตัวคนขับจะต้านกระแสลมเหมือนกับว่าว  แต่ถ้าความเร็วน้อยลงมาหน่อย การขับบนถนนดังกล่าวก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินได้เช่นกัน

การขับ Breakout ในเมืองจะทำให้คุณลืมปัญหาบนทางหลวงทั้งหมดไป  High Output Twin Cam 103B คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และพร้อมท้าดวลกับเครื่องอื่นๆ เวลาหยุดรอไฟแดง  บิดคันเร่งไปที่รอบต่างๆ เพื่อเตรียมออกตัวด้วยความเร็ว  การเร่งเครื่องไปที่แรงบิด 100 ฟุตปอนด์ จะทำได้ที่รอบ 3,000  เปลี่ยนเกียร์ให้ไวและพุ่งออกไป ทิ้งรถทั้งหลายไว้ข้างหลังให้ลับตา

ภาพลักษณ์ที่หล่อและเท่ของ Softail Breakout 2017 เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มันควรวิ่งแล่นในเมือง  ไม่ว่าจะขณะหยุดรอไฟแดง จอดเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรืองานรวมพลกลุ่มนักขับทั้งหลาย สายตามากมายและความสนใจย่อมพุ่งตรงมาที่ Breakout ของคุณ  มันเป็นรถที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหลโดยไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเป็นการขี่ในตัวเมืองหรือชานเมือง Breakout 2017 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับสะดวก  พักเท้าแบบ forward กับแฮนด์ระยะกว้าง อาจทำให้ตัวรถดูไม่สมส่วนอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตามแฮนด์ที่ว่าถูกจัดวางในตำแหน่งที่ไม่ต้องเอื้อมไปไกลเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง  พักเท้าก็อยู่ในตำแหน่งที่เหยียดขาไปวางได้พอเหมาะ ส่วนกรองอากาศก็ไม่ได้รบกวนตำแหน่งเข่าของผู้ขับแต่อย่างใด  มั่นใจได้ว่ากระดูกสันหลังคุณจะไม่บิดงอเหมือนกับโครงสร้าง DNA หลังลงจาก Breakout 2017 คันนี้

ระบบกันสะเทือนของ Breakout 2017 จะมีความกระชับค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ได้เน้นการเข้าโค้งบ่อยๆ และเป็นแบบปรับไม่ได้ ซึ่งความรู้สึกโดยรวมจะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่มากเกินไป  Breakout 2017 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ใช้ยางรองแท่นเครื่องอีกด้วย เนื่องจากเครื่อง 103B นั้นมีแรงสั่นในระดับที่พอดีอยู่แล้ว

องศาการเหยียบเบรกเท้าเป็นปัจจัยหลักให้ระบบเบรกของ Breakout 2017 นั้นมีคุณภาพ  จานเบรกขนาด 292mm บนล้อหลัง 240 mm ช่วยสนับสนุนการหยุดให้กับจานเบรก 300 mm ที่ล้อหน้าได้อย่างดี  ระบบกันล้อล็อก ABS เปิดโอกาสให้คุณขับ Breakout อย่างดุดันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี กำลังอัดของเครื่อง High Output Twin Cam 103B จะทำหน้าที่ชะลอความเร็วของรถลงซะเป็นส่วนใหญ่

Softail Breakout 2017 คือมอเตอร์ไซค์ที่สง่างาม และเป็นรถที่โดดเด่นกว่าใครบนท้องถนนในเมือง  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่คุณจะหลงใหลและเพลิดเพลินกับการเร่งเครื่องทำความเร็ว พร้อมสายตามากมายที่หันมาให้ความสนใจ  มันคือความสุขเล็กๆ ในชีวิต ที่เรียบง่ายแต่มีอิทธิพล

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2017 Harley-Davidson Softail Breakout Review | Go Straight, Young Man

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley