Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

 

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)
Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

กองหน้าไฮโดรลิคคู่ เมื่อต้องรับมือรถจากแดนซามูไร

ในปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ในชื่อว่ารุ่น Dou-Glide รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Panhead เหมือนรุ่นเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้แชสซีออกแบบใหม่ พร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มทำงานร่วมกับชุดโช๊คกันสะเทือนสองเส้น

ที่รถมีชื่อว่า Dou-Glide เพราะว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบไฮโดรลิค ควบคู่ไปกับระบบกันสะเทือนหลังชุดที่สอง แบบไฮโดรลิคเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิค ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่มาในรถ 1958 Panhead แต่ยังมีผลจากการพัฒนาระบบแมคคานิคอลที่ทันสมัยขึ้นมาก และการติดตั้งเบรคไฮโดลิคหลัง ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นมากอย่างเป็นนัยยะสำคัญ จึงนับได้ว่ารถ Panhead 1958 นี้มีความทันสมัยและนำ Harley Davidson เข้าสู่ยุคใหม่แห่งรถมอเตอร์ไซด์อย่างแท้จริง

ในปี 1965 Harley Davidson ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทแบบไฟฟ้า และ เปลี่ยนระบบไฟเป็น 12 volts เทคโนโลยีเหล่านี้ถือได้ว่าเริ่มต้นมาจากการปรับปรุงรถ Duo-Glide และ กลายเป็นจุดกำเนิดของรถ Electra Glide ในเวลาต่อมา

ความจริงแล้ว เหตุผลที่ Harley Davidson ทำการปรับปรุงรถมาเป็นระบบไฟฟ้า เพราะคู่แข่งในตลาดขณะนั้นได้เริ่มวางจำหน่ายรถที่มีระบบไฟฟ้าช่วยในการขับขี่ ทำให้ Harley Davidson อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข็น Electra -Glide ออกมาเพื่อสู้กับคู่แข่งในตลาดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เครื่อง Panhead รุ่นเก่าเริ่มถึงปลายๆยุคของมัน ตัวเครื่องต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เหตุเพราะในการเปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง ทำให้รถหนักกว่าเดิมถึง 38 กิโลกรัม รวมทั้ง การเรียกร้องของบรรดาแฟนๆที่ต้องการเครื่องที่มีกำลังมากขึ้น เนื่องจากรถคู่แข่งไปไกลแล้ว

ความจริงแล้ว Harley Davidson ก็ตระหนักดีว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สักที เพราะตัวเครื่อง Panhead เองมีข้อจำกัดสำคัญที่การสั่นของเครื่อง กล่าวคือ เครื่องจะสั่นมากขึ้นจากการรีดแรงม้ามากขึ้นทุกตัว หรือ ยิ่งแรง ยิ่งสั่น

เครื่องยนต์ใหม่ใหม่นี้ Harley Davidson มองว่าจะต้องมีความทันสมัยมากขึ้น กำลังแรงขึ้น เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในตัวรถ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับมือในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญจากฝั่งอังกฤษ รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่ที่แสนน่ากลัวจากฝากฝั่งญี่ปุ่น

Dou-Glide ผู้นำร่องเข้าสู่ยุคใหม่แห่งโลกอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)
Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

กำเนิด Sportster

ในปี 1957 Harley Davidson ได้เปิดตัว รถ XL Sportster ใหม่ เพื่อมาแทนที่รถรุ่น K เครื่อง Panhead ซึ่งรถตระกูล XL นี้ เป็นเสมือนหัวหอกที่นำ Harley Davidson ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถสปอร์ตอย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม รถยังคงใช้เฟรมและระบบเกียร์ที่ปรับปรุงจาก รถรุ่น KH เดิม เนื่องจาก Harley Davidson มุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงเครื่องยนต์ของรถมากกว่า

รถ XL เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ Overhead Valve ลูกสูบเหล็กหล่อ (Cast Iron) ชุดเกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ เช่นเดียวกันรถรุ่น KH เจ้า XL Sportster ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบสปริงใน และ กันกระเทือนหลังแบบ สวิงอาร์ม

เนื่องจากกระบวนการการผลิตหลักๆของรถ Harley Davidson รุ่นนี้ ใช้ไลน์ผลิตเดิมของ Hydra Glide ทางบริษัทไม่ได้ตั้งไลน์ผลิตขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ส่งผลให้ รถ XL Sportster รุ่นแรก มีประสิทธิภาพต่ำ จากหลายสาเหตุ เช่น วาวล์จ่ายน้ำมันที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้น้ำมันไหลเวียนได้ไม่ดี ระบบไอเสียที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีแรงอัดกระบอกสูบที่ต่ำเกินไป ในปีแรก รถจึงไม่เป็นที่นิยมของผู้คนมากนัก

ต่อมา ตอนต้นปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถ Sportster รุ่น High Performance ออกมา ซึ่งรถรุ่นย่อยนี้มีชื่อรุ่นว่า XLH มันมาพร้อมเครื่องยนต์แรงอัดกระบอกสูบสูงขึ้นไปถึง 9:1

นอกจากนั้น Harley Davidson ยังได้ออกรุ่นย่อยอื่นออกมาด้วย เช่น XLC (ผลิตเฉพาะปี 1958) และ XLCH (ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเป็นรถแข่งโดยเฉพาะ ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไป ในปี 1959)

รถรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ มาพร้อมกับถังน้ำมันทรงถั่ว ‘’Peanut’’ ซึ่งใช้ในรถอเมริกันขนาดเล็กตั้งแต่ปี 1948 ถึง 1966 รวมถึงการออกแบบระบบท่อไอเสียใหม่ 2 Shifted Tailpipes ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่น Sportster ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปี 1959 รถรุ่นย่อย XLH และ XLCH ได้รับการปรับปรุงให้มีลิ้นไอดี และ ไอเสีย ขนาดใหญ่ขึ้น (XLH เป็นรถเหมาะใช้กับทางเรียบ ส่วน XLCH เป็นรถที่ออกแบบมาให้ใช้กับทาง off-road กว่า)

รถ Harley Davidson Sportster รุ่นบุกเบิกเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นของรถสายการผลิตใหม่ Sportster ของ Harley Davidson ซึ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ถือเป็นรถยอดนิยมตลอดกาลรุ่นนึงของ Harley Davidson มาจนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson K45 Model 1952

Harley Davidson K45 Model 1952

รถ Rock Rock ของ เอลวิส The King

หล่อ สปอร์ต และ ทรงพลัง คือคำจำกัดความของ Harley Davidson K45 Model ปี 1952 เครื่อง Panhead ซึ่งถือว่าเป็นรถรุ่นปรับปรุงโฉมใหม่หมดอย่างแท้จริงของ Harley Davidson รุ่นแรก นับตั้งแต่รถตระกูล E และ EL เครื่อง Knucklehead ปี 1936 เป็นต้นมา

ด้วยเครื่องยนต์ 45 คิว 750 cc วาวล์ข้าง (เป็นจุดเดียวที่รถรุ่นนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีร่วมกับรถรุ่น W Model เดิม) รถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 30 แรงม้า เกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ ใช้คลัชมือ

นี่คือรถ Harley Davidson ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั่น ฝาครอบเครื่องยนต์อลูมิเนียมธรรมดาได้ถูกแทนที่ด้วย ฝาครอบอลูมิเนียมอัลลอย และ ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ โช๊คหลัง สวิงอาร์ม แบบไฮโดรลิค

รถตระกูล K นี้ Harley Davidson หวังไว้ว่าจะสามารถทำตลาดแข่งขันกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจากฝั่งอังกฤษได้อย่างไม่เป็นรอง อย่างไรก็ตามในข่วงแรกรถยังไม่สามารถทำตลาดได้ตามเป้า

ทำให้อีก 2 ปีถัดมาในปี 1954  Harley Davidson ได้ปรับแต่งเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ของรถเป็น 55 คิวบิค และเพิ่มแรงอัดกระบอกสูบของรถจาก 6 ต่อ 1 เป็น 6.8 ต่อ 1 ผลคือรถมีกำลังเพิ่มขึ้น 8 แรงม้า จากเดิม 30 แรงม้า เป็น 38 แรงม้า

และ ถัดมาอีกสองปี ในปี 1956 Harley Davidson ได้เปิดตัวรถรุ่น KHK  ซึ่งบริษัทได้นำแคมชาร์ปใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีสำหรับรถแข่งในยุคนั้น มาติดตั้งในรถรุ่นนี้

ในเดือนมกราคมปี 1956  ราชาร็อคแอนโรล เอลวิส เพรสลี่ ได้สั่งซื้อรถรุ่น KH ไว้ประดับบารมี และ เอลวิสก็ได้ถ่ายรูปคู่กับรถของตนลงในหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast ของ Harley Davidson ฉบับเดือน พฤษภาคม ปีเดียวกัน ซึ่งสามารถสร้างกระแสตอบรับได้ดีระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแม้จะลงทุนลงแรงปรับปรุงรถและประชาสัมพันธ์อย่างมากมาย รถตระกูล K กลับไม่ประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ในปี 1957 มันก็ถูกแทนที่ด้วย Harley Davidson รุ่นใหม่ ที่วางตัวมาเป็นรถสปอร์ตแท้ๆ ที่สามารถใช้ในการแข่งขันได้ด้วย

มีเพียงรถในเวอร์ชั่นสปอร์ต ในรุ่น KR, KK, และ KRTT Track Racers เท่านั้น ที่ทาง Harley Davidson ยังคงผลิตเพื่อจำหน่ายต่อมาอีกหลายปี และ ถือเป็นสุดยอดรถแข่งในยุคนั้นซีรี่ย์นึง ที่ถูกควบเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในหลายๆการแข่งขัน และ ครองความเป็นเจ้าสนามเรื่อยมาจนสิ้นทศวรรษที่ 60

Harley Davidson K45 Model 1952 รถ Rock Rock ของราชาเพลง Rock เจ้าแห่งรถแข่งในยุค Sixty อย่างแท้จริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FL74

Harley Davidson FL74 1948

Harley Davidson FL74
Harley Davidson FL74

กำเนิดเครื่อง Panhead

เช่นเดียวกับธุรกิจต่างๆในยุคนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Harley Davidson ได้ทำการยกเครื่องระบบการผลิตของบริษัทใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากหลังสงคราม

ในปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง 3 ปี Harley Davidson ได้เปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ Panhead โดยจะเข้ามาแทนที่เครื่องรุ่นเดิม Knucklehead

โดยเครื่อง Panhead แรงอัดกระบอกสูบปกติได้ถูกนำมาใส่ในรถซีรี่ย์ F Solo และ FS พ่วงข้าง ส่วนเครื่องแรงอัดกระบอกสูงได้ถูกนำไปใส่ในรถซีรี่ย์ FL

ความจริงเเล้วเครื่อง Panhead ใช้ส่วนประกอบพื้นฐานหลักแทบจะเหมือนกับเครื่อง Knucklehead ทุกประการ แต่เนื่องจากการปรับปรุงส่วนประกอบของระบบกลไกบางอย่าง เช่น แคมชาร์ป ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดลิค ระบบวาวล์ รวมถึงระบบการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องวงจรใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถเก็บสายส่งน้ำมันภายนอกออกไม่ให้รกสายตาได้ และ ทำให้ “ปั้มน้ำมันเครื่อง” มีกำลังและทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

เครื่อง Panhead ใหม่นี้ใช้หัวลูกสูบอลูมิเนียม ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดรลิค และฝาครอบเครื่องโครเมี่ยมทรงกระทะก้นแบน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น Panhead ของมัน

ในขณะที่ปี 1948 เป็นปีแรกของการผลิตเครื่องรุ่นใหม่นี้ กลับเป็นปีสุดท้ายของระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ของรถ Big Twin Solo Model ระบบกันสะเทือนแบบเก่านี้ ถูกนำมาใช้กับรถพ่วงข้างของ Harley Davidson จนถึงปี 1949 เท่านั้น ก่อนจะเลิกใช้ไปอย่างถาวร

ในปี 1948 Harley Davidson ผลิตรถ FL74 เครื่อง 1,000 cc ออกมา 4,159 คัน และ เครื่อง 1,200cc จำนวน 8,409 คัน

ซึ่งตัวรถประสบความสำเร็จในการขายทันที ไม่ใช่เพียงเพราะการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปในตัวรถเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเครื่อง Panhead ที่ทรงประสิทธิภาพอันเป็นหัวใจใหม่ของรถด้วย

เครื่อง Panhead นี้ถือเป็นเครื่องในตำนานรุ่นนึงของ Harley Davidson ซึ่งอยู่มาอย่างยาวนาน โดยเครื่องรุ่นนี้ยังคงมีการผลิตตามสั่งอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น รถ Zero Engineering ประกอบเครื่อง Panhead เป็นต้น

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-