Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)
Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

กำเนิด Softail

ในวันที่ 16 มิถุนายน 1981 สุภาพบุรุษ 13 คนได้ลงนามในสัญญาซื้อสิทธิในการบริหารจัดการ และ จัดจำหน่าย Harley-Davidson คืนจาก บริษัท A.M.F.(บริษัทเดียวกับที่ทำอุปกรณ์กีฬาโบลลิ่งในปัจุบัน ซึ่งเดิมเคยจำหน่าย Harley-Davidson ด้วยในยุค 70)

หลังจากการซื้อสิทธิคืน คณะผู้บริหารชุดใหม่ได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริการจัดการใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงความคิดในการผลิตรถซีรี่ย์ใหม่ ที่บริษัทตั้งใจจะให้ออกมาดีและเติมเต็มชื่อเสียงให้กับบริษัทมากยิ่งๆขึ้นไป

ภายใต้แนวความคิดดังกล่าว บริษัทจึงได้ทำการวิจัยและทดลองเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียงสามปี ในปี 1984 เครื่อง V2 Evolution 1340 cc (80 cu.in) จึงได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับ รถซีรี่ย์ใหม่ FXST ซึ่งต่อมา ถือกันว่าเป็นรถที่ประสบความสำเร็จในการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการดีไซด์รถในสไตล์คลาสสิค

รถใช้แชชซีตัวใหม่ ที่มีส่วนท้ายเหมือนรถหางแข็งยุคเก่าที่ไม่มีโช๊คอัพ แต่จริงๆแล้ว ในตอนปี 1984 นั้นรถ Softail มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มรูปสามเหลี่ยมที่ทันสมัย และ เพราะโช๊คแบบสองชิ้นทำสำเร็จ รวมทั้ง การวางตำแหน่งโช๊คให้ซ่อนอยู่ใต้ชุดเกียร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ตัวได้ จึงทำให้รถดูโล่งเหมือนไม่มีโช๊คหลัง

นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทนำเครื่อง Evolution มาติดตั้งกับรถ Softail รถมากับเกียร์ 4 สปีด และมีเวอร์ชั่นแมนนวล ใช้คันสตาร์ทเท้า เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความวินเทจของมันด้วย

รถมียอดขายที่ยอดเยี่ยม และ ปรับปรุงมาใช้เกียร์ 5 สปีด กับ สายพาน Secondary ในปี 1986 ก่อนที่จะแตกกลุ่มออกมาเป็นกลุ่มรถเฉพาะของมันเอง เรียกว่ารถในกลุ่ม Softail ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางรวดเร็วนับเป็นตระกูลมาตรฐานกลุ่มหนึ่งของ Harley-Davidson ตั้งแต่นั้นมา

รถ FXSTC คัสตอม เวอร์ชั่น ปรากฏโฉมขึ้นในปี 1986 พร้อมๆกับรถตระกูลเฮอริเทจ และ โช๊คหน้าแบบ Springer และ แม้ว่ารถ FXST แบบปกติจะหายหน้าไปจากตลาดเพราะกระแสความนิยมของรถคัสตอม ที่ซึ่งภายหลังก็ต้องถอยออกจากแสงสปอร์ตไลท์บนเวทีเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้กับรถ Softail FXSs รุ่นอื่นๆ แต่จิตวิญญาณของ Softail รุ่นบุกเบิกยังคงอยู่ เรียบง่าย และ ซื่อตรงกับภาพลักษณ์ของการเป็นรถ Harley-Davidson ตลอดมา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

 

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)
Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีรูปทรงบุคลิกที่ดุดันที่สุดที่ Harley Davidson เคยผลิตมา แต่รถต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นที่ยอมรับของบรรดาเหล่าสาวก

ทั้งนี้ เนื่องจากรถถูกออกแบบมาดูเป็น Bad Boy เกินไป ขัดใจลูกค้าเดิมๆของบริษัทมาก ไม่ว่าจะเป็น Dash Board ที่ออกแบบมาให้วางบนถังน้ำมัน ขยายขนาดตะเกียบเป็น 41 มิล เพิ่มล้อหน้าเป็นขนาด 21 นิ้ว บังโคลนหลังทรง Bobtail เบาะที่นั่งแบบต่ำพิเศษ แผงควบคุมที่ล้ำสมัย และ ท่อไอเสียสั้นรูปทรงโค้งงอ

ทั้งหมดนี้ ทำให้เจ้า Wild Glide เป็นรถ Harley Davidson ที่ดีไซด์ออกมาได้ใกล้เคียงกับคำว่ารถ Chopper ที่สุดตั้งแต่บริษัทเคยผลิตรถมา

(ขยายความเล็กน้อยครับ รถ chopper ในความหมายของทางฝรั่ง คือ รถที่โช๊คหน้ายื่นไปข้างหน้ายาวกว่าปกติ คล้ายๆทรงรถกัปตันอเมริกา ถือเป็นคำเรียกรถคัสตอม ที่ทำมาแบบสุดขั้วครับ)

ในตอนแรก บริษัทไม่ได้คิดว่าจะใช้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาเป็นจุดแข็งทำให้รถเหนือกว่ารถคู่แข่ง บริษัทคิดเพียงแค่การใช้แบรนด์ Harley กับตำนานเรื่องราวของแบรนด์ในการทำให้รถเป็นที่นิยม

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Harley Davidson Wild Glide นี้เป็นรถที่บริษัทนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีใหม่ๆของบริษัทในยุคนั้น ใส่เข้าไปในรถรุ่นนี้อย่างมากมาย รวมถึงระบบสตาร์ทไฟฟ้าแทนที่ระบบถีบสตาร์ทแบบเดิม และ เพราะความทันสมัยนี่เอง จึงส่งผลให้รถกลายมาเป็นที่ยอมรับ และ นิยมในเวลาต่อมา

รถถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหมดยุคเครื่อง Shovelhead ก็นำเครื่อง Evolution มาใส่แทน รถอยู่ในไลน์ผลิตต่อมาอีกหลายปี ก่อนที่จะหายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท แต่ก็เพียงไม่นาน ก่อนที่มันจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้รถเปลี่ยนมาใช้เชชซีของรถรุ่น Dyna และ ยังคงได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยบริษัทอย่างต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลาหลายปี แม้บางช่วงบริษัทจะหยุดผลิตเจ้า Wild Glide บ้าง ก็เพียงแค่เวลาสั้นๆเท่านั้น

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีบุคลิกดุดัน ดิบเถื่อน แต่ มีเสน่ห์ เป็นที่รัก จวบจนถึงปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)
Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

The Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ แม่แบบรถสายพาน Secondary

Harley-Davidson FXB Sturgis มีต้นแบบมาจาก FSX Low Rider (รายละเอียด Low Rider ดูได้จากบทความก่อนหน้าครับ) ซึ่งออกแบบโดย นาย Willie G Davidson รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของงานชุมนุมรถ Sturgis ที่ใหญ่ที่สุด งาน Black Hill Classic ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ Black Hill เซาท์ ดาโกตา

รถรุ่นนี้ใช้เครื่องขนาด 1,340 (80 cu.in) 4 เกียร์ นี่เป็นรถรุ่นแรกของ Harley-Davidson ที่ใช้สายพานแทนโซ่ ทั้งสายพาน Primary และ สายพาน Seconday

เทคโนโลยีสายพานมีข้อดีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ให้ความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลขึ้น เงียบกว่า ไม่ต้องใช้นำ้มันหล่อลื่น และต้องการการปรับตั้งน้อยมาก นอกจากนั้น Shaft เกียร์รถ ยังเบากว่า ใช้ง่ายกว่า และ ไม่กินแรงม้า เหมือนที่ Universal Joint เป็น

ด้วยบุคลิกของรถที่โดดเด่น และ ระบบสายพานที่ทันสมัย บริษัทจึงหวังว่ารถจะประสบความสำเร็จโดยเร็ว แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ ผู้บริโภคไม่เชื่อถือในระบบสายพาน Primary เพราะคิดว่ามันจะแตกหักง่าย จึงทำให้รถไม่ได้รับความนิยมเท่าที่หวังไว้ แต่อย่างไรก็ดี ระบบสายพาน Secondary กลับเป็นที่ยอมรับ และใช้อย่างแพร่หลายในรถหลายๆรุ่นของ Harley-Davidson ต่อมา

ซึ่งเมื่อผลออกมาชัดเจนแล้วว่า ระบบสายพาน Primary ไม่เวิรค์ บริษัทจึงผลิตรถ Sturgis ออกมาเพียง 3 ปี ในปี 1980 , 1981 และ 1982 โดยมียอดรวมการผลิตเพียง 1,470 / 3,543 และ 1,833 คัน ต่อปีเท่านั้น ตามลำดับ รถจึงกลายเป็นที่นิยมในฐานะรุ่นสะสมอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนการผลิตที่จำกัดดังกล่าว

ในปี 1991 Harley-Davidson ได้หันกลับมาผลิตรถ Stugid อีกครั้ง โดยในครั้งนี้บริษัทได้วางเวลาในการเปิดตัวรถให้ตรงกับ การจัดงาน The Black Hill Classic ฉลองครบรอบ 50 ปี

รถที่ผลิตใหม่นี้ ยังคงใช้สีดำที่สวยงามเช่นเดียวกับรถรุ่นแรก มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ Evolution รองรับด้วยเม้าท์ยาง วางบนเฟรม Dyna และในคราวนี้รถใช้เพียงสายพาน Secondary ส่วนใน Primary กลับเปลี่ยนไปใช้โซ่เช่นเดิม

Harley-Davidson Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ สวยงามข้ามกาลเวลา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982
Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley-Davidson FSX1200 นับเป็นรถรุ่นที่สองจากการออกแบบของ นาย Willie G. David และทีมงาน ที่ทำรถออกมาได้ประสบความสำเร็จตรงใจผู้บริโภค ซึ่งในเวลานั้นตลาดให้ความสนใจในรถสไตล์คัสตอมสูงมาก

เจ้า Harley-Davidson Low Rider มีเบาะนั่งต่ำ โช๊คหน้าต่อให้ยาวและองศายื่นไปหน้ามากขึ้น แฮนด์รถเป็นแบบ Drag เยื้องหลัง และติดตั้งบนเสตมยกสูง 8.9 ซม ทำให้มีท่าในการขับขี่ที่สบาย หลังเอนเล็กน้อย ในขณะที่เท้ายื่นไปด้านหน้าวางบนที่พักขา

นี่คือการออกแบบท่าขี่ที่ “Easy Rider” มากๆ และ แตกต่างอย่างมากจากแฮนด์รถขนาดเล็กที่บริษัทคู่แข่งต่างๆใช้ในตลาดขณะนั้น มันเป็นท่าขี่ที่ทำให้ผู้ขี่ทะยานไปในตำแหน่งนั่งต่ำ ศูนย์ถ่วงต่ำ ขี่ง่าย สบาย และ เร่งความเร็วได้อย่างมั่นใจ

รถมาพร้อมกับล้ออัลลอย ดิสเบรคหน้าคู่ และ ดิสเบรคเดี่ยวล้อหลัง มีสองสีให้เลือก ดำ และ เงิน ถัง FatBob ขนาด 13.3 ลิตร แผงควบคุมวางบนถัง ท่อไอเสีย 2 in 1 ขนาดใหญ่ ยางตัวหนังสือขาว และ สีถังเป็นลายกราฟฟิค ดีไซด์ ไสตล์ปี 1917

ทันทีที่เปิดตัวเจ้า Low Rider นี้ ได้หลุดพ้นจากอิทธิพลของรถรุ่น Super Glide ที่นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาทันที ภาพลักษณ์ของมันไม่มีเค้าโครงของรถเดิม ผู้คนมองมันเหมือนรถใหม่จากไลน์ผลิต นอกจากนั้น Harley-Davidson Low Rider ยังผลิตมาทั้งแบบสตาร์ทขา และ สตาร์ทไฟฟ้า ให้ผู้ซื้อเลือกได้

รถประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้นเป็นปรากฏการณ์ทันที ในปีแรกรถผลิตออกมา 3,742 คัน และเพิ่มขึ้นเป็น 9,787 คัน ในปี 1978 และ 1979

เฉพาะจำนวนรถ FXS ที่ผลิตและจำหน่ายในปีนั้น มีจำนวนมากเกินกว่าครึ่งของยอดจำหน่ายรถทั้งหมดของบริษัททั้งปีเลยทีเดียว และความสำเร็จนั้นอยู่ยาวนานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากการที่บริษัทพัฒนาต่อยอดรถรุ่นนี้มาโดยตลอด และถึงแม้จะหายไปจากไลน์ผลิต ก็เพียงไม่นานก่อนที่จะกลับมาผลิตใหม่ อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley