Harley-Davidson Street Rod 2017

เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ใน Street Rod โฉมใหม่

สิงห์นักบิดทุกคนรู้ดีว่า Harley-Davidson มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังอันน่าเกรงขามเป็นหลัก หารู้หรือไม่ว่ามอเตอร์ไซค์น้ำหนักกลางๆ สไตล์คนเมืองอย่าง Street Rod ก็มีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่มากมายไม่แพ้กัน

Street Rod คือมอเตอร์ไซค์น้ำหนักเบารุ่นแรกที่ Harley-Davidson เริ่มเน้นพัฒนาความแรงของเครื่องยนต์  ในปี 2017 ตัวรถมีการอัพเกรดไปใช้เครื่อง 750 cc High Output Revolution X™  ทำให้มันเหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งแบบสบายๆ ทางไกลกับเพื่อนฝูง และการซิ่งลุยเดี่ยวฝ่าจราจรในเมือง  การรีโมเดลครั้งนี้ทำให้เครื่องยนต์ Street Rod มีอัตรากำลังอัดอยู่ที่ 12:1 และความเร็วรอบสูงสุดถึง 9,000 โดยยังคงควบคุมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

น้ำหนักที่เบาและตำแหน่งการนั่งที่สูงกว่ารุ่นอื่นยังช่วยให้ผู้ขับ Street Rod เข้าโค้งได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการเข้าโค้ง 40 องศาลักษณะ lean-in ที่ต้องการการยึดเกาะถนนเป็นพิเศษ  ส่วนระบบรองรับการกระแทกของ Street Rod เวอร์ชันใหม่ประกอบไปด้วยโช๊คหน้าหัวกลับขนาด 43 mm และโช๊คหลังแบบ piggyback ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชันเดิม

โดยรวม Street Rod โฉมใหม่มีลุคที่เฉียบไม่เหมือนใคร ดุดันขึ้นไปอีกกับเวอร์ชัน Dark Custom™ ที่เป็นสีดำทั้งคัน รวมไปถึงส่วนล้อที่มีจานเบรกลูกสูบคู่แบบสองส่วน (2-piston floated disc brakes)  แฮนด์จับสไตล์ Drag มอบความสบายและช่วยให้ผู้ขับควบคุมตัวรถได้อย่างเหนือระดับ โดยมีกระจกมองข้างอยู่ที่ปลายแฮนด์ช่วยเปิดวิสัยทัศน์ได้อย่างครอบคลุม ไฟหน้ามีการใช้นวัตกรรมล่าสุดอย่าง The Daymaker Projector ที่มอบความสว่างด้วยแสงสีขาวให้ผู้ขับเห็นถนนลู่ทางอย่างชัดเจนในที่มืด ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟสีเหลืองแบบดั้งเดิม และสุดท้ายท่อไอเสียแบบ Screamin’ Eagle® Buckshot ที่มอบเสียงดังกระหึ่มเป็นเอกลักษณ์ในโทนรถ Harley-Davidson

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ 

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

ทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight

 

ในประวัติศาสตร์ร่วมหนึ่งร้อยกว่าปีของ Harley-Davidson บริษัทเคยออกแบบเครื่องยนต์ V-Twin ใหม่เพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น ปีที่แล้วบริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของเครื่องยนต์สายพันธุ์นี้อีกครั้งชื่อว่า“Milwaukee-Eight” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นกลุ่มคนขับสไตล์ touring

หากจะพูดถึงความเป็นมาของเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คงต้องย้อนอดีตไปไกลสักนิด Harley-Davidson ผลิตเครื่องยนต์เครื่องแรกที่เมือง Milwaukee ชื่อ Atmospheric V-Twin ซึ่งได้ถูกผลิตออกมาเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น ก่อนที่บริษัทจะพัฒนาให้กลายเป็นเครื่อง F-head และ Flathead ตามลำดับ รุ่นถัดมาคือเครื่อง Knucklehead ที่มีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศเป็นรากฐานให้กับเครื่อง V-Twin รุ่นหลังๆ หลังจากนั้นสักระยะเครื่อง Shovelhead ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้กับ Electra Glide รุ่นแรก และมอเตอร์ไซค์แบบใหม่สไตล์ touring ของ Harley-Davison

ก่อนจะมีเครื่อง Milwaukee-Eight เครื่องยนต์ล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่ม touring คือเครื่อง Twin Cam ที่เปิดตัวในปี 1999 แต่ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตลอดเวลานั้น จึงได้ถือกำเนิดเครื่องยนต์แบรนด์ใหม่นี้ขึ้นมา

 

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถูกออกแบบมาเพื่อสมรรถภาพและความสะดวกสบายที่เหนือกว่าสำหรับผู้ขับกลุ่ม touring ตัวเครื่องมีวาล์ว 8 ลิ้นและความแม่นยำในการทำงานที่ดีขึ้น ช่วยให้ตัวรถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและปริมาณไอเสียที่น้อยลง เทคโนโลยี Twin Cooled ยังช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นก่อนของกลุ่ม touring ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างทันทีหากติดไฟแดงอยู่กลางถนนร้อนๆ นอกจากเรื่องความเย็นแล้วการติดแผ่นยาง (rubber mounting) และระบบ counter balance ในเครื่อง Milwaukee-Eight ยังช่วยให้ตัวรถวิ่งนุ่มขึ้นและยังคงเสียงเอกลักษณ์สไตล์ Harley-Davidson ไว้อยู่ นอกจากการสั่นสะเทือนของตัวรถจะเบาลงแล้ว อาการเมื่อยล้าของผู้ขับก็จะน้อยลงอีกด้วย

สมรรถภาพที่เอ่ยมาเหล่านี้คงไม่มีประโยชน์อะไรหากปราศจากความแรงของเครื่องยนต์ ในระยะ 0-60 ไมล์ เครื่อง Milwaukee-Eight สามารถทำความเร็วได้เหนือกว่าเครื่อง Twin Cam ถึงสองช่วงตัวรถกว่าๆ เป็นผลมาจากการออกแบบขนาดความจุเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้น โดยทั่วไป Standard Touring จะใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 cu in ส่วน CVO Touring จะใช้เครื่องเดียวกันที่ความแรง 114 cu in ในศูนย์จำหน่ายบางพื้นที่ ผู้ขับยังสามารถอัพเกรดความแรงของเครื่องยนต์นี้ได้ถึง 117 cu in อีกด้วย ณ ชั่วโมงนี้ Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์เจนใหม่ของ Harley-Davidson อย่างแท้จริง

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–milwaukee-eight-harley-davidson  

                                   ultimatemotorcycling.com/2016/08/25/2017-harley-davidson-milwaukee-eight-motors-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson เปิดตัว Softail โฉมใหม่ปี 2018

ผู้ที่เคยขับขี่ Softail มาก่อนอาจจะต้องตะลึงไปกับสิ่งที่ Harley-Davidson เพิ่มเข้ามาในโมเดลใหม่ 8 คันนี้  วิศวกรของ Harley-Davidson ได้เปลี่ยนโฉมมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง และไม่ได้หยุดแค่การเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้นหรือรายละเอียดเล็กน้อยที่เปลี่ยนไปเพียงเท่านั้น  Softail 8 คันนี้จะมีเฟรมรถที่เบาลง 34% ส่วนตัวรถโดยเฉลี่ยจะเบาลงถึง 30 ปอนด์  อัตราเร่ง 0-60 ไมล์จะเร็วขึ้น 10%  เครื่องยนต์จะมีเสียงที่เงียบขึ้น  และระบบรองรับการกระแทกจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม  ถึงจุดนี้เราไปดูกันว่าโมเดล Softline โฉมใหม่ของ Harley-Davidson คือรุ่นอะไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง

 

Fat Boy 107

Fat Boy 114

Fat Boy 114 โฉมใหม่มาพร้อมกับลุคบึกบึน เฉียบเท่ห์ และสดใหม่กว่าเดิม ต่างจากชื่อของมันที่แปลว่าเด็กอ้วน  ตัวรถมีการชุบสีโครเมียมซาตินที่ล้อ ตะเกียบหน้า และห้องไฟหน้า ทำให้ส่วนเหล่านี้สะท้อนแสงเล็กน้อยเวลาขับขี่บนท้องถนน  ส่วนไฟหน้าส่องแสง LED ออกมาอย่างสว่างและชัดเจน  Fat Boy 114 ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง Milwaukee-Eight ที่มีความจุเครื่องยนต์ให้เลือกระหว่าง 107 กับ 114 cu in ทำให้ผู้ขับสามารถเลือกขนาดที่เหมาะกับตัวเองได้

 

HERITAGE CLASSIC 114

HERITAGE CLASSIC 114

มีมอเตอร์ไซค์เพียงไม่กี่คันที่สามารถสื่อความเป็น old-school bagger ได้เหมือนกับ Heritage Classic 114  ตัวมอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับกระเป๋าข้าง กระจกบังลม และการควบคุมแบบ forward ในลักษณะ touring  บอดี้ถูกออกแบบมาในสีดำเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นโทนใหม่ที่หลายคนยังไม่คุ้นตา นอกเหนือจากความสวยงามภายนอกแล้ว Heritage Classic 114 คือรถที่มอบความรู้สึก “อิสระ” ให้กับผู้ขับ ซึ่งเป็นสิ่งหัวใจหลักสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางไกลพร้อมกับสัมภาระที่เก็บอยู่ในกระเป๋าข้างตัว

 

DELUXE

Deluxe คือ มอเตอร์ไซค์ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนได้อย่างมากมายเวลาจอดในสถานที่ต่างๆ  สีโครมที่แวววาวกับสไตล์ย้อนยุคเรียบหรูดูดี ทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เปรียบเสมือนบุคคลสำคัญในงานนั้นๆ  แต่ความหล่อและเนี้ยบไม่ใช่เสน่ห์ของ Deluxe เพียงอย่างเดียว ตัวรถถูกออกแบบมาพร้อมกับเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มอย่าง Milwaukee-Eight 107 ที่สามารถสลับการทำงานไปเป็นโหมด cruising ได้เวลาบเดินทางไกลบนท้องถนนโล่งๆ

 

SOFTAIL SLIM

 

Softail Slim คือ Harley-Davidson สไตล์ Bobber ที่เปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบที่สำคัญเกือบทั้งหมด  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่โฟกัสเรื่องความแรงและสมรรถนะการขับขี่  ผู้ขับจะรับรู้ได้ถึงแรงบิดขนาด 111 ft-lbs เมื่อบิดมือเร่งเครื่อง ระบบรองรับการกระแทก Showa SDBV linear damping ยังช่วยทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เกาะถนน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับเวลาออกตัวแบบเต็มสปีดอีกด้วย

 

BREAKOUT 114

คุณไม่จำเป็นต้องขี่รวมกลุ่มกับผู้อื่นเสมอไป เนื่องจาก Breakout 114 มาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลังอย่าง Milwaukee-Eight 114 พร้อมบอดี้ลักษณะผอมยาว และล้อขนาดใหญ่ โดยเฉพาะล้อหลังที่มีขนาดถึง 240mm ช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ออกตัวไปด้วยความเร็วดั่งจรวด

 

FAT BOB 114

Fat Bob 114 ปี 2018 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะมันได้ถูกวางขายในตลาดมาแล้วหลายปี  ครั้งนี้ตัวมอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V-Twin เครื่องเดิม แต่มอบความรู้สึกที่แตกต่างและละเอียดอ่อนกว่าเดิม  จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและระบบรองรับการกระแทกแบบสปอร์ทช่วยให้ผู้ขับควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าน้ำหนักของตัวรถนั้นหายไปครึ่งหนึ่ง  ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์ของ Fat Bob ที่น่าเกรงขามไว้เช่นเดิม

 

STREET BOB

Street Bob คือโมเดลที่ถูกปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้เร็วและแรงขึ้นอย่างแท้จริง มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีพละกำลังและถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองเรื่องความเร็วและการขับขี่แบบหนักๆ ดีไซน์แนวเรโทรแบบย้อนยุคยังทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์ดูเด่นสง่าไม่ว่าผู้ขับจะเร่งเครื่องอยู่ที่ความเร็วใดก็ตาม  หลายคนอาจมองว่า Street Bob คันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์แบบวินเทจ แต่จริงๆ แล้วตัวรถประกอบไปด้วยความทันสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล ไฟหน้าแบบ LED หรือเทคโนโลยีรองรับการกระแทกล่าสุดของ Harley-Davidson ก็ตาม

 

LOW RIDER

Low Rider รุ่นเดิมได้รับความนิยมมากมาย จากเอกลักษณ์สไตล์ chopper ยุค 70 ของมันกับโครงรถ Dyna  ในปี 2018 นี้ Low Rider ถูกออกแบบมากับเฟรม Softail ซึ่งตัวรถยังคงสไตล์ดั้งเดิมอยู่ แต่จะมีลุคที่ถ่อมตัวลงและแตกต่างไปเล็กน้อย  เรื่องสมรรถนะการขับขี่ของ Low Rider โฉมใหม่นั้นสูงขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson อย่าง Milwaukee-Eight 107

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–2018-softail

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

กำเนิด Harley-Davidson v twin 5d 1909

กำเนิด Harley Davidson v twin

ในปี 1909 Harley-Davidson ปรากฎตัวครั้งแรกในตลาดสหรัฐอเมริกา กับโมเดล 5-D ที่ใช้เครื่อง V-Twin เครื่องแรกของบริษัท  V-Twin ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ มีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีกระบอกสูบสองกระบอก ถูกจัดวางในตำแหน่ง 45 องศา ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson ตั้งแต่แรกเริ่มมา

ในปีแรกของการผลิต Harley-Davidson ขายมอเตอร์ไซค์เครื่อง V-Twin ได้ 27 คัน ซึ่งมีความเร็วเกือบ 7 แรงม้าด้วยเครื่องยนต์ขนาด 49.5 cu in (811/16 cm3) อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่ม บริษัทได้ประสบปัญหาเรื่องวาล์วสุญญากาศที่ไม่เข้ากับเครื่อง V-Twin และสายพานส่งกำลังที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา สืบเนื่องจากกลไกในจุดนี้ยังมีความหย่อนมากเกินไป ทำให้โมเดลนี้ถูกยกเลิกการขายไปในปลายปี

ในปีเดียวกัน Harley-Davidson Motor Company ได้ขายมอเตอร์ไซค์กระบอกสูบเดี่ยวไปถึง 1,122 คัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้บริษัทขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ที่มีการแข่งขันเรื่องเครื่องยนต์อย่างแท้จริง  ต่อมาในปี 1910 มีผู้ขับขี่ Harley-David ชนะการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แบบทางเรียบและแบบวิบากรวมถึง 7 รายการ ส่งผลให้แบรนด์ Harley-Davidson ได้รับความนิยมมากขึ้น และเป็นปีเดียวกันที่ Harley-Davidson เผยโฉมโลโก้ที่มีแถบบาร์และโล่เป็นสัญลักษณ์เป็นครั้งแรก

ในปี 1911 เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 811.16 cm3 (49.5 cu in หรืออย่างเป็นทางการ 50 cu in) ในโมเดล 7-D ได้ถูกนำกลับมาขายอีกครั้ง และอยู่ในลิสต์สินค้าจนกระทั่งไป 1929 ในนามเครื่องยนต์ F-head  ปัญหาต่างๆ ของเครื่องยนต์ที่พบในปี 1909 นั้นได้รับการแก้ไข และยังมีเฟรมเสริมเป็นตัวเลือกเพิ่มเข้ามาอีกด้วย 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ 

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

 

Harley-Davidson Sportster XL1200L 2006

Harley Davidson Sportster XL1200L 2006

Harley-Davidson Sportster XL1200L รถเล็ก หัวใจใหญ่ 

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2005 Harley-Davidson ได้เปิดตัว Sportster โมเดลใหม่ปี 2006 และ Sportster XL 1200L ที่ทำยอดขายได้เท่ากับรุ่น XL 883L Low

Sportster XL 1200L นำโครงสร้างพื้นฐานของ XL Sportster 1200R Roadster มาใช้ โดยจะมีฐานรถที่ต่ำลงอยู่ที่ 30 mm (1.18 in) และระดับควางสูงที่นั่งจากพื้นอยู่ที่ 711 mm (28 in) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องของไลน์ Sportster ทั้งหมด

Sportster XL 1200L ยังมีพลังขับเคลื่อนที่สูงขึ้นจากการใช้ก้านสูบ และ ลูกสูบที่เบาลง (มีการหล่อลื่นที่ดีขึ้น) บวกกับเพลาลูกเบี้ยวและฝาสูบแบบใหม่ ที่ทำให้ตัวรถทำความเร็วได้ถึง 6,000 รอบต่อนาที  Sportster XL 1200L ยังใช้โครงรถและสวิงอาร์มแบบใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมให้เหนือชั้นขึ้น

ในปี 2007 ตัวรถมีความทันสมัยและความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น จากการนำหัวฉีดแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และยังมีประสิทธิภาพการควบคุมรถที่ดีขึ้นจากรายละเอียดอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา อย่างไรก็ตาม Sportster XL 1200L มีวางขายอยู่ในตลาดยุโรปถึงปี 2009 และในตลาดสหรัฐอเมริกาถึงปี 2011 เท่านั้น

จนกระทั่งปี 2014 Harley-Davidson ได้เปิดตัว Sportster คันใหม่ชื่อรุ่น XL 1200T SuperLow ซึ่งมีการถอดแบบมาจาก Sportster XL 1200C Custom พร้อมความสูงที่ถูกปรับให้ต่ำลงเหมือนเดิม  Sportster XL 1200T SuperLow นำองค์ประกอบสไตล์ Cruisers แบบดั้งเดิมมาใช้ โดยจะมีแฮนด์จับขนาดใหญ่ที่มือคนขับจะอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น มีถังน้ำมันขนาด 17 ลิตร (4.49 gal) ที่พักเท้าขนาดใหญ่ขึ้นที่ถูกปรับไปด้านหน้า 7 เซนติเมตรจากรุ่น SuperLow 883 ช่วยเสริมคนขับให้นั่งสบายกว่าเดิม และเบาะนั่งที่มีความสูงจากพื้น 702 mm (27.64 in)

สิ่งที่น่าสนใจคือ XL 1200T SuperLow เป็น Sportster รุ่นที่นำกระจกบังลมและกระเป๋าข้างกลับมาใช้ หลังจากที่ Sportster 1000 XLT ประสบความล้มเหลวในปี 1977 และ 1978 เนื่องจากไลน์ Sportster ของ Harley-Davidson ในช่วงนั้นเน้นการเดินทางไปกับรถที่มีน้ำหนักเบา

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ 

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley C