Harley-Davidson รุ่นไหนเหมาะกับคุณ?

Harley-Davidson มีโมเดลให้เลือกมากมาย และการเลือกโมเดลให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของคุณถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเช่นหากคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางไกลบ่อยครั้ง การเลือกซื้อรุ่นสปอร์ตอย่าง Street Rod คงจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก หรือหากคุณต้องการมอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่วว่องไวเอาไว้ขับขี่ในเมือง การนำทัวร์ริ่งคันใหญ่อย่าง Road King ออกไปลุยก็คงจะไม่สมเหตุสมผลอีกเช่นกัน ในบทความนี้เรามาดูกันว่า Harley-Davidson หลักๆ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท และโมเดลไหนที่เหมาะสมกับคุณบ้าง

ตระกูล Sportster 

Sportster คือมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การขับขี่กับเพื่อนฝูงในเส้นทางหลัก ในระยะเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจะเป็นการขับไปจับจ่ายซื้อของตามสถานที่ต่างๆ ก็ยังทำได้  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ขับสนุกสำหรับทั้งชายและหญิง และมีดีไซน์ที่ค่อนข้างเก๋ไก๋เพรียวลม  ตัวอย่างของรถกลุ่มนี้ได้แก่ Sportster Forty-Eight Special ที่มีเบาะนั่งแบบ Bobber กับล้อขนาดใหญ่ ซึ่ง Sportster ทุกรุ่นถือว่าเหมาะแก่นักขับหน้าใหม่ที่ชื่นชอบและอยากร่วมวง Harley-Davidson ทุกคน  มอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้ยังสามารถนำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายอีกด้วย  แน่นอน Sportster ไม่เหมาะกับการขับทางไกลแบบข้ามประเทศมากนัก แม้จะมีคนทำบ้างก็ตาม

ตระกูล Softail

 Softail โดดเด่นในเรื่องความหรูหราและความสะดวกสบาย และมีระบบกันสะเทือนที่ทำให้ตัวรถเหมาะแก่การขับทางไกลในความเร็วปาณกลางแบบชิลๆ โช๊คอัพจะมีความนุ่มและกระชับน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์กลุ่มสปอร์ต แถมการเข้าโค้งยังต้องใช้ทักษะและประสบการณ์จากผู้ขับอีกด้วย  การขับทางไกลพร้อมกับคนซ้อนถือว่าทำได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องความหล่อนั้นถือว่ากินขาด Softail ส่วนใหญ่จะมีผิวชุบโครเมียมมันวาวและเฟรมแต่งมากมายที่ทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ ตัวอย่างรุ่นได้แก่ Heritage, Fat Boy, Sport Glide และ Deluxe เป็นต้น

ตระกูล Touring

 กระเป๋าข้าง แฟริ่ง เกจข้อมูลสารพัด วิทยุ บลูทูท ระบบครุยซ์คอนโทรล หรือแม้กระทั่งระบบ GPS นวัตกรรมเหล่านี้คุณสามารถพบได้ใน Harley-Davidson ตระกูลทัวร์ริ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งทางไกลแบบข้ามจังหวัดข้ามประเทศโดยเฉพาะ  ทัวร์ริ่งถือเป็นประเภทที่นั่งสบายที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียที่มีน้ำหนักกว่า 800 ปอนด์ ที่บางทีต้องอาศัยแรงเพื่อนมาช่วยตั้งตัวรถขึ้น ตัวอย่างกลุ่มทัวร์ริ่งได้แก่รุ่น Street Glide ที่มีแฟริ่งทรง Batwing เป็นเอกลักษณ์ หรือจะเป็น Road Glide ที่มีแฟริ่งหัวฉลามพร้อมกับไฟหน้าคู่สุดเท่ หากคุณต้องออกทริปทางไกลเป็นประจำไม่ว่าจะคนเดียวหรือพร้อมกับคนรักแล้ว ทัวร์ริ่งถือว่าเหมาะสมที่สุด

ตระกูล Dyna

 ตระกูล Dyna อย่างรุ่น Super Glide และ Street Bob ถือเป็นโมเดลท้ายๆ ที่ยังใช้เฟรมแบบ Hardtail อยู่ โดยรถประเภทนี้จะมีส่วนประกอบน้อยชิ้น ทำให้ตัวรถเพรียวลมและควบคุมได้อย่างง่าย ถึงขนาดนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่เด่นเรื่องการควบคุมและสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังมากที่สุดของ Harley-Davidson ที่ผลิตจากโรงงาน กลุ่ม Dyna ถือเป็นรถอรรถประโยชน์ที่สามารถนำไปซิ่งบนถนนในเมืองหรือขับชิลๆ ริมชายหาดได้ และยังนำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายที่สุดอีกด้วย ถามว่าตระกูล Dyna สามารถนำไปขับออกทริปทางไกลแบบข้ามจังหวัดได้ไหม? ได้ แต่ร่างกายคุณอาจจะเมื่อยล้าพอสมควร ทางที่ดีเลือกรถที่ตอบโจทย์เรื่องนี้อย่าง Softail หรือ Touring จะเหมาะสมมากกว่า

Harley-Davidson อีกสองกลุ่มที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงคือพวก V-Rod ที่โดดเด่นในเรื่องเครื่องยนต์ แต่ Harley-Davidson ได้ตัดสินใจเลิกผลิตแล้วในปี 2018 และกลุ่ม Street ที่เป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กเหมาะแก่ในการขับขี่ในเมือง จากบทความนี้เราจะเห็นได้ว่า Harley-Davidson นั้นมีประเภทและโมเดลให้เลือกมากมาย สิ่งที่สำคัญกว่าการครอบครองมอเตอร์ไซค์ที่หล่อและเท่คือการมีมอเตอร์ไซค์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คุณจริงๆ แล้วกลุ่มไหนล่ะคือ Harley-Davidson ที่เหมาะกับคุณ?

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

เนื้อเรื่อง http://www.youmotorcycle.com/harley-davidson-right.html

รูปภาพ https://www.harley-davidson.com/us/en/index.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

Harley-Davidson Street XG750 คัสตอมสุดแนว

ทางตอนใต้ของเมือง Philipsburg ทิศตะวันตกของรัฐมอนทานา มีร้านประกอบรถเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่งพร้อมกับพื้นที่เพียง 28 ตารางเมตร ที่คอยสร้างสรรค์ยานยนต์มากมายหลากหลายขนาดมานับตั้งแต่ปี 2013  ร้านนี้มีชื่อว่า No. 8 Wire Motorcycles และมี คอลลิน คอร์นเบิร์ก ชายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินกิจการ

หนึ่งในผลงานของเขาคือ Harley-Davidson Street XG750 มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวที่ถูกดัดแปลงมาจาก Harley-Davidson Street 750 ซึ่งเป็นโมเดลที่เหมาะสมอย่างมากแก่ผู้ขับขี่ระดับเริ่มต้น อีกทั้งมันยังมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมครอบครัว Harley-Davidson อย่างจริงจังสักครั้ง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในเรื่องลักษณะการนั่งที่บีบแคบ Harley-Davidson Street 750 ก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ผู้ขับนิยมมากที่สุด และมักถูกนำไปผ่าตัดดัดแปลงเป็นสไตล์ต่าง ๆ จากผู้ออกแบบทั่วโลก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผู้ออกแบบส่วนใหญ่มองว่า Street 750 เป็นรุ่นที่พวกเขาสามารถวาดจินตนาการลงไปบนตัวรถได้อย่างง่ายดาย  “ผมเลือก Street 750 เพราะมันเป็นรถที่แต่งง่าย” กล่าวโดย คอร์นเบิร์ก “อีกทั้งสัดส่วนของลูกค้าผมที่ไม่สูงนักยังเหมาะกับโมเดลนี้อีกด้วย”

ลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการรถที่เอาไว้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถนำไปอวดใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ  ด้วยผู้ออกแบบมากฝีมืออย่าง คอร์นเบิร์ก จึงได้ถือกำเนิด Street XG750 ขึ้น ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกนำไปจัดโชว์ในงาน The One Moto Show เมืองพอร์ทแลนด์ และงาน Handbuilt Show ที่เมืองออสตินมาแล้ว

ด้วยความประสงค์ของลูกค้าที่ต้องการใช้ Street 750 ปี 2015 เป็นรากฐานในการประกอบรถคัสตอมคันนี้ ชายหนุ่มกีวี่จึงค่อยๆ เริ่มถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถลง และใช้เครื่องมือของเขาในการเติมแต่งส่วนใหม่ ๆ เข้าไป โดยหากไม่นับเรื่องการทำสีกับส่วนแผงคอแล้ว ทุกอย่างล้วนถูกสร้างผ่านมือของเขาทั้งนั้น

ในส่วนของโช๊คหน้า คอร์นเบิร์ก ได้ถอดของเดิมออกและแทนที่ด้วยโช๊ค Suzuki GSX-R750 ซึ่งในจุดนี้เขาได้ขอแรงช่วยจาก ไมเคิล แมนฮาร์ด เพื่อนของเขาในการทำแผงคออลูมิเนียมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวโช๊คสามารถทำงานร่วมกับมอเตอร์ไซค์ V-Twin สัญชาติอเมริกันคันนี้ได้

ไม่ใช่เพียงโช๊คหน้าเท่านั้นที่ทำให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากขึ้น โช๊คหลังคู่ยังถูกแทนที่ด้วยโช๊คเดี่ยว G3-S จากร้าน Race Tech ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีลักษณะการจัดวางเหมือนกับ Ducati 1098 ปี 2007

โดยรวมการเปลี่ยนแปลงระบบกันสะเทือนเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าช่วยยกระดับความสะดวกสบายและการควบคุม Street XG750 ไปได้แล้วอย่างมาก

ส่วนเฟรมด้านหลังได้ถูกนำออกไป แทนที่ด้วยเฟรมใหม่ที่มีลักษณะโค้งมนบริเวณปลาย ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เฟรมหลังจะประกอบไปด้วยถังน้ำหล่อเย็น ส่วนหัวของโช๊คหลัง แผงอิเล็กทรอนิกส์ และไฟท้ายใต้เบาะหนังสีน้ำตาล

หนึ่งในโจทย์ของลูกค้ายังรวมไปถึง “ภาพลักษณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจาก Street 750” คอร์นเบิร์ก จึงได้ทำการดัดแปลงตัวถังน้ำมันไปอย่างหนัก โดยมีความท้าทายอยู่ที่การออกแบบตัวมอเตอร์ไซค์ให้มีรูปลักษณ์ปราดเปรียว แต่ยังคงมีปั๊มเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เท่าเดิมอยู่

หลังจากความพยายามหลายครั้ง ถังน้ำมันใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดดเด่นด้วยลายเส้นบนตัวถังที่ช่วยเพิ่มลุคเพรียมลมให้กับตัวมอเตอร์ไซค์ ถังน้ำมันของ Street XG750 มีความจุประมาณ 3 แกลลอน ซึ่งไม่ต่างจาก Street 750 คันเดิมมากนัก

อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของ Street XG750 ไม่ว่าจะเป็นบังโคลนหน้า เฟรมด้านข้าง หรือบังโคลนหลัง ล้วนทำมาจากแผ่นอลูมิเนียมที่ผ่านการดัดและตีให้เข้ารูปกับตัวรถ ตามภาพในหัวที่หนุ่มนิวซีแลนด์คนนี้ได้วาดไว้

ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่แต่ยังสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน การอัพเกรดเครื่อง V-Twin ที่เหมาะแก่การขับขี่ทั่วไปอยู่แล้วจึงไม่ใช่คำตอบ  สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าคือมอเตอร์ไซค์ที่มี “ความสามารถรอบด้าน”

นั่นไม่ได้ทำให้การแต่งหยุดลงแต่อย่างใด  คอร์นเบิร์ก ได้ทำการติดท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบ 2-into-2 เพิ่มเข้าไป ช่วยให้เครื่องยนต์ (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) ส่งเสียงดุดันและน่าเกรงขามมากขึ้น ส่วนกล่องสีขาวที่ติดอยู่ด้านข้างเครื่องยนต์คือกรองอากาศ Vance & Hines  องค์ประกอบเหล่านี้รวมถึงโครงรถภายนอกทั้งหมด ล้วนผ่านหยาดเหงื่อและฝ่ามือของชายหนุ่มคนนี้มาทั้งหมด

ในการแก้ปัญหาลักษณะการขับขี่ที่บีบแคบ แฮนด์แบบใหม่ซึ่งมีความใหญ่แกร่งและกว้างกว่าเดิมได้ถูกออกแบบขึ้นในร้านของเขา มันจะช่วยผู้ขับฝ่าดงจราจนอันคับคั่งไปได้อย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นการขับชิลๆ ในวันหยุดไปสถานที่ใกล้ต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน

จากการที่ลูกค้ามีสัดส่วนไม่สูงมากนัก เบาะนั่งของ Street XG750 จึงถูกปรับให้ต่ำกว่า 26 นิ้ว ซึ่งแน่นอนเป็นระดับที่คนสูงๆ จะนั่งไม่ถนัดสักเท่าไร  การปรับเบาะนั่งให้สูงราว 28 นิ้ว จะเหมาะกับผู้ขับดังกล่าวมากกว่า เพราะจะไม่ทำให้รู้สึกบีบแคบและต้องงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย

ตามที่ลูกค้าได้ปราถนาไว้ Street XG750 สามารถตอบโจทย์การขับในรอบด้าน และยังสามารถนำไปออกงานได้อย่างสง่าผ่าเผย ที่สำคัญต้นทุนของมันยังเป็นจำนวนที่ไม่สูงอีกด้วย  มันสามารถวิ่งบนพื้นถนนในเมือง ซิ่งบนสนามดิน flat track และบนสภาพพื้นถนนต่างๆ ได้ สะท้อนให้เห็นถึง “ความอิสระภาพ” ที่เป็นใจความของมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด Street XG750 คือผลงานที่ตอกย้ำอีกครั้งว่า Harley-Davidson Street 750 ยังคงเป็นโมเดลที่เหมาะแก่การแต่งเติมวาดจินตนาการรถในฝันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่างบของคุณจะมีเท่าไรก็ตาม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:/ /ultimatemotorcycling.com/2018/06/17/no-8-wire-motorcycles-custom-harley-davidson-street-xg750-exposed/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Iron 1200 2018

Sportster Iron 883 ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Sportster และมีโมเดลรุ่นพี่อย่าง Sportster Iron 1200 ที่ Harley-Davidson เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ในปี 2018 นี้  แม้ชื่อทั้งสองโมเดลจะมีคำว่า Iron เหมือนกัน แต่ Sportster Iron 1200 ตัวใหม่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย และนี่คือ 11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์สุดคูลคันนี้

1.สรีรศาสตร์ใหม่

Sportster Iron 1200 2018 มีแฮนด์แบบใหม่ในสไตล์ Mini Apes ที่โค้งสูงขึ้นไปเกือบ 9 นิ้ว  บริเวณมือจับจะโค้งมาด้านหลังประมาณ 6.5 นิ้ว และมีความกว้างรวมถึง 32 นิ้ว ต่างจากแฮนด์ของ Sportster Iron 883 ที่มีลักษณะตรงราบและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  ส่วนเบาะนั่งจะเป็นเบาะเดี่ยวสไตล์คาเฟ่ที่สามารถรองรับบั้นท้ายของคนขับได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับลักษณะการนั่งที่หลังคนขับต้องตรงขึ้น  โดยรวม Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ให้ความรู้สึกที่กว้างและผ่อนคลายมากกว่าเดิม

  1. โครงรถเดียวกัน

ระบบกันสะเทือน ล้อรถ รวมไปถึงรูปทรงของตัว Sportster Iron 1200 2018 จะเหมือนกับ Sportster Iron 883  ต่างกันแค่น้ำหนักที่มากกว่าเพียง 2 ปอนด์ และด้วยน้ำหนักรวมของตัวรถเพียง 564 ปอนด์ Sportster Iron 1200 ถือเป็นรถที่ขับง่ายสำหรับผู้ขับทุกระดับ

  1. การควบคุมรถที่เปลี่ยนไป

การมีแฮนด์แบบ Mini Apes ทำให้ Sportster Iron 1200 2018 มีกลิ่นอายความเป็น Chopper มากกว่าการเป็นมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ต  แม้การตกแต่งจะไม่ฉูดฉาดเท่ารุ่นใกล้เคียงอย่าง Sportster Seventy-Two การมีขอบล้อขนาด 19 นิ้ว เครื่องยนต์ที่แรง และสรีรศาสตร์แบบใหม่ทำให้ Sportster Iron 1200 โฉมใหม่มีการควบคุมที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกัน

  1. ชื่อรุ่นที่ควรเปลี่ยนไป?

จริง ๆ แล้ว Sportster Seventy-Three น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะกว่า Sportster Iron 1200 เนื่องจาก 1. ลายกราฟฟิคแบบ AMF-era ตรงบริเวณถังน้ำมันและ 2. ออร่าและความรู้สึกที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจาก Sportster Iron 883 แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะชื่อไหน Sportster Iron 1200 ก็เป็นรถที่หอมหวานแก่การขับขี่ ตามที่เชคสเปียร์ได้กล่าวไว้ “กุหลาบย่อมหอมหวานเสมอไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร”

  1. การควบคุมรถที่ดีขึ้น

นอกจากออร่าและความรู้สึกที่ต่างไปจาก Sportster Iron 883 แล้ว Sportster Iron 1200 2018 ยังมีการควบคุมรถที่ดีเกินคาดอีกด้วย  แน่นอนพื้นที่การเข้าโค้งย่อมมีจำกัดแต่ถ้าคุณสามารถขับอยู่ในไลน์ได้ ความรู้สึกระหว่างการนั่งอยู่บน Sportster Iron 1200 2018 จะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม  ในเส้นทางที่คดเคี้ยวตัวรถที่มีการนั่งแบบ mid control จะช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น และตอบสนองต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ได้อย่างว่องไวและแม่นยำ

  1. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

แม้ระบบกันสะเทือนจะไม่ใช่นวัตกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่ม Sportster ตัวรถก็สามารถมอบการขับขี่ที่ราบรื่นได้ในระดับที่น่าพอใจ  แม้จะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า Sportster Iron 1200 2018 เป็นรถที่ขับนุ่ม ผู้ขับส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนในระดับน้อยตลอดช่วงเวลาการขับขี่ จุดอ่อนเดียวในเรื่องนี้อาจจะเป็นกระบอกโช๊คหน้าขนาด 39 mm ที่อาจจะเล็กไปหน่อย

  1. ระบบเบรกที่สอดคล้องกับความเร็ว

เบรกของ Sportster Iron 1200 2018 มอบความรู้สึกนุ่มในสัมผัสแรก และสามารถชะลอตัวรถจากความเร็วสูง ๆ ได้อย่างสบาย  ระบบเบรกทำหน้าที่ได้ดี แต่งานหนักส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ดิสก์เบรกล้อหน้าขนาด 300mm  ถ้าต้องขับในพื้นที่ที่ฝนตกบ่อย ผู้ขับอาจจะต้องเพิ่มระบบ ABS เข้าไปให้กับตัวรถเพื่อประสิทธิภาพการเบรกที่สูงขึ้น

 

  1. ขับในเมืองสนุกกว่าขับบนทางหลวง

Sportster Iron 1200 เหมาะแก่การขับในเมือง  ที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง ตัวรถมอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่ในความเร็วที่สูงกว่านี้สายลมอาจจะตีหน้าคนขับแรงขึ้น เนื่องจากเฟรมครอบไฟหน้าถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงกระจกข้างที่ช่วยให้คุณต้องมีสมาธิกับการขับมากขึ้น

  1. เครื่องยนต์ที่เหนือกว่า

สุขุมเข้าไว้หากคุณบังเอิญได้จอดข้าง ๆ Sportster Iron 883 เพราะทุกคนรู้ดีว่าเครื่อง Evolution 1200 นั้นแรงกว่า เกียร์ห้าสปีดของตัวรถช่วยให้ผู้ขับสามารถเปลี่ยนเกียร์ไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ประหยัดเวลาในการเปลี่ยนความเร็วในสถานการณ์ต่าง ๆ  ส่วนเวลาติดไฟแดงแรงสั่นที่สุขุมและดุดันจะดึงดูดให้ผู้คนให้หันมามองรถของคุณ

  1. หน้าจอแสดงผลที่เรียบง่าย

Sportster Iron 1200 2018 มีหน้าปัดเรือนไมล์ LCD ที่เรียบง่าย พร้อมข้อมูลแสดงผลพื้นฐานอย่างเช่นเวลาและรอบต่อนาที  เรียกได้ว่าตัวรถเน้นไปที่การขับจริงมากกว่าการมีฟังก์ชันมากมายบนหน้าจอให้รกตา

  1. จุดเด่นของตัวมอเตอร์ไซค์

Sportster Iron 1200 2018 ถูกออกแบบมาในสไตล์ยุค 70s หรือช่วง AMF era (ช่วงที่ Harley-Davidson ถูกบริหารโดย American Machine and Foundry) ซึ่งทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ในแบบย้อนยุค  สไตล์เรโทรขนานแท้ของมันบวกกับสมรรถนะการขับขี่ที่น่าประทับใจ ถือเป็นสองเหตุผลหลักให้แฟน Harley-Davidson ต้องมี Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ครอบครองไว้สักคัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:// ultimatemotorcycling.com/2018/04/10/2018-harley-davidson-iron-1200-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ย้อนรอยรีวิว Fat Bob 2008

Fat Bob คือ Harley-Davidson ตระกูล Dyna ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 2008  นับตั้งแต่การเปิดตัว Fat Bob มีวิวัฒนาการมากมาย และล่าสุดตัวรถได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 เป็นที่เรียบร้อย

Harley-Davison ตระกูล Dyna มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1991 กับโมเดล FXDB Sturgis และเน้นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ Big Twin กับการแต่งสไตล์คัสตอมทรงผอม

ก่อนจะมาเป็นโครงรถ Dyna ได้ต้องย้อนกลับไปอีก 20 ปี ตอนที่กระแสการแต่ง Harley-Davidson แบบคัสตอมกำลังเป็นที่นิยม จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทจึงได้ตัดสินใจออกแบบ Super Glide มาในปี 1971 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโช๊คที่ผอมเพรียวของ XLH Sportster กับเฟรมรถของ FLH Electra Glide

เรื่องราวทั้งหมดคือที่มาของ Fat Bob 2008 และต่อไปคือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ โดยรวม Fat Bob 2008 มีโครงสร้างที่ล่ำสันซึ่งขัดแย้งเล็กน้อยกับสมรรถนะที่ปราดเปรียวของมัน ส่วนหน้าของตัวรถจะประกอบไปด้วยโช๊คหน้าที่แข็งแรงและล้อ Dunlop ขนาดกว้าง 130 mm สีตัดกับจานล้ออะลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ลายเส้นบนล้อยังช่วยเสริมความดุดันให้กับตัวรถอีกด้วย

บังโคลนหน้าจะมีความสั้นแบบ Bobber ส่วนโช๊คหน้าขนาด 49 mm มีการเล่นสีที่ด้านล่างให้เป็นสีดำเกือบทั้งหมดแบบ Blacked-out ยาวสูงขึ้นมาตีกรอบให้กับไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีลักษณะเด่นต่างจากยานพาหนะคันอื่น ส่วนแฮนด์บาร์มาในขนาดใหญ่และหนาพอสมควร ยาวมาด้านหลังเล็กน้อยในลักษณะ V-bend และมีขาตั้งเป็นสีดำล้วน

ที่ส่วนกลาง Fat Bob มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แกลลอนที่นูนออกมาด้านข้างพอประมาณ ประทับตาด้วยกราฟฟิคโลโก้ Harley-Davidson แบบใหม่ และมีพื้นผิวชุบโครเมียมและเครื่องหนังเพิ่มความหรูหราในส่วนของแผงคอนโซล

ด้านหลังของรถประกอบไปด้วยล้อหลังขนาด 180 mm ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับล้อหน้า และจานล้อ 16 นิ้วอยู่ใต้บังโคลนหลังแบบ Bobtail  โช๊คด้านหลังที่ปกติจะเผยให้เห็นถูกเก็บอยู่ในกล่องโลหะเลื่อมแสงที่ดูดีมีราคา

ท่อไอเสียจะเป็นแบบ Tommy Gun 2-1-2 ที่ซ้อนเหลื่อมกันเล็กน้อยและพันรอบตัวเครื่อง Twin-Cam 96 ที่มีการพ่นและเคลือบสีให้มันวาวอย่างสวยงาม มีแผงกันความร้อนช่วยให้ตัวรถดึงศักยภาพย์เครื่องยนต์ออกมาได้ดีที่สุด

แม้จะมีการเผาเชื้อเพลิงที่ช้า Fat Bob ใช้สรีระที่ผอมเพรียวเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล Dyna (ในปี 2006 มีการพัฒนาเรื่องการควบคุมและความเมื่อยล้า แต่แบตเตอรี่ยังอยู่ในตำแหน่งใต้เบาะนั่งเหมือนเดิม) ส่วนสิ่งที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2008 คือฝาครอบไส้กรองอากาศแบบใหม่ กับสายถักเบรกสแตนเลสสตีลสีดำ

เบาะนั่งของ Fat Bob 2008 รองรับคนสองคนได้อย่างสบายไม่ว่าจะขาใหญ่หรือขาเล็ก และมีความสูงเบาะนั่งเหนือกว่ารุ่น Low Rider เล็กน้อยที่ 26 นิ้ว ผู้ขับที่มีความยาวช่วงแขนปานกลาง อาจจะต้องยืดแขนไปเกือบสุดในการจับแฮนด์บาร์  สรุปแล้วการนั่ง Fat Bob 2008 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเอนหลังไปสุดและงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย หรือการนั่งแบบหลังตรงเป๊ะเป็นแผ่นกระดานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งผู้ขับที่สูง ๆ จะนั่ง Fat Bob 2008 ได้อย่างสบายที่สุด  อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่พักเท้าแบบ mid-mount ก็สามารถสั่งแบบพิเศษได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งหลังตรงแบบดั้งเดิม

มาในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Fat Bob 2008 ใช้เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ส่งเสียงคำรามและดุดัน แรงบิดขนาด 92 ฟุตปอนด์และความเร็วรอบ 3,000 ต่อนาที ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่แม้ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีน้ำหนักถึง 700 ปอนด์ ความเร็วและความว่องไวที่มันทำได้กลับทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ

ด้วยเกียร์ Cruise Drive หกสปีดที่ลื่นไหล การออกตัวของ Fat Bob 2008 พร้อมที่พักเท้าแบบ mid-mount มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับยางล้อที่เคลื่อนตัวไปบนถนน คลัตช์จะทำงานเบาและนุ่มนวล ส่วนการเร่งเครื่องมีระบบ EFI ช่วยอย่างมากในช่วงระยะกลาง ยาง Dunlop ที่อ้วนและหนาจะทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือน ช่วยให้ผู้ขับฝ่าถนนไปได้อย่างราบรื่น

ด้วยความหนาของยางและแกนคอรถ (rake) 29 องศา หลายคนอาจคาดว่า Fat Bob 2008 จะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ด้อยลงในเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่หากคุณได้ลองขับตัวรถในเส้นทางต่าง ๆ แล้วจะพบว่ามันเป็นครุยเซอร์น้ำหนักมากที่เข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว พักเท้าแบบ mid-mount ยังช่วยเสริมความกำยำล่ำสันของ Fat Bob 2008 และการนั่งที่สะดวกสบายในการเดินทางไกลอีกด้วย

การเบี่ยงซ้ายขวาเป็นเรื่องที่ผู้ขับสั่งได้ดั่งใจ แต่ความสนุกที่แท้จริงของ Fat Bob 2008 อยู่ที่การบิดคันเร่งสุดแรงพุ่งตัวไปบนทางหลวง เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ดังกระหึ่ม กระแสลมที่พัดผ่านหน้า และท่อไอเสียที่ส่งเสียงอย่างมีเสน่ห์ คือประสบการณ์ที่ผู้ขับทุกคนต้องการนอกเหนือจากรูปร่างที่น่าประทับใจของตัวรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งนี้คือคุณภาพที่มีอยู่ใน Harley-Davidson ทุกคันรวมถึง Fat Bob 2008 ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าเพื่อนเล็กน้อย

เมื่อขับไปจนน้ำมันใกล้หมด แผงหน้าจอ LED จะแสดงการนับถอยหลังและส่งสัญญาณเตือนที่ระยะหนึ่งไมล์ก่อนน้ำมันจะหมดลง  เรื่องระบบเบรก ล้อหน้าจะมีคาลิปเปอร์เบรก 4 พอร์ท ที่คอยยึดจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ไว้ ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยวและระบบเบรก 2 ลูกสูบ และมือเบรกที่ให้ความรู้สึกกระชับเมื่อบีบ  ระบบเบรกดังกล่าวนับว่าเพียงพอต่อการหยุด Fat Bob 2008 คันใหญ่ให้หยุดนิ่ง ยังไม่นับจานเบรกล้อหน้าที่เสริมคาแรคเตอร์แข็งแกร่งถึกทนให้เข้มขึ้นไปอีก แต่หากได้ระบบเบรกจาก Brembo อย่างที่รุ่น Touring และ VRSC มีตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย หากบริษัทพิจารณาริเริ่มในอนาคต

การปลุกวงการ Harley-Davidson สไตล์ Factory Custom ให้กลับมาคึกครื้นอีกครั้งด้วย Fat Bob 2008 ถือเป็นวิธีการฉลองครบรอบ 105 ปีของ Harley-Davidson แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันบริษัทก็ได้มีการปล่อยโมเดล Rocker ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นรถสไตล์ Chopper มีดีไซน์สุดเฉียบน่าดึงดูดใจ หากจะเปรียบเป็นการจีบหญิง Rocker คงได้ใจสาว ๆ ไปครอบครอง แต่หากจะมองหานักเลงสุดกร่างร่างใหญ่สักคัน คงเป็นใครไปไมได้นอกจาก Fat Bob 2008 ในสีดำด้าน Black Denim คันนี้เท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/06/26/2008_harley-davidson_fat_bob/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Forty-Eight Special 2018

Sportster Forty-Eight Special 2018 คือหนึ่งใน 100 โมเดลใหม่ที่ Harley-Davidson วางแผนจะเปิดตัวให้หมดภายในปี 2027 มันคือรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Sportster Forty-Eight แบบธรรมดา โดยมีลูกเล่นเพิ่มเติมและจุดเด่น 11 ข้อหลัก ๆ ให้เราได้ทำความรู้จักกันตามนี้

1. แฮนด์บาร์ใหม่

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Forty-Eight Special คือแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ที่โค้งสูงขึ้นมา 7.25 นิ้ว แต่เอนมาด้านหลังน้อยกว่าแฮนด์บาร์แบบ Mini Apes  จุดเปลี่ยนนี้ทำให้ Forty-Eight Special สลัดลุคมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่ออกไป กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คัสตอมท้าลุยแรงลม

2. สรีรศาสตร์แบบใหม่

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ทำให้ลักษณะการนั่ง Forty-Eight Special ต่างไปจากรุ่นธรรมดา  หลังคนขับจะตั้งตรง ขาวางไปด้านหน้าและถ่างมากขึ้น เป็นผลจากห้องกรองอากาศขนาดใหญ่ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น  ซึ่งการนั่งในท่านี้จะมอบความสบายและความถนัดในการขับขี่มากกว่าการนั่งในลักษณะ jackknife  ในสถานการณ์จริง ผู้ขับสามารถนั่ง Forty-Eight Special ทางไกลได้สบาย ๆ ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนไฟเติมเชื้อเพลิงส่งสัญญาณเตือนขึ้นมา

3. แฮนด์บาร์ที่เน้นการควบคุมรถ

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy อาจไม่ทำให้ Forty-Eight Special มีลุคแบบรถสปอร์ต แต่มันมอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยม และทำงานได้อย่างไร้ที่ติกับโช๊ค 49mm ขนาดใหญ่และยาง Michelin Scorcher 31 สุดหนา ขนาด 130mm ขอบ 16 นิ้ว ที่เกาะถนนอย่างแน่นหนึบแม้พื้นผิวจะอยู่ในสถาพเปียกชื้นก็ตาม  ในทางคดเคี้ยว Forty-Eight Special คือมอเตอร์ไซค์ที่ขับสนุก แต่ถึงอย่างไรพื้นที่ในการเข้าโค้งก็ย่อมมีจำกัดเช่นกัน

4. เครื่อง Evolution 1200 ที่น่าประทับใจ

ด้วยแรงบิดขนาด 73 ฟุตปอนด์ และความเร็วรอบ 3,500 ต่อนาที การเร่งเครื่องของ Forty-Eight Special เป็นจุดที่น่าประทับใจ  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องฝ่ารถติดไปได้อย่างรวดเร็ว และจอดอย่างมั่นคงเมื่อต้องการ  อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เครื่องยนต์ที่แรงที่สุด และมีข้อจำกัดตามศักยภาพของมัน นั่นหมายความว่าผู้ขับจะสามารถควบคุมและคาดเดาความเร็วของ Forty-Eight Special ได้เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ  ส่วนตัวเครื่องยนต์จะติดยางรองแท่นเพื่อกันการสะเทือน  ในเวลารถติดไฟแดงตัวเครื่อง V-twin จะสั่นเล็กน้อยและทำงานอย่างราบรื่นเมื่อคุณออกตัวอีกครั้ง

5. เบรกที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป

นอกจากตำแหน่งการจับและเหยียบคันเบรกที่เปลี่ยนไปจากการมีแฮนด์บาร์แบบ Tallboy แล้ว พลังเบรกของ Forty-Eight Special ยังมอบความรู้สึกที่ต่างไปจาก Forty-Eight รุ่นธรรมดาอีกด้วย  เบรกหลังจะให้ความรู้สึกดุดันน้อยลง ส่วนแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ก็ทำให้ผู้ขับไม่ได้ใช้เบรกหน้าอย่างหนักหน่วงเท่ากับการมีแฮนด์บาร์ลักษณะเตี้ยแบบเดิม  ในความเป็นจริงระบบ engine compression braking จะช่วยทำหน้าที่เรื่องการเบรกแทนผู้ขับซะส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการติดระบบเบรก ABS เพิ่มเข้าไปจะช่วยให้ตัวรถมีศักยภาพการหยุดที่เหนือระดับมากยิ่งขึ้น

6. เบาะเดี่ยวสไตล์มินิมอล

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ส่งผลต่อลักษณะการนั่งของผู้ขับไม่น้อย แต่เบาะเดี่ยวของ Forty-Eight Special ก็มีเนินโค้งเพื่อรองรับบั้นท้ายของผู้ขับได้อย่างดี  การขับ Forty-Eight Special ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนเกือบหมดจะส่งผลต่อช่วงล่างของคนขับเพียงน้อยนิด

7. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

ในระหว่างการเดินทางระบบโช๊คหน้าและล้อระดับแบรนด์เนมของ Forty-Eight Special จะช่วยรองรับแรงกระแทกและหลบหลุมถนนต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเบาะนั่งอาจจะไม่ได้หนามากนักเนื่องจาก Harley-Davidson ต้องการกำหนดความสูงเบาะให้ไม่เกิน 28 นิ้ว  อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปผู้ขับจะไม่เจอกับอาการสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกรุนแรงระหว่างการเดินทาง แม้มันอาจจะเกิดขึ้นได้นาน ๆ ครั้งก็ตาม

8. มอเตอร์ไซค์คนเมืองที่โดดเด่น

การขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมของ Forty-Eight Special ช่วยให้ผู้ขับซิกแซกฝ่าฝูงรถได้อย่างมั่นใจ  แฮนด์บาร์แบบ Tallboy จะอยู่ในระดับที่ไม่ชนกับกระจกข้างรถยนต์ซะส่วนใหญ่ ส่วนกระจกข้างตัวรถก็มอบวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางแม้จะมีขาตั้งขึ้นมาไม่สูงนัก  ความเร็วตั้งแต่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไปจะเริ่มส่งผลต่อโครงรถ ส่วนในความเร็วที่ต่ำกว่านั้นเช่นประมาณ 55 ไมล์ต่อชั่วโมง Forty-Eight Special จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการขับตลอดทาง

9. เฟรมรถที่แวววาวขึ้น

Forty-Eight Special เหมาะกับผู้ขับที่ชื่นชอบเฟรมรถแบบมันวาว เนื่องจากตัวรถมีการเคลือบสีโครเมียมมากกว่า Forty-Eight แบบธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ขับแต่ละราย

10. การตกแต่งสไตล์ AMF-era

แม้ยุค AMF 1970s จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับแฟน Harley-Davidson ซะส่วนใหญ่ ความสวยงามด้านกราฟฟิคและสไตล์การแต่งมอเตอร์ไซค์ในช่วงนั้น ก็ทำให้หลายคนหันมามอง Harley-Davidson ลุค 70 อีกครั้ง  Forty-Eight Special ทำให้ทุกคนหวนนึกถึงช่วงปีเหล่านั้นเหมือนกับ Sportster Seventy-Two แต่ตัวรถจะออกไปในสไตล์ bobber มากกว่าการเป็นรถสไตล์ chopper

11. ความเพลิดเพลินและฟังก์ชันที่มากกว่า

เมื่ออ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจจะตัดสินใจเลือก Sportster Forty-Eight รุ่นธรรมดาที่มีตำแหน่งการนั่งดูดีมีสไตล์มากกว่า อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในหัวใจหลักของการขี่ Harley-Davidson งาม ๆ สักคัน ก็คือความเพลิดเพลินในระหว่างการขับขี่ด้วย ซึ่ง Sportster Forty Eight Special 2018 ก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความสบายและสไตล์ที่แปลกใหม่ ในกลิ่นอายของยุค 70 ได้เป็นอย่างดี

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/03/25/2018-harley-davidson-forty-eight-special-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley