Sport Glide สองคาแรคเตอร์ในหนึ่งเดียว

หลายคนคาดว่า 8 โมเดลที่มีอยู่ของ Softail โฉมใหม่นั้นเพียงพอแล้วสำหรับปี 2018 แต่ Harley-Davidson ก็ได้เปิดตัวคันที่ 9 ออกมา ซึ่งมีชื่อว่า Sport Glide”  นอกจากโครงรถใหม่กับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 เหมือนกับเพื่อน Softail รุ่นอื่นแล้ว เรามาดูกันว่าโมเดลนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  

1. Sport Glide ไม่ใช่ครุยเซอร์แบบสปอร์ต

แม้จะมีคำว่า Sport อยู่ในชื่อและเทคโนโลยีการควบคุมรถล่าสุดของกลุ่ม Softail  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เน้นการทำความเร็ว แต่จะเน้นความสะดวกสบายและการขับขี่ที่มั่นคงมากกว่า มันคือมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเปลี่ยนจากรถทัวร์ริ่งวิ่งทางไกลเป็นครุยเซอร์วิ่งบนถนนใหญ่ได้อย่างคล่องตัว

 2. สรีรศาสตร์

แม้จะมีเบาะนั่งที่ต่ำและพักเท้าแบบ forward  Sport Glide คือมอเตอร์ไซค์ที่นั่งสบายโดยภาพรวม  ตำแหน่งของแฮนด์ มือคนขับ และเบาะนั่งที่สัมพันธ์กันช่วยเสริมให้ผู้ขับนั่งบนตัวรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่าต้องเอื้อมร่างกายไปแตะส่วนใดอย่างอยากลำบาก มีแต่ผู้ขับที่สูงเป็นพิเศษเท่านั้นที่อาจรู้สึกอึดอัดบนตัวรถ

3. แฟริ่งและกระเป๋าข้าง

นักเดินทางทั้งหลายจะชื่นชอบแฟริ่งและกระเป๋าข้างของ Sport Glide ที่ถูกออกแบบมาอย่างกลมกลืนกับตัวรถและมีประโยชน์ใช้สอยมากมาย แฟริ่งทรงบิกินี่ด้านหน้าจะช่วยปัดกระแสลมออกจากร่างกายคนขับ (ของจริงจะดูกว้างกว่าในรูปพอประมาณ) ส่วนกระเป๋าข้างเอาไว้ใช้เก็บเสื้อผ้าได้มากมายรวมถึงคอมพิวเตอร์แลปทอป แต่ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะใส่หมวกกันน๊อคได้ทั้งใบ

4. คาแรคเตอร์

การมี Sport Glide ครอบครองไว้สักคันอาจทำให้เพื่อนสงสัยว่าคุณมีมอเตอร์ไซค์สองคันหรือเปล่า เพราะแฟริ่งด้านหน้ากับกระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้เวลาคุณต้องการความคล่องตัวที่สูงขึ้น (เช่นเวลาขับในเมืองที่มีรถจำนวนมาก)  คุณอาจจะเลือกถอดแฟริ่งออกอย่างเดียวและเก็บกระเป๋าข้างไว้ให้ตัวรถมีสไตล์แบบ bagger ก็ทำได้เช่นกัน

5. การเข้าโค้งและการควบคุม

ผู้ขับสามารถสร้างความคุ้นเคยกับ Sport Glide ได้ในระยะเวลาอันสั้น มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตอบสนองต่อสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามองศาในการเอนตัวระหว่างเข้าโค้งจะค่อนข้างจำกัด โดยในเส้นทางที่คดเคี้ยวส้นเท้าของผู้ขับอาจลงต่ำไปสัมผัสกับพื้นถนนได้  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การเปลี่ยนองศาตีวงระหว่างเข้าโค้ง (แม้มันจะทำได้ในสถานการณ์จำเป็นก็ตาม)  อย่างไรก็ดีการขับ Sport Glide จนคุ้นเคยและรู้จังหวะจะเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับผู้ขับได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือน

Sport Glide มีระยะฐานล้อ (wheelbase) 64 นิ้ว และมุม rake 30 องศา ที่ช่วยให้ตัวรถมีความมั่นคงอย่างสูง ส่วนระบบกันสะเทือนแบบใหม่ช่วยให้ผู้ขับวิ่งได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ (แม้บนพื้นถนนที่ไม่เรียบ) โดยป้องกันตัวรถให้ไม่เกิดการกระแทกหรือการกระตุกที่รุนแรง ส่วนโช๊คหน้าแบบหัวกลับจะตอบโจทย์เรื่องแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย

7. ระบบเบรก

Sport Glide มีดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 mm ที่ล้อหน้าสไตล์ Mantis กับระบบ engine compression braking ที่ช่วยเรื่องการหยุดได้อย่างมาก เบรกหลังก็มีประสิทธิภาพดีไม่มีจุดให้ตำหนิ สำหรับมอเตอร์ไซค์ที่เน้นการขับสบายๆ อย่าง Sport Glide ดิสก์เบรกเดี่ยวถือว่าเพียงพอในการหยุดตัวรถ

8. ข้อดีมีมากกว่า

การที่ตัวรถสามารถถอดแฟริ่งและกระเป๋าข้างออกได้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ที่ทำให้ผู้ขับเหมือนมีมอเตอร์ไซค์ถึงสองคัน แต่ข้อเสียเมื่อส่วนประกอบเหล่านี้ได้ถูกถอดออก ก็คือคาแรคเตอร์ของตัวมอเตอร์ไซค์ที่จางลงไป  แต่อย่าเพิ่งใจเสียเพราะข้อดีของ Sport Glide ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ย่อมทำให้ผู้ขับส่วนใหญ่มองข้ามจุดเล็กๆ จุดนี้ไป

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2017/11/08/2018-harley-davidson-sport-glide-review-9-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

การเกิดใหม่ของ Street Bob 2018

ในบรรดาตระกูล Dyna ที่ได้ถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นกลุ่ม Softail  Street Bob ถือเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด จนหลายคนมองว่ามันได้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหม่ไปแล้ว  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าเพราะเหตุใด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ถึงได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย

1. มอเตอร์ไซค์คันใหม่

ต้องยอมรับว่า Street Bob ในเวอร์ชัน Dyna ไม่ได้มอบประสบการณ์การขับขี่ในระดับดีเลิศ  ประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือนถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา  การควบคุมมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แถมเครื่องยนต์ที่ใช้ยังเป็น Twin Cam ซึ่งมีสเปคต่ำกว่า Milwaukee-Eight ณ ปัจจุบัน  ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปใน Street Bob โฉมใหม่ภายใต้ตระกูล Softail

2. หัวใจสำคัญ

โครงรถ Softail ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Street Bob โฉมใหม่ที่ทำให้ตัวรถมีความกระชับขึ้นและมีระบบกันสะเทือนที่พัฒนาไปอย่างมาก  ถ้าจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Street Bob เป็น Street Bob ก็ต้องตอบว่าโครงรถ (Chassis) นั่นเอง

3. ความคล่องแคล่ว

Street Bob ถือเป็นโมเดลขนาดเล็กสุดในบรรดา Softail โฉมใหม่  ระยะห่างระหว่างแฮนด์ พักเท้า และเบาะนั่งอาจทำให้ผู้ขับรู้สึกบีบอัดเล็กน้อย แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็มอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยมหากมองในแง่ดี  ดีไซน์ของแฮนด์ที่มีลักษณะกว้างและสูงทำให้เราหวนนึกถึงยานยนต์สุดคลาสสิกอย่าง Sportster 72 และจักรยาน Schwinn Sting-Ray

4. ท้าทายสภาพถนนมากขึ้น

ทางตรงกับพื้นถนนเรียบๆ คือสภาพถนนที่เหมาะกับ Street Bob รุ่นเก่ามากที่สุด  แต่กับ Street Bob โฉมใหม่คุณสามารถนำมันไปลุยบนเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น  ยาง Dunlop จะแสดงศักยภาพออกมาได้สูงสุดบนพื้นถนนที่ปูไว้อย่างดี  ส่วนระบบกันสะเทือนจะช่วยลดแรงกระแทกบนพื้นถนนที่ขรุขระ ให้คุณรู้สึกสนุกกับการขับขี่ แม้จะมีความยากลำบากบางบริเวณก็ตาม

5. ชำนาญบนเส้นทางคดเคี้ยว

Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ช่ำชองเรื่องการเข้าโค้ง และคุณสามารถเปลี่ยนองศาการเข้าโค้งได้อย่างง่ายโดยใช้ประโยชน์จากแฮนด์แบบกึ่งโหน (mini-apes)  หน้ายางที่แคบลงเกือบครึ่งนิ้วทำให้ผู้ขับแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต้านทานเวลาเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

บนสภาพพื้นถนนที่ไม่เรียบ ผู้ขับ Street Bob รุ่นเก่าอาจจะต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกอยู่เสมอ ซึ่งธรรมดาเป็นส่วนหนึ่งของการขับขี่มอเตอร์ไซค์  แต่ใน Street Bob รุ่นใหม่ แม้ผู้ขับจะยังสัมผัสได้ถึงหลุมและบ่อที่ตัวรถวิ่งผ่าน แรงกระแทกที่รุนแรงนั้นกลับหายไปอย่างสิ้นเชิง  ต้องยกเครดิตให้กับโช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve (หุ้มด้วยปลอกโช๊คอย่างสวยงาม) และโช๊คเดี่ยวด้านหลังที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีไม่แพ้กัน  ระบบกันสะเทือนคือปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติของ Street Bob เปลี่ยนไป และมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่ไม่เมือนเดิม

7. เครื่องยนต์ใหม่

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าที่ใช้เครื่อง Twin Cam 103  ตัวรถมีแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้น 17.5% ซึ่งสามารถพุ่งไปแตะได้ที่รอบ 250 ต่อนาที  นอกจากเครื่อง Milwaukee-Eight จะมีตัว counter balance ซึ่งมอบความรู้สึกที่เหนือกว่า Twin Cam 103 ที่ใช้ยางรองแท่น (rubber-mounted) แล้ว มันยังทำให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของตัวรถสูงขึ้นกว่า 10% อีกด้วย

8. ระบบเกียร์ Cruise Drive 6 สปีด

การเปลี่ยนเกียร์บนพักเท้าถือเป็นความเพลิดเพลิน ที่สามารถทำได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเอื้อมเท้าไปที่ใดให้ลำบาก  ระบบเกียร์ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสมรรถนะการขับขี่ของ Street Bob โดยเกียร์ 6 จะเป็นเกียร์ overdrive แบบเต็มตัว  ส่วนการเปลี่ยนกลับไปเกียร์ Nเวลาจอดไฟแดงก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน

9. ความเร็ว

หากคุณไม่แคร์ว่าจะโดนใบสั่ง Street Bob สามารถทำความเร็วได้เกินกว่าที่จราจรกำหนด   หลายคนเดาว่าแฮนด์แบบโหนน่าจะมาพร้อมกับความเร็วแบบผ่อนคลาย ซึ่งไม่จริงอย่างยิ่ง  เฟรมรถ ระบบกันสะเทือน และล้อ Dunlop ทำงานได้อย่างไร้ที่ติบนทางหลวงที่โล่งๆ และหากคุณจะติดชิลด์หน้ากับกระเป๋าข้างเพิ่มเข้าไป Street Bob คันนี้ก็จะกลายเป็นทัวร์ริ่งลุยเดี่ยวคันหนึ่งเลยทีเดียว

10. ระบบเบรก

เบรกหน้ามีความแข็งแรงและสามารถหยุดรถได้ตามต้องการ แต่เบรกหลังถือเป็นจุดอ่อนของ Street Bob ที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า Softail รุ่นอื่น  บางสถานการณ์คุณอาจจะเลือกใช้ขาของคุณเองแทนเบรกหลังซะด้วยซ้ำ (ขำๆ)

11. หน้าปัดเรือนไมล์

หน้าปัดเรือนไมล์ของ Street Bob มีดีไซน์ที่ค่อนข้างแปลก แต่ด้วยขนาดที่เล็กมันจึงกลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างแนบเนียน  ที่สำคัญผู้ขับสามารถมองเห็นเลขไมล์ความเร็วได้อย่างชัดเจน และมีข้อมูลอื่นๆ ให้เลือกดูได้โดยการกดปุ่มเลือกบริเวณแฮนด์ฝั่งซ้าย  ข้อมูลทั้งหมดถูกแสดงออกมาในระบบดิจิตอล

12. วิสัยทัศน์เปิดกว้าง

หน้าปัดเรือนไมล์ขนาดเล็กกับตำแหน่งกระจกข้างใต้แฮนด์ ช่วยให้วิสัยทัศน์ของผู้ขับเปิดกว้างและไม่มีสิ่งใดมารบกวน  การขับ Street Bob จะให้อารมณ์เหมือนกับการขับมอเตอร์ไซค์วินเทจขนานแท้ ซึ่งจะมีแค่ “คุณ” “มอเตอร์ไซค์” และ “ท้องถนน” ที่เป็นหัวใจของการขับขี่

13. ถังน้ำมันและสรีรศาสตร์

ขนาดถังน้ำมันของ Street Bob 2018 ถูกตัดทอนให้เล็กลงอยู่ที่ 3.5 แกลลอน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะสามารถครอบคลุมระยะทางได้ถึง 150 ไมล์ (ประมาณ 240 โล) แต่หากต้องขับไกลขนาดนั้นโดยไม่หยุดพักเลย การนั่งบน Street Bob จะไม่สบายสักเท่าไร  ผู้ขับที่สูงเกินกว่า 185 ควรจะหยุดพักเป็นระยะเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้า  ส่วนผู้ขับที่มีความสูงต่ำกว่านั้นจะค่อนข้างเพลิดเพลินกับสรีรศาสตร์ขนาดกระทัดรัดของตัวรถ  เวลาจอดไฟแดงเท้าทั้งสองข้างของผู้ขับจะเหยียบพื้นถนนได้อย่างเต็มเท้า เพราะเบาะนั่งของ Street Bob มีความสูงต่ำกว่า 26 นิ้ว

14. Street Bob Softail

Street Bob ในเวอร์ชัน Softail จะเปิดประสบการณ์การขับขี่ให้กับคุณมากขึ้น  เครื่องยนต์และโครงรถใหม่นับว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด  คราวนี้คุณจะไม่ได้มีรถที่ดูหล่อเพียงเวลาจอดเท่านั้น คุณจะมีรถที่สามารถเฉิดฉายบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคได้  ถึงเวลาบอกลา Street Bob Dyna คันเดิม และเปิดทางให้กับ Street Bob Softail คันใหม่ ให้ออกมาวาดลวดลายและเติมชีวิตของคุณให้เต็มกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Street Bob Review | 14 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

XTR PEPO 1992 คัสตอมกลิ่นอายยุโรป

Harley-Davidson Sportster ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่แพร่หลายในวงการฮาเลย์ และเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ขับหลายรายทั่วโลก แต่อิทธิพลที่ Sportster ได้สร้างไว้อย่างมากกลับอยู่ในแวดวงการแต่งรถคัสตอม นักแต่งรถมากฝีมือทั้งหลายต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการแต่ง Sportster ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีองค์ประกอบเรียบง่ายแต่ครบครัน เหมาะแก่การถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกและแต่งเติมให้เป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ตามใจฝันของแต่ละคน

Pepo Rosell นักแต่งรถมากประสบการณ์ชาวฝรั่งเศสได้นำ Harley-Davidson Sportster XLH883 ปี 1992 สภาพดีมาแต่งเป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ตัวมอเตอร์ไซค์มีกลิ่นอายความเป็นยุโรป 

เขาเริ่มโดยการถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก และแทนที่โช๊คหน้าเดิมด้วยโช๊คหัวกลับ Suzuki GSX-R750 1992  “เป้าหมายของผลงานชิ้นนี้คือการทำให้ Sportster มีความเป็นยุโรปมากขึ้น โดยตัวรถจะต้องมีโช๊คหน้าที่ดีเยี่ยม ระบบเบรกที่ไร้ที่ติ และน้ำหนักที่เบาลงเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น” กล่าวโดย Rosell

โช๊คหน้า Suzuki GSX-R750 ถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโช๊คทั่วไปของ Sportster และยังมีความกระชับและรองรับแรงกระแทกได้ดี แม้จะมีอายุร่วม 26 ปีก็ตาม

เมื่อส่วนของโช๊คหน้าเสร็จ Rosell ได้ลุยต่อในการเลือกใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ชุดจานเบรกจากร้าน NG Brake Disc ในเมืองบาร์เซโลนา และ Tokiko คาลิปเปอร์จาก Suzuki จบด้วยแม่ปั๊มเบรกคุณภาพจากร้าน Discacciati

สิ่งที่ทำให้ Rosell ต่างจากนักแต่งรถทั่วไปคือความกล้าในการเปลี่ยนโช๊คหลังคู่ของ Sportster ให้กลายเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนโครงรถอยู่พอสมควร โชคดีที่เขามีเพื่อนเป็นช่างเชื่อมเหล็กคอยช่วยเหลือ

การเปลี่ยนแปลงโช๊คหลังเริ่มโดยการถอดซับเฟรมกับสวิงอาร์มเดิมออกเพื่อให้มีพื้นที่ในการใส่ระบบกันสะเทือนใหม่เข้าไป โช๊คหลังแบบคัสตอมมาจากร้าน Hagon Shocks ในแถบชานเมืองลอนดอน ส่วนซับเฟรม สวิงอาร์ม และระบบรองรับโช๊คตัวใหม่นี้ Rosell ได้ประกอบขึ้นเองใหม่ทั้งหมด

หากมองจากข้อดีมากมายที่ Softail ได้รับจากการเปลี่ยนไปใช้โช๊คเดี่ยวแล้ว Sportster สุดเก๋าคันนี้ต้องมีระบบกันสะเทือนที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่า Rosell กับทีมงานคือกลุ่มคนที่มีใจรักในการแต่งรถจริง พวกเขาไม่ได้ต้องการรถคัสตอมที่ดูดีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น พวกเขาลงลึกไปถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก 883 เป็นเครื่อง 1200  แน่นอนหนึ่งในสีสันของแวดวงบิ๊กไบค์ คือการได้อวดสมรรถนะของเครื่องยนต์ระหว่างกัน แต่ตามความเป็นจริง 883 เครื่องเดิมก็ถือว่าแรงอยู่ไม่ใช่น้อย

เพื่อให้สมรรถนะตัวรถสูงขึ้นอีก Rosell ได้ใช้ลูกสูบแรงอัดสูง คาร์บูเรเตอร์ Mikuni ชิ้นใหม่ กล่อง Screaming Eagle ECU และพอร์ทไอดี ที่ทั้งหมดช่วยกันขับแรงม้าและเพิ่มแรงบิดให้กับมอเตอร์ไซค์ V-twin คันนี้ได้อย่างมาก จบด้วยท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบคัสตอมที่ส่งเสียงกระหึ่มอย่างถึงใจ ที่สำคัญการแต่งในส่วนนี้เขาใช้งบประมาณไปไม่มากอีกด้วย

XTR Pepo 1992 ยังประกอบไปด้วยแฮนด์ขนาดกว้าง ถังน้ำมันทรงยาวจาก Yamaha SR500 ที่นักขับรุ่นเก๋าบางคนอาจคุ้นตา และแฟริ่งข้างจาก Triumph Legend TT ที่ปกป้องถังน้ำมันเบรกของตัวรถอย่างสวยงาม เบาะนั่งจะเป็นแบบกระดานยาวสีครีมตัดกับแฟริ่งสีฟ้าตุ่นๆ   ส่วนท้ายรถทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถแข่ง

การนั่งบน XTR Pepo 1992 คงจะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคนที่เคยขับ Sportster มาก่อน  ต้องยอมรับว่า Pepo Rosell มีความกล้าอยู่พอสมควร เพราะการแต่งฮาเลย์ให้แหวกแนวออกไปขนาดนี้ อาจค้านสายตาของใครหลายคนได้  อย่างไรก็ตามเขาตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม

“Sportster คันนี้มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปจริงๆ ซึ่งหากจะเทียบกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่คัดค้านในผลงานคัสตอมชิ้นนี้แล้ว กลุ่มแรกต้องมีเยอะกว่าแน่นอน หากคนแต่งจะทำออกมาได้สวยขนาดนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/04/16/xtrpepo-1992-harleydavidsonsportsterxlh883-custommotorcycle/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Softail Deluxe 2018

แม้จะมีจุดเริ่มต้นย้อนไปแค่ปี 2005 Softail Deluxe คือมอเตอร์ไซค์แห่งความวินเทจขนานแท้ ในกองทัพ Harley-Davidson  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่หรูหราและหล่อเหลาอันดับต้นๆ ในกลุ่ม Softail และนี่คือ 8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Deluxe 2018 ที่มีลูกเล่นเพิ่มเข้ามาให้ตัวรถมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

1. องค์ประกอบใหม่

ทุกคนตระหนักดีว่าในปี 2018 กลุ่ม Softail ได้เปลี่ยนโฉมแบบยกเซต ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ระบบกันสะเทือนใหม่ และโครงรถใหม่ที่กระชับกว่าเดิม เป็นต้น  ซึ่งในจุดนี้ Deluxe โฉมใหม่ได้รับไปเต็มๆ

2. พระเอกคนเดิม

หากมี Softail Deluxe สักคันคุณควรจะขับไปในถนนสายสำคัญที่มีผู้คนมากมาย เพราะทุกสายตาจะเป็นอันต้องหันมามองอย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดที่มีแผงสีขาวโดดเด่น บังโคลนหน้าที่วางต่ำลงมาครอบล้อ ไฟหน้าสามดวงที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไฟ LED หรือจะเป็นผิวโครเมียมมันวาวที่ทำให้ตัวรถมีราคา ส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้ Deluxe เป็นพระเอกในงาน (เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา)

3. ความสบายสไตล์ Softail

พักเท้าขนาดโอ่อ่ากับแฮนด์บาร์ขนาดกว้างที่โค้งมาด้านหลังเล็กน้อย ทำให้ Deluxe เป็นครุยเซอร์ที่เหมาะแก่การขับชิลๆ เรียบหาดของจริง  มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสเองถึงจะอธิบายได้ ไม่ว่าจะบนถนนหลักหรือถนนหลวงก็ตาม

4. Milwaukee-Eight 107

Deluxe ตอบรับความต้องการของคุณเสมอไม่ว่าจะเป็นการขับแบบผ่อนคลาย หรือการออกตัวแบบดุดันเวลาไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว สมรรถนะที่สูงขึ้นต้องยกเครดิตให้กับเครื่อง Milwaukee-Eight 107 (จากเดิมเครื่อง High Output Twin Cam 103B) ที่มอบแรงส่งให้ผู้ขับออกตัวได้เร็วดั่งใจ แถมมีการควบคุมที่ดีขึ้นในการขับระยะทางไกล โดยรวม Deluxe เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การขับแบบผ่อนคลาย แม้มันจะมีแรงบิดสูงถึง 109 ฟุตปอนด์ก็ตาม

5. การควบคุมที่ดีขึ้น

การควบคุมของ Deluxe โฉมใหม่ถือว่าดีขึ้นอย่างมาก ผู้ขับสามารถเพลิดเพลินไปกับเส้นทางคดเคี้ยวได้ด้วยการออกแรงช่วยตามจังหวะและสถานการณ์  อย่างไรก็ตามด้วยน้ำหนักที่มากถึง 700 ปอนด์ Deluxe ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นในการพิชิตโค้งแบบโหดๆ  ส่วนยาง Dunlop D402 ที่ผู้ขับในรูปใช้สามารถช่วยเรื่อง traction control ได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

จังหวะรับการกระแทกของ Deluxe 2018 นั้นดีขึ้น แถมองศาในการเข้าโค้งยังมีมากกว่าเดิม แต่อย่ารีบร้อนพา Deluxe ไปซิ่งบนทางคดเคี้ยวนัก เพราะที่พักเท้าคุณอาจจะขูดกับพื้นถนนได้ขณะเข้าโค้งอย่างเมามัน  การเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการนำ Deluxe ไปแข่งขันทำเวลา

7. โช๊คคู่เป็นโช๊คเดี่ยว

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Deluxe 2018 คือการเปลี่ยนจากโช๊คคู่มาเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งช่วยให้การขับในเมืองเพลิดเพลินขึ้นมาก ผู้ที่เคยขับ Deluxe รุ่นก่อนจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างในส่วนนี้  ส่วนโช๊คหน้าที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ

8. เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

สรุปแล้ว Deluxe โฉมใหม่ยังมีความหล่อเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม แต่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์ การควบคุม หรือความสะดวกสบายในการขับระยะทางไกล  มันยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นมิตรและน่าเกรงขามเหมือนกับ Deluxe รุ่นก่อนๆ  เพียงแต่ Deluxe ในปี 2018 จะมอบประสบการณ์และความเพลิดเพลินระหว่างการขับที่เหนือกว่าเดิมเพียงเท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Deluxe Test | 9 Fast Facts: Reborn Deluxe

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley