ประวัติศาสตร์และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Harley-Davidson Sportster

Sportster ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1957 โดยมีเครื่องยนต์ overhead valve ขนาด 55 ลูกบาศก์นิ้ว เป็นเครื่องแรกที่ใช้ และภายในระยะเวลาไม่ถึงปี Sportster ก็กลายเป็นที่รู้จักในนาม Superbike รุ่นแรกของวงการมอเตอร์ไซค์

หากจะพูดว่า Sportster เป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์สารพัดประโยชน์และประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮาเลย์ก็คงไม่ผิด เพราะกลุ่ม Sportster ครอบคลุมมอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก ทางเรียบ ไต่เขา หรือมอเตอร์ไซค์ที่ใช้แข่ง Flat Track, Drag Racing และ Ice Racing รวมถึงประเภทที่ใช้ขับทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ขับตั้งแต่ระดับนักแข่ง ผู้ขับในเมือง ไปจนถึงระดับเริ่มต้นและกลุ่มสุภาพสตรี

การแข่งขันแบบ Fat Track Racing

ในเรื่องของการสร้างสถิติ Cal Rayborn ได้ใช้รถประเภท streamliner กับเครื่องยนต์ Sportster (สร้างขึ้นโดย Warner Riley และ George Smith) ทำความเร็วสูงสุดไว้ที่ 265.492 ไมล์ต่อชั่วโมงในปี 1970  ในปีเดียวกัน Leo Payne ได้สร้างอีกสถิติบนท้องถนนที่ความเร็ว 202.379 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์กับเครื่องยนต์ Sportster  นอกจากนี้ Tom Raiser ยังใช้มอเตอร์ไซค์โครงรถ Sportster คว้าชัยในการแข่งขัน Drag Racing และ Hill Climb  ส่วนมอเตอร์ไซค์สนามแข่งอย่าง Harley-Davidson XR750 ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่ม Sportster เช่นกัน

Sportster นับเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่มีการผลิตอย่างต่อเนื่องที่สุดในโลกนับตั้งแต่การเปิดตัว  ในปีแรกยอดผลิตของ Sportster (สัญลักษณ์โมเดล XL) มีจำนวน 1,983 คัน และจากประสิทธิภาพของเครื่อง overhead valve ที่เหนือกว่า side valve flathead KH มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ขนาดกลางใน range เดียวกันก็ถูกเปลี่ยนเป็น Sportster ทั้งหมด และในปี 1958 โมเดล KH, KHK และ KHR ได้ถูกยกเลิกไป

Harley-Davidson XL Sportster 1957

ในปี 1958 ฮาเลย์มีการเพิ่มโมเดล XLH, XLC และ XLCH เข้ามา ซึ่งมีอัตรากำลังอัดสูงกว่าโมเดลพื้นฐาน XL  รุ่น XLC จะเป็นโมเดลรถแข่ง ส่วน XLCH จะเป็นโมเดลที่เอาไว้ใช้วิ่งถนน off-road หรือที่บางคนเรียกว่าทางฝุ่น

ในปี 1959 โมเดล XLCH ได้กลายเป็น Sportster เครื่องทรงพลังแบบเต็มรูปแบบที่วิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย ส่วนโมเดล XLH จะมีการใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบ high lift เพิ่มเข้ามา

Sportster ช่วงเวลานั้นถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกของฮาเลย์ที่มีระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล และได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอย่าง Triumph Bonneville และ BSA Lightning หรือที่รู้จักในนาม British Twins

1966 XLCH Sportster

ในปี 1960 ปริมาณการผลิต Sportster ได้สูงขึ้นเกือบ 40% จากปีแรก โดยมียอดอยู่ที่ 2,765 คัน  ถัดมาในปี 1967 ยอดการผลิตได้สูงขึ้นอีกที่ 4,500 คัน ซึ่งป็นรองแค่ Electra-Glide เพียงรุ่นเดียว

ในปี 1970 Sportster กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มียอดผลิตสูงสุดของฮาเลย์ที่จำนวน 8,560 คัน ซึ่งมากกว่ารุ่น Electra-Glide ถึง 1,000 คัน  และในปีเดียวกันฮาเลย์ได้เปิดตัวโมเดล XR750 ออกมา เป็นรถแข่งที่มีโครงรถแบบ Sportster เอาไว้ใช้ในการแข่งขัน AMA’s Class C Racing

ในปี 1972 Sportster มีการอัพเกรดความจุกระบอกสูบจาก 833 เป็น 1,000 cc ทำให้กระแสนิยมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการผลิตในปี 1974 พุ่งทะยานไปถึง 23,830 คัน

โปสเตอร์โฆษณา Sportster ปี 1967

ระหว่างปี 1977 และ 1978 โมเดลที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ XLCR เป็น Sportster แนว café racer ที่ดัดแปลงมาจากรุ่นพื้นฐาน อีกรุ่นที่เพิ่มเข้ามาคือ XLT เป็น Sportster สายทัวร์ริ่งที่นำกระเป๋าข้างของ Electra-Glide มาใช้ มีชิลด์หน้าและแฮนด์สไตล์รถทัวร์ริ่ง เบาะหนานุ่ม อัตราทดเกียร์สูง และถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอนที่จุกว่า Sportster รุ่นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามสองโมเดลนี้ ได้ถูกยกเลิกผลิตไปในปี 1979  ในปีนั้นฮาเลย์ได้ยกเลิกโมเดลคันเล็กไปทั้งหมด ทำให้ Sportster กลายเป็นกลุ่มรถที่มีความจุกระบอกสูบเล็กสุดของแบรนด์ที่ 1,000 cc

XLH 883 Sportster Deluxe

ในปี 1986 ฮาเลย์ได้นำเครื่องยนต์ 883 กลับมาใช้ และเปิดตัวขนาดเครื่องยนต์ใหม่ที่ 1,100 cc โดย Sportster ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ใหม่ “Evolution” แต่ยังคงใช้ระบบเกียร์ 4 สปีดเหมือนเดิม  ในปี 1988 รุ่น 883 cc จะมีดีไซน์ให้เลือกด้วยกันสามแบบ (ปัจจุบันมีคาร์บูเรเตอร์ Keihin) ส่วนรุ่น 1,100 cc ถูกอัพให้เป็น 1,200 cc และมีการเปิดตัวเบาะนั่งแบบ low seat height Hugger ออกมา

Sportster ได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์ 5 สปีดในปี 1991 และในโมเดล 883 Deluxe พักเท้ามีการนำยางเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ส่วนระบบการขับเคลื่อนจะเป็นแบบสายพาน  ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1993 ระบบขับเคลื่อนของ Sportster จะเป็นแบบสายพานทั้งหมด

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีและระบบเครื่องยนต์ของ Sportster มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ภายใน คาลิปเปอร์เบรกหน้า เพลาข้อเหวี่ยง ลูกปืนล้อ และการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียที่ดีขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพและความแรงมากขึ้น

Sportster 1200 Forty-Eight

นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา Sportster มีพัฒนาการและดีไซน์แปลกใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ เช่นรุ่น XR 1200 ที่เปิดตัวมาในปี 2007  การพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้ Sportster เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

ในปี 2015 Sportster มีวางขายอยู่ด้วยกัน 6 โมเดลคือ XL1200T SuperLow, XL 883L SuperLow, XL 883N Iron 883, XL 1200C 1200 Custom, XL 1200X Forty-Eight และ XL 1200V Seventy-Two.

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2014/09/16/harley-davidson-sportster-history-reaching-every-niche/

รูปภาพ http://www.ashonbikes.com/harley_xr750

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/history-harley-davidson-sportster-blowing-away-big-twins-since-1957/

http://www.bikeexif.com/custom-harley-davidson-sportster-xlch

http://onlymotorbikes.com/harley-davidson/xlh-883-sportster-deluxe/harley-davidson-xlh-883-sportster-deluxe-1989-pic-165823.html

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/2018/sportster/forty-eight.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการเครื่องยนต์ Harley-Davidson

เป็นเวลานานกว่า 100 ปีที่ Harley-Davidson คิดค้นผลิตเครื่องยนต์ออกมาใช้กับโมเดลรุ่นต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เครื่องยนต์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Big Twin” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 9 รุ่น วันนี้เรามาดูกันว่า 9 รุ่นที่ว่านี้มีชื่ออะไรบ้าง แต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องยนต์ไหนคือเครื่องแรกและเครื่องล่าสุดที่ Harley-Davidson ใช้กับ

1.F-Head

F-Head คือเครื่องยนต์เครื่องแรกที่ Harley-Davidson ใช้ (ระหว่างปี 1914 ถึง 1929) เป็นเครื่องยนต์ประเภท IOE (intake/inlet over exhaust) ที่ตำแหน่งท่อไอดีจะอยู่เหนือท่อไอเสีย  เครื่องยนต์ F-Head มีแบบขนาด 61 และ 74 ลูกบาศก์นิ้ว  ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นบุกเบิกของประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮาเลย์

1915 Harley-Davidson F-Head

 

2.Flathead

เครื่องยนต์ Flathead ขนาด 45 ลูกบาศก์นิ้ว (เปิดตัวในปี 1929) มีชื่อตามลักษณะฝาครอบที่แบน ลิ้นไอดีไอเสียจะอยู่ด้านข้าง  ในปี 1930 มีเครื่อง Flathead V model ขนาด 74 ลูกบาศก์นิ้วออกมาเพื่อแข่งขันกับมอเตอร์ไซค์คู่แข่งอย่าง Indian Chief

ถัดมาในปี 1937 Flathead V model ถูกแทนที่ด้วย Flathead U Series ซึ่งจะมีขนาด 74 ลูกบาสก์นิ้ว (ในโมเดล U และ UL) และขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว (ในโมเดล UH และ ULH)  Flathead ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1941 ส่วนแบบ 74 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1948

นอกจากนี้เครื่อง Flathead ยังถูกใช้ในโมเดลประเภท Servi-Car ตั้งแต่ปี 1930 ถึง 1975 อีกด้วย

1942 Harley-Davidson Flathead

 

3.Knucklehead

Harley-Davidson Knucklehead. 1936-1947

Knucklehead ถือเป็นเครื่องยนต์ประเภท overhead valves เครื่องแรกของฮาเลย์ และได้ถูกใช้ระหว่างปี 1936 ถึง 1947 (ใช้ในโมเดล EL)  ตัวเครื่องมีระบบไหลเวียนน้ำมันหล่อลื่นที่ดีกว่าเครื่อง Flathead ส่วนชื่อ Knucklehead ที่ได้มาจะมาจากรูปลักษณ์ที่เหมือนกับกระดูกข้อต่อเวลาเรากำหมัด

รายละเอียดเครื่องยนต์ Knucklehead

เครื่อง Knucklehead 1947 บนฮาเลย์ของ Buddy Miller

 

4.Panlhead

Harley-Davidson Panhead. 1948-1965

เครื่อง Panhead ได้ชื่อมาจากลักษณะฝาครอบวาล์วที่เหมือนกับกระทะทำเค้ก  เครื่อง Panhead ขนาด 61 ลูกบาศก์นิ้วจะถูกใช้ในโมเดล EL ส่วนแบบ 71 ลูกบาศก์นิ้วจะใช้ในโมเดล FL และ FLH  เครื่อง Panhead มีวัสดุอลูมีเนียมที่ส่วนหัว และลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิคเป็น

ส่วนประกอบ ส่วนโมเดล Electra Glide 1965 ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าอีกด้วย  เครื่อง Panhead เป็นรุ่นที่มีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับผู้ขับฮาเลย์ส่วนใหญ่

Harley-Davidson Duo Glide 1959 กับเครื่อง Panhead

Harley-Davidson กับเครื่อง Panhead

 

5.Shovelhead

เครื่องยนต์ Shovelhead ถูกใช้ระหว่างปี 1966 ถึง 1984 มีขนาด 74 และ 80 ลูกบาศก์นิ้ว  เครื่อง Shovelhead ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะและพลังที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสมดุลกับรถฮาเลย์รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเดิม  สาเหตุที่ชื่อ Shovelhead ก็เพราะฝาครอบวาล์วมีลักษณะเหมือนกับพลั่ว และมีก้านกระทุ้งเปรียบเสมือนส่วนของด้ามจับ

1977 Harley-Davidson Shovelhead

 

6.Evolution

เครื่องยนต์ Evolution ถูกเปิดตัวในปี 1984 และถูกใช้จนถึงปี 1999  เครื่อง Evolution แตกต่างจาก Shovelhead ไปอย่างมากและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าในรอบด้าน  มันทำให้มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์วิ่งด้วยพละกำลังที่มากขึ้น นุ่มขึ้น แถมมีอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยเครื่อง Evolution จะมีขนาดอยู่ที่ 80 ลูกบาศก์นิ้ว

Harley-Davidson 1992 Evolution FXR

 

7.Twin Cam

เครื่อง Twin Cam ขนาด 88 ลูกบาศก์นิ้ว ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 เพื่อใช้กับฮาเลย์ปี 1999 และได้ถูกใช้จนถึงปี 2016 โดยมีหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็น Twin Cam 96, 103 หรือ 110  ชื่อของเครื่องยนต์ถูกตั้งมาจากเพลาลูกเบี้ยว 2 เพลาภายในเครื่องที่ขับเคลื่อนโดยระบบโซ่  ส่วน Twin Cam 88B จะมีระบบ counter balance โดยถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Softail โดยเฉพาะ

หากเทียบกับเครื่อง Evolution เครื่อง Twin Cam จะมีแรงบิดและแรงม้าที่สูงกว่า และมีการแก้ปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนน้ำมันที่เคยพบให้ดีขึ้น  นอกจากนี้เครื่อง Twin Cam ยังมีกำลังอัดที่สูงขึ้น พร้อมคอยล์จุดระเบิดร่วมที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องการเกิดประกายไฟที่ไม่จำเป็นออกไป

Harley-Davidson & Twin Cam

 

8.Revolution

เครื่องยนต์ Revolution เป็นผลงานจากการร่วมมือระหว่าง Harley-Davidson กับ Porsche ถูกออกแบบมาสำหรับครุยเซอร์มากพลังอย่าง V-Rod ในปี 2001  เครื่องยนต์ Revolution จะมีเพลงข้อเหวี่ยงที่ 60 องศา พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว  แต่เดิมตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 69 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ในปี 2008 ตัวเครื่องได้ถูกอัพเกรดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 76 ลูกบาศก์นิ้ว

V-Rod 2016

 

9.Milwaukee-Eight

Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่มรถที่ใช้จะมี Softail, Trike และ Touring ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบของเหลว และมีสองขนาดคือ 107 และ 114 ลูกบาศก์นิ้ว

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight จะมีเพลาข้อเหวี่ยงที่ 45 องศาเหมือนกับเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์ แต่มีแรงบิดและสมรรถนะเครื่องยนต์เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด  ตัวเครื่องยังมีระบบ counter balance ช่วยลดแรงสั่นขณะทำงานอีกด้วย

กระบอกสูบแต่ละกระบอกของเครื่อง Milwaukee-Eight จะทำงานร่วมกับหัวเทียน 2 หัว และประกอบไปด้วยวาล์ว 4 วาล์ว ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียให้ดียิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ยังมีระบบควบคุมความร้อนให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่ลดลงอีกด้วย

Harley-Davidson Milwaukee-Eight

โมเดลทัวร์ริ่งกับเครื่อง Milwaukee-Eight

เครื่องยนต์ Big Twin ต่างๆ ที่ฮาเลย์ได้คิดค้นออกมา ต่างสร้างอิทธิผลและเปลี่ยนโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกไปไม่น้อย  จากประวัติศาสตร์ที่ประสบความความสำเร็จมากมายของฮาเลย์แล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบริษัทจะผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาให้เราได้ชมกันอีก ซึ่งแน่นอนแต่ละรุ่นที่ออกมาย่อมดีกว่ารุ่มเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-engine-timeline-big-twins/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2018 ความแมนสายทัวร์ริ่ง

Harley-Davidson CVO Street Glide มีการเปลี่ยนถ่ายเครื่องยนต์ถึงสามหนในรอบสามปีที่ผ่านมา จาก Twin-Cooled Twin Cam 110 เมื่อสองปีก่อน เป็น Twin-Cooled Milwaukee-Eight 114 ปีที่แล้ว และในปีนี้เปลี่ยนเป็น Milwaukee-Eight 117 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แทนแบบของเหลว และมี oil cooler คอยรักษาอุณหภูมิน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่พอดี

การพัฒนาด้านเครื่องยนต์ทำให้ CVO Street Glide 2018 มีพลังขับเคลื่อนเกือบ 2,000 cc และสามารถทำความเร็วไปถึงรอบ 5,500 ต่อนาที (และอาจเกินกว่าลิมิตได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เนื่องจากสามารถทำความเร็วรอบได้อย่างรวดเร็ว) อย่างไรก็ตามการขับทั่วไปจะใช้ความเร็วอยู่ประมาณรอบ 3,500 ต่อนาที และตัวรถมีแรงบิด 124 ฟุตปอนด์

หม้อน้ำที่ส่วนล่างของ Street Glide คันเก่าถูกแทนที่ด้วยลำโพงของระบบ Boom! Box 6.5GT infotainment ซึ่งมีกำลังไฟ 900 วัตต์  ลำโพง Stage II ยังถูกติดตั้งในส่วนฝากระเป๋าข้างและแฟริ่งด้วย รับรองว่าคุณภาพเสียงนั้นดังและกระหึ่มอย่างถึงใจ

โครงรถเดิมที่ CVO Street Glide 2018 ใช้สามารถรับมือกับเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างดี และสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วในเมือง แม้จะมีน้ำหนักพร้อมน้ำมันเต็มถังที่ 877 ปอนด์  ในเส้นทางคดเคี้ยวผู้ขับสามารถเอนตัวเข้าโค้งได้อย่างเหลือเฟือ ส่วนทางตรงหรือถนนที่เปิดโล่ง CVO Street Glide 2018 จะขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคง มุ่งหน้าสู่จุดหมายทางไกล

ขึ้นชื่อว่ารถทัวร์ริ่ง แต่ CVO Street Glide 2018 มีระบบกันสะเทือนที่ค่อนข้างกระชับ ซึ่งหมายความว่าตัวรถสามารถเผชิญสภาพถนนขรุขระได้อย่างไร้ปัญหา ส่วนการหน่วงสปริงที่ดีช่วยให้ CVO Street Glide 2018 รักษาสมดุลขณะขับขี่ได้  ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายไปทั่วทั้งรถ รวมไปถึงส่วนล้อ Dunlop ของฮาเลย์  จริงอยู่ที่อาจจะมีทัวร์ริ่งคันอื่นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่านี้ โดยเฉพาะโมเดลที่แต่งแบบจัดเต็ม แต่ความสะดวกสบายในการนั่งบน CVO Street Glide 2018 ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงแล้ว

ในการขับ CVO Street Glide 2018 ผู้ขับอาจจะใช้เบรกหน้าน้อย (มักใช้เวลาฉุกเฉิน) ส่วนเบรกหลังแบบเท้าเหยียบจะค่อยๆ หยุดตัวรถลงแบบมีประสิทธิภาพ ตามที่ผู้ขับต้องการ  ในการลองใช้เบรกหลังแบบเต็มสตรีม ระบบ ABS ของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างราบเรียบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับโมเดลรุ่นเก่าๆ

อุปกรณ์ควบคุมของ CVO Street Glide 2018 ต้องอาศัยความแมนของผู้ขับพอตัว บริเวณแฮนด์จับมีความแข็งกระด้างเล็กน้อย ส่วนการบีบคลัทช์ก็ต้องใช้แรงอยู่พอสมควร ผู้ขับต้องใช้เวลาขับขี่สักพักกว่าจะรู้สึกชินในสองจุดนี้  ส่วนระบบ cruise control ถือว่าใช้งานได้ง่ายและตอบสนองได้อย่างฉลาด

CVO Street Glide 2018 เหมาะแก่การขับลุยเดี่ยว แต่ฮาเลย์ก็มอบเบาะหลังขนาดเล็กมาให้ด้วย ซึ่งสามารถถอดออกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ และจัดเก็บในกระเป๋าข้างได้ทั้งสองฝั่ง  ว่ากันตามตรงตัวมอเตอร์ไซค์จะดูหล่อกว่าเมื่อนำเบาะหลังออกอย่างที่เห็นในรูป ซึ่งผู้ขับได้พา CVO Street Glide 2018 คันนี้ไปวิ่งแถวย่าน West Hollywood, Malibu และเรียบแม่น้ำ Santa Clara

หากคุณเป็นคนขี้อาย เราไม่แน่นำให้คุณซื้อ CVO Street Glide 2018 เพราะมันเป็นรถที่ดึงดูดความสนใจผู้คนอย่างมาก คุณจะได้ยินคำชมมากมาย ตามด้วยคำถามต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับตัวรถ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมันมีโทนสีสุดแสบอย่าง Orange Lava กับสีดำ Black Denim และผิวโครมมันวาวอีกเล็กน้อย  CVO Street Glide 2018 ยังมีเวอร์ชันที่เรียบง่ายกว่านี้ โดยจะมีวัสดุอัลลอยสีมืดและสีเครื่องยนต์ที่เข้มกว่ารุ่นปกติ

ตัวรถของ CVO Street Glide 2018 มีการผสมผสานระหว่างความมันวาวของสีส้มกับความด้านของสีดำเดนิม ซึ่งหลายคนมองว่าส่วนที่เป็นสีดำ หากดูเผินๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับการนำสติกเกอร์มาติด และการลองเอานิ้วสัมผัสผิวรถ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับสติกเกอร์จริงๆ (แต่ไม่ใช่) ซึ่งรถที่มากพละกำลังอย่าง CVO Street Glide อาจจะต้องการภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกว่านี้สักหน่อย  อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ขับ แต่ละคนน่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน

ระบบ Boom! Box 6.5GT ใหม่มีการพัฒนาจากระบบเดิมมาก โดยจะมีชุด Boom Audio Wireless Headset ที่สามารถติดตั้งในหมวกกันน็อคผู้ขับได้ ระบบนี้จะใช้ตัวมอเตอร์ไซค์เป็นศูนย์กลางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยยังมีหน้าจออินเตอร์คอมสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้โดยสาร และการออกคำสั่งด้วยเสียง ยังไม่รวมฟังก์ชันระบบ GPS และเครื่องเสียงต่างๆ  ติดอยู่สองอย่างคือหน้าจอที่ควรจะมีความละเอียดภาพสูงกว่านี้สักหน่อย กับนาฬิกาบอกเวลาแบบอนาล็อกที่ควรจะมีเพื่อความคลาสสิกของแผงหน้าจอควบคุม

องค์ประกอบทุกอย่างของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าน่าประทับใจ  พละกำลังเครื่องยนต์  การควบคุม และระบบกันสะเทือนทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติ  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับได้ทั้งในเมืองและบนถนนเปิดโล่ง ที่สำคัญตัวรถมีการออกแบบอย่างงดงามในแบบฉบับ CVO และมีออร่าเสียงทรงพลังส่งตรงจากเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Street Glide อยู่แล้ว CVO Street Glide 2018 จะทำให้คุณหลงใหลมอเตอร์ไซค์คันนี้มากขึ้นกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson CVO Street Glide Review | 12 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Breakout 2017 ถนนในเมืองที่เป็นของคุณ

หากให้นึกถึงโมเดลของฮาเลย์ในแง่ความสารพัดประโยชน์แล้ว Softail Breakout 2017 ไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อนั้น แต่จริงๆ แล้วตัวมอเตอร์ไซค์มีความโดดเด่นในเรื่องสองเรื่องพร้อมๆ กัน นั่นคือ การทำความเร็วในเส้นทางตรง และออร่าความหล่อที่ประกายออกมาขณะทำความเร็วอยู่บนเส้นทางนั้น

ต้องขอบคุณระยะฐานล้อขนาด 67 นิ้ว มุม rake 35 องศา (เพิ่มมา 2 องศาด้วยการจัดวางแผงคอ) และยาง Dunlop 240 mm ของล้อหลัง ที่ช่วยให้ Softail Breakout 2017 มีองค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับการทำความเร็วในทางตรง

ส่วนเรื่องการควบคุมถือว่าเบสิคตรงไปตรงมา ไม่ได้มีเทคโนโลยีวิลิศมาหราอะไร  ผู้ขับสามารถเอนตัวระหว่างเข้าโค้งได้   23.4 องศาทั้งสองข้าง ก่อนที่ตุ้มปลายพักเท้าจะแตะกับพื้นถนน

ยางหลังขอบ 18 นิ้ว ช่วยรักษาสมดุลให้ Breakout วิ่งอย่างมั่นคงและทำความเร็วในเส้นทางตรง ส่วนยาง Dunlop ล้อหน้าจะมีขอบ 21 นิ้ว และหน้ายางค่อนข้างกว้างที่ 130 mm  ทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ Breakout ยึดเกาะถนนได้อย่างดี รวมถึงตอนเข้าโค้ง

เราไม่ได้หมายความว่า Softail Breakout 2017 จะเหมาะกับการวิ่งทางตรงอย่างเดียว  ผู้ขับสามารถขยับรถไปมาในที่แคบๆ อย่างที่จอดรถหรือพื้นที่ในเมืองได้ แม้อาจจะไม่คล่องตัวมากนัก  ในเส้นทางคดเคี้ยว เช่นการขึ้นเขาลงเขา แนะนำให้ขับอย่างค่อยเป็นค่อยไป คุณไม่จำเป็นต้องรีบแสดงแสนยานุภาพของตัวรถออกมามากนัก และเตรียมรับมือหากตุ้มปลายพักเท้าเกิดสัมผัสพื้นถนนในบางครั้ง

แม้ Softail Breakout 2017 จะสามารถนำไปขับในย่านชนบทที่ถนนไม่สู้ดีนักได้ ผู้ขับส่วนใหญ่จะเลือกขับ Breakout ใกล้บ้านที่สภาพถนนถูกพัฒนาแล้วมากกว่า  ลักษณะการนั่งแบบหลังตั้งตรง พร้อมแขนขยายกว้างออกไปจับแฮนด์ ทำให้ Breakout ไม่เหมาะกับการขับบนทางหลวงอีกด้วย เพราะที่ความเร็วสูงๆ ตัวคนขับจะต้านกระแสลมเหมือนกับว่าว  แต่ถ้าความเร็วน้อยลงมาหน่อย การขับบนถนนดังกล่าวก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินได้เช่นกัน

การขับ Breakout ในเมืองจะทำให้คุณลืมปัญหาบนทางหลวงทั้งหมดไป  High Output Twin Cam 103B คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และพร้อมท้าดวลกับเครื่องอื่นๆ เวลาหยุดรอไฟแดง  บิดคันเร่งไปที่รอบต่างๆ เพื่อเตรียมออกตัวด้วยความเร็ว  การเร่งเครื่องไปที่แรงบิด 100 ฟุตปอนด์ จะทำได้ที่รอบ 3,000  เปลี่ยนเกียร์ให้ไวและพุ่งออกไป ทิ้งรถทั้งหลายไว้ข้างหลังให้ลับตา

ภาพลักษณ์ที่หล่อและเท่ของ Softail Breakout 2017 เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มันควรวิ่งแล่นในเมือง  ไม่ว่าจะขณะหยุดรอไฟแดง จอดเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรืองานรวมพลกลุ่มนักขับทั้งหลาย สายตามากมายและความสนใจย่อมพุ่งตรงมาที่ Breakout ของคุณ  มันเป็นรถที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหลโดยไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเป็นการขี่ในตัวเมืองหรือชานเมือง Breakout 2017 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับสะดวก  พักเท้าแบบ forward กับแฮนด์ระยะกว้าง อาจทำให้ตัวรถดูไม่สมส่วนอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตามแฮนด์ที่ว่าถูกจัดวางในตำแหน่งที่ไม่ต้องเอื้อมไปไกลเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง  พักเท้าก็อยู่ในตำแหน่งที่เหยียดขาไปวางได้พอเหมาะ ส่วนกรองอากาศก็ไม่ได้รบกวนตำแหน่งเข่าของผู้ขับแต่อย่างใด  มั่นใจได้ว่ากระดูกสันหลังคุณจะไม่บิดงอเหมือนกับโครงสร้าง DNA หลังลงจาก Breakout 2017 คันนี้

ระบบกันสะเทือนของ Breakout 2017 จะมีความกระชับค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ได้เน้นการเข้าโค้งบ่อยๆ และเป็นแบบปรับไม่ได้ ซึ่งความรู้สึกโดยรวมจะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่มากเกินไป  Breakout 2017 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ใช้ยางรองแท่นเครื่องอีกด้วย เนื่องจากเครื่อง 103B นั้นมีแรงสั่นในระดับที่พอดีอยู่แล้ว

องศาการเหยียบเบรกเท้าเป็นปัจจัยหลักให้ระบบเบรกของ Breakout 2017 นั้นมีคุณภาพ  จานเบรกขนาด 292mm บนล้อหลัง 240 mm ช่วยสนับสนุนการหยุดให้กับจานเบรก 300 mm ที่ล้อหน้าได้อย่างดี  ระบบกันล้อล็อก ABS เปิดโอกาสให้คุณขับ Breakout อย่างดุดันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี กำลังอัดของเครื่อง High Output Twin Cam 103B จะทำหน้าที่ชะลอความเร็วของรถลงซะเป็นส่วนใหญ่

Softail Breakout 2017 คือมอเตอร์ไซค์ที่สง่างาม และเป็นรถที่โดดเด่นกว่าใครบนท้องถนนในเมือง  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่คุณจะหลงใหลและเพลิดเพลินกับการเร่งเครื่องทำความเร็ว พร้อมสายตามากมายที่หันมาให้ความสนใจ  มันคือความสุขเล็กๆ ในชีวิต ที่เรียบง่ายแต่มีอิทธิพล

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2017 Harley-Davidson Softail Breakout Review | Go Straight, Young Man

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley