CVO Street Glide 2019 นิยามของความเป็นทัวร์ริ่ง

ไม่น่าเชื่อว่าโมเดลไอคอนของฮาเลย์อย่าง Street Glide จะอยู่ในแวดวงมาแค่ 12 ปี ในปี 2006 ผู้ออกแบบมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ในตำนานอย่าง Willie G. Davidson ได้เริ่มวาดน้ำหมึกลงบนแผ่นผ้าใบ และสุดท้ายได้ถือกำเนิด Street Glide หนึ่งในโมเดลที่ทำยอดขายให้กับฮาเลย์ได้มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ณ ปัจจุบัน

มาจนถึงวันนี้ CVO Street Glide 2019 รุ่นล่าสุด ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 117 ซึ่งมีแรงบิด 125 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ซึ่งแม้จะมีความจุกระบอกสูบอยู่มาก เครื่องดังกล่าวถือว่าตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดี ทั้งที่รอบความเร็วสูงและรอบความเร็วต่ำ  ความสนุกในการขับ CVO Street Glide อยู่ที่การได้เปิดคันเร่งและสัมผัสกับความเร็วในเกียร์ต่าง ๆ ทั้ง 6 เกียร์  และไม่ว่าผู้ขับจะอยู่เกียร์ไหน เสียงดังกระหึ่มสไตล์ฮาเลย์จะเป็นเพื่อนคุณยามเดินทางไปทุกหนแห่ง ในที่แคบอย่างลานจอดรถ ผู้ขับสามารถจัดกระบวนท่าของตัวรถได้โดยใช้คลัตช์ช่วย

นอกจากเรื่องความจุกระบอกสูบที่มากกว่าเครื่อง Milwaukee-Eight 114 แล้ว วิศวกรของฮาเลย์ยังเลือกใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบประสิทธิภาพสูง (high-performance camshaft) และวาล์วไอดีที่เปิดรับลมเข้ามาปริมาณมาก (high-airflow intake)  พวกเขายังเพิ่มอัตรากำลังอัดไปที่ 10.2:1 อีกด้วย  ปัจจัยทั้งหมดนี้ช่วยขับแรงบิดของ CVO Street Glide 2019 ให้เพิ่มขึ้นถึง 12 ฟุตปอนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับจะรู้สึกได้เวลาขับ เครื่อง Milwaukee-Eight 117 มีจุดเด่นที่แถบสีแดง Blaze Red บริเวณตัวเครื่อง

ด้วยน้ำหนักถึง 877 ปอนด์ CVO Street Glide 2019 ดูเหมือนจะไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่ว แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถพิชิตเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างราบรื่นและเกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ โดยต้องขอบคุณระยะฐานล้อ 64 นิ้ว กับมุม rake ที่กว้างขวาง  การบังคับตัวรถไปในทิศทางที่ต้องการจะอาศัยแรงของผู้ขับเล็กน้อย  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่าย ซึ่งแม้แต่ผู้ขับมือใหม่ กลุ่มสุภาพสตรี หรือผู้ขับที่เพิ่งมี Harley-Davidson เป็นของตัวเองคันแรก ก็สามารถขับได้

ระบบกันสะเทือนของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าค่อนข้างไฮโซ  โช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve 49mm ดูดซับแรงกระแทกเกือบทุกชนิด ส่วนโช๊คหลังคู่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้  โดยรวมระบบกันสะเทือนถือว่าทำหน้าที่ได้ดี แม้แรงกระแทกจากถนนขรุขระจะส่งมาถึงผู้ขับได้บ้างก็ตาม  ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ตัวรถมีอาการสะบัดเล็กน้อยเมื่อเอนตัวจนสุดแก้มยาง แต่ด้วยการแตะเบรกหลังเพียงเบาๆ ตัวรถก็สามารถกลับคืนสู่สมดุลเหมือนเดิม

เบาะนั่งของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าไม่สูงมาก อยู่ที่ 27.4 นิ้ว แฮนด์แบบ Riser จะจัดให้ท่านั่งคนขับอยู่ในตำแหน่ง neutral ส่วนพักเท้าก็กว้างเหลือเฟือ ให้ขยับเท้าคลายเมื่อยได้เวลาขับทางไกล  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถือว่ามีขนาดแคบกว่าเครื่อง Twin Cam จึงทำให้ Street Glide มีสัดส่วนที่แคบลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดีมันยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามสไตล์รถทัวร์ริ่งของฮาเลย์  ผู้ขับส่วนใหญ่จะขาแตะพื้นได้อย่างสบาย โดยเฉพาะคนที่สูง 175 ขึ้นไป

ระบบเบรกประกอบด้วยคาลิปเปอร์คู่ 4 พอต บนจานเบรกคู่ 300mm ที่ล้อหน้า ส่วนล้อหลังมีจานเบรกเดี่ยว 300mm การบีบคันเบรกให้ความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไปและกระชับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของรถไซส์ใหญ่แบบนี้  เบรกเท้าสำหรับล้อหลังถือว่ามีประสิทธิภาพ แต่องศาในการเหยียบอาจจะชันไปสักนิด และแน่นอนรถทัวร์ริ่งของฮาเลย์ทุกคันจะมีระบบเบรกร่วมและ ABS แบบปรับไม่ได้

ผู้ขับสามารถพกสัมภาระเสื้อผ้าไปได้อย่างมากสำหรับการเดินทางไกลแบบข้ามจังหวัด เนื่องจาก CVO Street Glide 2019 มีความจุกระเป๋าข้างมากถึง 68 ลิตร และมีดีไซน์การเปิดที่ง่ายด้วยการแตะนิ้วเพียงครั้งเดียว  กระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยอีกด้วย

ระบบ Boom! Box GTS infotainment ในปีนี้มีการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยกับโลก social ปัจจุบันมากขึ้น โดยจะเป็นจอ touchscreen ให้เราลากนิ้ว ขยับขยาย เหมือนที่เราเล่นในโทรศัพท์ smartphone และแม้ผู้ขับจะใส่ถุงมือก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นหน้าจอวัสดุพิเศษจาก Gorilla Glass  ระบบ Boom! Box GTS infotainment นี้ถือว่ามีการประมวลผลเร็วกว่าเวอร์ชันก่อน และใช้เวลาเปิดใช้งานเพียง 10 วินาที

ทั้งนี้ผู้ขับจะสามารถเลือกควบคุมจากหน้าจอโดยตรง หรือใช้ปุ่มต่าง ๆ บริเวณแฮนด์ก็ได้  แฟริ่งของตัวรถที่ยึดติดกับกระบอกโช๊คหน้า ช่วยจัดให้หน้าจอ Boom! Box GTS infotainment อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมถึงได้ ซึ่งสะดวกกว่าเมื่อเทียบกับหน้าจอที่ต้องเอื้อมไปไกลกว่า ในทัวร์ริ่งอีกรุ่นอย่าง Road Glide

ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ smartphone กับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ เพื่อใช้งานฟังก์ชันการคุยโทรศัพท์ แชทตอบข้อความ ดูแผนที่ (สามารถวางแผนเส้นทางบนมือถือ และส่งเข้าระบบในตัวรถได้) เล่นเพลงบนมือถือ และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกหนึ่งการอัพเดทที่ดีงามสำหรับระบบนี้คือมีระบบคอยบอกปริมาตรลมยาง ซึ่งถือว่าสะดวกอย่างมาก

ส่วนระบบเสียง CVO Street Glide 2019 มีลำโพง 6 เครื่อง ซึ่งอยู่บริเวณฝากระเป๋าข้าง 1 คู่ กันล้ม 1 คู่ และแถวหน้าจออีก 1 คู่  มากไปกว่านั้นยังมีแอมป์ขยายเสียง 3 เครื่อง ช่วยมอบประสบการณ์การรับฟังเสียง surround แบบเหนือระดับ แม้กระทั่งขณะขับอยู่บนทางหลวงที่เสียงดัง

ต้องถือว่านักออกแบบโมเดล CVO ทั้งหลายของฮาเลย์ ทำผลงานออกมาได้อย่างสง่างาม  สีที่เลือกใช้ใน CVO Street Glide 2019 (มีให้เลือกด้วยกันสามสี) ถือว่าแจ่มจรัสและเป็นงานละเอียดไม่แพ้มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไหนทั้งนั้น  หนึ่งสิ่งที่ฮาเลย์ทำได้ดี คือการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ออกมา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน ขณะขับอยู่บน CVO Street Glide 2019 คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งข้อมูล https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/06/2019-harley-davidson-cvo-street-glide-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson ในยุค AMF ERA

ในปี 1969 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น เทศกาลดนตรี Woodstock ที่เมือง New York  การขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ครั้งแรกโดยชาวอเมริกัน และการเข้ายึดกิจการมอเตอร์ไซค์ชื่อดังอย่าง Harley-Davidson โดย บริษัท American Machine and Foundry หรือ AMF

ในปี 1969 สถานภาพทางการเงินที่ย่ำแย่ของ Harley-Davidson ส่งผลให้บริษัทต้องยอมขายกิจการให้กับ บริษัท American Machine and Foundry หรือ AMF ซึ่งเดิมทีทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์โบว์ลิ่งเป็นหลัก  บริษัท AMF ได้เข้ามาดำเนินกิจการ Harley-Davidson เป็นระยะเวลาประมาณ 12 ปี โดยระหว่างช่วงเวลานี้ ก็มีทั้งกลุ่มแฟนฮาเลย์ที่ชื่นชอบ และกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ กับการให้บริษัทโบว์ลิ่งเข้ามาดูแลกิจการมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกอย่าง Harley-Davidson

AMF เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในธุรกิจโบว์ลิ่ง และอุปกรณ์สันทนาการต่าง ๆ

ในช่วงที่ฮาเลย์อยู่ภายใต้การบริหารของ AMF ก็มีผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สัญชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน หรือ อิตาลี ที่ได้รับความนิยมในตลาดเช่นกัน  บริษัทเหล่านี้ได้หันมาผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมทีที่ผลิตแต่มอเตอร์ไซค์ไซส์เล็กเพียงอย่างเดียว

โมเดลที่เป็นคู่แข่งฮาเลย์ตัวยงในช่วงนั้นจะมี Honda 750, Yamaha 650, Triumph 650 และ Kawasaki Mach III  โดยเฉพาะ Honda 750 ที่ผู้คนมักนิยมนำไปแต่งเป็นมอเตอร์ไซค์แนว Chopper

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แน่นอนย่อมมีกลุ่มลูกค้าฮาเลย์ ที่เริ่มไม่พอใจหรือเป็นห่วงในเรื่องทักษะของช่าง และเสถียรภาพของตัวรถ ภายใต้การบริหารของ AMF โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มองว่า Harley-Davidson หลังจากที่ AMF เข้ามาบริหาร นั้นมีคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ด้อยลง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โปสเตอร์โฆษณาในอดีตของโมเดล Aermacchi 350 / Harley-Davidson

อย่างไรก็ดี AMF ได้ดำเนินกิจการสานต่อการผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็กของ Harley-Davidson อย่าง Aermacchi ซึ่งเดิมทีถูกผลิตโดยบริษัทสัญชาติอิตาลี แต่ถูกออกแบบใหม่และรีแบรนด์ให้เป็นของฮาเลย์  โมเดล Aermacchi ถูกผลิตจนถึงปี 1978 ก่อนที่ AMF จะขายสินค้าให้กับผู้ผลิตสัญชาติอิตาลีอย่าง Cagiva

ในยุค AMF มอเตอร์ไซค์โมเดล 65 cc M-65, 100 cc Baja และ 125 cc Rapido ของฮาเลย์ ได้ถูกผลิตจนถึงปี 1972 ส่วนโมเดล 250 cc Sprint ที่มีการผลิตอยู่ตลอดในช่วงปี 60 ได้ถูกเปิดตัวใหม่เป็นโมเดล 350 cc SX-350 ในปี 1971

โฆษณารถกอล์ฟ Harley-Davidson

นอกจากนี้ บริษัท AMF ยังสานต่อผลิตรถกอล์ฟสามล้อและสี่ล้อของ Harley-Davidson ตลอดช่วงเวลาที่เข้ามาบริหารอีกด้วย

Harley-Davidson’s 1200cc Super Glide FX.

ในปี 1971 Harley-Davidson (ภายใต้การบริหารของ AMF) มีการเปิดตัว FX 1200 Super Glide ที่เป็นมอเตอร์ไซค์ คัสตอม ครุยเซอร์ คันแรกออกมา โดยจะเป็นมอเตอร์ไซค์ไฮบริดในกลุ่ม Sportster ที่ใช้เครื่องยนต์ Big Twin  ซึ่งโมเดล Super Glide คันนี้และรุ่นหลังๆ ได้รับกระแสนิยมอย่างมาก แม้ยอดขายในช่วงแรกๆ จะติดขัดบ้างเล็กน้อย

ใช่แล้วครับ Harley-Davidson ในยุค AMF ยังมีรถสำหรับวิ่งบนหิมะอีกด้วย

ระหว่างปี 1971 ถึง 1975 Harley-Davidson มีการผลิตรถสำหรับวิ่งบนหิมะออกมา และมีการเปิดโรงงานผลิตใหม่ในเมือง York รัฐ Pennsylvania ในปี 1973 ถือเป็นก้าวสำคัญในยุค AMF

ในการฉลองครบรอบ 200 ปีของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1976 Harley-Davidson ในยุค AMF ยังมีการผลิตโมเดลรุ่น Bicentennial Liberty Edition ออกมาด้วย ซึ่งจะมีสติกเกอร์ที่ระลึกติดบนตัวรถเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยดีไซน์ของตัวรถเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าและนักรีวิวมอเตอร์ไซค์มากมาย

Harley-Davidson Confederate Edition เป็นโมเดลที่ถูกผลิตออกมาเพียง 650 คันเท่านั้น

ในปี 1977 หลังจากการฉลองครบรอบ 200 ปีของประเทศสหรัฐอเมริกา Harley-Davidson มีการผลิตรุ่น Confederate Edition ออกมา ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เป็นประเด็นอย่างมาก และมีการผลิตออกมาน้อยที่สุด  ฮาเลย์ Confederate Edition จะมีทั้งในกลุ่ม Sportster, Electra Glide และ Super Glide โดยบอดี้จะเป็นสีเงิน และมีตราสัญลักษณ์ธงสมาพันธรัฐ เป็นจุดเด่น  ซึ่งธงสมาพันธรัฐนี้เองที่ทำให้รุ่น Confederate Edition เป็นประเด็น เนื่องจากมีความหมายในเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ และสงครามกลางเมือง  เหตุนี้ทำให้ฮาเลย์ Confederate Edition ถูกผลิตออกมาเพียง 650 คัน และต้องยุติการผลิตลงในปีนั้น

Harley-Davidson XLCR-1000 1977

ในปี 1977 Harley-Davidson ภายใต้การบริหารของ AMF มีการเปิดตัวโมเดล XLCR ออกมา ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ประเภท Café Racer เครื่อง 1000 cc  ถือเป็นโมเดลยอดนิยมสำหรับนักสะสมในยุคปัจจุบัน แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปีเปิดตัว XLCR ได้รับกระแสนิยมที่ไม่ดีเท่าไร และได้ถูกยกเลิกผลิตไปในระยะเวลาเพียงสองปีหลังจากนั้น

Evel Knievel ล้มกระแทกพื้นอย่างแรง หลังขับ XR750 ด้วยความเร็ว 90 ไมล์ต่อขั่วโมง ข้ามรถบัสจำนวน 13 คัน ที่สนามเวมบลีย์ ในปี 1975

อีกโมเดลหนึ่งของฮาเลย์ในยุค AMF คือ XR750 มอเตอร์ไซค์สายวิบาก ที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดระหว่างปี 1972 และปี 1980  สตั้นแมนอย่าง Evel Knievel ได้ใช้มอเตอร์ไซค์โมเดลนี้ในการแสดงผาดโผน ตลอดช่วงปี 70 และหลังจากปี 1980 โมเดลนี้ก็ถูกยกเลิกการผลิตไป เหลือแต่ตัวเครื่องยนต์ที่ยังมีจำหน่ายอยู่ในตลาดเท่านั้น

Harley-Davidson’s FXB Sturgis ในปี 1980

โมเดลอื่นๆ ที่โด่งดังในยุค AMF ประกอบไปด้วย FXL Low Rider ในปี 1977, Fat Bob ในปี 1979 และ FXB Sturgis เครื่อง 80 ลูกบาศก์นิ้ว ในปี 1980

ยุคของ AMF ได้จบลงในปี 1981 เมื่อ Willie G. Davidson หลานชายของ William A. Davidson ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson และกลุ่มนักลงทุนได้ซื้อบริษัทกลับมาจาก AMF

ห้องประชุมที่ Willie G. Davidson ได้เจรจากับ AMF เพื่อซื้อ Harley-Davidson กลับมา

การปลดอิสรภาพตัวเองจาก AMF ทำให้ Harley-Davidson เหมือนกับได้เกิดใหม่ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับแบรนด์ ให้พร้อมเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์และคุณภาพที่ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ดี หนึ่งในมรดกที่ AMF ได้ทิ้งไว้ก็คือดีไซน์บนถังน้ำมัน ที่จะมีลายเส้น 3-4 สี วิ่งผ่านโลโก้สี่เหลี่ยมผืนผ้า บนพื้นสีเข้ม อย่างที่เห็นในภาพด้านล่าง

ปัจจุบัน ถังน้ำมันฮาเลย์ยุค AMF ถือเป็นของสะสมที่หลายคนเสาะหาจะครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนฮาเลย์ หรือในวงการนักแต่งรถทั่วไป และยังมีชิ้นส่วน อุปกรณ์ และของสะสมยุค AMF อีกมากมายให้ค้นหาในตลาดทุกวันนี้  ส่วนบริษัท AMF ณ ปัจจุบันได้กลับไปโฟกัสกับธุรกิจโบว์ลิ่งเช่นเดิม โดยได้เปิดศูนย์โบว์ลิ่งมากกว่า 240 สาขาในอเมริกาเป็นที่เรียบร้อย

โฆษณา Harley-Davidson SS-350 และ SX-350 ในอดีต

Harley-Davidson ในช่วงเวลาภายใต้การบริหารของ AMF ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนกับเรื่องทั่วไปในชีวิตคนเรา จริงอยู่ที่หลายคนมองว่าคุณภาพและภาพลักษณ์ของฮาเลย์ในช่วงนั้นได้ถดถอยลง แต่ก็มีกลุ่มผู้ขับจำนวนไม่น้อย ที่เคยเป็นเจ้าของหรือยังขับโมเดลในยุค AMF อยู่ มีความสุขและพอใจกับตัวรถมอเตอร์ไซค์อย่างมาก ไม่ว่า Harley-Davidson ในทุกวันนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไร สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจคือ “ฮาเลย์ในยุค AMF ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่น่าจดจำ”

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-amf-years/#sthash.xEWAoZIr.dpbs

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

12 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ FAT BOB 2018

ในปี 2018 Harley-Davidson กลุ่ม Dyna ได้ถูกโอนถ่ายกลายเป็น Softail โฉมใหม่เกือบทั้งหมด หนึ่งในนั้นคือ Fat Bob มอเตอร์ไซค์สายดุดันพร้อมลุย ที่คราวนี้มีเครื่อง Milwaukee-Eight เป็นหัวใจใหม่คอยขับเคลื่อน เรามาดูกันว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Fat Bob 2018 คันนี้มีอะไรบ้าง

1.กำลังเครื่องยนต์

Fat Bob 2018 ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 ซึ่งตามชื่อมีแรงบิดอยู่ที่ 107 ฟุตปอนด์อที่ความเร็วรอบ 3,500 ต่อนาที  ผู้ขับสามารถควบคุมพละกำลังของเครื่องยนต์ Fat Bob ได้อย่างสบายในรอบการเร่งเครื่องต่างๆ  คันเร่งที่ตอบสนองเป็นอย่างดีและระบบจ่ายน้ำมันที่ไร้ที่ติ ช่วยให้การขับ Fat Bob ในเมืองหรือบนเส้นทางที่คดเคี้ยวเป็นเรื่องง่าย  นวัตกรรม Dual Counterbalancing ช่วยให้ประสบการณ์การขับราบเรียบขึ้น  ถ้าหากเครื่อง 1746cc ยังไม่หนำใจ ผู้ขับก็สามารถเลือก Fat Bob ในเวอร์ชัน Milwaukee-Eight 114 ได้อีก

2.ท่อไอเสียที่ไม่เหมือนใคร

ท่อไอเสียลักษณะ 2-1-2 สามารถดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างดี และแผงกันความร้อนของจริงจะแสดงเฉดสีทองมากกว่าในรูปเล็กน้อย  ปลายท่อที่ค่อนข้างหนาและอ้วนจะขึ้นอยู่กับรสนิยมรายบุคคลว่าจะชอบหรือไม่  อย่างไรก็ตามอะไหล่มากมายในตลาดยังมีให้ผู้ขับเลือกสรรเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก รวมไปถึงการดัดแปลงในส่วนของเครื่องยนต์

3.หน้าตาดุดันขึ้น

ทีมออกแบบของฮาเลย์ตระหนักดีว่าควรรักษาภาพลักษณ์เดิมของมอเตอร์ไซค์แต่ละรุ่นไว้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่รายละเอียดที่ทันสมัยเพิ่มเข้าไปในรุ่นใหม่ๆ ที่เปิดตัวออกมา  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ Fat Bob 2018 ดูดุดันมากขึ้น แถมยังมีไฟหน้า LED หกเหลี่ยมสุดเฉียบ ซึ่งหลายคนที่เห็นครั้งแรกอาจยังไม่คุ้นตา แต่เมื่อได้เห็นตัวรถบ่อยๆ ไฟหน้าของ Fat Bob ก็ดูเฉียบจริงๆ

4.เบาะนั่งสุดสบาย

ที่ความสูงต่ำกว่า 28 นิ้วจากพื้น เบาะนั่งของ Fat Bob 2018 ถือว่าเป็นหนึ่งในเบาะที่นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม Softail  ผู้ขับสามารถจัดท่าทางและร่างกายระหว่างขับขี่ และใช้ส่วนถังน้ำมันเป็นแนวยึดขาเวลาเข้าโค้งได้  ผู้ขับยังสามารถใช้ประโยชน์จากแฮนด์ลักษณะกว้างในการเข้าโค้งแบบ counter steering ได้อีกด้วย  โดยรวม Fat Bob 2018 มีลักษณะการนั่งแบบ neutral เหมาะสำหรับผู้ขับทั้งร่างเล็กและร่างใหญ่

5.ความรู้สึกในการขับจริง

แม้องศาการเอนตัวระหว่างเข้าโค้งในสเปคชีทของ Fat Bob 2018 จะเป็นเพียงตัวเลขเดียวเท่านั้น การนำ Fat Bob 2018 ออกไปขับจริงๆ กลับให้ความรู้สึกต่างออกไป  Fat Bob จะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้ดีหากมีทิศทางกำหนดไว้ ซึ่งผู้ขับจะเร่งทำความเร็ว หรือผ่อนขับกินลมชมวิว ก็แล้วแต่สถานการณ์

6.เข้าโค้งอย่างคล่องแคล่ว

มุม rake 28 องศาที่ดุดัน กับระยะฐานล้อ 63.6 นิ้วที่กระชับ ช่วยให้ผู้ขับเข้าโค้งได้อย่างถนัดตัว  ระหว่างการเข้าโค้ง ตัวรถไม่แสดงอาการสั่นคลอนแม้แต่น้อย อย่างที่เคยพบใน Dyna รุ่นก่อนๆ  ยาง Dunlop ของ Harley (มีลายคล้ายๆ ยางแบบ ADV) มีส่วนช่วยอย่างมากให้ Fat Bob เคลื่อนตัวไปอย่างมั่นคงในระยะความเร็วต่างๆ

7.พักเท้าไม่ช่วยเรื่องการเข้าโค้ง

ตำแหน่งของพักเท้าจัดว่าอยู่กึ่งกลางระหว่าง mid control และ forward control และผู้ขับจะไม่สามารถถ่ายน้ำหนักไปที่พักเท้าได้อย่างที่ขาสปอร์ตชอบทำ  ตำแหน่งพักเท้าของ Fat Bob 2018 จะมีประโยชน์สำหรับการสัญจรไปมาหรือการเดินทางไกล  โดยเฉพาะที่ความเร็วต่ำ Fat Bob 2018 คือมอเตอร์ไซค์ที่เป็นมิตรสำหรับผู้ขับอย่างมาก

8.โครงรถ Softail ยุคใหม่

ตัวแทนของ Harley-Davidson กล่าวไว้ว่าโครงรถ Softail โฉมใหม่มีค่าความแข็งเกร็งต่อแรงบิดดีกว่า Softail รุ่นก่อน 34% และมากถึง 62% เมื่อเทียบกับกลุ่ม Dyna  หลายคนอาจสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลทางการตลาดหรือเปล่า ต้องตอบเลยว่าข้อมูลดังกล่าวตรงกับความเป็นจริง และมอบสมรรถนะการขับขี่ตามที่ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้อง

9.ระบบกันสะเทือน

โช๊คหน้า Showa 43mm. และโช๊คหลังเดี่ยวของ Fat Bob 2018 เหมาะสำหรับการขับขี่แบบสบายๆ แต่ก็สามารถรับมืออุปสรรคบนเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างสนุก การหน่วงสปริง (damping) ที่ดีขึ้น ช่วยให้ Fat Bob เผชิญพื้นผิวขรุขระได้ง่าย โดยแรงกระแทกจะส่งผ่านถึงตัวคนขับเพียงเล็กน้อย และตัวรถจะกลับคืนสู่สมดุลอย่างรวดเร็วหลังจากแรงกระเทกนั้นๆ

10.ข้อดีของโช๊คหัวกลับ

แม้ระบบกันสะเทือนของ Fat Bob 2018 จะถือว่าดีเยี่ยมแล้ว ผู้ขับยังสามารถปรับจูนให้สะดวกสบายขึ้นได้อีก โดยไม่จำเป็นต้องซื้อแผงคอเพิ่ม เพราะโช๊คหน้าแบบหัวกลับมีความมั่นคงที่เหนือกว่าโช๊คแบบทั่วไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการเปลี่ยนโช๊คยังสามารถทำได้โดยใช้วิธี drop-in ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

11.ระบบเบรก

Fat Bob 2018 มีจานเบรกคู่กับคาลิปเปอร์ 4 พอต ที่ล้อหน้า การเบรกให้ความรู้สึกและการควบคุมดีเยี่ยม ทั้งเบรกมือและเบรกเท้า  ส่วนการหยุดรถถือว่าทำได้เหนือกว่า Softail รุ่นก่อนและตระกูล Dyna ซึ่งเป็นผลมาจากอุปกรณ์เบรก โครงรถ และวัสดุยางชุดใหม่ที่ฮาเลย์นำมาใช้  Fat Bob 2018 คือมอเตอร์ไซค์ที่ท้าทายให้คุณทดสอบความแรง เพราะผู้ขับสามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงทีเมื่อต้องการ

12.ดุดันสุดหลัง Dyna Low Rider S

Fat Bob 2018 ถือเป็นโมเดลที่มีความดุดันมากที่สุด นับตั้งแต่การเปิดตัวของ Dyna Low Rider S และต้องยอมรับว่า Fat Bob 2018 เหนือกว่า Low Rider S และ Dyna รุ่นอื่นๆ ในทุกประการ  ด้วยโครงรถใหม่ เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight และระบบกันสะเทือนที่ตอบสนองผู้ขับ Fat Bob 2018 เหมาะแก่การนำไปแต่งคัสตอมอย่างยิ่ง เพราะต้องยอบรับว่า หนึ่งในความสุขของการมี Harley-Davidson ไว้สักคัน ก็คืออิสรภาพในการได้แต่งรถให้ออกมาในแบบที่ต้องการ และสะท้อนความเป็นตัวคุณออกมาได้ดีที่สุด

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2017/08/31/2018-harley-davidson-fat-bob-review-13-fast-facts/3/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley