Harley-Davidson FXDR 114 Modern Power Cruiser

Harley-Davidson ได้เขย่าวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง โดยการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่แหวกแนวไปจากเดิม เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ขับที่หลากหลายมากขึ้น  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสไตล์ฮาเลย์ที่เราคุ้นเคย แต่ระหว่างที่หลายคนตั้งตารอโมเดลเหล่านี้ให้วางขายในตลาด มีอีกโมเดลหนึ่งที่ฮาเลย์เปิดตัวออกมา นั่นก็คือ “FXDR 114” มอเตอร์ไซค์ประเภท power cruiser ที่มีทั้งเครื่องยนต์อันทรงพลัง และสมรรถนะการเข้าโค้งที่เหนือระดับ เป็นสัญญาณดีให้กับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

จากการที่กลุ่ม V-Rod ได้ถูกยกเลิกการผลิตไป การมาของ FXDR 114 เหมือนกับการเติมเต็มบทบาทมอเตอร์ไซค์แบบ power cruiser ของฮาเลย์ ที่ได้ขาดหายไป  การจะเข้ามาทดแทนศักยภาพที่ V-Rod ได้สร้างไว้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ FXDR 114 ถือว่าทำหน้าที่ได้เกินคาด ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม กับระบบการควบคุมที่โดดเด่น

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ คือหัวใจในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไซค์สไตล์ Drag Racing คันนี้  มันเป็นเครื่องตัวท๊อปของกลุ่ม Softail โดยมีแรงบิด 119 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องไปถึงรอบ 5,500 ได้ หากการทำความเร็วเป็นเรื่องที่โปรดปรานของคุณ

แม้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Softail  FXDR 114 ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเพื่อนอย่างมาก  ผู้ออกแบบพยายามผสมผสานประวัติศาสตร์ความเป็นฮาเลย์ สไตล์โมเดิร์น และความเป็น power cruiser เข้าด้วยกัน  ตัวกรองอากาศจะมีแรงบันดาลใจมาจากรถในการแข่งขัน Drag Racing ของฮาเลย์ ส่วนท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 มีศักยภาพเหลือหลายที่จะอยู่บนมอเตอร์ไซค์แบรนด์อิตาลีคันไหนก็ตามในรอบ 10 ปีนี้

สวิงอาร์มของ FXDR 114 จะเป็นอลูมิเนียมทั้งชิ้น ซึ่งเบากว่าสวิงอาร์มเหล็กในรุ่น Softail ทั่วไปถึง 10 ปอนด์  นอกจากนี้สวิงอาร์มแบบอลูมิเนียมยังช่วยเสริมความกระชับให้กับโครงรถได้ดีกว่าสวิงอาร์มแบบเหล็ก สำหรับ FXDR 114 สวิงอาร์มที่ว่านี้ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับล้อหลังขนาดกว้าง 240 mm และช่วยเสริมเรื่องการควบคุมได้อย่างดี (ศักยภาพที่กลุ่ม V-Rod ยังขาดหาย)

FXDR 114 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับโค้งทุกรูปแบบ ที่ความเร็วต่ำ ตัวรถจะวิ่งบนถนนอย่างนุ่มนวล ส่วนที่ความเร็วสูง ล้อหลังขนาด 240mm จะช่วยให้ผู้ขับพิชิตโค้งไปตลอดเส้นทาง  แม้จะมีน้ำหนักถึง 668 ปอนด์ FXDR 114 มอบความมั่นคงอย่างสูงขณะเร่งเครื่องทำความเร็ว  ส่วนองศาการเอนตัวเข้าโค้งมีมากถึงเกือบ 33 องศา และพักเท้าแบบ forward จะทำให้ส้นเท้าของผู้ขับสัมผัสกับพื้นถนนเป็นส่วนแรก

FXDR 114 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะยาว ต่ำ พร้อมมุม rake กว้าง 34 องศา ซึ่งเหมือนกับรุ่น Softail Breakout  เพื่อไม่ทำให้รุ่นทั้งสองหมือนกันเกินไป FXDR 114 จึงถูกออกแบบให้มีบอดี้สั้นกว่า 1 นิ้ว โดยมีแผงคออลูมิเนียมสำหรับตัวรถโดยเฉพาะ พร้อมกระบอกโช๊คหน้าที่ถูกปรับมาใกล้หัวรถมากขึ้น ทำให้ FXDR 114 ไม่สูญเสียความมั่นคงขณะเอนตัวเข้าโค้ง

เรื่องระบบกันสะเทือน FXDR 114 มีโช๊คหน้าแบบหัวกลับ พร้อมระยะช่วงชัก 5 นิ้ว ซึ่งช่วยมอบความรู้สึกนุ่มเวลารถต้องเบรกแรงๆ ส่วนด้านหลังเป็นโช๊คเดี่ยวที่ยึดติดกับโครงรถ ปรับสปริงพรีโหลดได้ และมีช่วงชัก 3.4 นิ้ว  ต้องบอกว่าโช๊คหลังให้ความรู้สึกกระชับกว่าโช๊คหน้าอย่างเห็นได้ชัด และเป็นตัวช่วยรักษาสมดุล FXDR 114 ได้อย่างดีระหว่างเข้าโค้ง  อย่างไรก็ตาม ในสภาพถนนแย่ๆ แรงกระแทกก็ส่งมาถึงตัวคนขับในบางคราวได้เช่นกัน

668 ปอนด์ถือเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะในวงการ sport bike แต่เป็นน้ำหนักที่ปราดเปรียวในวงการ big-twin cruiser  ทีมงานฮาเลย์เลือกใช้วัสดุผสมแทนเหล็กแบบดั้งเดิมในส่วนท้ายรถและบังโคลน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวรถได้ถึง 7 ปอนด์ นอกจากนั้นซับเฟรมที่ทำจากอลูมิเนียม และล้อรถอลูมีเนียมที่ถูกตัดทอนให้เพรียวขึ้น ก็มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัวรถคันนี้ด้วย

ในการขับ FXDR 114 ไหล่ของผู้ขับจะเปิดกว้าง และขาจะยันไปด้านหน้าแบบ forward control ช่วยให้ภาพลักษณ์ของผู้ขับดูสง่า อย่างไรก็ตาม การขับในระยะทางไกลจะทำให้ผู้ขับเมื่อยล้าได้ ส่วนความสูงเบาะนั่งที่  28.5 นิ้วทำให้เท้าของผู้ขับส่วนใหญ่แตะพื้นได้อย่างสบาย  ลักษณะการนั่ง FXDR 114 จะตรึงคุณไว้กับตัวรถที่บริเวณเอว และช่วยลดน้ำหนักที่อาจส่งไปที่ขาของคุณ  มีนักออกแบบบางรายได้เริ่มดัดแปลง FXDR 114 ให้มีการนั่งแบบ mid-control ซึ่งถือว่าสบายกว่าสำหรับผู้ขับหลายคน  เบาะนั่งถือว่านุ่มสบาย แต่อย่างไรก็ตาม มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการขับไปคนเดียว

การมีจานเบรกคู่ 300mm พร้อมคาลิปเปอร์ 4 พอต ที่ล้อหน้า ทำให้ความรู้สึกในการบีบคันเบรกนั้นเบาขึ้น เมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์  การหยุดตัวรถในสถานการณ์ต่างๆ จะใช้แรงจากผู้ขับน้อยลง และยังให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยม  ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยว 292mm พร้อมคาลิปเปอร์ 2 พอต ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน  ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณล้อหลังขนาดกว้าง 240mm ด้วย

ยาง Michelin Scorcher 11 ช่วยให้ FXDR 114 เกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ ไม่ว่าจะในสภาพฝนตก หรือพื้นถนนมันวาว ยางล้อหลังขนาด 240mm อาจจะหารุ่นอื่นมาเปลี่ยนได้ยากหน่อยเมื่อเสื่อมสภาพ แต่หากพูดถึงศักยภาพแล้ว นี้คือองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับ FXDR 114

เมื่อเทียบกับกลุ่มทัวร์ริ่งที่มีเทคโนโลยีหรูหราบนหน้าปัดเรือนไมล์แล้ว หน้าปัดของ FXDR 114 ดูจะถ่อมตนพอสมควร โดยเป็นจอ LCD มีเกจบอกระดับน้ำมันและเกียร์ที่ใช้  แม้บางคนจะคาดหวังให้ตัวรถใช้จอแบบ TFT ที่ให้ความละเอียดภาพสูงกว่า แต่หน้าปัดเรือนไมล์ที่ FXDR 114 มีอยู่ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการขับทั่วไปในชีวิตประจำวัน

FXDR 114 คือมอเตอร์ไซค์ power cruiser ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลบความไม่มีมิติของรถกลุ่มนี้ไป  ความเร็วของ FXDR 114 มาพร้อมกับการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ขับพิชิตโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นคง  สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายและภาพลักษณ์ใหม่ๆ แล้ว คุณไม่ควรพลาดโมเดลใหม่ของ Harley-Davidson คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/04/2019-harley-davidson-fxdr-114-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการของ Harley-Davidson V Rod (2001-2017)

Harley-Davidson V Rod หรือที่รู้จักกันในโมเดล VRSC หรือ V-Twin Racing Street Custom เริ่มมีการผลิตออมาตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2017 ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่และทันสมัย โดยตัวรถจะใช้ระบบระบายความร้อยด้วยของเหลว และมีแคมคู่เหนือฝาสูบ (dual overhead cam) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่พบบ่อยนักในแวดวงมอเตอร์ไซค์แม้กระทั่งในโมเดลรุ่นใหม่  ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ฮาเลย์ตัดสินใจยุติการผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้ลง ส่วนในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า Harley-Davidson V-Rod มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้างตลอดช่วงเวลาที่มอเตอร์ไซค์ยังถูกผลิตออกมาอยู่

 

2001 Harley-Davidson V-Rod

V Rod คันแรกถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ผู้ขับฮาเลย์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น มีท่อมากขึ้น และถังน้ำมันก็ถูกติดตั้งใต้เบาะนั่ง  นอกจากภาพลักษณ์หน้าตาที่เปลี่ยนไปแล้ว สมรรถนะการขับขี่ที่ V Rod มอบให้ยังแตกต่างอีกด้วย หลักๆ เนื่องจากตัวมอเตอร์ไซมีการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และแคมเหนือฝาสูบ

 

2002-2003 Harley-Davidson VRSCA V-Rod

V Rod ในปี 2002-2003 รวมถึงรุ่น 100th anniversary edition ที่เปิดตัวมาในปี 2003 มีกำลังเครื่องยนต์มากขึ้นที่ 115 แรงม้า มีความจุถังน้ำมัน 3.7 แกลลอน มีดิสก์เบรกที่มีประสิทธิภาพ และยางหลังหน้ากว้าง 180mm  V Rod ในโมเดลปีนี้ยังมีเบรกขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยหยุดตัวรถได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แม้กระทั่งการหยุดตัวรถที่ความเร็วสูง

 

2004-2005 Harley-Davidson VRSCB V-Rod

แม้ V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเรื่องอะไหล่และเครื่องยนต์ ภาพลักษณ์และดีไซน์ของตัวรถมีวิวัฒนาการจากเดิมไปมาก  V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะมีเฟรมสีดำ ผิวโครเมียมที่เงาแวววาว และการทำสี powder coat ที่ตัวเครื่องยนต์ ส่วนแฮนด์และหน้าปัดเรือนไมล์จะเป็นดีไซน์แบบใหม่

 

2006-2008 Harley-Davidson VRSCD Night Rod

โมเดล V Rod ในช่วงปีนี้มีการอัพเกรดในเรื่องดีไซน์และอะไหล่เครื่องยนต์เล็กน้อย เริ่มที่ท่อไอเสียแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้อีก 5 แรงม้า และระบบเบรก ABS แบบใหม่  ส่วนเรื่องดีไซน์จะมีความคล้ายคลึงกับ V Rod ในปี 2004-2005  โดยมีสีดำและผิวโครเมียมบริเวณเครื่องยนต์ และท่อไอเสียผิวโครเมียมเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ต่างไปในโมเดลปี 2006-2008 คือตำแหน่งการนั่งในลักษณะ mid control แทนที่จะเป็นแบบ forward control

 

2007-2010 Harley-Davidson VRSCAW V-Rod

V Rod ในช่วงปีนี้เปรียบเหมือนกับ V Rod โมเดลแรกในปี 2001 แต่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนสำคัญต่าง ๆ เพื่อรองรับศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เริ่มโดยเฟรมรถที่ใหญ่ขึ้นเนื่องจากขนาดถังน้ำมันได้เปลี่ยนจาก 3.7 แกลลอนเป็นขนาด 5 แกลลอน รวมถึงล้อหลังที่หน้ากว้างขึ้น จาก 180mm เป็น 240mm แม้ตัวรถจะใช้เครื่องยนต์ตัวเดิม การปรับปรุงตลอดช่วงปีก่อนทำให้มันมีความแรงถึง 123 แรงม้า ณ ช่วงเวลานั้น และจากเฟรมรถและส่วนประกอบอื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตัวรถจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 37 ปอนด์

 

2011-2017 Harley-Davidson VRSCF V-Rod Muscle

V Rod Muscle คือโมเดลที่จบวิวัฒนาการ Harley-Davidson V Rod ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหล มีดีเทลการตกแต่งที่เนี๊ยบ และมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ  ตัวรถมีท่อดักอากาศ (Ram Air) ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้มาก และยังเป็นโมเดลแรกที่ฮาเลย์วางสัญญาณไฟเลี้ยวไว้ที่ตำแหน่งกระจกข้างอีกด้วย ซึ่งภายหลังตำแหน่งการวางไฟเลี้ยวดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานในโมเดลรุ่นหลังๆ

การเปิดตัว Harley-Davidson V Rod ได้พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ไปอย่างมาก ไม่ว่าจะตอนเปิดตัวโมเดลแรกหรือโมเดลสุดท้าย  Harley-Davidson V Rod เคยเป็นโมเดล Top Seller ของบริษัทและยิ่งรุ่นหลังๆ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น  แม้สาเหตุที่กลุ่ม V Rod ถูกยกเลิกการผลิตในปี 2018 จะยังไม่ชัดเจน กลุ่มแฟนฮาเลย์จำนวนไม่น้อยก็หวังให้บริษัทกลับมาผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้อีกครั้ง  Harley-Davidson V Rod มีองค์ประกอบทุกอย่างที่ผู้ขับฮาเลย์ให้ความสำคัญ และหนึ่งในโมเดล V Rod ของบทความนี้ ต้องมีหนึ่งรุ่นที่ผู้อ่านชอบเป็นพิเศษแน่ ๆ

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-and-evolution-of-the-harley-davidson-v-rod/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley