วิวัฒนาการโลโก้ Harley-Davidson

ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมายเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปเลยคือ โลโก้ Bar and Shield ประจำแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ก่อนจะมาเป็นรูปทรง ณ ปัจจุบัน โลโก้ของ Harley-Davidson ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควรเช่นกัน ในบทความนี้เราย้อนไปดูวิวัฒนาการของโลโก้ Harley-Davidson แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกกัน

Harley-Davidson ผลิตมอเตอร์ไซค์คันแรกออกมาในปี 1903 แต่ปีแรกที่บริษัทเริ่มใช้โลโก้คือปี 1910 และโลโก้ที่รู้จักกันในชื่อ Bar and Shield นี่เองคือดีไซน์ที่บริษัทใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการออกแบบโลโก้ถัดไปทั้งหมด  โลโก้ Bar and Shield ประกอบไปด้วยสามสีหลักคือ ดำ ขาว และส้ม ซึ่งทำให้แบรนด์ฮาเลย์มีเอกลักษณ์แตกต่างจากแบรนด์อื่นอยู่พอสมควร  ส่วนในโลโก้จะใช้คำว่า HARLEY-DAVIDSON อยู่บนแผ่นเหล็กแนวนอนด้านหน้า ด้านหลังจะเป็นโล่ ใช้คำว่า MOTOR ด้านบน และคำว่า COMPANY อยู่ด้านล่าง ตัวอักษรเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

หลังจากนั้นในปี 1953 Harley-Davidson มีการออกแบบโลโก้ใหม่ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท  โลโก้ใหม่นี้จะใช้สีเงินล้วน มีรูปแบบเป็นทรงกลมพร้อมตัว V ที่ยื่นออกมาด้านบนเล็กน้อย  ตัว V ที่ว่านี้สื่อถึงลักษณะเครื่องยนต์ V-Twin ที่เป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson  ที่สำคัญโมเดลที่ผลิตออกมาในปี 1954 จะมีตรานี้ติดอยู่ที่บังโคลนหน้าของรถด้วย

ในปี 1965 บริษัทได้กลับไปใช้โลโก้แบบเดิม เพราะเป็นดีไซน์ต้นแบบที่สื่อถึง  แบรนด์ได้ดีกว่า แต่คราวนี้บริษัทได้นำสีส้มออกไปเพื่อเพิ่มความเรียบง่าย โลโก้จึงเป็นสีขาวดำอย่างที่เห็นในภาพด้านบน

หนึ่งในโลโก้ยอดฮิตของฮาเลย์คือ #1 logo ถูกออกแบบโดย Willie G. Davidson ลูกชายของ William H. Davidson และถูกเริ่มใช้ครั้งแรกในโมเดล 1971 FX Super Glide  โลโก้นี้จะถูกใช้ในโมเดลสนามแข่งของฮาเลย์ โดยเฉพาะสนามแข่งแบบ Dirt Track ภายหลังโลโก้นี้มักเห็นได้ทั่วไปตามสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของแบรนด์

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2003 เมื่อบริษัทออกแบบโลกโก้ใหม่ เพื่อฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ใหม่จะมีโลโก้เดิมเป็นส่วนประกอบ แต่ถูกประกบข้างด้วยปีกนก ซึ่งด้านหนึ่งเขียนเป็นเลข 1903 ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเลข 2003 ซึ่งก็คือปีก่อตั้งและปี ณ ช่วงเวลานั้นนั่นเอง  ด้านล่างเป็นเลข 100 ตัวใหญ่ บ่งบ่องถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Harley-Davidson  ปีกนกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวแทนของความเร็ว พละกำลัง และอิสรภาพ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผู้ขับทุกคนสัมผัสได้

ในปี 2008 Harley-Davidson ได้ออกแบบโลโก้เพื่อฉลองครบรอบ 105 ปี โดยทำการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจากโลโก้ฉลองครอบรอบ 100 ปี  โลโก้ Bar and Shield ยังคงอยู่เหมือนเดิมเป็นเอกลักษณ์ ปีกนกมีการปรับให้ชูสูงขึ้น ซึ่งระหว่างปีกทั้งสองข้างจะมีคำว่า 105 years อยู่  ส่วนด้านล่างจะเป็นตัวเลขช่วงปี 1903 และ 2008

นอกจากนี้ยังมีโลโก้ที่กลุ่มแฟนฮาเลย์ตั้งกันขึ้นมาเอง กลุ่มแฟนที่ว่านี้มีชื่อกลุ่มว่า HOGS (Harley Owners Group) ซึ่งโลโก้ที่พวกเขาทำขึ้นมาจะแตกต่างจาก   โลโก้ที่บริษัทใช้อย่างสิ้นเชิง  ตัวโลโก้ประกอบไปด้วยนกอินทรีย์เกาะอยู่บนตัว O ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นล้อของมอเตอร์ไซค์ สีที่ใช้จะเป็นดำ ขาว และเหลืองตามภาพด้านบน

ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson แต่ละที่อาจมีการปรับแต่งโลโก้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอคือสัญลักษณ์ Bar and Shield สุดคลาสสิกที่ใช้มากันตั้งแต่ปี 1903 นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่ว่า Harley-Davidson จะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 115 ปี โลโก้ Bar and Shield ที่ว่านี้ก็ยังเป็นตัวแทนสัญลักษณ์แบรนด์ที่เรารักแบบนี้เช่นเดิม

 

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-of-and-story-behind-the-harley-davidson-logo/

รูปภาพ https://thelogocompany.net/blog/friday-feature/evolution-harleydavidson-logo/

https://ultimatemotorcycling.com/2009/09/04/1971_harley-davidson_super_glide_motorcycle_review/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson โมเดลไหนเหมาะสำหรับมือใหม่

 

Harley-Davidson วางแผนเปิดตัวโมเดลแปลกใหม่มากมายในปี 2019 เช่น มอเตอร์ไซค์แนว adventure-touring แนว middleweight streetbike รวมถึงแนว electric bikes หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อยากร่วมขบวนฮาเลย์สักครั้ง คุณไม่จำเป็นต้องรอคอยให้โมเดลเหล่านี้ออกมา เพราะฮาเลย์มีโมเดลมากมายที่เหมาะสมสำหรับพวกคุณพร้อมไว้อยู่แล้ว

ในช่วงหลายปีหลัง ฮาเลย์ได้มีการผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กและเบาออกมาอย่างต่อเนื่อง มอเตอร์ไซค์เหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่ หรือผู้ขับที่มีงบประมาณจำกัดโดยเฉพาะ  ผู้ที่ต้องการเพียงความสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีหรือความหรูหรามากนัก แต่แม้จะมีคุณสมบัติที่เป็นรองโมเดลขนาดใหญ่หรือแพงกว่า โมเดลสำหรับผู้เริ่มต้นเหล่านี้ยังคงมีกลิ่นอายและเสน่ห์ความเป็น Harley-Davidson ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน

เริ่มต้นกันที่โมเดล Street 500 และ Street 750 ที่ฮาเลย์เปิดตัวมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน เพื่อแข่งกับตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ  โมเดล Street ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ขับมือใหม่หรือ newbies โดยเฉพาะ ตัวมอเตอร์ไซค์มีน้ำหนักเบา มีสมรรถนะที่ใช้งานได้จริง มีราคาที่ไม่สูง และยังเหมาะกับผู้ขับที่มีสัดส่วนไม่สูงมากนักอีกด้วย ถือเป็นโมเดลที่เหมาะสมสำหรับ entry level ทุกคน

Harley-Davidson Street 750

อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโมเดล Street ไม่ได้รับเสียงตอบรับมากพอเท่าที่ควร เนื่องจากกลุ่มแฟนฮาเลย์ส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบดีไซน์แบบดั้งเดิมอยู่ เพราะสิ่งที่ขาดหายไปในโมเดลนี้คือเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ฉบับฮาเลย์ ในโมเดล Street เสียงเครื่องยนต์จะค่อนข้างเบาและดุดันน้อยกว่า  อีกหนึ่งจุดคือโมเดล Street จะมีการวางสวิตช์สัญญานไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ฝั่งเดียว แต่งต่างจากโมเดลทั่วไปของฮาเลย์ที่จะวางสวิตช์ไฟเลี้ยวไว้ที่แฮนด์ทั้งสองข้าง แต่ดีไซน์ดังกล่าวเป็นสัญญาณบอกว่าฮาเลย์กำลังนำดีไซน์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่แบรนด์

Harley-Davidson Street Rod XG750A

หากผู้ขับให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากกว่าภาพลักษณ์และหน้าตาในสังคม โมเดลกลุ่ม Street ถือว่าเหมาะสม แต่หากจะให้เลือกระหว่าง Street 500 กับ Street 750 ก็ต้องแนะนำว่า Street 750 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะด้วยขนาดเครื่องยนต์ของ Street 500 นั้น มือใหม่ขับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ไม่นานก็จะเบื่อและต้องการขนาดเครื่องยนต์ที่สูงกว่านี้  แต่หากผู้ขับสามารถลงทุนเพื่อสมรรถนะตัวรถที่ดีขึ้น บวกกับมีลุคสปอร์ตที่เพิ่มความเท่ให้กับตัวรถมาอีกหน่อย Street Rod ก็จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์

สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของ Harley-Davidson ในระดับที่เข้มข้นขึ้น โมเดลกลุ่ม Sportster ก็ถือเป็นมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นที่ดี โดยรุ่นที่มีราคาต่ำสุดคือ Sportster SuperLow ซึ่งมีจุดเด่นที่อะไหล่ผิวโครเมียมมันวาวสไตล์ฮาเลย์ฉบับคลาสสิก ตัวรถใช้เครื่อง V-Twin 883cc อันทรงพลัง มีความสูงเบาะนั่ง 25.5 นิ้ว ที่ผู้ขับแทบทุกคนสามารถขึ้นนั่งได้สบาย และยังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายที่สุดคันหนึ่งของฮาเลย์ นอกจากนี้ Sportster SuperLow ยังเป็นโมเดลที่นำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายและมีความอเนกประสงค์อย่างมาก แม้มันจะถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่ผู้ขับสามารถออกเดินทางไปยังสถานที่หรือจังหวัดใกล้ ๆ ได้อย่างสบาย เนื่องจากตัวรถมีความสะดวกสบายและพละกำลังเครื่องยนต์ที่มากพอ

Harley-Davidson Super Low XL883L

สำหรับผู้ขับที่ต้องการมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นสุดเจ๋ง เราขอแนะนำ Sportster Iron 883 ซึ่งมีออร่าที่เข้มข้นกว่า Sportster SuperLow  ดีไซน์ตัวรถประกอบไปด้วยผิวแบบด้าน ท่อไอเสียสีดำล้วน blacked-out และเบาะนั่งที่มีความสปอร์ตมากขึ้น การขับ Iron 883 ไปยังสถานที่ต่าง ๆ จะดึงดูดความสนใจของผู้คนอยู่พอสมควร ลักษณะการนั่งที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำยังเสริมให้ผู้ขับดูดุดันขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ขับหน้าใหม่ที่ชื่นชอบความดิบและสไตล์ industrial แบบนี้ แต่ต้องการสมรรถนะเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น Sportster Iron 1200 จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์ ซึ่งแน่นอนราคาย่อมสูงขึ้นไปตามกัน

Harley-Davidson Iron 883

จริงอยู่ที่ Harley-Davidson เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่มากมายที่แตกต่างไปจากเดิมในปีหน้าเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงผู้ขับระดับเริ่มต้น นับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่บริษัทควรได้รับการชื่นชม แต่สำหรับผู้ขับมือใหม่หรือหน้าใหม่ที่อดใจรอโมเดลเหล่านั้นไม่ไหว ฮาเลย์ก็มีโมเดลมากมายอย่างที่นำเสนอไว้ในบทความนี้สำหรับพวกคุณ ซึ่งมีตั้งแต่ราคาเบา ๆ อย่างกลุ่ม Street จนถึงระดับที่สามารถนำขับออกงานสังคมได้อย่างภาคภูมิใจอย่างกลุ่ม Sportster

 

แหล่งที่มา https://www.hotbikeweb.com/best-harley-davidson-models-for-new-and-beginning-riders#page-5

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson ขับยากหรือไม่?

ขึ้นชื่อว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ Big Bike ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยสูงกว่าแบรนด์คู่แข่งเล็กน้อย หลายคนกังวลว่าจะสามารถขับขี่ Harley-Davidson ได้หรือไม่ ต้องใช้เวลาปรับตัวแค่ไหน หรือควรจะเลือกมอเตอร์ไซค์ Big Bike แบรนด์อื่นดี  วันนี้เราจะไม่ได้มาเป็นผู้บอกคำตอบ แต่จะให้ความคิดเห็นของชาวต่างชาติหลาย ๆ คน เป็นข้อคิดให้ผู้อ่านตัดสินใจเอง

พอล เทินเนอร์ นักแต่งรถและนักขับมากประสบการณ์ กล่าวว่า “การเลือกมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนการเลือกเสื้อผ้า แต่ละคนมีไซส์และสไตล์ที่ต่างกัน  ครั้งแรกที่ผมได้ขับ Harley-Davidson ทุกอย่างมันลงตัวไปหมด ความรู้สึกในการควบคุมมีความหนักแน่นคาดเดาได้ แต่ยังขาดความคล่องแคล่วอยู่พอสมควร  Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ บางคนสามารถควบคุมรถได้ และบางคนไม่สามารถทำได้  เวลาผมเปลี่ยนจากการขับ sport bike มาขับฮาเลย์ จะต้องใช้เวลาปรับจูนกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอยู่บ้างแต่ไม่นาน แต่โมเดลฮาเลย์ที่ผมเคยขับมาส่วนใหญ่จะมีแรงบิดในรอบต่ำที่สูง ทำให้การออกตัวเป็นเรื่องง่าย ส่วนเรื่องเบรก คุณสามารถใช้เบรกหน้าหยุดตัวรถได้ในแทบทุกสถานการณ์ ยกเว้นบนถนนที่ลื่น หรือการเบรกแบบกระชั้นชิด  ล้อที่ใหญ่ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ยังช่วยสร้างสมดุลและความมั่นคงให้กับการขี่ได้มาก ส่วนฮาเลย์กลุ่มที่ขนาดเล็กลงอย่าง Sportster จะมีความคล่องแคล่วว่องไวสูง และมีตำแหน่งอยู่ใกล้พื้นมากขึ้น ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่หมายถึงโมเดลใหม่ ๆ ของฮาเลย์นะครับ ส่วนตัวผมชอบพวกรุ่น shovelhead แต่ระบบเบรกและการควบคุมถือว่าแย่เอาการ เอาเป็นว่าผมแนะนำให้นักขับมือใหม่ใช้เวลาขับฮาเลย์รุ่นกลาง ๆ ให้ชิน ก่อนที่จะไปลิ้มลองโมเดลวินเทจ หรือกลุ่มทัวร์ริ่งไซส์ใหญ่ของ Harley Davidson”

แดเนียล วอลแลนเดอร์ ชายผู้มีประสบการณ์การขับและการแต่งรถ 35 ปี กล่าวว่า “Harley-Davidson ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่ขับยากกว่ามอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่นอย่างที่หลายคนคิด เพราะมอเตอร์ไซค์ทุกคันมีเบสิกการขับและการควบคุมเหมือนกัน เพียงแต่มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์จะค่อนข้างใหญ่และหนักเพียงเท่านั้น ซึ่งแม้แต่โมเดล Street 500 และ Street 750 ก็ยังถือว่าหนักมากกว่ามอเตอร์ไซค์ในคลาสเดียวกัน อีกทั้งมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson โดยเฉลี่ยแล้วมีแรงบิดที่สูงกว่าแบรนด์อื่น ๆ ด้วยสองปัจจัยนี้ Harley-Davidson จึงไม่เหมาะกับผู้เพิ่งเริ่มขับมอเตอร์ไซค์สักเท่าไร ผมแนะนำให้ผู้เริ่มหัดขับมอเตอร์ไซค์ลองขับมอเตอร์ไซค์ไซส์เล็กอย่างขนาด 250-400 cc ให้ชินก่อน น้ำหนักที่เบาและกำลังเครื่องที่น้อยจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการพัฒนาทักษะการขับขี่ แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการควบคุมพลังเครื่องยนต์ที่มากเกินไป  เมื่อคุณขับมอเตอร์ไซค์ระดับนี้ได้ชำนาญแล้ว จึงค่อยเขยิบขึ้นไปขับเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงกว่าเดิม

นิค บิสเวล ช่างยนต์ นักเชื่อมเหล็ก และผู้เริ่มขับมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปี 1980 ให้ข้อโต้แย้งว่า “หลายคนบอกว่า Harley-Davidson มีการควบคุมที่ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ผมอยากรู้ว่าพวกเขาเปรียบเทียบกับอะไร และด้อยกว่าภายใต้สถานการณ์ไหน และถ้าจะพูดถึงเรื่องความเร็ว Harley-Davidson ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามอเตอร์ไซค์ประเภท Sport Bikes อีกเช่นกัน  โดยทั่วไปมอเตอร์ไซค์ Sport Bikes จะมีน้ำหนักเบากว่ามอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson แต่น้ำหนักที่เบากว่านี้ไม่ได้แปลว่าตัวรถจะมีการควบคุมที่เหนือกว่า เพราะจุดศูนย์ถ่วงของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้จะอยู่ค่อนข้างสูง กลับกันมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่กลับมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง สรุปใครที่บอกว่า Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ควบคุมยาก ผมขอค้านในจุดนี้ เพราะส่วนตัวผมเคยขับฮาเลย์เอาชนะเพื่อน ๆ มาแล้วในเส้นทางคดเคี้ยว แต่ถ้าเป็นทางตรงหรือในสนามแข่งล่ะก็ คงต้องยกให้มอเตอร์ไซค์กลุ่ม Sport Bikes ชนะไป

หวังว่าผู้อ่านจะได้แง่คิดติดตัวไปบ้างไม่มากก็น้อย จากความคิดเห็นของชาวต่างชาติทั้งสามที่มีประสบการณ์ขับขี่ Harley-Davidson มากมาย แต่ละคนพูดในมุมมองที่แตกต่างกัน การจะมองว่าฮาเลย์เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายหรือยากนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักส่วนสูงของคนขับ กลุ่มประเภทมอเตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมที่เราขับอยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ตามหากคุณมีความรักและ passion ในมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้แล้ว ความยากในการขับขี่คงไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลสักเท่าไร เพียงแต่ผู้ที่เพิ่งหัดขับมอเตอร์ไซค์จะต้องใช้เวลาปรับจูนมากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์แล้วเท่านั้นเอง

แหล่งที่มา https://www.quora.com/Is-Harley-Davidson-difficult-to-ride

รูปภาพ https://www.riversideharley.com/models-overview/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley