Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี
โมเดลต่าง ๆ ของ Harley-Davidson ส่วนใหญ่จะเอาไว้ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง น้อยคันที่จะเอาไว้แข่งขันในสนามแข่งรถ แต่หากย้อนกลับไปกว่า 100 ปีก่อน Harley-Davidson ก็มีการผลิตโมเดลรถแข่งออกมาไม่น้อยเหมือนกัน เวลาผ่านไปโมเดลรถแข่งเหล่านั้น เริ่มหาสูญหายและหายากขึ้น กลายเป็น แรไอเทม ที่นักสะสมต่างใฝ่ฝันจะครอบครอง ในบทความนี้เรามาดูหนึ่งในโมเดลที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่โชคดีที่มีคนบังเอิญเห็นร่างพัง ๆ ของมันกองอยู่กับเศษเหล็ก และได้นำมันไปชุบชีวิตให้กลับมาดูใหม่เหมือนเดิม มันคือ Harley-Davidson 11K

เมื่อหลายปีก่อน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของมอเตอร์ไซค์สีส้มคันหนึ่ง ถูกกองอยู่ในเศษอะไหล่มอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งในประเทศอาเจนตินา คนทั่วไปที่เดินผ่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ล้วนกระจัดกระจายออกจากกันไม่เป็นทรง แต่ยังมีชายตาดีคนหนึ่ง ที่มองเห็นและตระหนักว่านี่คือโมเดลที่มีค่าของ Harley-Davidson
ณ ตอนนั้น มอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ๆ เขาจึงต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
เศษซากที่ว่านี้คือโมเดลในตำนานอย่าง Harley-Davidson 11K ซึ่งถือเป็นโมเดลรถแข่งอย่างเป็นทางการคันแรกของ Harley-Davidson ก่อนหน้านั้นฮาเลย์เคยนำโมเดล 6E กระบอกสูบเดี่ยว ลงแข่งและคว้ารางวัลแรกให้กับบริษัทได้ ที่สนาม Milwaukee Mile ในปี 1904 แต่โมเดล 6E ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะเหมือนกัน Harley-Davidson 11K

หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของ Harley-Davidson 11K ในปี 1903 ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson อย่าง William Harley ได้ทำการเจรจาและสามารถคว้าตัววิศวกรมากความสามารถอย่าง Bill Ottaway มาได้ ที่สำคัญคือนี่เป็นการคว้าบุคลากรอันมีค่ามาจากบริษัทคู่แข่งอย่าง Thor ที่ผลิตมอเตอร์ไซค์รถแข่งเหมือนกัน William Harley ได้แต่งตั้งให้ Bill Ottaway เป็นตำแหน่ง Chief Engineer หรือหน้าทีมวิศวกรทันที ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนคิดค้นและผลิตโมเดล Harley-Davidson 11K ออกมาในปี 1914
Harley-Davidson 11K มีความจุกระบอกสูบ 1,000cc ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 45 องศา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ และไม่มีระบบกันสะเทือน มันคือรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำความเร็วล้วน ๆ
หลังจากผลิตออกมา Harley-Davidson 11K สามารถคว้ารางวัลในสนามแข่งมากมาย เริ่มต้นจากรายการแรกอย่าง “Stripped Stock Racer” หลังจากนั้นก็คว้าชัยชนะมาตลอดในรัฐ Minnesota, Alabama, Mississippi, Pennsylvania, Tennessee, South Carolina เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซากของ Harley-Davidson 11K ถูกพบในประเทศอาเจนตินา เฟรม วาล์ว ลูกสูบ และก้านกระทุ้ง ของตัวรถต่างเสียหายทั้งหมด เฟรมด้านหน้าและด้านหลังต้องถูกตัดออกไป และสร้างใหม่ ถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอน รวมถึงสีบอดี้ของตัวรถ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาใหม่หมดเช่นกัน แต่การซ่อมแซมในครั้งนี้ ทุกอย่างยังคงดีเทลออริจินอลที่ Bill Ottaway ได้ออกแบบไว้ในปี 1914
หลังจาก Harley-Davidson 11K ได้ถูกซ่อมแซม และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว มันได้คว้ารางวัล ยานยนต์โดดเด่น จากงาน Greenwich Concours D’elegance ปี 2017 และต่อมาได้ถูกนำขึ้นประมูลในเดือนสิงหาคมปี 2018

เครื่อง V-Twin ทำมุม 45 องศา ความจุกระบอกสูบ 1,000cc

เบาะหนังสลักลายชัดเจนว่าเป็น Motorcycle Racer
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่เคยอยู่ในสภาพไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กองอยู่กับเศษเหล็ก ยังกลับมาสวยงามและมีค่าได้ Harley-Davidson 11K สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แค่เพียงคุณมองเห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมี

 

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-11k-v-twin-racer-07-30-2018/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Blue Edition มอเตอร์ไซค์แพงสุดในโลก

Bucherer ผู้ผลิตนาฬิกาหรูจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จับมือร่วมกับทีมนักแต่งรถสัญชาติเยอรมัน Bundnerbike เพื่อออกแบบ Harley-Davidson โมเดลพิเศษ ซึ่งมีราคาสูงถึง 1.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 56 ล้านบาท นับเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

ทีมงานหัวกะทิ 8 คนจาก Carl F. Bucherer และ Bunderbike ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งหมดกว่า 2,500 ชั่วโมง ในการผลิต Harley-Davidson คันนี้ออกมาซึ่งมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Harley-Davidson Blue Edition จากสีบอดี้ที่เป็นโทนน้ำเงินเงางามแทบทั้งหมด

Harley-Davidson Blue Edition ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้โมเดล Softail Slim S. โดยวัสดุเหล็กทั้งหมดจะถูกดัดตีและทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เฟรมถูกประสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงล้อก็เป็นส่วนที่ Custom made ขึ้นมาใหม่เช่นกัน ทำให้ผลลัพธ์ไม่เหลือเค้า Softail Slim สไตล์วินเทจเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่ได้กลับมาคือความหรูหราไฮเอน และสีน้ำเงินทั่วทั้งคันที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักในมอเตอร์ไซค์โมเดลต่าง ๆ

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ใน Harley-Davidson Blue Edition นอกจากจะทำขึ้นมาใหม่หมดแล้ว ยังมีการเคลือบทอง และประดับตกแต่งด้วยเพชรเม็ดงามจำนวนทั้งหมด 360 เม็ด เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวมอเตอร์ไซค์  ส่วนบริเวณห้องเครื่องมีการออกแบบให้เห็นการทำงานของเพลาลูกเบี้ยว

ไฟหน้าเป็น LED แบบทนความร้อน สังเกตบริเวณตัวยึดแผงคอยังถูกประดับด้วยเพชรอีกด้วย

Harley-Davidson Blue Edition มีล้อหลังขนาดใหญ่ เบาะนั่งทำจากหนังวัวที่ถูกเย็บด้วยมือที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สีที่เงางามของตัวรถมีการใช้เทคนิคพิเศษ Coating ทับกันมากถึง 6 ชั้น

การติดเพชรเข้าไปบริเวณปลายคันเร่งถือเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีโอกาสหลุดออกจากตัวรถได้ จากการใช้งานและแรงสั่นเวลาขับขี่

เพชรเม็ดใหญ่สุดจะอยู่บนถังน้ำมันฝั่งซ้าย เป็นแหวนเพชรขนาด 54 กะรัตครอบอยู่ในฝาแก้ว ส่วนฝั่งขวาจะเป็นนาฬิกาสุดหรูแบรนด์ Bucherer อยู่ในฝาแก้วแบบเดียวกัน  การจะซื้อ Harley-Davidson Blue Edition ไปครอบครอง นอกจากจะมีเม็ดเงินหนาแล้ว ต้องมีความกล้าอีกด้วย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการรถหายเหลือเกิน

นอกจากจะมีนาฬิกาฝังอยู่บนตัวรถแล้ว เจ้าของ Harley-Davidson Blue Editionยังจะได้นาฬิการุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาคู่กับตัวรถอีกด้วย

ผลงานชิ้นนี้ นอกจากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลกแล้ว ยังนับเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรก ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทนาฬิกาและบริษัทด้านยานยนต์อีกด้วย  อีกทั้งยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มีเครื่องประดับอยู่บนตัวรถ

Harley-Davidson Edition Blue ยังเป็นผลงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบ รวมถึงการเปิดรับไอเดียในการผลิตสินค้าใหม่ ๆ ของแบรนด์นาฬิกา Bucherer ซึ่งสีน้ำเงินที่สื่อถึงความหรูหราก็ได้แปรมาอยู่ในรูปมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson สุดหรูคันนี้เป็นที่เรียบร้อย

 

แหล่งที่มา https://hypebeast.com/2018/5/bucherer-bundnerbike-harley-davidson-blue-edition-motorcycle

http://en.worldtempus.com/article/watches/innovation-and-technology/bucherer-harley-davidson-blue-edition-25935.html

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson แตกไลน์สินค้า ปรับตัวเข้ากับเทรนด์โลก

เพื่อเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น กลางปีที่แล้ว Harley-Davidson ออกมาประกาศว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 275 ล้านดอลลาร์ ในการสร้างโมเดลใหม่ ๆ ขึ้นมา รวมถึงมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่จะถูกผลิตโดยบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชีย

โมเดลขนาดเล็กที่ฮาเลย์จับมือกับบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชียให้เป็นผู้ผลิต จะมีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 250-500cc นอกจากนี้ ในปี 2022 ยังมีแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางประเภท adventure touring คันแรกของแบรนด์ที่สามารถนำไปขับลุยป่าลุยเขาได้ รวมถึงโมเดล Streetfighter ที่เอาไว้ขับในเมือง ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาด 975cc  ส่วนในปี 2019 วางแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ที่มีชื่อว่า LiveWire

ต้องยอมรับว่ามอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-touring bike คือหนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ เนื่องจากเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความอเนกประสงค์ ขับได้ทั้งทางดำ (ถนนราดยางในเมือง) และทางฝุ่น (เส้นทางที่ไม่ได้ราดยางหรือในป่าเขา)

ยกตัวอย่างเช่น ที่เมือง Wabeno ทางตอนเหนือของรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีถนนทางฝุ่นยาวหลายร้อยไมล์เลาะไปตามป่าเขา เหมาะสำหรับการขับมอเตอร์ไซค์ adventure-touring โดยเฉพาะ ทำให้หลายคนได้ตั้งเมืองนี้ให้เป็นเมืองหลวงโลกในการขับมอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-sport ไปแล้ว

สำหรับแผนระยะยาว 10 ปีของฮาเลย์ที่ชื่อว่า More Roads to Harley-Davidson บริษัทตั้งเป้าสร้างผู้ขับหน้าใหม่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ล้านคน และเร่งยอดขายจากต่างประเทศให้โตถึง 50% ของรายได้ทั้งหมด รวมถึงผลิตโมเดลใหม่ออกมาอีก 100 โมเดล โดยงบลงทุนทั้งทั้งหมดคาดว่าจะสูงถึง 677-825 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนระยะยาวครั้งนี้คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับบริษัทมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022

สำหรับผู้ติดตามข่าวคงทราบกันดีว่า หนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของฮาเลย์คือการย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งจากสหรัฐอเมริกามาอยู่ในไทย บราซิล และอินเดีย เพื่อเป็นการหนีภาษีนำเข้าอันสูงลิ่วจากทางสหภาพยุโรป ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ Harley-Davidson แก้ปัญหาได้ดี เพราะภาษีนำเข้าที่ว่านี้สูงถึง 31% (เพิ่มจากเดิม 6% เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทำการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากยุโรป) และยุโรปก็เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา สำหรับ Harley-Davidson อีกด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮาเลย์ต้องประสานงานร่วมกับผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทมีประสบการณ์ในด้านนี้อยู่พอสมควร แต่ที่ผ่านมาจะเป็นการให้ต่างประเทศผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของมอเตอร์ไซค์เพียงเท่านั้น  การย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย อินเดีย และบราซิลครั้งนี้ จะต้องผลิต Harley-Davidson ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน

แม้จะเป็นการผลิตด้วยฝีมือคนเอเชีย มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson มีศักยภาพที่จะตีตลาดโซนนี้ได้อย่างดี เนื่องจากในอินเดียและจีน มีจำนวนประชากรที่มีฐานะปานกลางจำนวนมากมีความต้องการมอเตอร์ไซค์คุณภาพ แต่กำลังจ่ายไม่เพียงพอที่จะซื้อ Harley-Davidson ที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา

โรเบิร์ต แพนด์ย่า ผู้อยู่ในวงการมากประสบการณ์ซึ่งเคยทำงานให้กับผู้ผลิต Indian Motorcycles กล่าวว่า ท่ามกลางจำนวนมอเตอร์ไซค์แบรนด์เอเชียมากมาย Harley-Davidson จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นอย่างแน่นอน  ยกตัวอย่างเช่น Street 500 อาจไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่หรูหราหรือหวือหวามากนัก แต่หากนำไปขับท่ามกลางกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทั่วไปในตลาดเอเชียแล้ว จะดูเท่ขึ้นมาอย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องการย้ายฐานการผลิตและแผนที่จะเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาแล้ว ฮาเลย์ยังมีแผนออกแบบร้านค้าขนาดเล็ก เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น มีการจับมือกับคู่ค้าธุรกิจออนไลน์ และสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้แข็งแกร่งขึ้นอีก  ทั้งหมดถือเป็นการปรับตัวแบบ proactive เพื่อการเติบโตและความยั่งยืนของแบรนด์

 

แหล่งข้อมูล https://www.usatoday.com/story/money/nation-now/2018/07/30/harley-davidson-manufacturing-overseas-asia-smaller-motorcycles/862368002/

รูปภาพ https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/future-vehicles/livewire.html

https://www.harley-davidson.com/th/th/motorcycles/future-vehicles/streetfighter.html

https://9tro.com/media/bikes/bike-news/more-roads-to-harley-davidson

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley