Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

จากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประเทศเยอรมันต้องชดเชยความเสียหายมากมายที่ทำไว้ หนึ่งในการตอบแทนและการชดเชยนั้นก็คือการขายไอเดียวิธีการออกแบบเครื่องยนต์ 2 สโตรค 125 cc ให้กับ Harley-Davidson ซึ่งแม้จะเป็นครั้งแรกที่ฮาเลย์ได้ทดลงผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โมเดลอย่าง Harley-Davidson Hummer ที่ปล่อยออกมาในช่วงปี 1950s ก็ถือว่าประสบความอย่างมาก

Haley-Davidson Hummer 1954

แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปี 1948 Harley-Davidson มีการอัพเกรดเครื่องยนต์เช่นกัน ฮาเลย์ได้พัฒนาเครื่องยนต์ Knucklehead ให้เหนือระดับขึ้นจนกลายเป็นรุ่น Panhead (ได้ชื่อมาจากฝาครอบด้านบนที่เหมือนกระทะทำอาหาร)

เครื่องยนต์ Panhead

นอกจากนี้ฮาเลย์ยังมีการคิดค้น โช๊คอัพ ไฮโดรลิค แบบ Telescopic ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1949 ซึ่งเป็นที่มาของโมเดล Hydra-Glide ในภายหลัง

ช่วงปี 1950s อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของมอเตอร์ไซค์แบรนด์อังกฤษทำให้ฮาเลย์ต้องสั่นคลอน เพราะมอเตอร์ไซค์ของต่างชาติเหนือกว่าของพวกเขาแทบจะทุกด้าน ทั้งมีน้ำหนักเบากว่า ทำความเร็วได้ดีกว่า และควบคุมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังมีดีไซน์เก๋ไก๋ ต่างจากฮาเลย์ช่วงนั้น ที่เน้นแต่ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล

Harley-Davidson K Sport 1952

เมื่อเห็นแบบนี้ฮาเลย์จึงปล่อยออกแบบโมเดล K Sport มาสู้ในปี 1952 แต่น่าเสียดายเครื่องยนต์วาล์วข้างสูบ side-valve flathead ที่ใช้ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ความตั้งใจนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ  อย่างไรก็ตาม ในปี 1957 ฮาเลย์ได้อัพเกรดเครื่องยนย์ดังกล่าวให้กลายเป็นแบบ วาล์วเหนือสูบ (overhead-valve) และรีแบรนด์ตัวมอเตอร์ไซค์ใหม่โดยใช้ชื่อ “Sportster” เมื่อนั้นเองที่โมเดลนี้กลับมาประสบความสำเร็จอย่างมาก และนับเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล Sportster อย่างแท้จริง

ต้องยอมรับว่าหนึ่งในคู่ปรับตลอดการของฮาเลย์ก็คือ Indian ที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 1901 แต่แล้วในปี 1953 พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้ ต้องปิดตัวลง ทำให้ฮาเลย์ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์อันดับ 1 ของอเมริกาทันที ปีนั้นยังเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 50 ของฮาเลย์อีกด้วย

ต่อมา แบรนด์ Harley-Davidson เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ดาราในวงการเริ่มเข้ามามีบทบาทกับแบรนด์ เช่น เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งเคยขึ้นหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast คู่กับโมเดล KH Sport twin ดาราอย่าง Clark Gable, Tyrone Power และ Roy Rogers ก็ประกาศตนว่าเป็นแฟน Harley-Davidson เช่นกัน

Harley-Davidson Duo-Glide 1958

ก่อนจะเข้ายุค 60 ฮาเลย์มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาพอสมควร และยังมีการสร้างแผนก Sportster ขึ้น สะท้อนถึงความป๊อบปูล่าของโมเดลดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบกันสะเทือนหลังให้กับมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเป็นครั้งแรก ในโมเดล Duo-Glide ซึ่งเป็นทัวร์ริ่งในตำนานก็ว่าได้  

หากจะถามว่าสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮาเลย์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ก็คงตอบได้ว่า ปี 1957” เพราะเป็นปีที่ตระกูล Sportster ถือกำเนิดขึ้นมา และยังอยู่ยงคงกระพันในวงการจนถึงทุกวันนี้

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.bonhams.com/auctions/22125/lot/266/

https://www.pinterest.com/pin/558868634992307686/?lp=true

https://oldmotodude.blogspot.com/2018/02/1952-harley-davidson-model-k-sport-on.html

https://blog.hog.com/magazine-articles/6o-years-of-the-sportster

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 1941 หลังจากญี่ปุ่นนำเครื่องบินรบโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาอย่างยับเยินที่ เพิร์ล ฮาเบอร์ สหรัฐจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกทันที ณ ตอนนั้น เศรษฐกิจภายในประเทศได้ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสงครามโลกแบบเต็มรูปแบบ

ช่วงนั้น Harley-Davidson ต้องทำการหยุดขายมอเตอร์ไซค์ให้กับประชาชนไปชั่วคราว เพื่อหันมาผลิตมอเตอร์ไซค์ให้กับกองกำลังทหาร ซึ่งไม่เพียงผลิตให้กับประเทศตนเองเท่านั้น ยังผลิตให้กับประเทศฝ่ายเดียวกัน (กลุ่มสัมพันธมิตร หรือ Allies) ตลอดระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นจำนวนทั้งหมดมากกว่า 90,000 คัน

โมเดล Harley-Davidson WLA ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

มอเตอร์ไซค์ที่ผลิตให้กับกลุ่มสัมพันธมิตรเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโมเดล WLA เครื่องยนต์แบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) ซึ่งการที่มันถูกใช้ในสนามรบในทวีปยุโรปอย่างแพร่หลาย ทำให้คนทั่วโลกเริ่มรู้จักแบรนด์ Harley-Davidson มากขึ้น ถือว่าได้โฆษณาแบรนด์ตัวเองไปด้วย

แม้กำลังการผลิตยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดได้จนกระทั่งปี 1947 Harley-Davidson สามารถผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ด้วยสถานะที่ค่อนข้างมั่นคง  สงครามโลกครั้งนี้ยังสร้างอิทธิพลต่าง ๆ ให้กับ Harley-Davidson และวงการมอเตอร์ไซค์ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ฮาเลย์สไตล์ Chopper ในยุค 60s

ลองจินตนาการดูครับ ฮาเลย์ได้ผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนกว่า 90,000 คันให้กับประเทศตัวเองและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงคราม แต่เมื่อสงครามจบลงแล้ว มอเตอร์ไซค์จำนวนมากเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน?

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ช่วงนั้นมี Harley-Davidson มือสองที่เหล่าทหารเคยใช้วางขายเป็นจำนวนมากในตลาดด้วยรายาย่อมเยาว์ ส่วนเหล่าทหารที่ถูกปลดประจำการจำนวนมาก ก็บังเอิญต้องการหาสิ่งตื่นเต้นแปลกใหม่ทำเช่นกัน ทหารเหล่านี้จึงนำ Harley-Davidson มาปรับแต่งกันเพื่อความสนุก เกิดเป็นเทรนด์การแต่งมอเตอร์ไซค์แบบ Custom ขึ้นมา

โดยไอเดียการแต่งคือการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด เพื่อให้ตัวรถมีการควบคุมและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น เมื่อตัวมอเตอร์ไซค์เหลือเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงเท่านั้น มอเตอร์ไซค์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า “Bobber” ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับมอเตอร์ไซค์สไตล์ “Chopper” ในภายหลัง

อย่างไรก็ตามในปี 1947 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ Biker ขึ้น  มีแก๊งคนขับมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ชื่อว่า The Booze Fighters ได้รวมตัวกันสังสรรค์อย่างสุดเหวี่ยงในเมืองฮอลลิสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสร้างความวุ่นวายและความเดือดร้อนให้กับผู้คนระแวกนั้นเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นั้นทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์โดยรวมถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบสร้างปัญหา ซึ่งใช้เวลานานอยู่พอสมควรกว่าภาพลักษณ์ลบ ๆ นี้จะหายไป  

เหตุการณ์ในครั้งนั้นโด่งดังถึงขนาดมีคนนำมาทำเป็นหนัง (เรื่อง The Wild One) ซึ่งมีดาราในตำนานอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เล่น แม้มอเตอร์ไซค์ที่เขาขับในหนังจะไม่ใช่ Harley-Davidson ก็ตาม

ในช่วงปี 1950-1960 Harley-Davidson มีการปล่อยโมเดลใหม่ออกมามากมาย และเป็นปีที่บริษัทให้กำเนิดตระกูลฮาเลย์ในประวัติศาสตร์อย่าง Sportster เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

 

แหล่งที่มา: หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ: http://nostalgiaonwheels.blogspot.com/2011/07/harley-davidson-motorcycles-at-war-wwii.html

https://nationalmcmuseum.org/2016/11/11/1942-harley-davidson-wla-the-liberator/

https://www.ellaspede.com/blog/latest/a-look-at-bobber-and-chopper-motorcycles/

http://blog.getlowered.com/motorcycle-features/history-of-chopper-motorcycle/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

 

Harley-Davidson 1930-1940 ฝ่าวิกฤต The Great Depression

ในปี 1929 เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า The Wall Street Crash ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ที่ส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก

ช่วงปี 1930-1940 จึงเป็นเวลาที่ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทาย คู่แข่งรายสำคัญของ Harley-Davidson อย่าง Excelsor-Henderson ถึงกับต้องยุติการผลิตสินค้าลงในปี 1931 ส่วนยอดผลิตของฮาเลย์ตกลงเหลือเพียง 4,000 คันในปี 1933 น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 1910

ชายหนุ่มประกาศขายรถในราขาเพียงประมาณ 3,000 บาทเนื่องจากเสียเงินทั้งหมดไปในตลาดหุ้นจากเหตุการณ์ The Wall Street Crash

อย่างไรก็ตาม Harley-Davidson ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มาได้โดยไม่เจ็บตัวมากนั้น เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือเนื่องจาก Harley-Davidson เป็นบริษัทที่ วิลเลียมส์ ฮาเลย์ และสามพี่น้องตระกูลเดวิดสัน เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว (ธุรกิจของครอบครัว) พวกเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาในการพูดคุยอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กับผู้ถือหุ้นคนใด สิ่งที่ต้องทำจึงเหลือเพียงการฮึดสู้ โฟกัสกับงานของตัวเอง และอดทนรอเวลาเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น

วิกฤต The Great Depression ยังส่งผลไปถึงวงการรถแข่งมอเตอร์ไซค์ ช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ต่างไม่มีเงินทุนในการผลิตรถแข่งสำหรับการแข่งขันประเภท Class A ที่กำหนดว่ามอเตอร์ไซค์ต้องเป็นประเภท 8 วาล์ว ระบบ overhead camshaft และใช้เครื่องยนต์ flathead ที่ปรับจูนมาพิเศษ เท่านั้น

ในปี 1934 จึงมีประเภทการแข่งรถแบบ Class C ขึ้นมา ซึ่งต้องการมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ side-valve ขนาด 750 cc และเครื่องยนต์แบบ 500cc ระบบวาล์วเหนือสูบ (overhead valve) เพียงเท่านั้น  จึงทำให้สนามการแข่งขันเปิดกว้างสำหรับคนทั่วไปมากขึ้น และรถแข่งต่าง ๆ ก็เริ่มถูกผลิตออกมาจากโรงงาน ไม่ได้สั่งทำพิเศษเป็นคัน ๆ อย่างที่เคยเป็นมา

การแข่งขันประเภท Class C ได้รับความนิยมอย่างมาก และต่อมาได้กลายเป็นประเภทการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในสหรัฐอเมริกา

แม้ความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะยังคงอยู่ ช่วงปี 1930s ยังมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น นั่นก็คือเทรนด์ศิลปะทั่วโลกที่เรียกว่า อลังการศิลป์” (The Art Deco movement) เทรนด์ศิลปะดังกล่าวส่งผลให้ Harley-Davidson เลิกใช้โทนสีเขียวแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1917 แล้วหันไปใช้สีโทนอื่นแทน เห็นได้จากโมเดล 61E Knucklehead ที่เปิดตัวมาในปี 1936 ที่ใช้สีแดงเข้มและมีสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม

Harley-Davidson 61EL Knucklehead 1936

ในช่วงกลางยุค 1930s ภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์ของ Harley-Davidson ยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนัก การเปิดตัวโมเดล 61E Knucklehead มาในช่วงนั้นจึงมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร  โมเดล 61E Knucklehead มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระบบล่อลื่นแบบ recirculating lubrication system ระบบเกียร์ 4 สปีด วาล์วเหนือสูบ และห้องเผาไหม้แบบ hemispherical combustion chamber

61E Knucklehead ถือเป็นโมเดลรุ่นปู่ของฮาเลย์หลาย ๆ โมเดลในทุกวันนี้ ซึ่งอิทธิพลของมันไม่ได้มีแค่ในเรื่องกลไกการทำงานของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ซึ่งช่วยให้ตัวรถวิ่งได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ช่วงปี 1930s ถือเป็นยุคของการผลิตมอเตอร์ไซค์ให้ลู่ลม (streamlining) และเจ้า 61E ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของฮาเลย์ในการพัฒนาในจุดนี้ นับเป็นโมเดลต้นแบบให้กับโมเดลรุ่นหลัง ๆ ที่ทำความเร็วได้อย่างเร้าใจ

ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 Harley-Davidson ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หายใจเข้าออกปรอดโปร่ง บริษัทมีไลน์สินค้าที่มั่นคง มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดี มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากมาย มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงปลอดภัย และที่สำคัญได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจล้มละลายที่เลวร้ายที่สุดมาได้ ในบทความต่อไป เราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วง 1940-1950 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านกันต่อไป

แหล่งข้อมูล : หนังสือ Ultimate Harley Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

https://www.citeco.fr/10000-years-history-economics/industrial-revolutions/stock-market-crash-on-wall-street-and-start-of-the-1930s-crisis

https://thevintagent.com/2018/03/01/class-c-racing-in-california-1935/

https://uncommonmotors.com/1936-harley-davidson-el-knucklehead/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา

Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา    

หลังจากที่เราเคยลงบทความเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของ Harley-Davidson กันไปบ้างแล้ว ในบทความนี้เรามาดูความเป็นไปของแบรนด์ในช่วงปี 1920-1930 กัน นับเป็นช่วงที่สินค้า กลยุทธ์การตลาด รวมถึงวงการสนามแข่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ยอดการผลิตของฮาเลย์ได้ลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่หดตัว ฮาเลย์หาทางแก้โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งในช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ในยุโรปและอังกฤษก็ส่งออกมอเตอร์ไซค์ต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีนี้ ก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมากระตุ้นยอดขายฮาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนตัวแทนจำหน่าย การลงทุนโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาคิดค้นระบบเครดิตออกมาเป็นประเทศแรกของโลกได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินซื้อสินค้า

ทีม Harley-Davidson Wrecking Crew ในสนามแข่งช่วงปี 1920s

แน่นอนยอดการผลิตในช่วงนี้ไม่ดีเท่ากับ 10 ปีแรกที่ Harley-Davidson เปิดตัว อย่างไรก็ตามบริษัทยังถือว่าอยู่ในจุดยืนที่ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นอยู่มาก และในช่วงกลางยุค 1920s ฮาเลย์ได้แซงหน้า Indian ขึ้นเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในช่วงหนึ่งอีกด้วย

สำหรับวงการแข่งรถ ในช่วงต้นศตวรรษ 20 สนามแข่งแบบ board track (พื้นผิวสนามเป็นแผ่นไม้กระดาน) เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์มาโดยตลอด ซึ่งฮาเลย์สามารถคว้ารางวัลมามากมายได้เช่นกัน แต่พอมาถึงช่วงกลางยุค 1920s สนามแข่งดังกล่าวเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  สนามดินแบบ dirt track จึงเริ่มกลายเป็นที่นิยมในวงการการแข่งขันแทน และกลายเป็นสังเวียนหลักในวงการแข่งมอเตอร์ไซค์ในระยะเวลาต่อมา

Harley-Davidson โมเดล B 1928

ช่วงปี 1920-1930 โมเดลของฮาเลย์มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โมเดล W-series flat twin ที่เปิดตัวในปี 1919 ถูกยกเลิกไปในปี 1923 เนื่องจากไม่ตอบโจทย์กลุ่มตลาดในอเมริกา สินค้าที่เข้ามาแทนที่คือโมเดล A และ โมเดล B ที่ใช้กระบอกสูบเดียวและมีความจุกระบอกสูบน้อย  ยอดขายโมเดล A และ B ค่อนข้างคงที่ จนกระทั่งช่วงต้นยุค 1930s มันก็ได้ถูกยกเลิกผลิตไปเช่นกัน

ในปี 1929 ฮาเลย์ผลิตเครื่องยนต์ side-valve V-twins ความจุ 45 ลบน. ออกมาเพื่อแข่งขันกับ Indian และ Excelsior ในตลาดที่กำลังเติบโต นับเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในด้านการพัฒนาเครื่องยนต์ของฮาเลย์  เครื่องยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้ในโมเดลสามล้อที่ชื่อว่า Servi-Car ที่กลายเป็นยานพาหนะยอดนิยมของกลุ่มตำรวจ และมีการผลิตไปจนถึงช่วงปี 1970s

โมเดล Servi-Car เป็นที่นิยมของตำรวจในช่วง 1930

นอกจากนี้ ในปี 1930 เครื่องยนต์ side-valve V-twins ดังกล่าว ยังถูกอัพเกรดให้มีความจุเครื่องยนต์สูงขึ้นอีกเป็น 74 ลบน. ซึ่งถือเป็นจุดจบของการใช้เครื่องยนต์ประเภท inlet-over-exhaust แบบเดิมที่ฮาเลย์ใช้มานานตั้งแต่โมเดลคันแรก    

ในบทความหน้าเราเราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วงปี 1930-1940 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทต้องเผชิญกับ มหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก The Great Depression เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป   

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson – Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.rideapart.com/articles/247412/a-history-of-harley-davidson-and-the-boys-in-blue/

https://www.rideapart.com/articles/254682/how-harleys-became-known-as-hogs/

http://archivemoto.com/thearchive/2017/5/4/the-harley-davidson-wrecking-crew-ascot-park-january-1920

https://www.mecum.com/lots/LV0114-180392/1928-harley-davidson-ba-single/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley