โมเดลไหนของ Harley-Davidson ที่ได้รับฉายาว่า “Peashooter”

โมเดลไหนของ Harley-Davidson ที่ได้รับฉายาว่า “Peashooter”

1926 Model B

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Harley-Davidson พยายามเจาะตลาดมอเตอร์ไซค์ class เล็ก โดยการเปิดตัวโมเดลกระบอกสูบเดี่ยว ที่มี 4 เวอร์ชันด้วยกัน คือ โมเดล A, B, AA และ BA ซึ่งแม้แต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ทุกคันล้วนออกแบบมาเพื่อ ลูกค้าที่มีงบจำกัด โดยวันนี้เราจะมาพูดถึง Model B ในปี 1926 กัน

ดีไซน์ของ 1926 Model B ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล Prince ของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Indian ซึ่งมีการผสมกลิ่นอายความเป็น British แบบ old-school เข้าไป เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งแบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) และแบบวาล์วเหนือสูบ (overhead-valve) ซึ่งมีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 21 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 346cc ตัวรถใช้ระบบเกียร์ 3 สปีด ระบบโซ่ส่งกำลัง มีน้ำหนักรวม 119 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้ 97 กม/ชม

มากันที่องค์ประกอบ Model B มีทั้งไฟท้ายและไฟหน้า แต่ถ้าลูกค้าอยากประหยัดงบขึ้นอีก ก็สามารถเลือก Model A ที่ตัดไฟท้ายไฟหน้าออกไป เบาะนั่งของ Model B มีลักษณะคล้ายของรถจักรยาน มีการติดตั้งแบบ telescopic sprung mounting เข้าไปเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย บอดี้ใช้สี Olive Green ตัดกับสีแดงโทน Maroon อย่างสวยงาม ซึ่ง Olive Green เป็นสีมาตรฐานที่ฮาเลย์ใช้จนถึงปี 1933

ด้านข้างตัวรถ ฝั่งขวา มีคันเหยียบเบรกหลัง (Model B ไม่มีเบรกหน้า) ส่วนด้านซ้ายเป็นคันเหยียบคลัทช์ ส่วนแฮนด์บาร์ที่ให้เป็นแบบ standard แต่สามารถเลือกเป็นแฮนด์บาร์แบบ speedster ได้

จริง ๆ แล้ว Harley-Davidson ตั้งใจผลิตโมเดล class เล็กเหล่านี้มาเพื่อตลาดส่งออกเป็นหลัก แต่หลังจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้ประเทศอังกฤษทำการเพิ่มภาษีนำเข้า อีกทั้งสภาพตลาดในยุโรปก็ทรุดตัวลง ทำให้โมเดล class เล็กเหล่านี้ถูกผลิตจนถึงปี 1929 เพียงเท่านั้น ส่วนที่ผลิตออกมาเกิน ก็จะวางขายภายในประเทศ (สหรัฐอเมริกา) ต่อไป

 

1926 Model S Racer

Model S Racer คือโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งมอเตอร์ไซค์ในสนามประเภท Dirt Track Racing หรือสนามดิน โมเดลนี้เป็นการต่อยอดมาจากกลุ่มโมเดล A, B, AA และ BA ที่ใช้วิ่งบนท้องถนน โดยมีการตัดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่ว่าจะเป็นสปริงโช๊คหน้า สปริงใต้เบาะนั่ง เบรก และระบบเกียร์ เพื่อทำให้ตัวรถวิ่งได้เร็วขึ้น แต่ต้องแลกมากับความสะดวกสบายที่ลดลง Model S Racer ถือเป็นโมเดลที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ฮาเลย์ได้อย่างมาก จากการกวาดรางวัลมากมายในสนามแข่ง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่นประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลีย

เครื่องยนต์ของ Model S Racer จะเหมือนกับของ Model B คือเป็นแบบวาล์วเหนือสูบ สูบเดียว ความจุเครื่องยนต์ 21 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 364cc ความแตกต่างของทั้งสองโมเดลอยู่ที่น้ำหนักตัวรถและการทำความเร็วสูงสุด โดย Model S Racer จะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 109 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 113 กม/ชม ส่วน Model มีน้ำหนักอยู่ที่ 119 กก. และทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่เพียง 97 กม/ชม

นอกจากนี้ เนื่องจาก Model S Racer เป็นมอเตอร์ไซค์แข่งสนามดิน จึงต้องใช้หน้ายางแบบเฉพาะที่ช่วยให้ตัวรถเกาะพื้นสนามมากขึ้น ตะเกียบหน้าต้องเป็นแบบผอมๆ แฮนด์บาร์ต้องดรอปลงมาเพื่อเสริมท่านั่งแบบมอเตอร์ไซค์แข่ง ถังน้ำมัน บังโคลนทั้งหน้าและหลัง ต้องตัดให้สั้นเพื่อลดน้ำหนักตัวรถ เฟรมรถต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา

และด้วยองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบนี้เอง ที่ช่วยให้ Model S Racer กวาดถ้วยรางวัลจากสนามดินทั้งหมด 13 รายการด้วยกัน ในยุคนั้น และได้ชื่อเล่นว่า “Peashooter” โดยมีนักแข่งในตำนานอย่าง Joe Petrali เป็นคนขับ

ในบทความหน้า เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับโมเดลประเภท Hill Climber รวมถึงโมเดลที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ Harley-Davidson กัน

 

 

แหล่งข้อมูล Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

https://www.amazon.com/Davidson-Restored-Mousepad-Computer-Supplies/dp/B07GT7631H

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/07/harley-davidson-1926-model-s-racer.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1918 Model J Sidecar & 1920 Eight-Valve Racer

1918 Model J Sidecar & 1920 Eight-Valve Racer

1918 Model J Sidecar

หนึ่งในโมเดลรุ่นคลาสสิกของฮาเลย์คือมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอย่าง 1918 Model J Sidecar คันนี้ ซึ่งสามารถรับผู้โดยสารเพิ่มได้อีกคนแบบสบาย สามารถบรรทุกของจำนวนมากได้ รวมถึงแฟนสาวขี้กลัวที่อยากนั่งเป็นเจ้าหญิงสักครั้ง

ในโมเดลพ่วงข้างของ Harley-Davidson ในช่วงแรก รวมถึง Model J Sidecar คันนี้ ส่วนพ่วงข้างจะถูกยึดเข้ากับตัวมอเตอร์ไซค์แบบทื่อๆ จนหลายปีให้หลังฮาเลย์จึงได้ปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อให้ตัวรถทั้งสองส่วนวิ่งได้อย่างสมดุลขึ้น

Harley-Davidson เปิดตัวโมเดลพ่วงข้างมาตั้งแต่ปี 1914 และบางโมเดลยังถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกด้วย กระแสนิยมมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ได้เพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดพีคในช่วง 1920s ก่อนจะซาลง เนื่องจากผู้คนเริ่มหันไปสนใจรถยนต์ Model T Ford ที่มาพร้อมกับราคาแสนถูก จึงทำให้โมเดลพ่วงข้างของฮาเลย์กลายเป็นของสะสมหายากสำหรับคนกลุ่มน้อยในภายหลัง

ในเรื่องของสเปค Model J Sidecar ใช้เครื่องยนต์ Inlet-over-exhaust, V-twin มีความจุเครื่องยนต์ 61 ลบน. (1,000cc) มีระบบเกียร์ 3 สปีด ขับเคลื่อนด้วยโซ่ส่งกำลัง ระบบกันสะเทือนมี Lead-link front fork น้ำหนักตัวรถ 147 กก.และท็อปสปีดอยู่ที่เพียง 89 กม/ชม

Model J Sidecar มีไฟหน้าแบบ Acetylene ที่ส่งพลังงานไปยังไฟท้ายด้วย มีล้อหน้าสีขาวพร้อมบังโคลนแบบ Valanced ด้านบนบังโคลนหลังมีตะแกรงบรรทุกของ ตัวรถมีคันโยกเพื่อใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ และคันโยกสำหรับการใช้คลัทช์  ในส่วนพ่วงข้าง เบาะนั่งถูกทำด้วยหนังนุ่ม มีประตูเปิดเข้าออก และพักเท้ารอรับเพื่อนหรือเจ้าหญิงของคุณ

โดยรวม Model J Sidecar เป็นโมเดลที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ไม่เน้นทำความเร็ว และเป็นหนึ่งในตัวแทนโมเดลพ่วงข้างของฮาเลย์ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากโมเดลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

 

1920 Eight-Valve Racer

Harley-Davidson เริ่มเข้าวงการแข่งมอเตอร์ไซค์แบบจริงจังในปี 1914 และมีการผลิตมอเตอร์ไซค์แข่งที่ ออกมา 4 รุ่นด้วยกัน ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะมีชื่อเรียกว่า “eight-valve racing twins” กลุ่มโมเดลนี้ถือเป็นรุ่นที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับ Harley-Davidson ในนามผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์แข่งที่สำคัญของประเทศ ก็ว่าได้

และในบทความนี้เราจะมาดูโมเดล 1920 Eight-Valve Racer กัน ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่มันถูกผลิตออกมาเพียง 8 คันในโลกเพียงเท่านั้น  ตัวรถใช้เครื่องยนต์แบบ overhead-valve V-Twin มีความจุเครื่องยนต์ 61 ลบน. หรือ 1000cc มีแรงม้าเครื่องยนต์ 15 bhp ใช้ระบบเกียร์เดียว ขับเคลื่อนแบบ Direct Drive มีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 314 กก. และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 193 กม/ชม

เนื่องจากไม่มีเบรก ผู้ขับจึงต้องอาศัยการควบคุมคันแร่ง ปุ่มดับเครื่องยนต์ และเท้าของตัวเอง ในการหยุดรถ ซึ่งแม้จะดูไม่สะดวกสักเท่าไร แต่ Eight-Valve Racer ก็สามารถคว้ารางวัลจากสนามแข่งสำคัญมากมายให้กับ Harley-Davidson ในปีนั้น

นอกจากนี้ ความพิเศษของ 1920 Eight-Valve Racer ยังอยู่ที่การออกแบบกระบอกสูบและฝาด้านบน โดยวิศวกรชาวอังกฤษชื่อ Harry Ricardo โดยตัวเครื่องยนต์จะมี hemispherical combustion chamber ที่ใช้ในเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

และเนื่องจากมันเป็นมอเตอร์ไซค์แข่ง (ช่วงนั้นเป็นสนามพื้นไม้กระดาน หรือที่เรียกว่า Board Track Racing) บังโคลนหลังจึงถูกตัดทอนให้สั้นลง เพื่อทำให้ตัวรถเบาขึ้น แฮนด์บาร์ก็เป็นลักษณะโค้งลง เพื่อเสริมท่านั่งแบบโน้มตัวสไตล์มอเตอร์ไซค์แข่ง เฟรมรถก็ค่อนข้างน้อยชิ้น เปิดเผยให้เห็นเครื่องยนต์ทั้งหมด ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ การทำให้ตัวรถวิ่งได้เร็วที่สุด

1929 Eight-Valve Racer และรุ่นหลังๆ เป็นโมเดลที่ได้รับชัยชนะมานับไม่ถ้วน จนทำให้ทีมแข่งมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson เป็นที่รู้จักกันในนาม “The Wrecking Crew” หรือที่แปลว่า “ทีมที่พร้อมจะทำลาย (ปราบ) คู่แข่งได้ทุกเมื่อ

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/04/harley-davidson-1918-model-j-sidecar.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/05/harley-davidson-1920-eight-valve-racer.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1915 Model F & 1928 JD

1915 Model F & 1928 JD

เมื่อเข้าสู่ปี 1915 ยานพาหนะที่เรียกว่า มอเตอร์ไซค์ เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา และเป็นปีที่ Harley-Davidson เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมามากมาย เพื่อพัฒนาโมเดลที่วิ่งบนท้องถนนในเมือง หลังจากลุยสมรภูมิสนามแข่งมาสักระยะเวลาหนึ่ง ในปีนั้นมีนัวตกรรม 3 อย่างเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ นั่นคือ ระบบเกียร์ 3 สปีด, ปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล (mechanical oil pump) และไฟหน้าแบบไฟฟ้า

ระบบเกียร์ 3 สปีด เพิ่มกำลังให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นเนินเขาได้ง่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งในความเร็วต่ำ ส่วนปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหล่อลื่นและยืดอายุเครื่องยนต์ และสุดท้ายไฟหน้าแบบไฟฟ้า ทำให้ผู้คนสามารถเริ่มออกเดินทางตอนกลางคืนได้บ่อยขึ้น จากแต่เดิมที่ต้องรอคอยให้พระจันทร์เต็มดวง

Model F คือหนึ่งในโปรดักที่ฮาเลย์เปิดตัวมาในปี 1915 มันมีระบบเกียร์ 3 สปีด และปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล แต่ไม่มีไฟหน้า เป็นรถที่เน้นการใช้งานบนท้องถนน และตอนนั้นติดป้ายราคาขายไว้ที่ $275 หรือราว 8,500 บาท ซึ่งค่อนข้างสูงในตอนนั้น

ในส่วนขององค์ประกอบ ตัวรถมีตะแกรงบรรทุกของด้านหลัง บังโคลนหน้าหลัง ดรัมเบรกล้อหลังที่ทำงานด้วยคันเหยียบเท้าขวา เบาะนั่งติดสปริง มีก้านเหยียบเพื่อหยุดการทำงานของ Silencer เพื่อเค้นประสิทธิภาพเครื่องยนต์ออกมาได้มากขึ้น และเนื่องจากตั้งแต่ปี 1914 เครื่องยนต์มีความแรงมากขึ้น คันเหยียบที่เอาไว้ใช้ส่งแรงเวลาขึ้นเขาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป (มีไว้ใช้เพื่อ kickstart เท่านั้น) ตัวรถจึงมีพักเท้าเพิ่มเข้ามา

หน่วยงานตำรวจเริ่มเห็นความสำคัญของการใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีความเร็วสูงเพื่อจับผู้ร้าย ซึ่งเจ้า Model F ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 97 กม/ชม เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์เจ้าอื่นทั้งหมดในยุคนั้น ก็ตอบโจทย์อย่างแรง แต่บางหน่วยงานได้เลือกใช้ Model Js ซึ่งเป็นโมเดลอัพเกรดขึ้นไปอีกจาก Model F โดยมีไฟหน้าติดเพิ่มเข้ามา เพื่อใช้จับผู้ร้ายในเวลากลางคืน

อีกโมเดลที่พวกตำรวจให้ความไว้วางใจ และถือว่าขายดีกว่าโมเดลอื่นอย่างชัดเจนคือ 1928 JD ซึ่งฮาเลย์ได้เพิ่มความจุเครื่องยนต์เป็น 74 ลบน. หรือ 1213cc จากเพียง 61 ลบน. หรือ 1,000cc เมื่อเทียบกับ Model F ทำให้มันวิ่งเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์เมืองแทบทุกคันในยุค 1920s

ตัวรถใช้สี Olive Green แต่สามารถเลือกเป็นสีอื่นได้เช่น ขาว ดำ แดง น้ำเงิน ด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย  มีฟีเจอร์ที่ต่างจาก Model F คือเรือนไมล์ แตรไฟฟ้า ดรัมเบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เบาะหนังติดสปริง และกล่องอุปกรณ์ซ่อมรถขนาดพกพาด้านหน้า อีกทั้งยังมีไฟหน้าแบบเดี่ยว (ถูกเปลี่ยนเป็นแบบคู่ในปี 1929) และลูกค้ายังขอเพิ่มฟีเจอร์กระจกข้างทรงกลมสุดเก๋ได้อีก

ตัวเครื่องยนต์ทำจากเหล็กหล่อลงสีเงินสวยงาม และมีก้านกระทุ้งสองก้านที่ถูกส่งแรงมาจากเพลาข้อเหวี่ยงเดี่ยวด้านล่าง หากความแรงของจ้า 1928 JD ยังไม่สุดถึงใจ ลูกค้าสามารถเลือกเป็นตัวอัพเกรด โมเดล JDH ได้ ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์แบบรถแข่ง โดยมีเพลาข้อเหวี่ยงคู่ ช่วยขับความเร็วให้สูงขึ้นมากกว่าเดิม

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson The New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/02/harley-davidson-1915-model-f.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/03/harley-davidson-1928-jd.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer

ในปี 1914 Harley-Davidson ได้เข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก เนื่องจากบริษัทมองว่ามันคือสังเวียนที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของตนเองมากขึ้น และการคว้าถ้วยรางวัลมาจะนำไปสู่การพัฒนาโมเดลของพวกเขาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะช่วงนั้น การแข่งขันประเภท Board Track Racing หรือสนามแข่งรถที่พื้นทำจากแผ่นไม้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แถมผู้เข้าร่วมชมร่วมพนันมากมายก็ต่างพากันเข้ามาชมการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่อ

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฮาเลย์ เพราะในปี 1915 พวกเขาเริ่มคว้ารางวัลจากสนามแข่งต่าง ๆ ได้จากโมเดลมากมาย รวมถึง KT Board Racer คันนี้ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Inlet-over-exhaust V-twin มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 61 ลบน. หรือ 1,000cc มีแรงม้าเครื่องยนต์อยู่ที่ 15 bhp เกียร์ 3 สปีด และระบบส่งกำลังด้วยโซ่ ระบบกันสะเทือนมีโช๊คหน้าแบบ Leading-link ส่วนด้านหลังไม่มีโช๊ค น้ำหนักตัวรถ 147 กิโลกรัม และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 130 กม/ชม

ส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ KT Board Racer มีการตัดบังโคลนหลังให้สั้นลงจากรุ่นก่อนหน้าเพื่อทำให้ตัวรถเบาขึ้น มีการใช้เบาะนั่งแบบ light-weight ที่เบามาก แต่ต้องแลกมากับความสะดวกสบายที่ลดลง

ด้านข้างมีคันเหยียบ ซึ่งหากถีบไปด้านหน้าจะเป็นการ Kickstart เครื่องยนต์ แต่ถ้าถีบกลับหลังจะเป็นการเบรกที่ล้อหลัง

ถังน้ำมันเครื่องถูกจัดวางในส่วนเดียวกับถังน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม ท่อไอเสียที่ต่อตรงออกมาจากกระบอกสูบ มีการออกแบบให้สั้นลง ซึ่งดูเหมือนจะช่วยเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ และเสียงก็ดังขึ้นด้วย แฮนด์บาร์บริเวณมือจับมีการปรับให้โค้งต่ำลงมา เพื่อเสริมท่านั่งแบบนักแข่งรถ

ดูจากภภายนอกแล้วโมเดล KT Board Racer ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผอมและเปราะบาง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย มันมีความแข็งแกร่งและศักยภาพในการวิ่งด้วยความเร็วบนระยะทางกว่า 161 กิโล ต่อการแข่งขันหนึ่งรอบ ซึ่งเป็นระยะทางปกติ สำหรับสนามแข่งประเภท Board Track Racing ในยุคนั้น และชื่อสังเวียนนี้เองที่เป็นที่มาของชื่อโมเดลคันนี้

1915 KR Fast Roadster

มันจะมีความสุขอะไรเทียบเท่ากับการได้ขับมอเตอร์ไซค์ที่คว้ารางวัลในสนามแข่งมามากมาย “บนท้องถนนทั่วไป”  Bikers ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือหน้าใหม่ ต่างอยากสัมผัสพละกำลังเครื่องยนต์ สมรรถนะการควบคุม และระบบเบรก ของโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งระดับประเทศ

นั่นจึงเป็นที่มาของโมเดล 1915 KR Fast Roadster ที่ถูกออกแบบต่อยอดมาจาก 1915 KT Board Racer แต่ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับนักแข่งแรกเริ่ม และการใช้งานบนท้องถนนในเมือง

มีการเพิ่มบังโคลน บังโซ่ และแฮนด์บาร์แบบมาตรฐานเข้าไป ซึ่งไม่ได้โค้งต่ำลงมาเพื่อสนับสนุนท่านั่งแบบนักแข่ง แต่จะเป็นแบบ pulled-back คือขยายออกกว้างและโค้งมาด้านหลังเข้าหาคนขับ ซึ่งในเรื่องความสบายและการควบคุม จะเหนือกว่าแฮนด์บาร์แบบรถแข่งอยู่พอตัว

สิ่งที่ต่างออกไปจาก KT Board Racer ยังมีสปริงใต้เบาะนั่ง ซึ่งแม้จะช่วยซับแรงกระแทกได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากเจาะสภาพถนนที่ย่ำแย่ นั่นจึงเป็นที่มาของพื้นที่พักเท้าขนาดกว้าง ให้คนขับสมารถยืนขึ้นได้ เวลาต้องเจอแรงกระแทกหนัก ๆ

สี Renault Grey โทนฟ้าตุ่น ๆ คือสีที่ Harley-Davidson ใช้บนโมเดลทุกคันในปี 1915 ตัดกับแถบ แดง-ดำ-เหลือง บนตัวถังน้ำมันของ KR Fast Roadster อย่างสวยงาม

เสียดายที่มันถูกผลิตออกมาเพียง 100 คันในโลกเท่านั้น จึงนับเป็นของหายากที่นักสะสมหลายคน ใฝ่ฝันจะครอบครอง

แหล่งที่มา หนังสือ The Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://autosystempro.com/1915-kt-board-racer/

https://autosystempro.com/1915-kr-fast-roadster/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley