1960 FLH Duo-Glide กับที่มาของคำว่ามอเตอร์ไซค์ “Dresser”

1960 FLH Duo-Glide กับที่มาของคำว่ามอเตอร์ไซค์ “Dresser”

ในช่วงปลายยุค 50s “Big Twins” หรือ มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์ที่มีความจุเครื่องยนต์ 74 ลูกบาศก์นิ้วขึ้นไป กลายเป็นที่รู้จักในวงการ ในด้านการเป็น “รถทัวร์ริ่ง” ที่มีขนาดใหญ่ นั่งสะดวกสบาย และเก็บของได้เยอะ  แต่ก็มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช้น้ำหนักของตัวรถ แต่กลับเป็นความสะดวกสะบายและความมั่นคงที่ยังคงมีไม่มากพอ ในปี 1958 ฮาเลย์จึงได้ตัดสินใจใส่สวิงอาร์มหลังเข้าไปให้กับ Big Twins ของพวกเขา (ตอนนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้คือ Panhead) ซึ่งโมเดลที่มีสวิงอาร์มหลังเหล่านี้ ก็ได้ชื่อใหม่ที่หลายคนคุ้นหูเช่นกัน นั่นก็คือ “Duo-Glide”

ช่วงที่ Duo-Glide ถือกำเนิดมาในปี 1960 นับเป็นยุคที่คนขับฮาเลย์นิยมแต่งรถของตัวเองให้มีเอกลักษณ์และมีสไตล์เป็นอย่างมาก มีการเพิ่มอุปกรณ์ accessories ต่าง ๆ เพื่อทำให้รถของตัวเองไม่เหมือนใคร อีกทั้งเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและอรรถประโยชน์ของตัวรถอีกด้วย ในช่วงนั้น แทบจะไม่มี Harley-Davidson คันไหนเหมือนกันเลยแม้แต่คันเดียว

โดย Harley-Davidson ก็มี accessories และสีธีมรถต่าง ๆ ให้ลูกค้าเลือกมากมาย ในการเติมแต่งตัวรถ เวลาสั่งซื้อจากดีลเลอร์ของฮาเลย์ต่าง ๆ ซึ่งมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่เพรียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์แต่งมากมายเหล่านี้นี่เองจะถูกเรียกว่า “Dresser” (ส่วนมากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งที่มีกระเป๋าข้างและ accessories)

ตัวอักษร “FLH” ในชื่อของ Duo-Glide มีการใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1955 สื่อถึงโมเดลตัวท็อปที่ฮาเลย์ผลิตออกมา หลังจากมีการปรับปรุงเครื่องยนต์ Panhead ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จนสามารถรีดแรงม้าออกมาได้สูงขึ้น โดยตัว “H” จะหมายความว่าเครื่องยนต์ของโมเดลนั้นมีพอร์ทแบบ polished และมี camshaft หรือเพลาลูกเบี้ยวประเภท “Victory” ซึ่งฮาเลย์ได้เคลมว่ามันช่วยเพิ่มกำลังให้กับตัวรถขึ้นอีกถึง 10%

ในด้านองค์ประกอบต่าง ๆ 1960 FLH Duo-Glide มีชิลด์หน้าขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะมีหน้าตาคล้ายกับของโมเดล 74FL Hydra-Glide คือส่วนล่างเป็นกระจกสีตัดแสงโทนแดง แต่มันได้ถูกออกแบบใหม่ในปี 1960 เพื่อให้เข้ากับแผงตะเกียบหน้าแบบใหม่

สังเกตุบริเวณบังโคลนหน้าจะมีการเพิ่มรายละเอียดด้วยบาร์ผิวโครเมียม และยังมีชื่อ “Duo-Glide” ผิวโครมเมียมด้านข้างอีกด้วย รายละเอียดที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวรถยังรวมไปถึง ลักษณะของคันเบรกที่ปลายเป็นตุ้มกลมมน ๆ โลโก้ Harley-Davidson บนถังน้ำมันที่เป็นสไตล์ “Arrow-flite” รวมถึงแตรผิวโครเมียมทรงคลาสสิกที่อยู่บริเวณใต้กรองอากาศ

นอกจากนี้ 1960 FLH Duo-Glide ยังมีคันเบรกเท้า (เบรกหลัง) ที่ทำงานในระบบไฮดรอลิกแบบใหม่ มี Kick-starter เอาไว้สตาร์ทเครื่องยนต์ มีเบาะนั่งแบบ Heavy-duty ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับระบบกันสะเทือนหลังของตัวรถแล้ว ทำให้ FLH Duo-Glide เป็นทัวร์ริ่งในอุดมคติคันหนึ่งเลยทีเดียว

สังเกตุได้ว่าผู้ออกแบบ 1960 FLH Duo-Glide มีการใช้วัสดุผิวโครเมียมไปทั่วทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนบนของตะเกียบหน้า บังโคลนหน้า ราวจับหลังของเบาะนั่ง ท่อไอเสีย Silencer เคสครอบโช็คหลัง หรือแม้กระทั่งตะแกรงวางของท้ายรถ ก็ยังมีลูกเล่นดีเทล ที่ทั้งหมดตัดกับสีแดงของของรถได้อย่างลงตัว

เมื่อพูดถึงรถประเภททัวร์ริ่งแล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือกล่องเก็บของขนาดใหญ่ ซึ่ง FLH Duo-Glide คันนี้มีการเลือกใช้สีธีมรถประเภท Hi-Fi Red ที่ผิวของกล่องเก็บของจะเป็นสี Birch White และยังได้เลือกวัสดุกล่องเก็บของเป็น Fiberglass อีกด้วย

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเล็กน้อย ในช่วงเวลานั้น Harley-Davidson มีการทำหนังสือคู่มือออกมาสำหรับผู้ขับ Duo-Glide ซึ่งในหนังสือ จะบอกวิธีการดูแลรักษาและเทคนิคการขับต่าง ๆ ให้กับคนขับ อีกทั้ง Harley-Davidson เองก็มีเครือข่ายทีมงานมากประสบการณ์ ที่พร้อมช่วยเหลือลูกค้าตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น

Specifications

เครื่องยนต์: Overhead-valve, V-twin

ความจุเครื่องยนต์: 74 cu. in. (1,213 cc)

กำลังเครื่องยนต์: 55 bhp ที่ 7,200 รอบ

ระบบส่งกำลัง: ความเร็ว 4 ระดับ hand shift

เฟรมรถ: tubular cradle

ระบบกันสะเทือน: Hydraulically damped telescopic forks, สวิงอาร์มหลัง

น้ำหนัก: 304kg (670lb)

ความเร็วสูงสุด: 160km/h (100mph)

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.pinterest.com/pin/327144360412470152/?lp=true

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1955 ST ฮาเลย์คลาสเล็ก ที่พัฒนาจากมอเตอร์ไซค์เยอรมัน

ในหลายบทความถัดไป เราจะพูดถึงมอเตอร์ไซค์คลาสเล็กของ Harley-Davidson ที่เกิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (1948-1977) เริ่มกันที่โมเดลนี้

1955 ST ฮาเลย์คลาสเล็ก ที่พัฒนาจากมอเตอร์ไซค์เยอรมัน

Harley-Davidson มีมอเตอร์ไซค์คลาสเล็ก 125cc 2 จังหวะ อยู่ในไลน์สินค้าพวกเขาเป็นครั้งแรกในปี 1948  ซึ่งใช้ดีไซน์จากบริษัทผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ชื่อดังของเยอรมัน “German DKW” ซึ่งสาเหตุที่เยอรมันยอมให้ Harley-Davidson (รวมถึงบริษัท British BSA Group ของอังกฤษ) ใช้ดีไซน์ของตน เป็นส่วนหนึ่งของค่าปฏิกรรมสงคราม หรือค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม (เนื่องจากเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2)

แม้โมเดลที่ว่าจะมีดีไซน์พื้นฐานจากเยอรมัน แต่ฮาเลย์ก็ได้เพิ่มสไตล์ความเป็นอเมริกันให้กับมัน โดยใช้อะไหล่และองค์ประกอบต่าง ๆ จากมอเตอร์ไซค์ Big-Twins หรือมอเตอร์ไซค์คลาสใหญ่ของพวกเขาใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมัน บังโคลน เบาะนั่ง ไฟหน้า เป็นต้น ซึ่งแม้ดีเทลเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสใหญ่แต่อย่างใด แต่มันช่วยทำให้ผู้คนรู้ว่านี่คือ “มอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson” แน่นอน

หลังจากปรับแต่งเพิ่มความเป็นอเมริกันให้มันเรียบร้อย โมเดลนี้ก็ได้รับชื่อว่า “โมเดล S” และในปี 1953 ก็มีการเปิดตัวเวอร์ชัน 165 cc ออกมา  ตลอดระยะเวลา 7 ปี ในการผลิตโมเดล S ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีเกียร์ 3 สปีด และไม่มีระบบกันสะเทือนหลัง นั่นทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์ดูค่อนข้างล้าหลัง ในช่วงปีท้าย ๆ ของการผลิต  ในปี 1960 ฮาเลย์ก็มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์เดิมออกมา แต่กว่าฮาเลย์จะเพิ่มระบบกันสะเทือนหลังเข้าไปก็ปาเข้าไปปี 1963 ครับ

1955 ST คันนี้ มีชิลด์หน้าบังลมที่เป็นกระจกตัดแสง ใช้ตะเกียบหน้าน้ำหนักเบาที่เรียกว่า “Tele-Glide” (ผลิตครั้งแรกในปี 1951) ใช้แผงไฟหน้าและไฟหน้าจากโมเดล Hydra-Glide ของฮาเลย์ มีการแต่งขอบบังโคลนหน้าด้วยวัสดุผิวโครม (รุ่นมาตรฐานไม่มี)

ถังน้ำมันของ 1955 ST จะเป็นทรง “Peanut” ซึ่งใช้ตั้งแต่รุ่น 125cc และดีไซน์นี้ถูกใช้ต่อในตระกูล Sportster อีกด้วย ด้านข้างถังเป็นโลโก้ฮาเลย์แบบ “V” ซึ่งใช้บนโมเดล ST ในปี 1955-1956  บนถังน้ำมันจะมีสวิทช์ไฟและฝาถัง ซึ่งเถิบขึ้นไปอีกก็จะเป็นมิเตอร์วัดความเร็ว ส่วนการสตาร์ทเครื่องของ 1955 ST จะใช้ระบบ Kick-Starter ซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายของตัวรถ และใกล้ ๆ กันจะเป็นตำแหน่งของคันเปลี่ยนเกียร์ และสแตนตั้งรถ

เบาะนั่งที่มีพู่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวรถ ส่วนกระเป๋าข้างที่มีพู่ทรงเดียวกันจะเป็นออปชันเสริมที่ลูกค้าเพิ่มเข้ามาได้ องค์ประกอบอื่น ๆ ของ 1955 ST ยังรวมถึงไฟท้ายทรง “Bullet” Crash Bar กันล้ม (เป็นออปชันเสริม) พักเท้าแบบพับได้ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ แบตเตอรี่ที่จัดวางลักษณะแนวนอนพร้อมเครื่องแอมป์มิเตอร์ ท่อไอเสีย และ Silencer สีดำ

Specifications

เครื่องยนต์: Two-stroke single

ความจุเครื่องยนต์: 165 cc

กำลังเครื่องยนต์: 7 bhp

ระบบส่งกำลัง: 3 ระดับ

เฟรมรถ: Tubular cradle

ระบบกันสะเทือน: Telescopic forks, ไม่มีระบบกันสะเทือนหลัง

น้ำหนัก: 77kg (170lb)

ความเร็วสูงสุด: 89km/h (55mph) โดยประมาณ

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.pinterest.com/guitarman46/bikes/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1951 74FL Hydra-Glide โมเดลยอดฮิตในหมู่ตำรวจยุค 50s

1951 74FL Hydra-Glide โมเดลยอดฮิตในหมู่ตำรวจยุค 50s

นับเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี ที่ระบบกันสะเทือนโช๊คหน้าแบบ springer leading-link fork (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1907) และขาตั้งเบาะนั่งติดสปริง หรือ sprung seat-post (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1912) มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับ Harley-Davidson จนกระทั่งในปี 1949 ฮาเลย์ได้เปิดตัวโช๊คหน้าแบบ hydraulically damped telescopic forks ออกมา ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวรถอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ปีนั้น โช๊คหน้าประเภทดังกล่าวจึงถูกใช้ในโมเดลขนาด 61 และ 74 ลูกบาศก์นิ้วรุ่นต่าง ๆ พร้อมกับชื่อที่หลายคนคุ้นหูอย่าง “Hydra-Glide”

ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ยังมีอีกหนึ่งพัฒนาการที่เกิดขึ้นกับฮาเลย์ นั่นก็คือเครื่องยนต์เจนใหม่นามว่า “Panhead” ที่เข้ามาแทนที่เครื่องยนต์ “Knucklehead”  เนื่องจากเครื่องยนต์ Knucklehead แม้จะได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องยนต์สุดคลาสสิกของฮาเลย์ แต่ปัญหาของมันที่พบคือการรั่วไหลของน้ำมันเครื่อง ซึ่งจุดนี้เองที่เครื่องยนต์ Panhead เข้ามาแก้ไข ซึ่งมาพร้อมกับฝาครอบด้านบนเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ (ที่มาของชื่อ Panhead เนื่องจากใหญ่เหมือนกระทะ) ที่คลุมอุปกรณ์วาล์วต่าง ๆ และป้องกันไม่ให้น้ำมันเครื่องรั่วไหล

นอกจากนี้ยังมีลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิกแบบใหม่ (new hydraulic valve lifter) ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ช่วยทำให้เครื่องยนต์ของฮาเลย์มีความทนทานมากขึ้น และช่วยเติมเต็มให้การพัฒนาการของ Harley-Davidson ในยุค 50s สมบูรณ์แบบ

1951 74FL Hydra-Glide คันนี้ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ยอดนิยมในหมู่ตำรวจ ยกตัวอย่างเช่น Willowick Police Department ในรัฐโอไฮโอ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เลือกใช้โมเดลนี้ โดยถ้าลูกค้าเป็นกลุ่มตำรวจ ฮาเลย์จะมีขาย accessories ของตำรวจโดยเฉพาะมากับรถให้ด้วยในราคา 78.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ในปี 1951)

สำหรับชื่อเต็มของตัวรถนั้น “74 FL Hydra-Glide” ตัวอักษร “L” จะบ่งบอกว่าโมเดลนี้เป็นรถประเภท high-compression model  ส่วน 74FL ก็ถือเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในปี 1951 เช่นกัน ซึ่งฮาเลย์ทำยอดขายไปได้มากถึง 6,000 คัน  นอกจากนี้ ในปี 1952 ฮาเลย์ยังเพิ่มออปชัน คันเกียร์ที่เท้า (foot-shift) และคลัทช์มือ (hand-lever clutch) มาให้เลือกในโมเดล FLF อีกด้วย

องค์ประกอบต่าง ๆ รอบตัวรถ ประกอบไปด้วย ชิลด์บังลมขนาดใหญ่ที่ปรับระดับความสูงได้ ซึ่งครึ่งล่างเป็นกระจกสีตัดแสงโทนแดงชมพู  ถัดลงมาจะเป็นไฟหน้าดวงใหญ่จัดวางอยู่ในแผง ซึ่งมี ไฟไล่ล่าโจรดวงเล็กสีแดงสองดวงอยู่ด้านข้าง ส่วนบังโคลนหน้าใช้สีเงินและมีการแต่งขอบให้เป็นผิวโครเมียม ตัดกับล้อซี่ลวดสีดำอย่างสวยงาม พร้อมกันด้านบนบังโคลนจะมีป้ายเขียนว่า “Police” อีกด้วย

มากันที่ส่วนกลางของตัวรถ จะมีเบาะนั่งหนังแบบ sprung seat-post ที่ฮาเลย์เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1912 เครื่องยนต์ Panhead ถังน้ำมันเครื่อง กระปุกเกียร์ safety guard แบบชิ้นเดียว และถังน้ำมันที่มีชื่อ Harley-Davidson พิมพ์อยู่ด้านข้าง เป็นต้น

ส่วนท้ายของตัวรถจะมีอุปกรณ์ดับเพลิงติดอยู่ด้านข้างบังโคลนหลัง  มีกล่องเก็บเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น (เป็นแพคเกจของตำรวจ) มีกล่องเก็บอุปกรณ์วิทยุสีดำ มีแสตนยกหลัง และมี Silencer “Mellow-tune” ที่เปิดตัวมาในปี 1950 ช่วยลดเสียงของท่อไอเสีย

การเข้ามาของโช๊คหน้าแบบใหม่และเครื่องยนต์ Panhead ทำให้ 1951 74FL Hydra-Glide เป็นหนึ่งในโมเดลที่ดีที่สุดของฮาเลย์ในยุค 50s อย่างไรก็ตาม มอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson ยังมีบางจุดที่สามารถพัฒนาขึ้นอีกได้ ในบทความหน้าเรามาดูกันว่าฮาเลย์ได้เพิ่มเติมอะไรให้กับมอเตอร์ไซค์ของพวกเขา

 

Specifications

เครื่องยนต์: Overhead-valve, V-twin

ความจุเครื่องยนต์: 74 cu. in. (1,213 cc)

กำลังเครื่องยนต์: 55 bhp ที่ 4,800 รอบ

ระบบส่งกำลัง: ความเร็ว 4 ระดับ hand shift

เฟรมรถ: tubular cradle

ระบบกันสะเทือน: Hydraulically damped telescopic forks, rigid rear

น้ำหนัก: 271kg (598lb)

ความเร็วสูงสุด: 164km/h (102mph)

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.pinterest.cl/pin/156992736996747109/?lp=true

 

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1941 74FL กับเครื่องยนต์ Knucklehead ที่เหนือกว่าเดิม

1941 74FL กับเครื่องยนต์ Knucklehead ที่เหนือกว่าเดิม

ปรัชญาของ Harley-Davidson อย่างหนึ่งคือ เวลามีไอเดียหรือนวัตกรรมเจ๋ง ๆ เกิดขึ้น พวกเขาจะพัฒนาต่อยอดมันขึ้นไปอีก ไอเดียนี้คือที่มาของ Harley-Davidson โมเดล 1941 74FL ที่ต่อยอดมาจากโมเดล 1936 61EL ที่เราพูดถึงไปในบทความที่แล้ว โดยในโมเดลนี้ ฮาเลย์ได้เพิ่มความจุเครื่องยนต์จาก 61 ลูกบาศก์นิ้ว เป็น 74 ลูกบาศก์นิ้ว และปรับปรุงรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมาย แม้โมเดล 74FL ที่เหนือกว่าจะถูกผลิตออกมา แต่ฮาเลย์ก็ไม่ได้ยกเลิกขาย 61EL แต่อย่างใด ยังคงอยู่ในไลน์สินค้าต่อไป

นอกจากเครื่องยนต์ที่ได้พัฒนาขึ้นแล้ว เฟรมรถของ 1941 74FL ก็มีความแข็งแกร่งขึ้นด้วย รวมถึงระบบส่งกำลังก็มีการปรับจูนให้ดีขึ้น นับตั้งแต่การเปิดตัวเครื่องยนต์ Knucklehead ในปี 1936

แม้เครื่องยนต์ overhead-valve (ประเภทของเครื่องยนต์ Knucklehead) จะมีการปรับปรุงอยู่เป็นประจำ วิวัฒณาการของมันเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่อง และเราสามารถพูดได้ว่าฮาเลย์รุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบัน มีความเกี่ยวพันกับโมเดลในปี 1936 ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 1942 การผลิตโมเดล Knucklehead เหล่านี้ ได้ถูกหยุดชะงักลงจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากฮาเลย์ได้หันไปทุ่มกำลังการผลิตมอเตอร์ไซค์ให้กับกองทัพแทน และโมเดล FL ที่ว่าก็ไม่ได้กลับมามียอดขายที่ดีอีกเลยจนถึงปี 1946 (ช่วงที่สงครามได้จบลงแล้ว)

หลังจากปีดังเกล่า ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นกับโมเดล Knucklehead ทั้งหลาย จนถึงปี 1948 ที่บทบาทของเครื่องยนต์เจนใหม่อย่าง Panhead เข้ามาทำหน้าที่แทน

ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างโมเดล 1941 74FL กับ โมเดล 1936 61 EL เราจะเห็นพัฒนาการของตัวรถในช่วงระยะเวลา 5 ปี อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ของกล่องเครื่องมือ toolbox ที่ออกแบบให้ลู่ลมขึ้น กรองอากาศทรงกลม หรือท่อไอเสียที่มีการจูนเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับตัวรถ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เพิ่มความโมเดิร์นให้กับ 74FL โดยผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการออกแบบนี้คือ ดีไซน์เนอร์ที่ชื่อ Raymond Loewy

แต่นอกจาก Raymond Loewy แล้ว ก็ยังมี Greyhound Scenicruiser bus และ Studebaker Avanti ที่มีส่วนร่วมในการออกแบบครั้งนี้ แต่ด้านชื่อเสียงเรียงนามแล้ว Raymond Loewy ถือเป็นดีไซน์เนอร์ในแวดวงมอเตอร์ไซค์ ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ก็ว่าได้

ถึงจุดนี้ เรามาดูรายระเอียดรอบคันของเจ้า 1941 74FL กันบ้าง เริ่มกันที่ส่วนหน้าของตัวรถ แตรผิวโครเมียมทรงกลมพร้อมลวดลายปีกอินทรี อันเป็นสัญลักษณ์ของ Harley-Davidson อยู่ใต้ไฟหน้าดวงใหญ่ที่วางในตำแหน่งสูงเป็นพิเศษ เมื่อสององค์ประกอบนี้รวมกัน ทำให้โปรไฟล์ด้านหน้าของ 74FL หล่อไม่แพ้ฮาเลย์คลาสสิกคันไหน

ส่วนแฮนด์บาร์จะเป็นลักษณะกว้าง ตรงกลางถังน้ำมันจะเป็นหน้าปัดเรือนไมล์สไตล์ cat’s eye คือมีหน้าปัดสองวงใหญ่ คล้าย ๆ แมวตาโต และมีฝาทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ฝั่งขวา (ความจุ 3.8 ลิตร หรือเท่ากับ 1 แกลลอน)  ส่วนด้านข้างถังจะเป็นโลโก้ Harley-Davidson สีเงิน font แดงแบบคลาสสิก ที่ฮาเลย์ใช้ตั้งแต่ปี 1940

Center ของตัวรถเปิดเผยให้เห็นองค์ประกอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกรองอากาศผิวโครเมียมทรงกลม ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบ vane type ท่อไอเสียส่วนต้นที่เป็นผิวโครเมียม รวมถึงส่วนบนของเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Knucklehead rocker cover

ถัดลงมาจะเป็นส่วนของ เบาะที่ทำจากหนังวัวสีน้ำตาล และด้านหลังเครื่องยนต์จะเป็นแบตเตอรี่ที่วางอยู่กึ่งกลางของถังน้ำมันเครื่อง ซึ่งถังสีดำทรงสามเหลี่ยมบริเวณล้อหลัง ก็คือกล่องเก็บเครื่องมือนั่นเอง

ปิดท้ายกันที่ส่วนล้อ 1941 74FL ใช้ขอบล้อกว้าง 16 นิ้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสะบายในการขับขี่ เมื่อเทียบกับล้อขนาดใหญ่รุ่นเก่า บังโคลนหน้าหลังใช้สี Skyway Blue ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สีที่มีให้เลือกในปี 1941 โดยส่วนท้ายของบังโคลนหลังจะสามารถยกเปิดได้ เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนยาง ความเท่ของบริเวณล้อยังอยู่ที่แถบสีขาวที่เรียกว่า Whitewall บนตัวยาง และเส้นโครเมียมที่ลากยาว ตัดกับสีบนบังโคลนอย่างสวยงาม

Specifications

เครื่องยนต์: Overhead-valve, V-twin

ความจุเครื่องยนต์: 74 cu. in. (1,213 cc)

กำลังเครื่องยนต์: 48 bhp ที่ 5,000 รอบ

ระบบส่งกำลัง: ความเร็ว 4 ระดับ hand shift

เฟรมรถ: tubular cradle

ระบบกันสะเทือน: Leading-link front forks

น้ำหนัก: 243kg (535lb)

ความเร็วสูงสุด: 169km/h (105mph)

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.pinterest.cl/pin/327144360412470136/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1936 61EL โมเดลแรกที่ใช้เครื่องยนต์ “Knuckle Head”

1936 61EL โมเดลแรกที่ใช้เครื่องยนต์ “Knuckle Head”

บางคนกล่าวไว้ว่า The 61 “Knuckle Head” คันนี้ ถือเป็นรุ่นที่ทำให้คู่แข่งตัวยงของฮาเลย์อย่าง Indian พ่ายแพ้จนถึงขั้นต้องออกจากธุรกิจไป หรือบางกลุ่มก็บอกว่ามันเป็นรุ่นที่ช่วยกู้ชีวิตฮาเลย์ไว้  อย่างไรก็ตาม มันเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกของฮาเลย์ที่ใช้เครื่องยนต์ overhead-valve ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1936 และนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการในช่วงนั้น

แน่นอน องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการก็คือ เครื่องยนต์ overhead-valve ชื่อเล่นว่า “Knuckle Head” ที่มาพร้อมกับระบบน้ำมันเครื่องแบบ recirculating lubrication system ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์ใช้ระบบน้ำมันเครื่องประเภทนี้

เจ้า “61” ไม่ได้มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเท่านั้น มันยังเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ที่สวยงามที่สุดของ Harley-Davidson ตั้งแต่เคยมีมาในช่วงนั้น และองค์ประกอบทางด้านดีไซน์ต่างๆ ของมันยังคงมีให้เห็นใน cruiser รุ่นต่างๆ ของฮาเลย์ทุกวันนี้

องค์ประกอบต่างๆ อย่างถังน้ำมันเชื้อเพลิงทรงหยดน้ำตา บังโคลนแบบ curved mudguard  รวมถึงรายละเอียดยิบย่อยนาๆ รอบคัน ทำให้มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดูกระชับ หนักแน่น และโมเดิร์น

แม้จะเกิดความล่าช้าในการพัฒนา รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ของการผลิตในช่วงแรกเริ่ม เจ้า 61EL เป็นหนึ่งใน Harley-Davidson ที่ผู้คนรักมากที่สุดรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

ระบบเกียร์ 4 สปีด (four-speed constant mesh gearbox) และเฟรมรถแบบ cradle เมื่อทำงานร่วมกับระบบเครื่องยนต์แบบใหม่ ช่วยให้เจ้า “61” มีสมรรถนะและความมั่งคงที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ประเภท side-valve ที่ฮาเลย์ใช้ก่อนหน้า

โดยฮาเลย์ได้ผลิต “61” ออกมาด้วยกัน 3 โมเดลประกอบด้วย 61E (medium compression), 61EL (Special Sport Solo), 61ES (medium compression sidecar) นอกจากนี้ในปี 1941 ฮาเลย์ยังได้อัพเกรดเครื่องยนต์ Knucklehead นี้ให้มีกำลังมากขึ้นเป็น 74 cu. in. ซึ่งโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์เวอร์ชันใหม่นี้จะเรียกว่าโมเดล F, FL, FS ซึ่งในบทความถัดๆ ไป เราจะมาพูดถึงโมเดลเหล่านี้กันด้วย

มาพูดถึงรายละเอียดรอบคัน ไฟหน้าของ 1936 61EL มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดกว้าง ตัวรถมีคันเร่งแบบ Twist-grip ที่จะอยู่บริเวณแฮนด์ฝั่งขวา โดยสายเคเบิลควบคุมการเร่งจะอยู่ภายในท่อแฮนด์บาร์ ด้านซ้ายตัวรถมีคันเกียร์ และใต้ไฟหน้ามีแตร ครอบด้วยฝาผิวโครเมียม นอกจากนี้บริเวณหลังล้อหน้ายังมี crash bar กันล้ม

สปริงกันสะเทือนหน้าจะอยู่บริเวณหลังไฟหน้า ด้านข้างแตรมี Friction Suspension Damper ส่วนหน้าปัดเรือนไมล์ถูกจัดวางบริเวณถังน้ำมันอย่างสวยงาม ส่วนกลางของตัวรถเปิดเผยให้เห็นเครื่องยนต์และองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมันเครื่อง กระปุกเกียร์ หรือเครื่องยนต์ Knuckle Head ซึ่งได้ชื่อมาจากลักษณะของ rocker boxes (ส่วนที่เป็นวัสดุอัลลอยด้านบนเครื่องยนต์) ที่ดูคล้ายกับ “ข้อนิ้วคน”

1936 61EL สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยระบบ Kick Starter องค์ประกอบอื่นๆ ของตัวรถยังรวมไปถึง สแตนยกหลัง ท่อไอเสียทรงหางปลา (Fish Tail) ที่วางเท้าแบบพับเอนได้ และเบาะนั่งแบบ sprung saddle ที่มีสปริงอยู่ด้านใต้ ซึ่งฮาเลย์ได้จดสิทธิบัตรการออกแบบนี้ไว้ด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของไฟท้ายยังมีการออกแบบให้ลู่ล่มเป็นพิเศษ

จะเห็นได้ว่า 1936 61EL มีการใช้ธีมสีดำและแดงทั่วทั้งคัน ซึ่งรวมไปถึงส่วนของวงล้อด้วย ทำให้มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดูโดดเด่น ทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด มันคือมอเตอร์ไซค์คันแรกของ Harley-Davidson ที่ใช้เครื่องยนต์ side-valve “Knuckle Head” ที่มีอิทธิพลมาถึงฮาเลย์โมเดลต่างๆ ในทุกวันนี้

 

Specifications

เครื่องยนต์: Overhead-valve, V-twin

ความจุเครื่องยนต์: 61 cu. in. (1,000 cc)

กำลังเครื่องยนต์: 40 bhp ที่ 4,800 รอบ

ระบบส่งกำลัง: แบบโซ่ ความเร็ว 4 ระดับ

เฟรมรถ: Twin downtube tubular cradle

ระบบกันสะเทือน: Leading-link front forks, rigid rear

น้ำหนัก: 234kg (515lb)

ความเร็วสูงสุด: 161km/h (100mph)

ขอบล้อ: 18 นิ้ว (ล้อหน้าและล้อหลังใช้ทดแทนกันได้)

*********************

 

แปลจาก: หนังสือ Ultimate Harley-Davidson, Hugo Wilson

รูปภาพ: https://www.pinterest.com/pin/327144360412470128/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson GE Servi-Car 1969 มอเตอร์ไซค์ยอดนิยมของตำรวจ

Harley-Davidson GE Servi-Car 1969 มอเตอร์ไซค์ยอดนิยมของตำรวจ

Harley-Davidson ตระกูล G Servi-Car ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 1932 และกลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตำรวจอเมริกันนิยมใช้กันจนถึงช่วงปลายยุค 70s มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความเร็วไม่มาก พวกตำรวจจะใช้ลาดตระเวนรถยนต์ที่จอดผิดที่ผิดทางบนท้องถนน คันเร่งของ Servi-Car ส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งซ้าย เนื่องจากมือขวาของตำรวจต้องใช้มาร์ครถที่จอดผิดกฎจราจร โดยรวมมันถือเป็น Harley-Davidson โมเดลคลาสสิกที่ขับง่าย ไม่ว่าจะมือใหม่ เพศชาย เพศหญิงก็สามารถขับได้

รูปด้านบนจะเป็น Harley-Davidson GE Servi-Car โมเดลปี 1969 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ side-valve V-twin ความจุเครื่องยนต์ 45 ลูกบาศก์นิ้ว หรือเท่ากับ 738cc มีกำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 22 BHP มีเกียร์เดินหน้า 3 สปีด และเกียร์ถอยหลัง 1 สปีด เฟรมรถมีชื่อเรียกว่า Tubular cradle พร้อมมี subframe เสริมในส่วนท้ายรถ ระบบกันสะเทือนมีโช๊คหน้าแบบ Telescopic ส่วนด้านหลังมีสวิงอาร์ม น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 271 กก. ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 105 กม/ชม

Harley-Davidson GE Servi-Car เป็นมอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์ที่มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาร่วม 42 ปี แต่แม้ว่าฟีเจอร์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด องค์ประกอบหลักของมันยังคงเดิมอยู่เสมอ ตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลก นอกจากนี้ มันยังเป็นโมเดลที่ฮาเลย์ใช้ทดลองนวัตกรรมสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าในปี 1964 อีกด้วย ซึ่งหลังจากทดสอบว่าใช้การได้ฮาเลย์ก็นำระบบสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าไปใช้กับ Electra Glide ในปีถัดไป

ในเรื่ององค์ประกอบของตัวรถ ด้านหน้าจะมีชิลด์บังลมขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถปรับระดับความสูงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ด้านข้างมีกระจกข้างทรงกลมสไตล์วินเทจ ส่วนห้องไฟด้านหน้าทำจากวัสดุอลูมิเนียมและเพนท์ด้วยสีดำ และยังมีไฟเล็กสีน้ำเงินและแดงอยู่ด้านข้าง แสดงถึงความเป็นยานพาหนะของตำรวจ

ด้านบนล้อหน้าจะมีไซเรนส่งสัญญาณซึ่งสามารถเปิดทำงานได้ที่แฮนด์ฝั่งซ้ายของคนขับ แต่หลังจากเปิดทำงานแล้ว จะต้องใช้เวลากว่า 1 นาทีในการปิดเสียงให้เงียบสนิทลง บังโคลนล้อหน้าเป็นสไตล์ Deeply valanced mudguard เก็บขอบด้วยผิวโครมเมียม

มากันที่ center ของตัวรถ จะมีหน้าปัดเรือนไมล์อยู่บนถังน้ำมัน โดยฝั่งขวาของถังจะเป็นที่เก็บน้ำมันเครื่อง ด้านซ้ายจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง แถบบริเวณห้องเครื่องจะถูกเปิดเผยให้เห็นแทบทุกส่วน โดยดีไซน์ของเครื่องยนต์ยังคงใช้แบบเดิม ตั้งแต่รุ่น W-series หรือที่เรียกว่าเครื่อง Flathead V-Twin ส่วนเบาะนั่งเป็นเบาะเดี่ยว มีพื้นที่กว้างพอสมควร วัสดุทำจากหนัง

ไฮไลท์ของ GE Servi-Car จะอยู่ที่กล่องเก็บของขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังรถ ที่ฮาเลย์โฆษณาว่าสามารถบรรจุของได้มากถึง 227 กิโลกรัม โดยตั้งแต่ปี 1967 เป็นต้นมา วัสดุที่ใช้ทำกล่องนี้จะเป็น fiberglass ซึ่งเข้ามาแทนที่วัสดุแผ่นโลหะและวัสดุไม้ที่เคยใช้ก่อนหน้า น้ำหนักที่มากของกล่องเก็บของนี้และล้อหลัง ทำให้ GE Servi-Car ต้องมี subframe คอยรับน้ำหนักอยู่ด้านหลัง ด้านหลังสุดของตัวรถจะมีเสาอากาศรับสัญญาณวิทยุอีกด้วย

การขับเคลื่อนด้วย 3 ล้อ ช่วยให้ GE Servi-Car เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่ายและมีความปลอดภัยสูง กล่องเก็บของขนาดใหญ่ของมัน นอกจากจะทำให้เป็นที่นิยมในหมู่ตำรวจแล้ว ยังทำให้มันเป็นที่นิยมในกลุ่มพ่อค้าแม้ค้า ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยในแต่ละวันอีกด้วย

 

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพจาก

https://www.bangkokpost.com/life/arts-and-entertainment/367287/hogging-the-highways-and-byways

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

“1942 WLA” มอเตอร์ไซค์ฮีโร่ในสงคราม

“1942 WLA” มอเตอร์ไซค์ฮีโร่ในสงคราม

WLA คือ Harley-Davidson รุ่นที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ส่งลำเลียงทหารไปยังจุดต่างๆ มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แข็งแกร่ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและพื้นถนนหลากรายรูปแบบ อีกทั้งยังขับง่าย maintenance ง่าย จึงได้ถูกเลือกใช้ให้แก่เหล่าทหารในช่วงยุคสงครามโลก

แน่นอนตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ย่อมมีมอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่นที่ถูกใช้ในกองทัพสหรัฐเช่นกัน แต่โดยรวมแล้ว Harley-Davidson คือพระเอกใน scene นั้น อย่างภาพถ่ายทหารอเมริกันคนแรกที่ถูกส่งไปรบในเยอรมัน ก็เป็นภาพของเขากำลังขี่มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson เช่นกัน

WLA เป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากโมเดล WL ที่ใช้ขับในเมืองในชีวิตประจำวันเท่านั้น โดยส่วนประกอบของ WLA จะมีเครื่องยนต์ side-valve ขนาดความจุ 45 ลบน. หรือ 738cc มีระบบเกียร์ 3 สปีด และทำความเร็วสูงสุดได้อยู่ที่ 105 กม/ชม

นอกจากนี้ WLA ยังมีชิลด์หน้าบังลม และชิลด์ขาที่ทำจากวัสดุ canvas ทั้งสองฝั่ง จากรูปด้านบนจะสังเกตุเห็นได้ว่าบังโคลนหน้ามีการจัดวางในตำแหน่งที่สูงกว่าล้ออยู่พอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้โคลนเข้ามาอุดตันเวลาวิ่งในพื้นที่ที่มีโคลนเยอะ

ใต้ท้องรถจะมีวัสดุ bashplate คอยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอะไหล่ด้านใน ส่วนท่อไอเสียจะเป็นทรงหางปลาหรือที่เรียกว่า Fishtail  ที่ด้านหลังตัวรถมีตะแกรงบรรทุกของ กระเป๋าหนัง ส่วนด้านหน้าเป็นซองใส่ปืน Thompson 45 Calibre Machinegun

1942 WLA เป็นมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่ถูกผลิตให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกถึง 80,000 คัน ส่วนโมเดลอื่นที่ฮาเลย์ผลิตเพื่อใช้ในสงครามก็มีอีกเช่นกัน เช่น โมเดล XA และโมเดล U ที่ผลิตให้กับฝ่ายกองทัพเรือ

1941 WLD Sport Solo

หลังจากทำความรู้จักกับ WLA เรามาดู Harley-Davidson คลาสสิกรุ่นหนึ่งที่ใช้วิ่งในเมืองกันบ้างอย่าง 1941 WLD Sport Solo ซึ่งอยู่ในตระกูล W-series ที่ฮาเลย์เปิดตัวมาสู้กับโมเดล Indian 45s ถึงแม้ค่าย Indian จะเปิดตัวโมเดลประเภท 45 ลบน. มาก่อนหลายปี แต่สุดท้าย1941 WLD Sport Solo ของ Harley-Davidson นั้นได้รับความนิยมจากลูกค้าในตลาดมากกว่า

ตระกูล W-series ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนตระกูล R-series ซึ่งมีสเปคคล้ายๆ กัน ต่างกันอยู่ที่เรื่องดีไซน์ โดย Harley-Davidson W-series จะมีลักษณะคล้ายกับiรุ่น 61 Knucklehead และมีจุดเด่นที่การใช้ถังน้ำมันทรงหยดน้ำตา

W-series มีให้เลือกด้วยกัน 3 เวอร์ชันคือโมเดล W เป็นตัวเบสิก โมเดล WLD เป็นรุ่น high-compression และโมเดล WLDR ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งทำความเร็ว ส่วนที่เห็นในรูปนี้เป็นโมเดลปี 1941 ซึ่งหาดูยากมาก เนื่องจากช่วงนั้น ฮาเลย์หันไปผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนมากให้กับกองทัพสหรัฐ

1941 WLD Sport Solo ใช้เครื่องยนต์ side-valve หรือที่เรียกว่า flathead ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การผลิตและดูแลรักษาง่าย แต่เรื่อง performance อาจจะไม่โดดเด่นเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี 1920-1950 ผู้คนจะให้ความสำคัญกับการใช้งานและการดูแลรักษาที่ง่ายมากกว่า ทำให้เครื่องยนต์ประเภท side-valve กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทั่วสหรัฐอเมริกาใช้กัน ไม่ว่าจะในวงการมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์

Harley-Davidson WLD Sport Solo นอกจากจะใช้เครื่องยนต์ประเภท side-valve แล้ว ยังมีการใช้ระบบ recirculating lubrication แบบใหม่ ซึ่งจะมีการกักเก็บน้ำมันไว้ฝั่งซ้ายของถังน้ำมัน WLD Sport Solo เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีระบบกันสะเทือนหลัง แต่มีการออกแบบเบาะนั่งให้ค่อนข้างกว้างเพื่อทดแทนความสะดวกสบายระหว่างนั่งในจุดนี้  บังโคลนทั้งหน้าและหลังสามารถเปิดขึ้นได้ เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมหรือเปลี่ยนล้อ โดยบังโคลนหน้าจะเป็นแบบ Valanced mudguard มี Running light อยู่ด้านบน นอกจากนี้ล้อหน้าและล้อหลังยังสามารถใช้ทดแทนกันได้อีกด้วย

ความพิเศษของ WLD Sport Solo ยังอยู่ที่การแต่ง accessories เสริมได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟแบบ chrome spotlights, การแต่งผิวโครเมียมบนบังโคลนหน้า หรือการเพิ่ม Safety bar เข้าไปให้กับตัวรถ นับเป็น Harley-Davidson รุ่นคลาสสิกคันหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

 

แหล่งข้อมูล Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

http://toliveonthewind.blogspot.com/2014/11/harley-davidson-1941-wld-sport-solo.html

https://www.mecum.com/lots/EJ0315-211604/1942-harley-davidson-wla-military/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1944 U Navy หนึ่งในขุนพลสงครามโลกครั้งที่ 2

1944 U Navy หนึ่งในขุนพลสงครามโลกครั้งที่ 2

U Model ถูกเปิดตัวมาในปี 1937 เพื่อทดแทนรุ่น V-series 74 และรุ่น 80 ลูกบาศก์นิ้ว โดยมีเครื่องยนต์แบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบต่อยอดมาจากรุ่น 61E Knucklehead ที่เปิดตัวไปในปีก่อนหน้า รวมถึงสไตล์ขององค์ประกอบส่วนอื่น เช่น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบเกียร์ ก็ถูกออกแบบโดยใช้โมเดลพรีเมียมอย่าง Knucklehead เป็นต้นแบบ

กลุ่มแฟนโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์ Side-valve ณ ตอนนั้นจึงได้องค์ประกอบที่มีลุคโมเดิร์นขึ้นโดยมีเครื่องยนต์ที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม พร้อมเกียร์ 4 สปีด ที่ทำให้ตัวรถเหมาะแก่การทำเป็นรถพ่วงข้าง (sidecar) โดยเฉพาะ เนื่องจากมีศักยภาพเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น Harley-Davidson ได้ผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนมากส่งให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร (the Allied) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโมเดล WLA 45 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ก็มีส่ง U Model ให้จำนวนหนึ่งเช่นกัน ส่วนรุ่นทีเห็นในภาพนี้จะเป็นรุ่นที่ถูกส่งให้กับ US Navy เพื่อใช้ลาดตระเวนบนฝั่งในเกาะ Guam ซึ่งเป็นดินแดนที่สหรัฐอเมริกาปกครอง

มีคนได้ให้ความเห็นว่า U Model เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบโดยใช้โมเดล Knucklehead แบบ all-new เป็นพื้นฐาน โดยมีเครื่องยนต์ side-vale รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและทุกคนไว้วางใจ เป็นองค์ประกอบ

จุดเด่นหลัก ๆ ของโมเดล U-series คือการเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความเรียบง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เหมาะแก่การใช้งานในกองทัพทหาร ส่วนโมเดล 1944 U Navy คันนี้มีการปรับแต่งเล็กน้อย เช่น ในส่วนของไฟจะเป็นแบบ blackout lighting รวมถึงส่วนของซองใส่ปืน rifle นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดภาวะขลาดแคลนสินค้าต่าง ๆ อย่างวัสดุยางที่ปกติไว้ใช้ทำปลอกแฮนด์มอเตอร์ไซค์เกิดหมด ก็ถูกแทนที่ด้วยวัสดุพลาสติกแทน หรือย่างคันเหยียบ kick-starter ก็จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุเหล็กเปลือยๆ เท่านั้น

Model U รุ่น 80 ลูกบาศก์นิ้ว ได้ถูกผลิตจนถึงปี 1941 เท่านั้น ก่อนจะถูกยกเลิกไป ส่วนรุ่น 74 ลูกบาศก์นิ้วซึ่งก็คือคันนี้จะมีการผลิตไปจนถึงปี 1948

ปลุกกระแสการแข่งมอเตอร์ไซค์ด้วย 1949 WR Racer

ในปี 1934 ธรรมเนียมการแข่งมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาได้เปลี่ยนไป เพื่อหันไปสนับสนุนนักแข่งสมัครเล่น ที่ใช้มอเตอร์ไซค์ผลิตจากโรงงานและราคาไม่สูง มากขึ้น แม้โมเดล 45 ลูกบาศก์นิ้วของ Harley-Davidson และ Indian จะมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Harley-Davidson จำเป็นต้องคิดค้นโมเดลในคลาสนี้ออกมาใหม่ เพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง

โดยในปี 1937 Harley-Davidson ได้ส่งโมเดล WLDR เข้าสู่ตลาด แต่บริษัทจะเริ่มเห็นเสียงตอบรับจากลูกค้าจริง ๆ ก็คือช่วงเปิดตัวโมเดลล WR (flat-track) และ WRTT (TT) ในปี 1941

โมเดลมอเตอร์ไซค์แข่งเหล่านี้ถูกผลิตออกมาโดยใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น อย่างโมเดล WR ก็จะเลือกใช้พักเท้าแบบ footrest ที่สั้นกว่าแบบ footboard มีการใช้เฟรมรถน้ำหนักเบา (lightweight frame) และไม่มีเบรก ที่สำคัญเครื่องยนต์ของโมเดล WR นั้นทรงพลังกว่า W models ที่เป็นต้นแบบดีไซน์ อยู่มาก

โมเดล 1949 WR Racer มาพร้อมกับองค์ประกอบหลากหลายให้คนขับปรับแต่งwได้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท เช่น ถังน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเล็กก็เอาไว้ใช้สำหรับการแข่งขัน ส่วนถังน้ำมันแบบใหญ่ก็เอาไว้ใช้สำหรับการขับระยะทางไกล

จะว่าไปแล้ว นวัตกรรมที่ Harley-Davidson ได้สร้างไว้กับโมเดล WR อย่างแท้จริงคือการช่วยสนับสนุนนักแข่งมือสมัครเล่นให้มีส่วนร่วมในวงการมากขึ้น โดยการมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เลือกปรับแต่งมากมาย ทำให้กระแสนิยมการแข่งมอเตอร์ไซค์ในหมู่มือสมัครเล่นเติบโตมากขึ้น

 

แปลจาก หนังสือ Ultimate Harley-Davidson

รูปภาพ https://www.pinterest.com/pin/327144360412470107/?lp=true

https://www.pinterest.com/pin/258464466100418139/?lp=true

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ใครชอบโทนแดงดำ เข้ามาดู Harley-Davidson 1930s

ใครชอบโทนแดงดำ เข้ามาดู Harley-Davidson 1930s

1933 VLE

1933 VLE ถือเป็นโมเดลที่ขายดีที่สุดของ Harley-Davidson ในช่วง 1930s แถมยังเป็น American production bike ที่สร้างสถิติทำความเร็วสูงสุดในปี 1933 ในปีนั้นมันถูกผลิตออกมาเพียง 3,700 คันเท่านั้น แต่นั่นเท่ากับ 60% ของมอเตอร์ไซค์ที่ขายได้ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

VLE อยู่ในตระกูล V-series ที่ฮาเลย์เปิดตัวในปี 1930 ในช่วงแรกตระกูล V-series ประสบปัญหาไม่น้อย มี defects ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนทำให้ตัวรถต้องถูกส่งกลับ ซึ่งฮาเลย์ก็ต้องซ่อมให้โดยไม่คิดตัง ส่งผลกระทบทางด้านการเงินพอสมควร แต่หลังจากเกิดการปรับปรุงพัฒนาหลายรอบ ไม่นาน V-series ก็ได้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ลูกค้าไว้วางใจจนได้

ตามชื่อของมัน VLE ถูกเปิดตัวออกมาในปี 1933 และมันทำสถิติความเร็วได้อยู่ที่ 167 กม/ชมซึ่งนับเป็นความเร็วสูงสุดหากนับเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตจากโรงงาน ไว้ใช้วิ่งบนท้องถนน ถูกต้องตามกฎหมายด้วยกัน

1933 VLE มีจุดเด่นอยู่ที่ลายดีไซน์บนถังน้ำมันที่มีรูปทรงคล้ายนก เป็นลายที่ฮาเลย์ใช้ในปี 1933 เพียงเท่านั้น บอดี้มีการใช้สี ดำ ทอง และแดงแมนดาริน ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าโทนสีใหม่ที่ฮาเลย์เปิดตัวในยุคนั้น อีกทั้ง ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชันเป็นสีดำล้วนได้ ด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย

ระบบส่งกำลังของ 1933 VLE มีการล่อลื่นน้ำมันแบบอัติโนมัติ ซึ่งช่วยยืดระยะการใช้งาน และยังมีฝาครอบปิดมิดชิด ป้องกันไม่ให้น้ำมันเลอะรองเท้าคนขับ ส่วนเบาะนั่งเป็นวัสดุหนัง มีการติดสปริงแบบใหม่ และสามารถเลือกออปชันติดเบาะหลังเสริมได้

แม้จะอยู่ในยุคคลาสสิก 1933 VLE มีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย มีกรองอากาศผิวโครเมียม และมีลูกสูบที่ทำจากวัสดุแมกนิเซียมอัลลอย ซึ่งมีจุดเด่นที่มีน้ำหนักเบาและความแข็งแรง เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นแบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 74 ลูกบาศก์นิ้ว หรือ 1213cc มีระบบเกียร์ 3 สปีด (เปลี่ยนด้วยมือ) และมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 177 กก.

ในยุคนั้น เครื่องยนต์ประเภท side-valve มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Ford T Model หรือคู่แข่งตัวยงของฮาเลย์อย่าง Indian ก็ใช้ด้วยกันทั้งนั้น และแม้เวลาจะผ่านไปนาน จนผู้ผลิตหลายรายเลิกใช้กันแล้ว Harley-Davidson ก็ยังมีการใช้เครื่องยนต์ประเภท side-valve ในไลน์สินค้าอยู่ เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ที่ดูแลง่าย ต้นทุนต่ำ แต่มีความมั่นคงทนทาน ถึงขนาดที่ว่าได้ถูกใช้ในโมเดลที่เหล่าทหารขับกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ

 

1935 RL

อีกหนึ่งโมเดลที่มีความเท่ และใช้โทนสีคล้ายคลึงกันคือ 1935 RL ซึ่งเป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจาก D-Series Harley 45s ที่มีฉายาว่า “Three-cylinder Harleys” เนื่องจากมีการจัดวางตัวเจนเนอเรเตอร์ในแนวตั้ง ทำให้เครื่องยนต์ดูเหมือนมีกระบอกสูบเพิ่มเข้ามาเป็น 3 กระบอกสูบ

D-Series ถูกออกแบบมาเพื่อสู้กับโมเดลของคู่แข่งอย่าง Indian Scout แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร Harley-Davidson จึงเปิดตัว R-Series ขึ้นมาแทน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่เฟรมรถ ให้เป็นแบบ curved front downtube ช่วยให้ติดตัวเจอเนอเรเตอร์แนว horizontal หน้าเครื่องยนต์ได้

ตระกูล R-Series จะมีให้เลือกด้วยกัน 4 เวอร์ชันคือ ตัวเบสิก R model, แบบ high-compression RL, RLD และแบบ sidecar RS  พอถึงปี 1936 โมเดลเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยตระกูล W-Series

สำหรับ 1935 RL คันนี้ มันใช้เครื่องยนต์ side-valve 738cc ซึ่งในฝั่งยุโรปจะนับเป็น Big Bike แต่สำหรับ Harley-Davidson มันถือเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสเล็กสุดในตอนนั้น 1935 RL ใช้ระบบเกียร์ 3 สปีด ทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 105 กม/ชม และมีนน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 177 กก.

เบาะนั่งที่ทำจากหนังมีความกว้างเป็นพิเศษ และมีสปริงใต้เบาะนั่ง อย่างไรก็ตาม การที่ตัวรถไม่มีระบบกันสะเทือนหลัง สปริงในจุดนี้จึงไม่เพียงพอนักเวลาเจอถนนสภาพแย่ๆ  ด้านหลังมีการใช้ขาตั้ง จนกระทั่งฮาเลย์มีการเพิ่มระบบกันสะเทือนหลังเข้ามา จึงค่อยนำออกไป ส่วนด้านข้างมี Crash Bar ช่วยลดความเสียหายเวลารถล้ม

ไฮไลท์ของเจ้า 1935 RL ยังอยู่ที่ไฟท้ายแบบ Airflow ซึ่งมีอยู่ในโมเดลปี 1935 เท่านั้น รวมถึงบังโคลนส่วนท้ายที่สามารถยกเปิดออกมา เพื่อให้เปลี่ยนยางได้ถนัดขึ้น และลายกราฟฟิกบนถังน้ำมันแบบ Diamond รอบแบรนด์ ที่ฮาเลย์ใช้แค่ในปี 1934 และ 1935 ส่วนบอดี้เป็นสีทูโทน Teak Red & Black ที่มีความเท่ และโดดเด่น ไม่แพ้โมเดล 1933 VLE คันแรกของเรา

 

แหล่งข้อมูล Ultimate Harley-Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/10/harley-davidson-1933-vle.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/11/harley-davidson-1935-rl.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ใครจะรู้ Harley-Davidson เคยมีมอเตอร์ไซค์ไต่เขาเช่น

ใครจะรู้ Harley-Davidson เคยมีมอเตอร์ไซค์ไต่เขาเช่นกัน!

1930 Hill Climber

มอเตอร์ไซค์ไต่เขา ถือเป็นกีฬายอดฮิตอีกประเภทหนึ่ง ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีกติกาคือผู้แข่งจะต้องขับมอเตอร์ไซค์ของตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย บนเนินเขาอันสูงชัน ใครถึงเส้นชัยโดยใช้เวลาน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าหากไม่มีใครถึงเส้นชัยได้เลย คนที่พามอเตอร์ไซค์ตัวเองไต่ไปได้สูงสุด จะเป็นผู้ชนะแทน ซึ่งแน่นอน Harley-Davidson ไม่พลาดที่จะร่วมวงกับเขา โดยการเปิดตัวโมเดล 1930 Hill Climber ออกมาร่วมท้าชิงรางวัล

เนื่องจากการใช้งานและวัตถุประสงค์ต่างจากมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ขับบนท้องถนนอย่างมาก 1930 Hill Climber จึงต้องมีระยะฐานล้อที่ค่อนข้างยาว อีกทั้งพักเท้ายังออกแบบให้น้ำหนักของคนขับทิ้งตัวไปด้านหน้า เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการไต่เขาขึ้นไป ไม่ให้รถตีลังกาม้วนหลังกลับมา นอกจากนี้ หน้ายางยังต้องเป็นแบบที่เกาะพื้นสนามเป็นพิเศษ สังเกตที่ล้อหลังจะมีการพันโซ่เพิ่มด้วย เพื่อเพิ่ม traction รวมถึงสเตอร์ด้านหลังก็มีขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งในเกียร์ต่ำ

มาดูกันที่เครื่องยนต์ 1930 Hill Climber ใช้คือ V-twin 8 วาล์ว ซึ่งมีการจูนให้เหมาะกับการไต่เขาโดยเฉพาะ มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 74 ลบน. หรือ 1213cc ใช้เกียร์สปีดเดียว ส่วนตัวรถมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 147 กก.

โดยทั่วไป กีฬามอเตอร์ไซค์ไต่เขา จะมีระยะทางเพียงสั้นๆ เท่านั้น ถังน้ำมันของ 1930 Hill Climber จึงไม่จำเป็นต้องมีความจุมากมาย โดยดีไซน์ของตัวถังถูกแบ่งครึ่งๆ ออกเป็น 2 ส่วน ฝั่งซ้ายจะเป็นถังน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนฝั่งขวาเป็นถัง

น้ำมันเครื่อง องค์ประกอบอื่นที่ช่วยเสริมศักยภาพการไต่เขายังรวมไปถึง บังโคลนหลังที่ถูกตัดให้สั้นลง ท่อไอเสียแบบปลายท่อสั้น ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ และแฮนด์บาร์สไตล์ Racing

ในยุคนั้น ผู้คนในสนามแข่งจะจำทีม Harley-Davidson ได้ดี จากเสื้อทีมที่เป็นลายดำส้มเด่นสะดุดตา ซึ่งโทนสีนี้เองที่ฮาเลย์นำมาใช้ในโมเดลแข่งรุ่นหลังๆ

องค์ประกอบของ 1930 Hill Climber อาจดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ต้องอาศัยทักษะการขับระดับสูง ซึ่งนักแข่งที่พาโมเดลคันนี้คว้ารางวัลจากรายการระดับชาติมาถึง 6 สมัย ระหว่างปี 1932-1938 คือตำนานที่ชื่อว่า Joe Petrali

อีกหนึ่งโมเดลที่เราอยากพูดถึงคือ 1942 XA ซึ่งถูกผลิตออกมาเพื่อรับใช้ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันกลับถูกผลิตออกมาเพียง 1,000 คันในโลกเท่านั้น เพราะเหตุใด?

 

1942 XA

จริงๆ แล้ว โมเดล Harley-Davidson ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หลายคนคุ้นเคยคือโมเดล WLA และ WLC แต่มีช่วงหนึ่ง ที่กองทัพสหรัฐต้องการมอเตอร์ไซค์ที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาขับ ฮาเลย์จึงหาทางผลิตเจ้า 1942 XA ขึ้นมา

1942 XA เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีอรรถะประโยชน์รอบด้าน สามารถวิ่งได้บนสภาพพื้นถนนหลากหลาย และมีความพิเศษอยู่ที่การจัดวางตำแหน่งเครื่องยนต์แนวขวาง เหมือนกับยานพาหนะฝั่งยุโรป

1942 XA ใช้เครื่องยนต์ side-valve flat-twin cylinder มีความจุเครื่องยนต์ 42 ลบน. หรือ 738cc มีเกียร์ 4 สปีด และทำความเร็วได้สูงสุดที่ 105 กม/ชม. ส่วนระบบน้ำมันเครื่องเป็นแบบ wet sump โดยไม่มีถังน้ำมันเครื่องแยกออกมา

เนื่องจากทหารต้องใช้มือขวาในการยิงปืน คันเร่งของ 1942 XA จะอยู่ที่แฮนด์ฝั่งซ้ายแทน เวลาที่ไม่ได้ใช้ปืนก็มีซองเก็บมาให้ด้วยเช่นกัน ส่วนโช๊คอัพเป็นแบบ telescopic ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบ plunger ตัวรถมีคันเหยียบเบรกหลังอยู่ฝั่งขวา และคันเหยียบ Kick Starter อยู่ฝั่งซ้าย

ด้านหลังมีตะแกรงบรรทุกของ ซึ่งเหล่าทหารมักใช้บรรทุกวิทยุสื่อสาร ซึ่งในสมัยนั้นมีขนาดใหญ่มาก เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ 1942 XA ถูกผลิตออกมาเพียง 1,000 คันเท่านั้น เนื่องจากประสิทธิภาพของโมเดล WLA และ WLC มีสูงกว่า ประกอบกับการเข้ามาของรถยนต์ Willys Jeep ที่ทำให้กองทัพหันไปสนใจยานหนะแบบ 4 ล้อแทน

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/08/harley-davidson-1930-hill-climber.html

https://www.mecum.com/lots/LV0114-180397/1942-harley-davidson-xa-type-1-military/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley