1915 Model F & 1928 JD

1915 Model F & 1928 JD

เมื่อเข้าสู่ปี 1915 ยานพาหนะที่เรียกว่า มอเตอร์ไซค์ เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา และเป็นปีที่ Harley-Davidson เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมามากมาย เพื่อพัฒนาโมเดลที่วิ่งบนท้องถนนในเมือง หลังจากลุยสมรภูมิสนามแข่งมาสักระยะเวลาหนึ่ง ในปีนั้นมีนัวตกรรม 3 อย่างเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ นั่นคือ ระบบเกียร์ 3 สปีด, ปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล (mechanical oil pump) และไฟหน้าแบบไฟฟ้า

ระบบเกียร์ 3 สปีด เพิ่มกำลังให้มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นเนินเขาได้ง่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งในความเร็วต่ำ ส่วนปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหล่อลื่นและยืดอายุเครื่องยนต์ และสุดท้ายไฟหน้าแบบไฟฟ้า ทำให้ผู้คนสามารถเริ่มออกเดินทางตอนกลางคืนได้บ่อยขึ้น จากแต่เดิมที่ต้องรอคอยให้พระจันทร์เต็มดวง

Model F คือหนึ่งในโปรดักที่ฮาเลย์เปิดตัวมาในปี 1915 มันมีระบบเกียร์ 3 สปีด และปั๊มน้ำมันเครื่องเชิงกล แต่ไม่มีไฟหน้า เป็นรถที่เน้นการใช้งานบนท้องถนน และตอนนั้นติดป้ายราคาขายไว้ที่ $275 หรือราว 8,500 บาท ซึ่งค่อนข้างสูงในตอนนั้น

ในส่วนขององค์ประกอบ ตัวรถมีตะแกรงบรรทุกของด้านหลัง บังโคลนหน้าหลัง ดรัมเบรกล้อหลังที่ทำงานด้วยคันเหยียบเท้าขวา เบาะนั่งติดสปริง มีก้านเหยียบเพื่อหยุดการทำงานของ Silencer เพื่อเค้นประสิทธิภาพเครื่องยนต์ออกมาได้มากขึ้น และเนื่องจากตั้งแต่ปี 1914 เครื่องยนต์มีความแรงมากขึ้น คันเหยียบที่เอาไว้ใช้ส่งแรงเวลาขึ้นเขาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป (มีไว้ใช้เพื่อ kickstart เท่านั้น) ตัวรถจึงมีพักเท้าเพิ่มเข้ามา

หน่วยงานตำรวจเริ่มเห็นความสำคัญของการใช้มอเตอร์ไซค์ที่มีความเร็วสูงเพื่อจับผู้ร้าย ซึ่งเจ้า Model F ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 97 กม/ชม เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์เจ้าอื่นทั้งหมดในยุคนั้น ก็ตอบโจทย์อย่างแรง แต่บางหน่วยงานได้เลือกใช้ Model Js ซึ่งเป็นโมเดลอัพเกรดขึ้นไปอีกจาก Model F โดยมีไฟหน้าติดเพิ่มเข้ามา เพื่อใช้จับผู้ร้ายในเวลากลางคืน

อีกโมเดลที่พวกตำรวจให้ความไว้วางใจ และถือว่าขายดีกว่าโมเดลอื่นอย่างชัดเจนคือ 1928 JD ซึ่งฮาเลย์ได้เพิ่มความจุเครื่องยนต์เป็น 74 ลบน. หรือ 1213cc จากเพียง 61 ลบน. หรือ 1,000cc เมื่อเทียบกับ Model F ทำให้มันวิ่งเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์เมืองแทบทุกคันในยุค 1920s

ตัวรถใช้สี Olive Green แต่สามารถเลือกเป็นสีอื่นได้เช่น ขาว ดำ แดง น้ำเงิน ด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อย  มีฟีเจอร์ที่ต่างจาก Model F คือเรือนไมล์ แตรไฟฟ้า ดรัมเบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เบาะหนังติดสปริง และกล่องอุปกรณ์ซ่อมรถขนาดพกพาด้านหน้า อีกทั้งยังมีไฟหน้าแบบเดี่ยว (ถูกเปลี่ยนเป็นแบบคู่ในปี 1929) และลูกค้ายังขอเพิ่มฟีเจอร์กระจกข้างทรงกลมสุดเก๋ได้อีก

ตัวเครื่องยนต์ทำจากเหล็กหล่อลงสีเงินสวยงาม และมีก้านกระทุ้งสองก้านที่ถูกส่งแรงมาจากเพลาข้อเหวี่ยงเดี่ยวด้านล่าง หากความแรงของจ้า 1928 JD ยังไม่สุดถึงใจ ลูกค้าสามารถเลือกเป็นตัวอัพเกรด โมเดล JDH ได้ ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์แบบรถแข่ง โดยมีเพลาข้อเหวี่ยงคู่ ช่วยขับความเร็วให้สูงขึ้นมากกว่าเดิม

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson The New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/02/harley-davidson-1915-model-f.html

http://toliveonthewind.blogspot.com/2013/03/harley-davidson-1928-jd.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer & KT Fast Roadster

1915 KT Board Racer

ในปี 1914 Harley-Davidson ได้เข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรก เนื่องจากบริษัทมองว่ามันคือสังเวียนที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของตนเองมากขึ้น และการคว้าถ้วยรางวัลมาจะนำไปสู่การพัฒนาโมเดลของพวกเขาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะช่วงนั้น การแข่งขันประเภท Board Track Racing หรือสนามแข่งรถที่พื้นทำจากแผ่นไม้ กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แถมผู้เข้าร่วมชมร่วมพนันมากมายก็ต่างพากันเข้ามาชมการแข่งขันอย่างใจจดใจจ่อ

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของฮาเลย์ เพราะในปี 1915 พวกเขาเริ่มคว้ารางวัลจากสนามแข่งต่าง ๆ ได้จากโมเดลมากมาย รวมถึง KT Board Racer คันนี้ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Inlet-over-exhaust V-twin มีความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 61 ลบน. หรือ 1,000cc มีแรงม้าเครื่องยนต์อยู่ที่ 15 bhp เกียร์ 3 สปีด และระบบส่งกำลังด้วยโซ่ ระบบกันสะเทือนมีโช๊คหน้าแบบ Leading-link ส่วนด้านหลังไม่มีโช๊ค น้ำหนักตัวรถ 147 กิโลกรัม และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 130 กม/ชม

ส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ KT Board Racer มีการตัดบังโคลนหลังให้สั้นลงจากรุ่นก่อนหน้าเพื่อทำให้ตัวรถเบาขึ้น มีการใช้เบาะนั่งแบบ light-weight ที่เบามาก แต่ต้องแลกมากับความสะดวกสบายที่ลดลง

ด้านข้างมีคันเหยียบ ซึ่งหากถีบไปด้านหน้าจะเป็นการ Kickstart เครื่องยนต์ แต่ถ้าถีบกลับหลังจะเป็นการเบรกที่ล้อหลัง

ถังน้ำมันเครื่องถูกจัดวางในส่วนเดียวกับถังน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม ท่อไอเสียที่ต่อตรงออกมาจากกระบอกสูบ มีการออกแบบให้สั้นลง ซึ่งดูเหมือนจะช่วยเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ และเสียงก็ดังขึ้นด้วย แฮนด์บาร์บริเวณมือจับมีการปรับให้โค้งต่ำลงมา เพื่อเสริมท่านั่งแบบนักแข่งรถ

ดูจากภภายนอกแล้วโมเดล KT Board Racer ดูเหมือนเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ผอมและเปราะบาง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย มันมีความแข็งแกร่งและศักยภาพในการวิ่งด้วยความเร็วบนระยะทางกว่า 161 กิโล ต่อการแข่งขันหนึ่งรอบ ซึ่งเป็นระยะทางปกติ สำหรับสนามแข่งประเภท Board Track Racing ในยุคนั้น และชื่อสังเวียนนี้เองที่เป็นที่มาของชื่อโมเดลคันนี้

1915 KR Fast Roadster

มันจะมีความสุขอะไรเทียบเท่ากับการได้ขับมอเตอร์ไซค์ที่คว้ารางวัลในสนามแข่งมามากมาย “บนท้องถนนทั่วไป”  Bikers ทั้งหลาย ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือหน้าใหม่ ต่างอยากสัมผัสพละกำลังเครื่องยนต์ สมรรถนะการควบคุม และระบบเบรก ของโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งระดับประเทศ

นั่นจึงเป็นที่มาของโมเดล 1915 KR Fast Roadster ที่ถูกออกแบบต่อยอดมาจาก 1915 KT Board Racer แต่ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับนักแข่งแรกเริ่ม และการใช้งานบนท้องถนนในเมือง

มีการเพิ่มบังโคลน บังโซ่ และแฮนด์บาร์แบบมาตรฐานเข้าไป ซึ่งไม่ได้โค้งต่ำลงมาเพื่อสนับสนุนท่านั่งแบบนักแข่ง แต่จะเป็นแบบ pulled-back คือขยายออกกว้างและโค้งมาด้านหลังเข้าหาคนขับ ซึ่งในเรื่องความสบายและการควบคุม จะเหนือกว่าแฮนด์บาร์แบบรถแข่งอยู่พอตัว

สิ่งที่ต่างออกไปจาก KT Board Racer ยังมีสปริงใต้เบาะนั่ง ซึ่งแม้จะช่วยซับแรงกระแทกได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากเจาะสภาพถนนที่ย่ำแย่ นั่นจึงเป็นที่มาของพื้นที่พักเท้าขนาดกว้าง ให้คนขับสมารถยืนขึ้นได้ เวลาต้องเจอแรงกระแทกหนัก ๆ

สี Renault Grey โทนฟ้าตุ่น ๆ คือสีที่ Harley-Davidson ใช้บนโมเดลทุกคันในปี 1915 ตัดกับแถบ แดง-ดำ-เหลือง บนตัวถังน้ำมันของ KR Fast Roadster อย่างสวยงาม

เสียดายที่มันถูกผลิตออกมาเพียง 100 คันในโลกเท่านั้น จึงนับเป็นของหายากที่นักสะสมหลายคน ใฝ่ฝันจะครอบครอง

แหล่งที่มา หนังสือ The Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://autosystempro.com/1915-kt-board-racer/

https://autosystempro.com/1915-kr-fast-roadster/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Model No.1 & Silent Gray Fellow

Model No.1 & Silent Gray Fellow

ในบทความชุดต่อไป เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโมเดลและเครื่องยนต์ของ Harley-Davidson ตั้งแต่คันแรก เครื่องแรก จนถึงโมเดลและเครื่องยนต์รุ่นปัจจุบัน ถ้าพร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปด้วยกันเลยครับ

โมเดลคันแรกของฮาเลย์มีชื่อว่า 1905 Model No.1 ย้อนกลับไป 100 กว่าปีก่อน คงไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรมากนัก มันจึงดูเหมือนจักรยานคันหนึ่งที่ติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ไว้

เครื่องยนต์รุ่นแรกที่ใช้มีชื่อว่า The Early Single เป็นเครื่องสูบเดียวแบบ inlet-over-exhaust ซึ่งแม้จะมีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ก็ยังส่งกำลังได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาต้องขึ้นเนินขึ้นเขา นั่นทำให้เจ้า Model No.1 ต้องมีคันเหยียบคล้ายจักรยาน ให้ผู้ขับถีบเพื่อช่วยส่งแรงเพิ่มให้กับเครื่องยนต์ เวลาต้องขึ้นเนินที่สูงชัน

ล้อสีขาวโพลนเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา ในยุคแรก ๆ โมเดลของฮาเลย์จะใช้ล้อสีขาวทั้งหมด แต่พอพวกเขาเห็นว่าการใช้ล้อสีดำสามารถซ่อนดินโคลนจากสายตาได้ดีกว่า จึงค่อยทำการเปลี่ยนแปลง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ปกติมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson จะแยกถังน้ำมันเชื้อเพลิงกับถังน้ำมันเครื่องไว้คนละส่วนอย่างชัดเจน แต่ของ Model No.1 ถังน้ำมันเครื่องจะถูกติดให้อยู่ภายในถังน้ำมันเชื้อเพลิงเลย

องค์ประกอบอื่น ๆ ของ Model No.1 ยังประกอบไปด้วย ระบบจุดเระเบิดโดยใช้แบตเตอรี่ คาร์บูเรเตอร์แบบหยาบ ระบบส่งกำลังด้วยสายพาน และยังมี Silencer เก็บเสียง ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติตามกฎจราจร แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ฝูงม้าแตกตื่นในยุคนั้น

ระบบกันสะเทือนอย่างเดียวที่ Model Mo.1 มีก็คือสปริงที่อยู่ใต้เบาะนั่งคนขับ นอกจากนี้ Williams Harley กับสามพี่น้อง Davidson ยังออกแบบให้เฟรมรถด้านล้างโค้งงอเพื่อรองรับเสื้อสูบของเครื่องยนต์ The Early Single ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องถูกจัดวางในระดับต่ำ เพื่อเสริมการควบคุมตัวรถให้ดีขึ้น

1905 Model No.1 มีความจุเครื่องยนต์ประมาณ 405cc มีเกียร์สปีดเดียว และทำความเร็วได้ 64 กม/ชม ถือว่าเป็นโมเดลแรกแบบทางการของ Harley-Davidson ในประวัติศาสตร์ร่วม 120 ปี

โมเดลที่ 2 ที่ฮาเลย์ผลิตออกมามีชื่อว่า 1912 Silent Gray Fellow ซึ่งเมื่อเทียบกับ Model No.1 ถือว่าได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า สาเหตุหลักมาจากศักยภาพรถที่สูงขึ้น

เฟรมรถมีการปรับให้โค้งลง เพื่อให้เบาะนั่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเดิม  มีการติดบังโคลนหน้าหลังแบบ Valance เข้าไป เครื่องยนต์มีความจุมากขึ้น อยู่ที่ 494cc ทำความเร็วได้ 72 กม/ชม

ฟีเจอร์ที่ต่างไปอย่างชัดเจนจาก Model No.1 คือการเพิ่มคันโยกควบคุมระบบคลัตช์ด้านหลังเข้ามา ทำให้ผู้ขับสามารถหยุดตัวรถได้โดยไม่ต้องดับเครื่อง นอกจากนี้ยังพัฒนาให้ Silencer ให้เก็บเสียงได้มากขึ้น

สิ่งที่เหมือนเดิมจาก Model No.1 ก็คือล้อสีขาว เกียร์สปีดเดียว กำลังส่งแบบสายพาน และเครื่องยนต์แบบ inlet-over-exhaust ซึ่งไม่กี่ปีหลังจากนั้น องค์ประกอบเหล่านี้ก็ได้แปรเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่

ในช่วงที่เปิดตัว Silent Gray Fellow ออกมา ผู้คนเริ่มรู้จักฮาเลย์ในฐานะผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ของอเมริกา และตั้งแต่โมเดลคันแรกอย่างไม่เป็นในปี 1903 ความจุเครื่องยนต์ก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รายละเอียดต่าง ๆ ได้ถูกเพิ่มเข้ามา

จนมาถึงโมเดลนี้ที่ได้กลายเป็นยานพาหนะคู่ใจของผู้คน มีจุดเด่นที่การเก็บเสียงจาก Silencer จนเป็นที่มาของชื่อโมเดล Silent Gray Fellow หรือที่แปลว่า เพื่อนคู่หูสีเทาที่มาพร้อมกับความเงียบนั่นเอง

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://toliveonthewind.blogspot.com/2012/11/harley-davidson-1905-model-no1.html

https://autosystempro.com/1912-silent-gray-fellow/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

เลือกมอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกใช่ ไม่จำเป็นต้องดีสุด สาเหตุที่ Harley-Davidson กลับมารุ่งเรืองในปี 80s

เลือกมอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกใช่ ไม่จำเป็นต้องดีสุด สาเหตุที่ Harley-Davidson กลับมารุ่งเรืองในปี 80s

ใครที่ติดตามอ่านบาทความของเราในช่วงเดือนที่ผ่านมา จะทราบดีกว่า Harley-Davidson ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเรื่อยมา แต่ฟ้าหลังฝนย่อมมีเสมอ เมื่อเข้าสู่ปี 1981 ประธานาธิบดีสหรัฐ โรนัลด์ เรแกน ได้ปลุกกระแสนิยมรักชาติขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในสัญลักษณ์ตัวแทนของชาติอเมริกา ก็คือบริษัทที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานอย่าง Harley-Davidson นั่นเอง

จากเดิมที่ผู้คนต่างแสวงหามอเตอร์ไซค์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ เพื่อเอามาอวดกัน ได้เปลี่ยนเป็นการแสวงหามอเตอร์ไซค์ที่ขับแล้วรู้สึกดี รู้สึกใช่แทน โดยไม่จำเป็นต้องทำความเร็วได้สูงสุดเสมอไป

Harley-Davidson ที่ตอนนั้นเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 75 ปี มีความขลังด้วยดีไซน์ที่เหมือนย้อนเวลากลับไปในยุค 50s ได้ตอบโจทย์กระแสนิยมความรักชาติของผู้คนในสหรัฐอเมริกาเข้าอย่างจัง  

มอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่นที่เข้ามาครองตลาดอยู่พักใหญ่ จึงเริ่มอ่อนกำลังลง และเริ่มทำการลอกเลียนแบบดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson แต่จะให้ลอกยังไงก็ยังขาดเสน่ห์และมนต์ขลังแบบที่ฮาเลย์แท้ ๆ มี   

ในที่สุด ในปี 1986 Harley-Davidson สามารถแซง ฮอนดา กลับขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดได้ เป็นอันดับหนึ่งของอเมริกาอีกครั้ง

หากจะเปรียบยุคที่ AMF เข้ามาบริหารบริษัทเป็นยุคมืด และยุค 80s ที่ William G. Davidson ซื้อบริษัทกลับมาบริหารอีกครั้ง เป็นยุคสว่างก็คงไม่ผิด แต่การฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ จนกลับมารุ่งเรืองได้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หนึ่งในกุญแจสำคัญคือความต่อเนื่อง ความเชื่อ และความรักในแบรนด์ของตัวเอง  ตลอดเวลากว่า 80 ปีที่ Harley-Davidson ต้องเผชิญปัญหามาตลอด หากถอดใจไปช่วงไหนเพียงช่วงเดียว ฟ้าหลังฝนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ 

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ชุบชีวิต Harley-Davidson ให้กลับขึ้นมาก็คือการพัฒนาเครื่องยนต์ Evolution ออกมาในปี 1986 ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Shovelhead แต่มีพละกำลังเหนือกว่า มีเสียงเงียบกว่า ช่วยให้ตัวรถวิ่งมั่นคงกว่า และที่สำคัญมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่สร้างความแตกต่างให้กับวงการและลูกค้า Harley-Davidson อย่างมาก กลุ่มลูกค้าตำรวจที่หันไปใช้แบรนด์อื่นก่อนหน้านี้ ถึงกับตัดสินใจกลับมาขับ Harley-Davidson อีกครั้ง

เมื่อเริ่มเข้ายุคใหม่ที่สดใสกว่าเดิม Harley-Davidson ยังได้พัฒนาในเรื่องการคิดค้นผลิตโมเดลใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง มีการดูเรื่อง QC ที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงดีไซน์ของสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น ฮาเลย์รู้ดีกว่าสิ่งที่ลูกค้ามองหา ไม่ใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ที่ไร้เทียมทาน แต่คือ ประวัติศาสตร์ มนต์ขลัง และเอกลักษณ์ เลือดเนื้อชาวอเมริกัน ที่ซ่อนอยู่ในมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งต่างหาก 

Harley-Davidson ได้รักษาแนวคิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ตั้งแต่ช่วง 80s ไปจนถึง 90s และในปี 2000s มีการเปิดตัวตระกูล V-Rod อันทรงพลังและมีดีไซน์โมเดิร์นออกมา 

Harley-Davidson ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อุปสรรคและปัญหาย่อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคน และความเชื่อในคุณค่าที่ตัวเองมี แม้บางช่วงจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ไม่เห็นหนทาง คือกุญแจสำคัญในการกลับมาประสบความสำเร็จได้ 

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.newsweek.com/republican-quits-trump-reagan-putin-1074445

https://www.harley-davidson.com/us/en/about-us/hd-news/2017/mission-thank-you-rolls-on.html

https://portraitsinchrome.com/harley-davidson-art-motorcycle-prints/

https://www.motor1.com/photo/1502972/1984-harley-davidson-evolution-engine/

 

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ก่อนจะตายจากตลาด ใครช่วย Harley-Davidson ไว้ในปี 1982

ก่อนจะตายจากตลาด ใครช่วย Harley-Davidson ไว้ในปี 1982

Harley-Davidson XLH1000

ในปี 1980 สถานการณ์ของ Harley-Davidson อยู่ในขั้นวิกฤติ เนื่องจากมอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสหรัฐอเมริกา ลูกค้าเริ่มเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์ ไม่มีสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ ที่แบรนด์ญี่ปุ่นมี

นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายควบคุมเสียงและมลพิษ ทำให้ศักยภาพเครื่องยนต์ของฮาเลย์ต้องโดนตัดทอนไปอีก ปัจจัยต่าง ๆ เริ่มส่งผลเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อลูกค้ากลุ่มตำรวจที่นิยมใช้มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์มาตั้งแต่ปี 1907 ตัดสินใจหันไปใช้มอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่น

สิ่งที่ Haley-Davidson ต้องการ ณ ตอนนั้นคือเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพและความมั่นคงมากกว่าเดิม แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นอเมริกันด้วย

Harley-Davidson FLT Tour Glide 1980

Harley-Davidson เริ่มแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเปิดตัวโมเดลทัวร์ริ่ง FLT Tour Glide 1980 ออกมา มีการใช้เฟรมรถแบบใหม่ เครื่องยนต์ถูกจัดวางในตำแหน่งที่เปลี่ยนไป ตัวรถมีแรงสั่นสะเทือนขณะขับน้อยลง มีแฟริ่งแบบยึดติดเข้ากับเฟรม อีกทั้งยังเป็นการใช้ระบบเกียร์ 5 สปีดเป็นครั้งแรก  

อย่างไรก็ตาม FLT Tour Glide แก้ไขสถานการณ์ของฮาเลย์ได้ในระดับผิวเผินเท่านั้น ปัญหาของฮาเลย์ต้องแก้ลงลึกไปกว่านั้น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1981 เมื่อผู้บริหารของฮาเลย์ทั้ง 13 คน รวมถึง Willie G. Davidson ตัดสินใจซื้อบริษัทกลับมาจาก AMF ทำให้พวกเขามีอิสระภาพในการบริหารแบรนด์ที่ตัวเองรักอีกครั้ง และนับเป็นจุดเริ่มต้นของฮาเลย์ยุคใหม่ก็ว่าได้

หลังจากซื้อบริษัทกลับมา ฮาเลย์มีการนำเทคนิคการผลิตแบบ mateirals-as-needed production มาใช้ คือการเตรียมอะไหล่อุปกรณ์ที่จำเป็นไว้เท่านั้น ก่อนการผลิต ตรงข้ามกับการตุนของไว้เยอะ ๆ ทำให้อุปกรณ์เสียหายและเปลืองเนื้อที่โรงงาน นอกจากนี้ยังมีการเชคคุณภาพสินค้าที่เข้มงวดขึ้นเป็นเท่าตัว และมีกาผลิตโมเดลใหม่ ๆ ออกมามากขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิตอย่างเดียว แน่นอนไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ในตลาดเอาชนะคู่แข่งจากแดนปลาดิบได้ Harley-Davidson ได้รับความช่วยเหลือจากประธานธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในการออกภาษีนำเข้ามอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนมอเตอร์ไซค์แบรนด์ประเทศตัวเองเติบโตในตลาดได้อย่างคล่องตัวขึ้น    

นี่คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สำคัญ ที่จะพา Harley-Davidson ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในตลาดอเมริกา และต่อไปในตลาดโลก ในบทความหน้าเรามาดูกันว่า Harley-Davidson จะก้าวข้ามอิทธิพลของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่น แล้วกลับมาครองใจชาวอเมริกันได้อย่างไร

 

ความรู้เพิ่มเติม

โมเดลที่เปิดตัวในช่วง 1980s

1984 XR1000

เป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจากรถแข่งสนามดิน XR750 โดยเน้นไปที่การวิ่งบนถนนในเมืองแทน มีการติด alloy head และ twin Dell’Orto carburetors จากโมเดล XR750 เข้าไปในส่วนท้องของเครื่องยนต์ และใช้แชสซีแบบ XLX ทำให้ตัวรถมีความแรงขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับ Sportster ทั่วไป แม้ XR1000 จะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นของสะสมชนิดแรไอเทม ที่แฟนฮาเลย์ใฝ่ฝันจะครอบครอง

1987 XLH883

XLH883 ใช้เครื่องยนต์ Evolution 883cc มีดีไซน์และเสียงเครื่องยนค์เหมือนกับ Sportster รุ่นก่อน แต่มีสมรรถนะที่มั่นคงและราคาย่อมเยากว่า หลังจาก XLH883 เปิดตัวไม่นานก็มีรุ่น 1100cc และ 1200cc ตามมา รวมถึงการใช้ระบบส่งกำลังแบบสายพาน และระบบเกียร์ 5 สปีด ราคาที่เข้าถึงได้ทำให้ XLH 883 ได้รับความนิยมอย่างสูงจากกลุ่มคนที่อยากลองขับมอเตอร์ไซค์ในตำนานอย่าง Harley-Davidson สักครั้งในชีวิต

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ The Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ http://www.motorcyclesdetails.info/Harley-Davidson_XLH_1000_Sportster_1979.html

https://www.chopperexchange.com/For-Sale/Harley-Davidson/Tour_Glide/189002

https://fortune.com/2018/06/26/harley-davidson-moving-production-overseas/

https://www.mecum.com/lots/SC0511-107739/1984-harley-davidson-xr-1000/

https://www.pinterest.com/pin/327144360412470268/?lp=true

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1970-1980 กำเนิดเทรนด์ Chopper

Harley-Davidson 1970-1980 กำเนิดเทรนด์ Chopper

ต่อจากบทความที่แล้วที่ Harley-Davidson ต้องหาพาร์ทเนอร์อย่าง AMF มาช่วยพยุงธุรกิจฝ่าวิกฤติ (American Metal Foundries หรือ AMF บริหารฮาเลย์ตั้งแต่ 1969 – 1981) ช่วงต้นปี 1970s กระแสนิยมการแต่งมอเตอร์ไซค์ได้เปลี่ยนจากสไตล์ Bobber มาเป็นสไตล์ Chopper คือเฟรมรถด้านหน้าจะทำมุม rake ค่อนข้างกว้าง มีตะเกียบหน้ายาว ๆ บอดี้ใช้สีฉูดฉาด และที่สำคัญต้องมีวัสดุผิวโครเมียมสะท้อนแสงมันวาวเป็นเอกลักษณ์

EASY RIDER, Peter Fonda, Dennis Hopper, 1969

Harley-Davidson สไตล์ Chopper

จริงอยู่ที่ฮาเลย์สไตล์ Chopper ดูเท่สุด ๆ ในสายตาของผู้มองในยุคนั้น แต่การแต่งรถแบบนี้ก็ส่งผลเสียต่อสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมตัวรถเช่นกัน

ในมุมมองของ Harley-Davidson แน่นอนไม่ค่อยเห็นด้วยกับกระแสนิยมแต่งรถสไตล์ดังกล่าวเท่าไร อย่างไรก็ตาม William G. Davidson (หลานของ William A. Davidson ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการด้านสไตล์ลิ่งของฮาเลย์ ก็เฝ้ามองและมีความสนใจในเทรนด์ Chopper นี้อย่างใจจดใจจ่อ

Harley-Davidson FX1200 Super Glide

จนกระทั่งในปี 1971 เขาได้ตัดสินใจปล่อยโมเดล FX 1200 Super Glide ออกมาเพื่อตอบรับกระแสนิยมดังกล่าว โดยใช้ต้นแบบดีไซน์เหมือนกับ Chopper ในหนังยอดฮิตอย่างเรื่อง Easy Ride (ปี 1969)

FX 1200 Super Glide เป็นโมเดลที่รวมเครื่องยนต์ Big Twin และเฟรมรถ เข้ากับองค์ประกอบด้านหน้าของ Sportster เพื่อสร้างสไตล์ใหม่และเป็นพื้นฐานให้กับฮาเลย์ที่แต่งจากโรงงาน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้

และโมเดลตระกูล FX นี่เองที่ทำให้ฮาเลย์มองเห็นประโยชน์ของการออกแบบสไตล์มากมายที่ต่างกัน บนพื้นฐานของการใช้เครื่องยนต์เครื่องเดียวกัน

ช่วงปี 1970s ถือเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดของฮาเลย์ก็ว่าได้ อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาอยู่ในช่วงขาลง และส่งผลอย่างมากกับบริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะฮาเลย์

Harley-Davidson XR750

ช่วงนั้นยังมีวิกฤติเรื่องน้ำมัน และปัญหาเรื่องอุปกรณ์ที่เกิดจากการร่วมบริษัทกับ AMF ทำให้ยอดขายของฮาเลย์โดนกระทบอย่างหนัก

และแม้ว่าฮาเลย์จะมีการปล่อยโมเดลรถแข่งสนามดินในตำนาน อย่าง XR750 ออกมา (ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างมากในประวัติศาสตร์การแข่งมอเตอร์ไซค์) สถานการณ์ก็ยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นมาก

ทำให้ท้ายที่สุด Harley-Davidson ตัดสินใจขายหุ้นส่วนในบริษัทผลิตมอเตอร์ไซค์ไซส์เล็กอย่าง Aermacchi ออกไป ทำให้ฮาเลย์เลิกให้ความสำคัญกับมอเตอร์คลาสเล็กไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในปี 1979 ยอดขายรวมของฮาเลย์คิดเป็น 4% ของตลาดในอเมริกาเท่านั้น และมอเตอร์ไซค์ของพวกเขายังถูกมองว่าแปลกและพึ่งพาไม่ได้อีกด้วย ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงปี 1980s บริษัทต้องรีบพัฒนาเรื่องการควบคุมและขยายไลน์สินค้าให้กว้างขึ้นโดยด่วน เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น

ความรู้เพิ่มเติม: โมเดลที่ฮาเลย์ปล่อยออกมาในช่วงปี 1970-1980 ประกอบด้วย

1971 FX Super Glide

เป็นโมเดลที่ฮาเลย์ปล่อยออกมาเพื่อตอบรับกระแสมอเตอร์ไซค์ประเภท Chopper ตัวรถใช้เครื่องยนต์ Overhead-valve V-Twin มีความจุกระบอกสูบ 74 ลบน. (1213 cc) แรงม้าเครื่องยนต์ 65 ที่ 5,400 รอบต่อนาที มีระบบเกียร์ 4 สปีด โดยการชิฟเปลี่ยนเกียร์จะอยู่ฝั่งเท้าด้านซ้ายคนขับ ใช้เฟรมรถแบบ Tubular cradle ระบบกันสะเทือนใช้โช๊คหน้าแบบ Telescopic และมีสวิงอาร์มด้านหลัง น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 254 กิโล (เมื่อเติมน้ำมันไปครึ่งถัง) ตัวรถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 174 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
1976 RR250

โมเดลนี้เกิดจากการร่วมกิจการนะหว่าง Harley-Davidson และบริษัทอิตาลีอย่าง Aermacchi เพื่อผลิตมอเตอร์ไซค์คลาสเล็กมาต่อกรกับบริษัทญี่ปุ่นในตลาดอเมริกา โมเดล RR250 ใช้เครื่องยนต์ 2 สโตรค twin-cylinder มีกำลังเครื่องยนต์ 246cc แรงม้าเครื่องยนต์ 53 ระบบโซ่ส่งกำลัง (chain drive) เกียร์ 6 สปีด ใช้เฟรมรถแบบ Tubular cradle ระบบกันสะเทือนใช้โช๊คหน้าแบบ Telescopic และมีสวิงอาร์มด้านหลัง น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 109 กิโล สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่สำคัญมันเป็นโมเดลที่สามารถคว้าแชมป์ในการแข่งประเภท 250cc 3 ปีติดกัน (1975, 1976 และ 1977)

 

1978 XLCR

XLCR คือมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ (CR ย่อมาจาก Cafe Racer) และถือเป็นดีไซน์ที่ต่อยอดมาจากมอเตอร์ไซค์ประเภท Sportster ตัวรถโดดเด่นในเรื่องการใช้เฟรมและท่อไอเสียแบบใหม่ ที่สุดท้ายกลายเป็นพื้นฐานดีไซน์ของฮาเลย์ Sportster รุ่นหลัง ๆ XLCR ใช้เครื่องยนต์ Overhead-valve V-twin 1,000 cc ระบบเกียร์ 4 สปีด ส่งกำลังโดยโซ่ มีโช๊คหน้าแบบ Telescopic มีสวิงอาร์มด้านหลังแบบ box-section น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 109 กิโล และ XLCR สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 169 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://wdbx.org/calendar/easy-rider-at-the-varsity

http://www.cycleconnections.com/index.php/motorcycle-magazine/cover-bikes/item/3263-1971-harley-davidson-fx-super-glide#.XRblOY9S_IU

https://www.motorcyclespecs.co.za/model/h-d/harley_davidson_RR-250%20Road%20Racer%2074.htm

https://www.bike-urious.com/no-reserve-1978-harley-davidson-xlcr/

 

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1960-1970 อิทธิพลจากมอเตอร์ไซค์แดนปลาดิบ

Harley-Davidson 1960-1970 อิทธิพลจากมอเตอร์ไซค์แดนปลาดิบ

ในช่วงปี 1960 แม้เศรษฐกิจในอเมริกาและตลาดมอเตอร์ไซค์กำลังไปได้ดี บทบาทของ Harley-Davidson ในตลาดนั้นมีไม่มากนัก เหตุผลหนึ่งมาจากเทรนด์รถสกูตเตอร์ที่คนรวยชอบซื้อกันขับตั้งแต่ช่วงปี 1950s

มอเตอร์ไซค์สกูตเตอร์ Harley-Davidson Topper 

กระแสนิยมรถสกูตเตอร์นี้ขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตในประเทศผสมกับการนำเข้าเครื่องยนต์จากอิตาลีและเยอรมัน ส่วน Harley-Davidson ตัดสินใจผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อพวกเขาตัดสินใจจะร่วมวงการนี้ด้วย โดยการเปิดตัวรถสกูตเตอร์อย่าง Harley-Davidson Topper ในปี 1960 กระแสนิยมรถสกูตเตอร์ก็เริ่มจะซากันไปแล้ว

มอเตอร์ไซค์แบรนด์อังกฤษรุ่น 500 และ 650cc ในประเทศยังคงขายดีอยู่ และการเข้ามาของ ฮอนดา ในปี 1959 และมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นแบรนด์อื่น ๆ ก็ได้พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาไปอย่างมาก

การเข้ามาของแบรนด์ญี่ปุ่นทำให้ตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กในอเมริกาเปิดกว้างขึ้น คนที่ไม่เคยคิดจะซื้อมอเตอร์ไซค์มาก่อน ก็มีโอกาสในการซื้อมากขึ้น และบริษัทญี่ปุ่นเองก็มองว่า กลุ่มผู้ขับที่เริ่มต้นจากมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็ก อีกไม่นานพวกเขาก็จะขยับไปสู่มอเตอร์ไซค์ Big Bike รุ่นใหญ่อยู่ดี นี่คือวิสัยทัศน์ของพวกเขา

ฮอนดา เปิดช๊อปในอเมริกาปี 1959

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ Harley-Davidson ก็ได้พยายามผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็กออกมาเช่นกัน โดยเริ่มจากผลิตโมเดลเครื่องยนต์ 165cc ออกมา ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากโมเดล 125cc ที่เกิดขึ้นในปี 1948

อย่างไรก็ตามความเชี่ยวชาญในการผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กของ Harley-Davidson นั้นมีไม่เพียงพอ พวกเขาต้องหาคนช่วย ฮาเลย์จึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการในบริษัทอิตาลีอย่าง Aermacchi ที่เน้นผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็ก โดยเข้าถือหุ้นส่วน 50%

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ฮาเลย์พยายามดันรถสกูตเตอร์ Topper เข้าสู่ตลาดนั้นถือว่าล้มเหลว มาคราวนี้ก็นำสินค้าที่ไม่คุ้นตาและไม่น่าไว้ใจจากต่างชาติเข้ามาอีก จุดนี้ทำให้ตัวแทนจำหน่ายของฮาเลย์ทั่วประเทศเกิดข้อกังขาในตัวสินค้า และสุดท้ายยอดขายก็ไม่เป็นอย่างที่ฮาเลย์ตั้งเป้าไว้

Harley-Davidson Electra Glide 1965

การเข้ามาของมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นยังทำให้ชาวอเมริกันตั้งคำถามกับบริษัทขึ้นอีก ในเมื่อมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นรุ่นขนาด 125cc ยังมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไฟฟ้าได้ แล้วทำไม Harley-Davidson เครื่องยนต์ขนาด 1200cc จึงไม่มี

เพื่อตอบรับกับคำวิจารณ์ ฮาเลย์จึงตัดสินใจนำระบบสตาร์ทไฟฟ้าเข้ามาใส่ในกลุ่มโมเดล FL ตั้งแต่ปี 1965 เกิดเป็นรุ่นที่ยอดฮิตที่สุดรุ่นหนึ่งอย่าง Electra Glide ฮิตเสียขนาดที่ว่ามีคนนำชื่อไปทำเป็นหนังภาพยนต์อย่างเรื่อง Electra Glide in Blue ในปี 1973

ในปี 1967 มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กของฮาเลย์จะผลิตโดย Aermacchi ในอิตาลีทั้งหมด ส่วนฐานผลิตหลักที่เมือง Milwaukee ก็จะเน้นผลิตโมเดล Sportster, Electra Glide และ Servi-Car เป็นหลัก

William และ John Davidson หลานสองคนของ William A. Davidson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ถ่ายรูปคู่โมเดลฮาเลย์ ฉลองครบรอบ 75 แบรนด์ Harley-Davidson ในปี 1978 (ประมาณ 10 ปี หลังจาก AMF เข้าซื้อกิจการฮาเลย์)

ต้องยอมรับว่าการบุกตลาดของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ต่างประเทศทำให้ส่วนแบ่งตลาดและยอดการผลิตของ Harley-Davidson นั้นลดน้อยลงเหลือเกิน  แม้ราคาหุ้นของฮาเลย์จะปรับตัวสูงขึ้นในปี 1965 บริษัทยังคงขาดสภาพคล่อง ขาดเงินสดในการดำเนินการ

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทจึงต้องหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถพยุงพาให้บริษัทไปต่อได้ ในปี 1969 Harley-Davidson จึงตัดสินใจครั้งสำคัญในการขายหุ้นส่วนเกือบทั้งหมดให้บริษัท American Metal Foundries ครอบครองและบริหารจัดการ 

ในช่วงที่ American Metal Foundries บริหาร Harley-Davidson ดีไซน์ต่าง ๆ ของตัวมอเตอร์ไซค์ได้เปลี่ยนไปพอสมควร พวกเขาได้บริหารฮาเลย์จนถึงปี 1981 ก่อนที่ Willie G. Davidson จะซื้อบริษัทกลับไป

ในบทความหน้าเราจะพูดถึงกระแสนิยมของมอเตอร์ไซค์ประเภท Chopper และอุปสรรคที่ฮาเลย์ต้องฝ่าฟันในช่วงปี 1970-1980 โปรดติดตามตอนต่อไปครับ      

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition Wilson – Hugo Wilson

รูปภาพ  https://www.motorcycle.com/features/scooter-versus-motorcycle-pros-cons.html/attachment/101518-scooter-vs-motorcycle-harley-davidson-topper-scooter-ad

http://japanesenostalgiccar.com/honda-recreates-1959-storefront-in-hq-lobby/

https://www.chopperexchange.com/For-Sale/Harley-Davidson/Electra_Glide_Super_Sport/679401

https://www.jsonline.com/picture-gallery/life/green-sheet/2018/12/11/photos-harley-davidson-amf-years/2276602002/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

จากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประเทศเยอรมันต้องชดเชยความเสียหายมากมายที่ทำไว้ หนึ่งในการตอบแทนและการชดเชยนั้นก็คือการขายไอเดียวิธีการออกแบบเครื่องยนต์ 2 สโตรค 125 cc ให้กับ Harley-Davidson ซึ่งแม้จะเป็นครั้งแรกที่ฮาเลย์ได้ทดลงผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โมเดลอย่าง Harley-Davidson Hummer ที่ปล่อยออกมาในช่วงปี 1950s ก็ถือว่าประสบความอย่างมาก

Haley-Davidson Hummer 1954

แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปี 1948 Harley-Davidson มีการอัพเกรดเครื่องยนต์เช่นกัน ฮาเลย์ได้พัฒนาเครื่องยนต์ Knucklehead ให้เหนือระดับขึ้นจนกลายเป็นรุ่น Panhead (ได้ชื่อมาจากฝาครอบด้านบนที่เหมือนกระทะทำอาหาร)

เครื่องยนต์ Panhead

นอกจากนี้ฮาเลย์ยังมีการคิดค้น โช๊คอัพ ไฮโดรลิค แบบ Telescopic ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1949 ซึ่งเป็นที่มาของโมเดล Hydra-Glide ในภายหลัง

ช่วงปี 1950s อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของมอเตอร์ไซค์แบรนด์อังกฤษทำให้ฮาเลย์ต้องสั่นคลอน เพราะมอเตอร์ไซค์ของต่างชาติเหนือกว่าของพวกเขาแทบจะทุกด้าน ทั้งมีน้ำหนักเบากว่า ทำความเร็วได้ดีกว่า และควบคุมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังมีดีไซน์เก๋ไก๋ ต่างจากฮาเลย์ช่วงนั้น ที่เน้นแต่ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล

Harley-Davidson K Sport 1952

เมื่อเห็นแบบนี้ฮาเลย์จึงปล่อยออกแบบโมเดล K Sport มาสู้ในปี 1952 แต่น่าเสียดายเครื่องยนต์วาล์วข้างสูบ side-valve flathead ที่ใช้ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ความตั้งใจนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ  อย่างไรก็ตาม ในปี 1957 ฮาเลย์ได้อัพเกรดเครื่องยนย์ดังกล่าวให้กลายเป็นแบบ วาล์วเหนือสูบ (overhead-valve) และรีแบรนด์ตัวมอเตอร์ไซค์ใหม่โดยใช้ชื่อ “Sportster” เมื่อนั้นเองที่โมเดลนี้กลับมาประสบความสำเร็จอย่างมาก และนับเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล Sportster อย่างแท้จริง

ต้องยอมรับว่าหนึ่งในคู่ปรับตลอดการของฮาเลย์ก็คือ Indian ที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 1901 แต่แล้วในปี 1953 พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้ ต้องปิดตัวลง ทำให้ฮาเลย์ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์อันดับ 1 ของอเมริกาทันที ปีนั้นยังเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 50 ของฮาเลย์อีกด้วย

ต่อมา แบรนด์ Harley-Davidson เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ดาราในวงการเริ่มเข้ามามีบทบาทกับแบรนด์ เช่น เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งเคยขึ้นหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast คู่กับโมเดล KH Sport twin ดาราอย่าง Clark Gable, Tyrone Power และ Roy Rogers ก็ประกาศตนว่าเป็นแฟน Harley-Davidson เช่นกัน

Harley-Davidson Duo-Glide 1958

ก่อนจะเข้ายุค 60 ฮาเลย์มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาพอสมควร และยังมีการสร้างแผนก Sportster ขึ้น สะท้อนถึงความป๊อบปูล่าของโมเดลดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบกันสะเทือนหลังให้กับมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเป็นครั้งแรก ในโมเดล Duo-Glide ซึ่งเป็นทัวร์ริ่งในตำนานก็ว่าได้  

หากจะถามว่าสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮาเลย์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ก็คงตอบได้ว่า ปี 1957” เพราะเป็นปีที่ตระกูล Sportster ถือกำเนิดขึ้นมา และยังอยู่ยงคงกระพันในวงการจนถึงทุกวันนี้

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.bonhams.com/auctions/22125/lot/266/

https://www.pinterest.com/pin/558868634992307686/?lp=true

https://oldmotodude.blogspot.com/2018/02/1952-harley-davidson-model-k-sport-on.html

https://blog.hog.com/magazine-articles/6o-years-of-the-sportster

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 1941 หลังจากญี่ปุ่นนำเครื่องบินรบโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาอย่างยับเยินที่ เพิร์ล ฮาเบอร์ สหรัฐจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกทันที ณ ตอนนั้น เศรษฐกิจภายในประเทศได้ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสงครามโลกแบบเต็มรูปแบบ

ช่วงนั้น Harley-Davidson ต้องทำการหยุดขายมอเตอร์ไซค์ให้กับประชาชนไปชั่วคราว เพื่อหันมาผลิตมอเตอร์ไซค์ให้กับกองกำลังทหาร ซึ่งไม่เพียงผลิตให้กับประเทศตนเองเท่านั้น ยังผลิตให้กับประเทศฝ่ายเดียวกัน (กลุ่มสัมพันธมิตร หรือ Allies) ตลอดระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นจำนวนทั้งหมดมากกว่า 90,000 คัน

โมเดล Harley-Davidson WLA ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

มอเตอร์ไซค์ที่ผลิตให้กับกลุ่มสัมพันธมิตรเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโมเดล WLA เครื่องยนต์แบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) ซึ่งการที่มันถูกใช้ในสนามรบในทวีปยุโรปอย่างแพร่หลาย ทำให้คนทั่วโลกเริ่มรู้จักแบรนด์ Harley-Davidson มากขึ้น ถือว่าได้โฆษณาแบรนด์ตัวเองไปด้วย

แม้กำลังการผลิตยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดได้จนกระทั่งปี 1947 Harley-Davidson สามารถผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ด้วยสถานะที่ค่อนข้างมั่นคง  สงครามโลกครั้งนี้ยังสร้างอิทธิพลต่าง ๆ ให้กับ Harley-Davidson และวงการมอเตอร์ไซค์ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ฮาเลย์สไตล์ Chopper ในยุค 60s

ลองจินตนาการดูครับ ฮาเลย์ได้ผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนกว่า 90,000 คันให้กับประเทศตัวเองและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงคราม แต่เมื่อสงครามจบลงแล้ว มอเตอร์ไซค์จำนวนมากเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน?

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ช่วงนั้นมี Harley-Davidson มือสองที่เหล่าทหารเคยใช้วางขายเป็นจำนวนมากในตลาดด้วยรายาย่อมเยาว์ ส่วนเหล่าทหารที่ถูกปลดประจำการจำนวนมาก ก็บังเอิญต้องการหาสิ่งตื่นเต้นแปลกใหม่ทำเช่นกัน ทหารเหล่านี้จึงนำ Harley-Davidson มาปรับแต่งกันเพื่อความสนุก เกิดเป็นเทรนด์การแต่งมอเตอร์ไซค์แบบ Custom ขึ้นมา

โดยไอเดียการแต่งคือการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด เพื่อให้ตัวรถมีการควบคุมและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น เมื่อตัวมอเตอร์ไซค์เหลือเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงเท่านั้น มอเตอร์ไซค์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า “Bobber” ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับมอเตอร์ไซค์สไตล์ “Chopper” ในภายหลัง

อย่างไรก็ตามในปี 1947 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ Biker ขึ้น  มีแก๊งคนขับมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ชื่อว่า The Booze Fighters ได้รวมตัวกันสังสรรค์อย่างสุดเหวี่ยงในเมืองฮอลลิสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสร้างความวุ่นวายและความเดือดร้อนให้กับผู้คนระแวกนั้นเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นั้นทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์โดยรวมถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบสร้างปัญหา ซึ่งใช้เวลานานอยู่พอสมควรกว่าภาพลักษณ์ลบ ๆ นี้จะหายไป  

เหตุการณ์ในครั้งนั้นโด่งดังถึงขนาดมีคนนำมาทำเป็นหนัง (เรื่อง The Wild One) ซึ่งมีดาราในตำนานอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เล่น แม้มอเตอร์ไซค์ที่เขาขับในหนังจะไม่ใช่ Harley-Davidson ก็ตาม

ในช่วงปี 1950-1960 Harley-Davidson มีการปล่อยโมเดลใหม่ออกมามากมาย และเป็นปีที่บริษัทให้กำเนิดตระกูลฮาเลย์ในประวัติศาสตร์อย่าง Sportster เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

 

แหล่งที่มา: หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ: http://nostalgiaonwheels.blogspot.com/2011/07/harley-davidson-motorcycles-at-war-wwii.html

https://nationalmcmuseum.org/2016/11/11/1942-harley-davidson-wla-the-liberator/

https://www.ellaspede.com/blog/latest/a-look-at-bobber-and-chopper-motorcycles/

http://blog.getlowered.com/motorcycle-features/history-of-chopper-motorcycle/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

 

Harley-Davidson 1930-1940 ฝ่าวิกฤต The Great Depression

ในปี 1929 เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า The Wall Street Crash ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ที่ส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก

ช่วงปี 1930-1940 จึงเป็นเวลาที่ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทาย คู่แข่งรายสำคัญของ Harley-Davidson อย่าง Excelsor-Henderson ถึงกับต้องยุติการผลิตสินค้าลงในปี 1931 ส่วนยอดผลิตของฮาเลย์ตกลงเหลือเพียง 4,000 คันในปี 1933 น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 1910

ชายหนุ่มประกาศขายรถในราขาเพียงประมาณ 3,000 บาทเนื่องจากเสียเงินทั้งหมดไปในตลาดหุ้นจากเหตุการณ์ The Wall Street Crash

อย่างไรก็ตาม Harley-Davidson ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มาได้โดยไม่เจ็บตัวมากนั้น เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือเนื่องจาก Harley-Davidson เป็นบริษัทที่ วิลเลียมส์ ฮาเลย์ และสามพี่น้องตระกูลเดวิดสัน เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว (ธุรกิจของครอบครัว) พวกเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาในการพูดคุยอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กับผู้ถือหุ้นคนใด สิ่งที่ต้องทำจึงเหลือเพียงการฮึดสู้ โฟกัสกับงานของตัวเอง และอดทนรอเวลาเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น

วิกฤต The Great Depression ยังส่งผลไปถึงวงการรถแข่งมอเตอร์ไซค์ ช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ต่างไม่มีเงินทุนในการผลิตรถแข่งสำหรับการแข่งขันประเภท Class A ที่กำหนดว่ามอเตอร์ไซค์ต้องเป็นประเภท 8 วาล์ว ระบบ overhead camshaft และใช้เครื่องยนต์ flathead ที่ปรับจูนมาพิเศษ เท่านั้น

ในปี 1934 จึงมีประเภทการแข่งรถแบบ Class C ขึ้นมา ซึ่งต้องการมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ side-valve ขนาด 750 cc และเครื่องยนต์แบบ 500cc ระบบวาล์วเหนือสูบ (overhead valve) เพียงเท่านั้น  จึงทำให้สนามการแข่งขันเปิดกว้างสำหรับคนทั่วไปมากขึ้น และรถแข่งต่าง ๆ ก็เริ่มถูกผลิตออกมาจากโรงงาน ไม่ได้สั่งทำพิเศษเป็นคัน ๆ อย่างที่เคยเป็นมา

การแข่งขันประเภท Class C ได้รับความนิยมอย่างมาก และต่อมาได้กลายเป็นประเภทการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในสหรัฐอเมริกา

แม้ความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะยังคงอยู่ ช่วงปี 1930s ยังมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น นั่นก็คือเทรนด์ศิลปะทั่วโลกที่เรียกว่า อลังการศิลป์” (The Art Deco movement) เทรนด์ศิลปะดังกล่าวส่งผลให้ Harley-Davidson เลิกใช้โทนสีเขียวแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1917 แล้วหันไปใช้สีโทนอื่นแทน เห็นได้จากโมเดล 61E Knucklehead ที่เปิดตัวมาในปี 1936 ที่ใช้สีแดงเข้มและมีสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม

Harley-Davidson 61EL Knucklehead 1936

ในช่วงกลางยุค 1930s ภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์ของ Harley-Davidson ยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนัก การเปิดตัวโมเดล 61E Knucklehead มาในช่วงนั้นจึงมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร  โมเดล 61E Knucklehead มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระบบล่อลื่นแบบ recirculating lubrication system ระบบเกียร์ 4 สปีด วาล์วเหนือสูบ และห้องเผาไหม้แบบ hemispherical combustion chamber

61E Knucklehead ถือเป็นโมเดลรุ่นปู่ของฮาเลย์หลาย ๆ โมเดลในทุกวันนี้ ซึ่งอิทธิพลของมันไม่ได้มีแค่ในเรื่องกลไกการทำงานของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ซึ่งช่วยให้ตัวรถวิ่งได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ช่วงปี 1930s ถือเป็นยุคของการผลิตมอเตอร์ไซค์ให้ลู่ลม (streamlining) และเจ้า 61E ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของฮาเลย์ในการพัฒนาในจุดนี้ นับเป็นโมเดลต้นแบบให้กับโมเดลรุ่นหลัง ๆ ที่ทำความเร็วได้อย่างเร้าใจ

ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 Harley-Davidson ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หายใจเข้าออกปรอดโปร่ง บริษัทมีไลน์สินค้าที่มั่นคง มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดี มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากมาย มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงปลอดภัย และที่สำคัญได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจล้มละลายที่เลวร้ายที่สุดมาได้ ในบทความต่อไป เราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วง 1940-1950 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านกันต่อไป

แหล่งข้อมูล : หนังสือ Ultimate Harley Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

https://www.citeco.fr/10000-years-history-economics/industrial-revolutions/stock-market-crash-on-wall-street-and-start-of-the-1930s-crisis

https://thevintagent.com/2018/03/01/class-c-racing-in-california-1935/

https://uncommonmotors.com/1936-harley-davidson-el-knucklehead/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley