วิวัฒนาการเครื่องยนต์ Harley-Davidson

เป็นเวลานานกว่า 100 ปีที่ Harley-Davidson คิดค้นผลิตเครื่องยนต์ออกมาใช้กับโมเดลรุ่นต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เครื่องยนต์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Big Twin” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 9 รุ่น วันนี้เรามาดูกันว่า 9 รุ่นที่ว่านี้มีชื่ออะไรบ้าง แต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องยนต์ไหนคือเครื่องแรกและเครื่องล่าสุดที่ Harley-Davidson ใช้กับ

1.F-Head

F-Head คือเครื่องยนต์เครื่องแรกที่ Harley-Davidson ใช้ (ระหว่างปี 1914 ถึง 1929) เป็นเครื่องยนต์ประเภท IOE (intake/inlet over exhaust) ที่ตำแหน่งท่อไอดีจะอยู่เหนือท่อไอเสีย  เครื่องยนต์ F-Head มีแบบขนาด 61 และ 74 ลูกบาศก์นิ้ว  ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นบุกเบิกของประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮาเลย์

1915 Harley-Davidson F-Head

 

2.Flathead

เครื่องยนต์ Flathead ขนาด 45 ลูกบาศก์นิ้ว (เปิดตัวในปี 1929) มีชื่อตามลักษณะฝาครอบที่แบน ลิ้นไอดีไอเสียจะอยู่ด้านข้าง  ในปี 1930 มีเครื่อง Flathead V model ขนาด 74 ลูกบาศก์นิ้วออกมาเพื่อแข่งขันกับมอเตอร์ไซค์คู่แข่งอย่าง Indian Chief

ถัดมาในปี 1937 Flathead V model ถูกแทนที่ด้วย Flathead U Series ซึ่งจะมีขนาด 74 ลูกบาสก์นิ้ว (ในโมเดล U และ UL) และขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว (ในโมเดล UH และ ULH)  Flathead ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1941 ส่วนแบบ 74 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1948

นอกจากนี้เครื่อง Flathead ยังถูกใช้ในโมเดลประเภท Servi-Car ตั้งแต่ปี 1930 ถึง 1975 อีกด้วย

1942 Harley-Davidson Flathead

 

3.Knucklehead

Harley-Davidson Knucklehead. 1936-1947

Knucklehead ถือเป็นเครื่องยนต์ประเภท overhead valves เครื่องแรกของฮาเลย์ และได้ถูกใช้ระหว่างปี 1936 ถึง 1947 (ใช้ในโมเดล EL)  ตัวเครื่องมีระบบไหลเวียนน้ำมันหล่อลื่นที่ดีกว่าเครื่อง Flathead ส่วนชื่อ Knucklehead ที่ได้มาจะมาจากรูปลักษณ์ที่เหมือนกับกระดูกข้อต่อเวลาเรากำหมัด

รายละเอียดเครื่องยนต์ Knucklehead

เครื่อง Knucklehead 1947 บนฮาเลย์ของ Buddy Miller

 

4.Panlhead

Harley-Davidson Panhead. 1948-1965

เครื่อง Panhead ได้ชื่อมาจากลักษณะฝาครอบวาล์วที่เหมือนกับกระทะทำเค้ก  เครื่อง Panhead ขนาด 61 ลูกบาศก์นิ้วจะถูกใช้ในโมเดล EL ส่วนแบบ 71 ลูกบาศก์นิ้วจะใช้ในโมเดล FL และ FLH  เครื่อง Panhead มีวัสดุอลูมีเนียมที่ส่วนหัว และลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิคเป็น

ส่วนประกอบ ส่วนโมเดล Electra Glide 1965 ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าอีกด้วย  เครื่อง Panhead เป็นรุ่นที่มีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับผู้ขับฮาเลย์ส่วนใหญ่

Harley-Davidson Duo Glide 1959 กับเครื่อง Panhead

Harley-Davidson กับเครื่อง Panhead

 

5.Shovelhead

เครื่องยนต์ Shovelhead ถูกใช้ระหว่างปี 1966 ถึง 1984 มีขนาด 74 และ 80 ลูกบาศก์นิ้ว  เครื่อง Shovelhead ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะและพลังที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสมดุลกับรถฮาเลย์รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเดิม  สาเหตุที่ชื่อ Shovelhead ก็เพราะฝาครอบวาล์วมีลักษณะเหมือนกับพลั่ว และมีก้านกระทุ้งเปรียบเสมือนส่วนของด้ามจับ

1977 Harley-Davidson Shovelhead

 

6.Evolution

เครื่องยนต์ Evolution ถูกเปิดตัวในปี 1984 และถูกใช้จนถึงปี 1999  เครื่อง Evolution แตกต่างจาก Shovelhead ไปอย่างมากและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าในรอบด้าน  มันทำให้มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์วิ่งด้วยพละกำลังที่มากขึ้น นุ่มขึ้น แถมมีอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยเครื่อง Evolution จะมีขนาดอยู่ที่ 80 ลูกบาศก์นิ้ว

Harley-Davidson 1992 Evolution FXR

 

7.Twin Cam

เครื่อง Twin Cam ขนาด 88 ลูกบาศก์นิ้ว ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 เพื่อใช้กับฮาเลย์ปี 1999 และได้ถูกใช้จนถึงปี 2016 โดยมีหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็น Twin Cam 96, 103 หรือ 110  ชื่อของเครื่องยนต์ถูกตั้งมาจากเพลาลูกเบี้ยว 2 เพลาภายในเครื่องที่ขับเคลื่อนโดยระบบโซ่  ส่วน Twin Cam 88B จะมีระบบ counter balance โดยถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Softail โดยเฉพาะ

หากเทียบกับเครื่อง Evolution เครื่อง Twin Cam จะมีแรงบิดและแรงม้าที่สูงกว่า และมีการแก้ปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนน้ำมันที่เคยพบให้ดีขึ้น  นอกจากนี้เครื่อง Twin Cam ยังมีกำลังอัดที่สูงขึ้น พร้อมคอยล์จุดระเบิดร่วมที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องการเกิดประกายไฟที่ไม่จำเป็นออกไป

Harley-Davidson & Twin Cam

 

8.Revolution

เครื่องยนต์ Revolution เป็นผลงานจากการร่วมมือระหว่าง Harley-Davidson กับ Porsche ถูกออกแบบมาสำหรับครุยเซอร์มากพลังอย่าง V-Rod ในปี 2001  เครื่องยนต์ Revolution จะมีเพลงข้อเหวี่ยงที่ 60 องศา พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว  แต่เดิมตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 69 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ในปี 2008 ตัวเครื่องได้ถูกอัพเกรดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 76 ลูกบาศก์นิ้ว

V-Rod 2016

 

9.Milwaukee-Eight

Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่มรถที่ใช้จะมี Softail, Trike และ Touring ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบของเหลว และมีสองขนาดคือ 107 และ 114 ลูกบาศก์นิ้ว

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight จะมีเพลาข้อเหวี่ยงที่ 45 องศาเหมือนกับเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์ แต่มีแรงบิดและสมรรถนะเครื่องยนต์เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด  ตัวเครื่องยังมีระบบ counter balance ช่วยลดแรงสั่นขณะทำงานอีกด้วย

กระบอกสูบแต่ละกระบอกของเครื่อง Milwaukee-Eight จะทำงานร่วมกับหัวเทียน 2 หัว และประกอบไปด้วยวาล์ว 4 วาล์ว ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียให้ดียิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ยังมีระบบควบคุมความร้อนให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่ลดลงอีกด้วย

Harley-Davidson Milwaukee-Eight

โมเดลทัวร์ริ่งกับเครื่อง Milwaukee-Eight

เครื่องยนต์ Big Twin ต่างๆ ที่ฮาเลย์ได้คิดค้นออกมา ต่างสร้างอิทธิผลและเปลี่ยนโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกไปไม่น้อย  จากประวัติศาสตร์ที่ประสบความความสำเร็จมากมายของฮาเลย์แล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบริษัทจะผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาให้เราได้ชมกันอีก ซึ่งแน่นอนแต่ละรุ่นที่ออกมาย่อมดีกว่ารุ่มเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-engine-timeline-big-twins/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2018 ความแมนสายทัวร์ริ่ง

Harley-Davidson CVO Street Glide มีการเปลี่ยนถ่ายเครื่องยนต์ถึงสามหนในรอบสามปีที่ผ่านมา จาก Twin-Cooled Twin Cam 110 เมื่อสองปีก่อน เป็น Twin-Cooled Milwaukee-Eight 114 ปีที่แล้ว และในปีนี้เปลี่ยนเป็น Milwaukee-Eight 117 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แทนแบบของเหลว และมี oil cooler คอยรักษาอุณหภูมิน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่พอดี

การพัฒนาด้านเครื่องยนต์ทำให้ CVO Street Glide 2018 มีพลังขับเคลื่อนเกือบ 2,000 cc และสามารถทำความเร็วไปถึงรอบ 5,500 ต่อนาที (และอาจเกินกว่าลิมิตได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เนื่องจากสามารถทำความเร็วรอบได้อย่างรวดเร็ว) อย่างไรก็ตามการขับทั่วไปจะใช้ความเร็วอยู่ประมาณรอบ 3,500 ต่อนาที และตัวรถมีแรงบิด 124 ฟุตปอนด์

หม้อน้ำที่ส่วนล่างของ Street Glide คันเก่าถูกแทนที่ด้วยลำโพงของระบบ Boom! Box 6.5GT infotainment ซึ่งมีกำลังไฟ 900 วัตต์  ลำโพง Stage II ยังถูกติดตั้งในส่วนฝากระเป๋าข้างและแฟริ่งด้วย รับรองว่าคุณภาพเสียงนั้นดังและกระหึ่มอย่างถึงใจ

โครงรถเดิมที่ CVO Street Glide 2018 ใช้สามารถรับมือกับเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างดี และสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วในเมือง แม้จะมีน้ำหนักพร้อมน้ำมันเต็มถังที่ 877 ปอนด์  ในเส้นทางคดเคี้ยวผู้ขับสามารถเอนตัวเข้าโค้งได้อย่างเหลือเฟือ ส่วนทางตรงหรือถนนที่เปิดโล่ง CVO Street Glide 2018 จะขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคง มุ่งหน้าสู่จุดหมายทางไกล

ขึ้นชื่อว่ารถทัวร์ริ่ง แต่ CVO Street Glide 2018 มีระบบกันสะเทือนที่ค่อนข้างกระชับ ซึ่งหมายความว่าตัวรถสามารถเผชิญสภาพถนนขรุขระได้อย่างไร้ปัญหา ส่วนการหน่วงสปริงที่ดีช่วยให้ CVO Street Glide 2018 รักษาสมดุลขณะขับขี่ได้  ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายไปทั่วทั้งรถ รวมไปถึงส่วนล้อ Dunlop ของฮาเลย์  จริงอยู่ที่อาจจะมีทัวร์ริ่งคันอื่นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่านี้ โดยเฉพาะโมเดลที่แต่งแบบจัดเต็ม แต่ความสะดวกสบายในการนั่งบน CVO Street Glide 2018 ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงแล้ว

ในการขับ CVO Street Glide 2018 ผู้ขับอาจจะใช้เบรกหน้าน้อย (มักใช้เวลาฉุกเฉิน) ส่วนเบรกหลังแบบเท้าเหยียบจะค่อยๆ หยุดตัวรถลงแบบมีประสิทธิภาพ ตามที่ผู้ขับต้องการ  ในการลองใช้เบรกหลังแบบเต็มสตรีม ระบบ ABS ของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างราบเรียบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับโมเดลรุ่นเก่าๆ

อุปกรณ์ควบคุมของ CVO Street Glide 2018 ต้องอาศัยความแมนของผู้ขับพอตัว บริเวณแฮนด์จับมีความแข็งกระด้างเล็กน้อย ส่วนการบีบคลัทช์ก็ต้องใช้แรงอยู่พอสมควร ผู้ขับต้องใช้เวลาขับขี่สักพักกว่าจะรู้สึกชินในสองจุดนี้  ส่วนระบบ cruise control ถือว่าใช้งานได้ง่ายและตอบสนองได้อย่างฉลาด

CVO Street Glide 2018 เหมาะแก่การขับลุยเดี่ยว แต่ฮาเลย์ก็มอบเบาะหลังขนาดเล็กมาให้ด้วย ซึ่งสามารถถอดออกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ และจัดเก็บในกระเป๋าข้างได้ทั้งสองฝั่ง  ว่ากันตามตรงตัวมอเตอร์ไซค์จะดูหล่อกว่าเมื่อนำเบาะหลังออกอย่างที่เห็นในรูป ซึ่งผู้ขับได้พา CVO Street Glide 2018 คันนี้ไปวิ่งแถวย่าน West Hollywood, Malibu และเรียบแม่น้ำ Santa Clara

หากคุณเป็นคนขี้อาย เราไม่แน่นำให้คุณซื้อ CVO Street Glide 2018 เพราะมันเป็นรถที่ดึงดูดความสนใจผู้คนอย่างมาก คุณจะได้ยินคำชมมากมาย ตามด้วยคำถามต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับตัวรถ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมันมีโทนสีสุดแสบอย่าง Orange Lava กับสีดำ Black Denim และผิวโครมมันวาวอีกเล็กน้อย  CVO Street Glide 2018 ยังมีเวอร์ชันที่เรียบง่ายกว่านี้ โดยจะมีวัสดุอัลลอยสีมืดและสีเครื่องยนต์ที่เข้มกว่ารุ่นปกติ

ตัวรถของ CVO Street Glide 2018 มีการผสมผสานระหว่างความมันวาวของสีส้มกับความด้านของสีดำเดนิม ซึ่งหลายคนมองว่าส่วนที่เป็นสีดำ หากดูเผินๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับการนำสติกเกอร์มาติด และการลองเอานิ้วสัมผัสผิวรถ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับสติกเกอร์จริงๆ (แต่ไม่ใช่) ซึ่งรถที่มากพละกำลังอย่าง CVO Street Glide อาจจะต้องการภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกว่านี้สักหน่อย  อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ขับ แต่ละคนน่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน

ระบบ Boom! Box 6.5GT ใหม่มีการพัฒนาจากระบบเดิมมาก โดยจะมีชุด Boom Audio Wireless Headset ที่สามารถติดตั้งในหมวกกันน็อคผู้ขับได้ ระบบนี้จะใช้ตัวมอเตอร์ไซค์เป็นศูนย์กลางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยยังมีหน้าจออินเตอร์คอมสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้โดยสาร และการออกคำสั่งด้วยเสียง ยังไม่รวมฟังก์ชันระบบ GPS และเครื่องเสียงต่างๆ  ติดอยู่สองอย่างคือหน้าจอที่ควรจะมีความละเอียดภาพสูงกว่านี้สักหน่อย กับนาฬิกาบอกเวลาแบบอนาล็อกที่ควรจะมีเพื่อความคลาสสิกของแผงหน้าจอควบคุม

องค์ประกอบทุกอย่างของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าน่าประทับใจ  พละกำลังเครื่องยนต์  การควบคุม และระบบกันสะเทือนทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติ  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับได้ทั้งในเมืองและบนถนนเปิดโล่ง ที่สำคัญตัวรถมีการออกแบบอย่างงดงามในแบบฉบับ CVO และมีออร่าเสียงทรงพลังส่งตรงจากเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Street Glide อยู่แล้ว CVO Street Glide 2018 จะทำให้คุณหลงใหลมอเตอร์ไซค์คันนี้มากขึ้นกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson CVO Street Glide Review | 12 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Breakout 2017 ถนนในเมืองที่เป็นของคุณ

หากให้นึกถึงโมเดลของฮาเลย์ในแง่ความสารพัดประโยชน์แล้ว Softail Breakout 2017 ไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อนั้น แต่จริงๆ แล้วตัวมอเตอร์ไซค์มีความโดดเด่นในเรื่องสองเรื่องพร้อมๆ กัน นั่นคือ การทำความเร็วในเส้นทางตรง และออร่าความหล่อที่ประกายออกมาขณะทำความเร็วอยู่บนเส้นทางนั้น

ต้องขอบคุณระยะฐานล้อขนาด 67 นิ้ว มุม rake 35 องศา (เพิ่มมา 2 องศาด้วยการจัดวางแผงคอ) และยาง Dunlop 240 mm ของล้อหลัง ที่ช่วยให้ Softail Breakout 2017 มีองค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับการทำความเร็วในทางตรง

ส่วนเรื่องการควบคุมถือว่าเบสิคตรงไปตรงมา ไม่ได้มีเทคโนโลยีวิลิศมาหราอะไร  ผู้ขับสามารถเอนตัวระหว่างเข้าโค้งได้   23.4 องศาทั้งสองข้าง ก่อนที่ตุ้มปลายพักเท้าจะแตะกับพื้นถนน

ยางหลังขอบ 18 นิ้ว ช่วยรักษาสมดุลให้ Breakout วิ่งอย่างมั่นคงและทำความเร็วในเส้นทางตรง ส่วนยาง Dunlop ล้อหน้าจะมีขอบ 21 นิ้ว และหน้ายางค่อนข้างกว้างที่ 130 mm  ทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ Breakout ยึดเกาะถนนได้อย่างดี รวมถึงตอนเข้าโค้ง

เราไม่ได้หมายความว่า Softail Breakout 2017 จะเหมาะกับการวิ่งทางตรงอย่างเดียว  ผู้ขับสามารถขยับรถไปมาในที่แคบๆ อย่างที่จอดรถหรือพื้นที่ในเมืองได้ แม้อาจจะไม่คล่องตัวมากนัก  ในเส้นทางคดเคี้ยว เช่นการขึ้นเขาลงเขา แนะนำให้ขับอย่างค่อยเป็นค่อยไป คุณไม่จำเป็นต้องรีบแสดงแสนยานุภาพของตัวรถออกมามากนัก และเตรียมรับมือหากตุ้มปลายพักเท้าเกิดสัมผัสพื้นถนนในบางครั้ง

แม้ Softail Breakout 2017 จะสามารถนำไปขับในย่านชนบทที่ถนนไม่สู้ดีนักได้ ผู้ขับส่วนใหญ่จะเลือกขับ Breakout ใกล้บ้านที่สภาพถนนถูกพัฒนาแล้วมากกว่า  ลักษณะการนั่งแบบหลังตั้งตรง พร้อมแขนขยายกว้างออกไปจับแฮนด์ ทำให้ Breakout ไม่เหมาะกับการขับบนทางหลวงอีกด้วย เพราะที่ความเร็วสูงๆ ตัวคนขับจะต้านกระแสลมเหมือนกับว่าว  แต่ถ้าความเร็วน้อยลงมาหน่อย การขับบนถนนดังกล่าวก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินได้เช่นกัน

การขับ Breakout ในเมืองจะทำให้คุณลืมปัญหาบนทางหลวงทั้งหมดไป  High Output Twin Cam 103B คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และพร้อมท้าดวลกับเครื่องอื่นๆ เวลาหยุดรอไฟแดง  บิดคันเร่งไปที่รอบต่างๆ เพื่อเตรียมออกตัวด้วยความเร็ว  การเร่งเครื่องไปที่แรงบิด 100 ฟุตปอนด์ จะทำได้ที่รอบ 3,000  เปลี่ยนเกียร์ให้ไวและพุ่งออกไป ทิ้งรถทั้งหลายไว้ข้างหลังให้ลับตา

ภาพลักษณ์ที่หล่อและเท่ของ Softail Breakout 2017 เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มันควรวิ่งแล่นในเมือง  ไม่ว่าจะขณะหยุดรอไฟแดง จอดเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรืองานรวมพลกลุ่มนักขับทั้งหลาย สายตามากมายและความสนใจย่อมพุ่งตรงมาที่ Breakout ของคุณ  มันเป็นรถที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหลโดยไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเป็นการขี่ในตัวเมืองหรือชานเมือง Breakout 2017 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับสะดวก  พักเท้าแบบ forward กับแฮนด์ระยะกว้าง อาจทำให้ตัวรถดูไม่สมส่วนอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตามแฮนด์ที่ว่าถูกจัดวางในตำแหน่งที่ไม่ต้องเอื้อมไปไกลเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง  พักเท้าก็อยู่ในตำแหน่งที่เหยียดขาไปวางได้พอเหมาะ ส่วนกรองอากาศก็ไม่ได้รบกวนตำแหน่งเข่าของผู้ขับแต่อย่างใด  มั่นใจได้ว่ากระดูกสันหลังคุณจะไม่บิดงอเหมือนกับโครงสร้าง DNA หลังลงจาก Breakout 2017 คันนี้

ระบบกันสะเทือนของ Breakout 2017 จะมีความกระชับค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ได้เน้นการเข้าโค้งบ่อยๆ และเป็นแบบปรับไม่ได้ ซึ่งความรู้สึกโดยรวมจะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่มากเกินไป  Breakout 2017 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ใช้ยางรองแท่นเครื่องอีกด้วย เนื่องจากเครื่อง 103B นั้นมีแรงสั่นในระดับที่พอดีอยู่แล้ว

องศาการเหยียบเบรกเท้าเป็นปัจจัยหลักให้ระบบเบรกของ Breakout 2017 นั้นมีคุณภาพ  จานเบรกขนาด 292mm บนล้อหลัง 240 mm ช่วยสนับสนุนการหยุดให้กับจานเบรก 300 mm ที่ล้อหน้าได้อย่างดี  ระบบกันล้อล็อก ABS เปิดโอกาสให้คุณขับ Breakout อย่างดุดันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี กำลังอัดของเครื่อง High Output Twin Cam 103B จะทำหน้าที่ชะลอความเร็วของรถลงซะเป็นส่วนใหญ่

Softail Breakout 2017 คือมอเตอร์ไซค์ที่สง่างาม และเป็นรถที่โดดเด่นกว่าใครบนท้องถนนในเมือง  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่คุณจะหลงใหลและเพลิดเพลินกับการเร่งเครื่องทำความเร็ว พร้อมสายตามากมายที่หันมาให้ความสนใจ  มันคือความสุขเล็กๆ ในชีวิต ที่เรียบง่ายแต่มีอิทธิพล

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2017 Harley-Davidson Softail Breakout Review | Go Straight, Young Man

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Road Glide Special 2019 ทัวร์ริ่งคัสตอมสายพันธุ์ดุ

Harley-Davidson Road Glide ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 และเป็นหนึ่งในทัวร์ริ่งที่มีเอกลักษณ์และผู้คนรู้จักมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ในบรรดามอเตอร์ไซค์ V-Twin สัญชาติอเมริกันอย่างฮาเลย์  Road Glide Special 2019 ถือว่าได้รับการอัพเกรดในเรื่องสมรรถนะและเทคโนโลยีมากมาย จนทำให้มันเป็นโมเดลตัวท๊อปของกลุ่มทัวร์ริ่งอย่างไม่ต้องสงสัย  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าตัวมอเตอร์ไซค์มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Road Glide Special ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 114 ซึ่งเป็นเครื่อง V-Twin ที่มีแรงบิดขนาด 123 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,000 ต่อนาที การบิดมือเปิดคันเร่งจะทำให้คุณรู้สึกถึงแรงบิดสุดคลาสสิกสไตล์ฮาเลย์ไปทั่วทั้งคัน  ระบบการจ่ายน้ำมันที่ลื่นไหลและ torque curve ของตัวรถทำให้ Road Glide Special เหมาะสำหรับผู้ขับทุกคนที่อยากค้นหาเสน่ห์ของรถสไตล์ทัวร์ริ่งอย่างแท้จริง

เรื่องของสภาพถนนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับทางไกลบนถนนหลวง เส้นทางคดเคี้ยวที่โหดๆ หรือแม้กระทั่งถนนชนบทที่สภาพไม่ค่อยจะดีนัก Road Glide Special ถือว่าไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย  ระยะฐานล้อที่ยาวถึง 64 นิ้ว กับมุมโช๊คหน้า 29.5 องศา ช่วยให้ตัวรถรักษาสมดุลอยู่ในเส้นทางการขับได้อย่างดี  Road Glide Special ตอบสนองเสมอไม่ว่าคุณต้องการอะไรจากมัน

Road Glide Special จะใช้ระบบกันสะเทือน Showa ซึ่งประกอบไปด้วยโช๊คคู่ทั้งหน้าและหลัง โช๊คหน้าจะมีช่วงชัก (Suspension travel) เหลือเฟือที่ 5 นิ้ว ส่วนโช๊คหลังจะมีช่วงชักเพียง 2 นิ้ว  ซึ่งในสภาพถนนที่แย่มากๆ แรงกระแทกแรงๆ ก็สามารถส่งผ่านโครงรถมาถึงตัวคนขับได้

เรื่องสรีรศาสตร์ Road Glide Special มีความสูงเบาะนั่งที่ 27.4 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะที่ขาของผู้ขับส่วนใหญ่สามารถแตะพื้นได้  แฮนด์ลักษณะ riser bar จะจัดวางให้แขนคนขับอยู่ในระดับปานกลาง และผู้ขับสามารถวางเท้าบนพักเท้าขนาดยาวได้อย่างเต็มๆ ซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้อย่างดี  ชิลด์หน้าแบบสั้นมีการดีไซน์ร่วมกับแฟริ่งทรงฉลาม ซึ่งช่วยปัดเป่ากระแสลมออกจากตัวผู้ขับ ทำให้การขับทางไกลเหนื่อยล้าน้อยลง

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับผิวโครเมียมสะท้อนแสงอย่างหรูหรา ในโมเดลมากมายของฮาเลย์ แต่ผู้ออกแบบ Road Glide Special นั้นคิดต่าง และเลือกออกแบบตัวรถให้มีผิวแบบด้านแทน โดยใช้สีโทนเข้มและดุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนล้อ (19/18 นิ้ว) โครงรถ และส่วนอื่น  เรียกได้ว่า Harley-Davidson ได้ปล่อยรถที่ดูโหดออกมาคันหนึ่ง

เรื่องระบบเบรก Road Glide Special ยังใช้คาลิปเปอร์คู่ 4 พอทเหมือนเดิม ซึ่งทำงานร่วมกับจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ที่ล้อหน้า การบีบคันเบรกให้ความรู้สึกกระชับขึ้น แต่มีความค่อยเป็นค่อยไป และใช้งานได้อย่างง่ายและมีประสิทธิภาพ  ส่วนล้อหลังใช้จานเบรกเดี่ยวขนาด 300 mm และคาลิปเปอร์เดี่ยว 4 พอท

ผู้ขับ Road Glide Special สามารถออกเดินทางได้อย่างสะดวก เพราะกระเป๋าข้างมีความจุถึง 75 ลิตร  ในการซ่อมแซมอะไหล่ในส่วนท้ายของตัวรถ Harley-Davidson ก็มีการปรับปรุงให้กระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ  ตัวกระเป๋ายังมีการออกแบบให้เปิดปิดง่าย โดยการแตะเพียงครั้งเดียวอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือการอัพเดทระบบ Boom! Box GTS infotainment ให้ทันโลกโซเชียล ณ ปัจจุบันมากขึ้น  ระยะการใช้งานของผู้ขับอาจจะต้องมีการเอื้อมมือเล็กน้อยหากนั่งอยู่บนเบาะ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่าห่วงมากนัก  ที่สำคัญระบบ infotainment นี้สามารถเปิดใช้งานได้เร็วขึ้น ซึ่งภายใน 10 วินาทีผู้ขับก็สามารถอัพเดทสถานการณ์โลกหรือเล่นฟังก์ชันต่างๆ ได้ทันที  มากไปกว่านั้น Harley-Davidson ยังร่วมมือกับ Gorilla Glass ออกแบบให้มันใช้งานได้แม้ผู้ขับจะใส่ถุงมืออยู่ก็ตาม

นอกจากหน้าจอ Touchscreen แล้ว ระบบ Boom! Box นี้ยังสามารถสั่งการจากปุ่มควบคุมบนแฮนด์คนขับได้อีก โดยผู้ขับสามารถเชื่อมต่อระบบนี้กับอุปกรณ์สื่อสารและสมาร์ทโฟนได้  ไม่ว่าจะเป็นการโทร ตอบข้อความ ดูแผนที่ หรือเล่นเพลงโปรดของคุณ คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดบน Road Glide Special 2019

นอกจากนี้ทีมฮาเลย์ยังได้คิดค้นออกแบบ “แอพ Harley-Davidson” มาให้ใช้กับตัวรถอีกด้วย ซึ่งรองรับทั้งระบบ iOS และ Android  ผู้ขับสามารถวางแผนเส้นทางบนแอพและส่งข้อมูลต่อไปยังตัวรถได้ ถือเป็นฟังก์ชันที่เพิ่มความไฮเทคให้กับประสบการณ์การขับขึ้นไปอีก

บริเวณหน้าปัดเรือนไมล์มีลำโพงสองเครื่องขนาด 6.5 นิ้ว ช่วยให้คนขับเพลิดเพลินกับการฟังเพลงและวิทยุ ขณะขับทางไกลทอดยาวไปบนถนนหลวง แม้จะไม่ใช่ลำโพงรุ่นที่ดีที่สุดของกลุ่มทัวร์ริ่ง คุณภาพเสียงของมันถือว่าไม่น่าผิดหวังเลย

สุดท้ายแล้ว Road Glide Special 2019 ถือเป็นโมเดลที่ไม่ได้มีการอัพเดทจุดใหญ่ๆ มากนัก แต่มีการปรับปรุงและพัฒนาในจุดเล็กๆ มากมายเพื่อเสริมประสบการณ์การขับให้แจ่มยิ่งขึ้น เช่น ตัวรถยังคงใช้ล้อขนาดเดิม แต่มีการพัฒนาความจุเครื่องยนต์ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ภายนอก และอัพเกรดระบบ infotainment ให้ทันสมัยขึ้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้ Road Glide Special 2019 ยังคงเป็นโมเดลที่น่าหลงใหลและน่าครอบครองเช่นเดิม โดยเฉพาะสำหรับชาวฮาเลย์สายทัวร์ริ่งทุกคน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2019 Harley-Davidson Road Glide Special Review (15 Fast Facts)

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1988 FLHS Electra Glide FLHS

 Electra Glide คือโมเดลที่แตกแขนงมาจาก Electra Glide รุ่นคลาสสิกที่เปิดตัวในปี 1987 ใจกลางของรถประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว กับเกียร์ห้าสปีดที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1984 อีกทั้งตัวรถยังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ซึ่งเป็นระบบที่ฮาเลย์นำมาใช้ในโมเดลส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 1985 เป็นต้นมา
FLHS Electra Glide ถือเป็นโมเดลที่ย้อนกลับไปสู่ความคลาสสิกของ Electra Glide รุ่นแรกๆ ตัวรถถูกออกแบบมาโดยไม่มี top box แต่มีชิลด์หน้าแบบถอดได้ซึ่งทำให้ตัวรถมีลุคความเป็นสปอร์ตมากขึ้น แม้อาจจะไม่ใช่รถกลุ่ม “สปอร์ต” แบบเต็มตัว FLHS Electra Glide มีความคล่องตัวสูงจากการออกแบบที่ตัดทอนองค์ประกอบหลายอย่างออกไป มากไปกว่านั้นมันยังมีราคาถูกกว่า Electra Glide รุ่นอื่น ๆ เป็นข้อได้เปรียบอีกด้วย

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งข้อมูล หนังสือ ULTIMATE HARLEY-DAVIDSON โดย HUGO WILSON 

รูปภาพ https://www.flickr.com/photos/kc7cbf/4125438014/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley