Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์

Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์
ในบทความนี้ เรานำ Harley-Davidson คัสตอม สวย ๆ งาม ๆ มาให้ชมกันอีกครั้ง เป็นผลงานจาก FMW Motorcycle บริษัทแต่งรถอยู่ที่เมือง แอนโคนา ประเทศอิตาลี ใกล้กับชายฝั่งทะเลเอเดียติก พวกเขาได้แต่ง Harley-Davidson ให้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “มอเตอร์ไซค์ คาเฟ่” งานชิ้นนี้มีชื่อว่า Harley-Davidson Hurakàn เรามาทำความรู้จักกับมอเตอร์ไซค์คันนี้กัน

หลายคนอาจจะสงสัยกับที่มาของชื่อ มอเตอร์ไซค์คัสตอม คันนี้ คำว่า Harukan เป็นชื่อของเทพเจ้ามายัน ที่เป็นตัวแทนของ “ลม ไฟ และ พายุ” ซึ่งอาจสื่อได้ถึงความลู่ลม ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ คำว่าไฟสื่อได้ถึงเครื่องยนต์ที่ร้อนแรง มีพละกำลัง ส่วนพายุ เปรียบเหมือนความเร็วของตัวรถ ที่วิ่งหายไปอย่างลับตา

ต้องขอเกริ่นประวัติสักนิดว่า มอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ มีต้นกำเนิดมาจากแดนผู้ดี ประเทศอังกฤษ เป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่นิยมในหมู่วันรุ่นของประเทศเขา ในยุค 1960 ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักมารวมตัวกันที่ คาเฟ่ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วมีการเล่นเกมพนันกัน โดยใช้เครื่องเล่นเพลง (jukebox) ในร้าน เปิดเพลงเพลงหนึ่งขึ้น ระหว่างที่เพลงนั้นกำลังเล่น หากใครได้ขับมอเตอร์ไซค์ของตนออกไปยังเป้าหมาย แล้วกลับมาที่ร้านเป็นคนแรก ก่อนเพลงนั้นเล่นจบ ก็จะได้เงินพนันนั้นไปครอง จึงเป็นที่มาขอชื่อประเภทมอเตอร์ไซค์นี้นั่นเอง

กลับมาพูดต่อถึงตัว Harley-Davidson Hurakàn ซึ่งมีชื่อเป็นคอนเซปต์สำคัญ ที่ช่วยกำหนดเรื่องรูปแบบ ดีไซน์ และสมรรถนะเครื่องยนต์ Harley-Davidson Hurakàn คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่แต่งขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน เน้นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มองดูแล้วเป็นรถที่มีมิติในเรื่องความสวยงาม แต่มีอะไหล่และอุปกรณ์ไม่มาก และที่สำคัญมีสมรรถนะที่ทรงพลัง Harley-Davidson Hurakàn มีเครื่องยนต์ S&S V-Twin ขนาดใหญ่ เฟรมรถเปิดเผยให้เห็นห้องเครื่อง และอะไหล่ภายในเกือบทุกส่วน ถังน้ำมันตีหลบเข่าเพื่อให้กระชับในการขับขี่ ส่วนเบาะนั่งเป็นแบบเดี่ยวทรงตูดมด องค์ประกอบที่กล่าวมานี้คือคาแรคเตอร์ของมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ ขนานแท้

โดยทั่วไป ดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์คาเฟ่ จะมีฟีลแบบ เรโทร ย้อนยุคสูงมาก เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1960 แต่ Harley-Davidson Hurakàn คันนี้จะมีกลิ่นอายมอเตอร์เรเซอร์ของอิตาลีขนานแท้ ผสมอยู่ด้วย ทำให้มันเป็น คัสตอม คาเฟ่ ที่ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญเป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่หาดูยากในแบรนด์ Harley-Davidson อีกด้วย

ฟีเจอร์อื่นที่น่าสนใจของ Harley-Davidson Hurakàn ยังรวมไปถึงท่อร่วมไอดี 45mm สองท่อ และมีปลายท่อลดเสียง (silencer) 60mm อีกหนึ่งจุด ที่มีดีไซน์แบบเฉพาะในสไตล์ “คิมุระ” อลูมีเนียมคือวัสดุหลักที่ช่วยให้ตัวมอเตอร์ไซค์ คงทนต่อแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ อีกทั้งมีถังน้ำมันคความจุ 5 ลิตร และระบบ “motoscope pro” ที่ช่วยแสดงสถานะและประสิทธิภาพของตัวรถ ให้กับผู้ขับได้ตลอดเวลา
Harley-Davidson Hurakàn เปรียบเหมือนกับมอเตอร์ไซค์ลูกครึ่ง หาดูยาก ที่รวมสามสัญชาติเข้าด้วยกัน นั่นก็คือโมเดลตัวรถ Harley-Davidson จากอเมริกา สไตล์ คาเฟ่ เรเซอร์ จากประเทศอังกฤษ และดีไซน์ไฟนอลทัช จากทีมงานประเทศอิตาลี เป็นสามองค์ประกอบต่างวัฒนธรรมที่เมื่อรวมตัวกันแล้ว ผลงานออกมาสมบูรณ์ โก้เก๋ มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-hurakan-custom-cafe-racer-fmw-motorcycles-01-24-2018/

LOW BLOW. FMW Motorcycle’s ‘Hurakàn’ Harley Cafe Racer

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมคโดนัลด์ โคคาโคล่า หรือ ดังกิ้น โดนัท แต่แบรนด์เหล่านี้ล้วนเติบโตมาจากการทำการตลาด และการสร้างแบรนด์อย่างหนักหน่วง มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้รับความนิยมจาก คาแรคเตอร์ และตัวตนแบรนด์ที่หนักแน่นอย่าง Harley-Davidson

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Harley-Davidson
กว่าจะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ Harley-Davidson ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเหมือนกัน จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดจากสองพี่น้อง Arthur และ Walter Davidson เกิดไอเดียต้องการติดเครื่องยนต์ไปบนจักรยานของพวกเขา โดยใช้ห้องเก็บของเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในการทดลองโปรเจกต์นี้ขึ้นในปี 1903
ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์คันแรกที่สร้างขึ้น ต้องถูกโละทิ้งทันที เนื่องจากไม่มีพละกำลังมากพอในการวิ่งขึ้นเขาลงเขาในเมือง Milwaukee หลังจากนั้นในปี 1906 Harley-Davidson ก็มีโรงงานจริงจังเป็นของตัวเองครั้งแรก และในปี 1907 ได้คิดค้นเครื่องยนต์ V-Twin อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ในอีกหลายสิบปีถัดมา
หลังจากนั้น Harley-Davidson ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะไม่ใช่แบรนด์อันดับหนึ่งของอเมริกา แต่ก็ถือว่าไม่ใช่แบรนด์เล็ก ๆ ในตลาดอีกต่อไป
จนกระทั่งในปี 1981 คุณภาพสินค้าของฮาเลย์ได้ดรอปลง สาเหตุหนึ่งมาจากผู้ผลิตทางฝั่งญี่ปุ่นเริ่มมีเทคโนโลยีที่สูงกว่า แถมส่งมอบสินค้าในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย ณ จุดนี้ ฮาเลย์ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อพัฒนามอเตอร์ไซค์ของพวกเขา หรือต้องจำใจขายธุรกิจไป
บริษัทตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากชาวญี่ปุ่น ในเรื่องเทคนิคการผลิต รวมไปถึงนำมาตรการตรวจวัดคุณภาพสินค้ามาใช้ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ Harley-Davidson สามารถผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาได้สำเร็จ และได้พามอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม

ณ ช่วงเวลานั้น บริษัทยังขาดเงินทุนในการลงโฆษณา จึงใช้วิธีสร้างกลุ่มคนรัก Davidson ขึ้นมา ชื่อว่ากลุ่ม H.O.G. ย่อมาจาก “Harley Owners Group” เป็นวิธีสร้างคอนเนคชันกับลูกค้าโดยตรง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ตั้งแต่วันนั้นมา กลุ่ม H.O.G. ได้เติบโตขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นฐานลูกค้าขาขนาดใหญ่ ที่คอยสนับสนุนแบรนด์ Harley-Davidson ด้วยชีวิตและจิตใจ

เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ตัวตนและคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ย่อมโตขึ้นด้วยเช่นกัน Harley-Davidson กลายเป็นแบรนด์ที่สื่อถึง “อิสรภาพ และ พลัง” (freedom and power) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้คนเริ่มมองว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์สำหรับ ชายผิวขาววัยกลางคน และพวกที่ชอบแหกกฎ โดยเฉพาะ
ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ Harley-Davidson ประสบปัญหาในการดึงดูดความสนใจจากลูกค้ากลุ่มใหม่ ตัวตนแบรนด์ที่แข็งแกร่งกลายเป็นข้อจำกัดให้บริษัทไม่สามารถขยายธุรกิจต่อไปได้
บริษัทจึงตัดสินใจวางจุดยืนตัวเองใหม่ ให้ Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่เฉพาะบางกลุ่ม แต่ยังคงคาแรคเตอร์ และเสน่ห์ แบบเดิมไว้ ที่ช่วยให้ Harley-Davidson โดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่น
ผลที่ได้มาขึ้น ฮาเลย์ได้ขยายตลาดของตัวเองไปได้กว้างขึ้น แถมบริษัทยังมีแคมเปนจ์อย่าง #Stereotypical Harley ในการสนับสนุนเรื่องนี้ ซึ่งสื่อว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือวัยกลางคน เจน Y หรือกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์

Harley-Davidson เรียนรู้ว่า ประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของแบรนด์คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แต่ขณะเดียวต้องเปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อตามลูกค้าให้ทัน และสร้างฐานตลาดให้ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้ Harley-Davidson ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากสื่อโซเชียล มากมาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจความต้องการลูกค้ามากขึ้น

ความภักดีในแบรนด์คือสิ่งสำคัญ
แม้บริษัทจะมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์โลกมากขึ้น แต่ประวัติศาสตร์ คุณค่า และเสน่ห์ของแบรนด์ยังคงเป็นสิ่งที่สัมผัสได้สำหรับทุกคน เมื่อเราเห็นหรือได้ยิน แบรนด์ “”Harley-Davidson” เราต่างรู้ทันทีว่า คาแรคเตอร์ของแบรนด์นี้ เป็นอย่างไร และแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีกลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ ที่ค่อยสนับสนุนบริษัทอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนไลน์สินค้า เปลี่ยนกลยุทธ์ หรือย้ายฐานการผลิตไปที่ใด แฟน ๆ ฮาเลย์ เหล่านี้ก็จะคอยสนับสนุนอยู่เสมอ ความจริงก็คือเจ้าของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson หลายคนไม่ได้ซื้อโดยคำนึงถึงราคาเป็นหลัก พวกเขาซื้อด้วยความเชื่อ ความศรัทธา และความรักที่มีต่อแบรนด์นี้ต่างหาก

แหล่งที่มา https://medium.com/@Stewart_Fabrik/keep-your-motor-running-the-harley-davidson-brand-story-664cdda147d0?fbclid=IwAR1dN0GnnUSI7IdvcXZEkbCHsdroMs9dmj497tsOvJJcGhhpUOVKf3d4HvQ

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี
โมเดลต่าง ๆ ของ Harley-Davidson ส่วนใหญ่จะเอาไว้ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง น้อยคันที่จะเอาไว้แข่งขันในสนามแข่งรถ แต่หากย้อนกลับไปกว่า 100 ปีก่อน Harley-Davidson ก็มีการผลิตโมเดลรถแข่งออกมาไม่น้อยเหมือนกัน เวลาผ่านไปโมเดลรถแข่งเหล่านั้น เริ่มหาสูญหายและหายากขึ้น กลายเป็น แรไอเทม ที่นักสะสมต่างใฝ่ฝันจะครอบครอง ในบทความนี้เรามาดูหนึ่งในโมเดลที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่โชคดีที่มีคนบังเอิญเห็นร่างพัง ๆ ของมันกองอยู่กับเศษเหล็ก และได้นำมันไปชุบชีวิตให้กลับมาดูใหม่เหมือนเดิม มันคือ Harley-Davidson 11K

เมื่อหลายปีก่อน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของมอเตอร์ไซค์สีส้มคันหนึ่ง ถูกกองอยู่ในเศษอะไหล่มอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งในประเทศอาเจนตินา คนทั่วไปที่เดินผ่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ล้วนกระจัดกระจายออกจากกันไม่เป็นทรง แต่ยังมีชายตาดีคนหนึ่ง ที่มองเห็นและตระหนักว่านี่คือโมเดลที่มีค่าของ Harley-Davidson
ณ ตอนนั้น มอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ๆ เขาจึงต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
เศษซากที่ว่านี้คือโมเดลในตำนานอย่าง Harley-Davidson 11K ซึ่งถือเป็นโมเดลรถแข่งอย่างเป็นทางการคันแรกของ Harley-Davidson ก่อนหน้านั้นฮาเลย์เคยนำโมเดล 6E กระบอกสูบเดี่ยว ลงแข่งและคว้ารางวัลแรกให้กับบริษัทได้ ที่สนาม Milwaukee Mile ในปี 1904 แต่โมเดล 6E ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะเหมือนกัน Harley-Davidson 11K

หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของ Harley-Davidson 11K ในปี 1903 ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson อย่าง William Harley ได้ทำการเจรจาและสามารถคว้าตัววิศวกรมากความสามารถอย่าง Bill Ottaway มาได้ ที่สำคัญคือนี่เป็นการคว้าบุคลากรอันมีค่ามาจากบริษัทคู่แข่งอย่าง Thor ที่ผลิตมอเตอร์ไซค์รถแข่งเหมือนกัน William Harley ได้แต่งตั้งให้ Bill Ottaway เป็นตำแหน่ง Chief Engineer หรือหน้าทีมวิศวกรทันที ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนคิดค้นและผลิตโมเดล Harley-Davidson 11K ออกมาในปี 1914
Harley-Davidson 11K มีความจุกระบอกสูบ 1,000cc ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 45 องศา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ และไม่มีระบบกันสะเทือน มันคือรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำความเร็วล้วน ๆ
หลังจากผลิตออกมา Harley-Davidson 11K สามารถคว้ารางวัลในสนามแข่งมากมาย เริ่มต้นจากรายการแรกอย่าง “Stripped Stock Racer” หลังจากนั้นก็คว้าชัยชนะมาตลอดในรัฐ Minnesota, Alabama, Mississippi, Pennsylvania, Tennessee, South Carolina เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซากของ Harley-Davidson 11K ถูกพบในประเทศอาเจนตินา เฟรม วาล์ว ลูกสูบ และก้านกระทุ้ง ของตัวรถต่างเสียหายทั้งหมด เฟรมด้านหน้าและด้านหลังต้องถูกตัดออกไป และสร้างใหม่ ถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอน รวมถึงสีบอดี้ของตัวรถ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาใหม่หมดเช่นกัน แต่การซ่อมแซมในครั้งนี้ ทุกอย่างยังคงดีเทลออริจินอลที่ Bill Ottaway ได้ออกแบบไว้ในปี 1914
หลังจาก Harley-Davidson 11K ได้ถูกซ่อมแซม และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว มันได้คว้ารางวัล ยานยนต์โดดเด่น จากงาน Greenwich Concours D’elegance ปี 2017 และต่อมาได้ถูกนำขึ้นประมูลในเดือนสิงหาคมปี 2018

เครื่อง V-Twin ทำมุม 45 องศา ความจุกระบอกสูบ 1,000cc

เบาะหนังสลักลายชัดเจนว่าเป็น Motorcycle Racer
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่เคยอยู่ในสภาพไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กองอยู่กับเศษเหล็ก ยังกลับมาสวยงามและมีค่าได้ Harley-Davidson 11K สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แค่เพียงคุณมองเห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมี

 

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-11k-v-twin-racer-07-30-2018/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Chopper และ Bobber ต่างกันอย่างไร?

นอกจากโมเดลที่ Harley-Davidson วางขายในตลาดแล้ว ยังมีฮาเลย์อีกมากมายในโลกที่มีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเอง และสะท้อนตัวตนของผู้ขับออกมาได้ดีกว่าโมเดลทั่วไป มอเตอร์ไซค์สองสไตล์ที่นักขับรู้จักกันดีคือสไตล์ “Chopper” และสไตล์ “Bobber” ในบทความนี้เรามาดูกันว่าสไตล์ทั้งสองมีจุดเด่นและแตกต่างกันอย่างไร
Chopper

Chopper คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ถือกำเนิดมาในช่วงปี 1950 มีจุดเด่นที่มุม Rake ที่ค่อนข้างกว้าง ตะเกียบหน้ายาว เฟรมรถ hardtail (คือไม่มีกันสะเทือนหลัง) แฮนด์แบบโหน Ape Hanger ล้อหน้าขนาดใหญ่ และโครงเหล็กที่สูงขึ้นมาเป็นพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Sissy Bar
มอเตอร์ไซค์ Chopper สามารถแต่งจากโมเดลโรงงาน หรือสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยใช้อะไหล่ที่มีขายอยู่ในตลาด หัวใจสำคัญของการแต่งรถสไตล์ Chopper คือการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเฟรมรถ หม้อน้ำ กันสะเทือนหลัง ระบบเกียร์ หรือแม้แต่สปริงใต้เบาะคนนั่ง เพื่อให้ตัวรถเบาและทำความเร็วได้ดีขึ้น

นักแต่งรถสไตล์ Chopper มักทำการผ่าเฟรมรถเดิมและเชื่อมเข้าด้วยกันใหม่ให้มีความเตี้ยและเบาขึ้น นี่คือเหตุผลที่มอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ถูกเรียกว่า Chopper เพราะการ ผ่าหรือตัด ที่ว่า ในภาษาอังกฤษคือคำว่า“Chop” นั่นเอง จะเรียก Chopper ว่าคือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปก็คงไม่ผิด

ตะเกียบหน้าของมอเตอร์ไซค์ Chopper มักเป็นผิวโครเมียม ทำมุม Rake 45 องศาขึ้นไป ส่วนการทำสีก็แล้วแต่จินตนาการของเจ้าของรถ ว่าจะสร้างสรรค์ให้สะท้อนคาแรคเตอร์ของตัวเองออกมาได้ดีแค่ไหน มอเตอร์ไซค์ Chopper มีดีไซน์ที่ต่างจากโมเดลมาตรฐานของฮาเลย์อย่างมาก และการเข้าโค้งจะต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญอยู่พอสมควร

Bobber

Bobber คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่มีมาก่อนสไตล์ Chopper แต่มีหัวใจสำคัญเหมือนกันคือ การถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาขึ้น แล้วความแตกต่างระหว่างสไตล์ Chopper และ Bobber อยู่ที่ตรงไหน?
ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ Chopper จะมีการดัดแปลงเฟรมรถใหม่ทั้งหมด มอเตอร์ไซค์สไตล์ Bobber จะคงเฟรมรถเดิมไว้ แต่มีการนำบังโคลนหน้าออก ตัดบังโคลนหลังให้สั้นลงเหมือนกับหางสั้นๆ ทรง Bobtail (ที่มาของชื่อ) รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟเลี้ยวหรือเบรกหน้า

มอเตอร์ไซค์ Bobber ยังมีจุดเด่นที่ความเตี้ยของเบาะนั่ง ระยะฐานล้อที่สั้น และมักไม่ได้ถูกแต่งด้วยแฮนด์แบบโหนหรือผิวโครมเมียมมัมวาวสะดุดตาอย่างสไตล์Chopper รถประเภทนี้ยังมีกลิ่นอายคของวามวินเทจแบบOld School เรียบง่าย และไม่หวือหวาเท่ากับรถสไตล์Chopper

ไม่ว่าคุณจะชอบมอเตอร์ไซค์แบบสร้างเสร็จพร้อมขับ แต่งขึ้นมาใหม่หมดแบบ Chopper หรือตัดทอนบางส่วนลงแบบ Bobber สิ่งที่สำคัญกว่าความสวยงาม คือตัวรถควรสะท้อนความเป็นตัวคุณออกมาได้ดีที่สุด เพราะรถทุกคันมีเสน่ห์และความสวยงามในแบบของมันเอง

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://www.toptenreviews.com/services/articles/chopper-motorcycles-choppers-and-bobbers-explained/

รูปภาพ https://www.youtube.com/watch?v=1dArwVcL2ZE

https://www.dailystar.co.uk/news/latest-news/400278/Easy-Rider-film-bike-auction-1-2million

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/2019/softail/street-bob.html

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

HALEY-DAVIDSON ยุค 80 EP 2

ฮาเลย์โมเดลคลาสสิกถือเป็นรุ่นที่แฟน ๆ หลายคนอยากจะครอบครอง บางรุ่นยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในตลาด แต่ราคายิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งสูงขึ้น ส่วนบางรุ่นอย่างพวก limited edition ทั้งหลายถือเป็นแรไอเทมที่มีเพียงน้อยคนในโลกที่ได้ครอบครอง ในบทความนี้เรามาดู 4 โมเดลในยุคปลาย 80 ที่มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง และน่าถอยมาเป็นเจ้าของสักคันซะเหลือเกิน
1984 Harley-Davidson XR-1000 Sportster

กำลังเครื่องยนต์อันล้นเหลือของ 1984 Harley-Davidson XR-1000 Sportster สร้างความประทับใจให้กับผู้คนได้อย่างมาก แต่ราคาที่สูงลิ่วทำให้ยอดขายจากลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควร และสุดท้ายตัวมอเตอร์ไซค์ต้องถูกยกเลิกผลิตไปในปี 1984
ตัวรถมีการออกแบบมาจากโมเดล XLX Sportster และมีฝาสูบแบบพิเศษที่ใช้ในโมเดลรถแข่งอย่าง Harley-Davidson XR-750 ที่ประสบความสำเร็จในสนาม fat track อย่างมาก
จุดเด่นของ Harley-Davidson XR-1000 คือการวางท่อไอเสียอยู่ฝั่งซ้าย ขณะที่ท่อไอเสียของ Sportster ทั่วไปจะอยู่ฝั่งขวาทั้งหมด อีกทั้งมีคาร์บูเรเตอร์คู่ที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้สูงกว่ามอเตอร์ไซค์ในเมืองทั่วไป
XR-1000 มีกำลังเครื่องยนต์มากถึง 70 แรงม้า แต่ด้วยราคาที่สูงกว่า Sportster ทั่วไปราว 60,000 บาท ทำให้ลูกค้ามองว่าส่วนต่างของราคานี้ไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไร สุดท้าย X-1000 จึงต้องปิดม่านลงไปในปี 1984

1986 Harley-Davidson XLH 1100

การเปิดตัวของ Harley-Davidson XLH 1100 ในปี 1986 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับกลุ่มแฟน Sportster เครื่องยนต์ของตัวรถมีการใช้เทคโนโลยีของเครื่อง Evolution ที่เปิดตัวในปี 1984 ซึ่งช่วยให้ตัวรถวิ่งได้มั่นคงและราบรื่นกว่าเดิม
ก่อนที่จะใช้เครื่องยนต์อันใหม่นี้ โมเดลกลุ่ม Sportster มีการใช้เครื่องยนต์เดิมมาตั้งแต่ปี 1957 ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานที่น่าพึงพอใจสำหรับลูกค้ามาโดยตลอด ปรากฎการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวงการฮาเลย์
นอกจากนี้ Harley-Davidson XLH 1100 ยังถูกวางขายทั้งแบบเครื่อง 883-cc และแบบ 1,100-cc ซึ่งในปี 1988 ได้เพิ่มขนาดเครื่องยนต์ขึ้นอีกเป็น 1,200-cc ตัวรถมีการติดหน้าปัดเรือนไมล์บนแฮนด์อย่างสวยงาม พร้อมกับท่อไอเสียที่ถูกจัดวางในตำแหน่งใต้โช๊คหลังอย่างมีสไตล์

1988 Harley-Davidson FLSTC

Harley-Davidson FLSTC

กลายเป็นโมเดลยอดฮิตทันทีหลังจากเปิดตัวในปี 1988 แม้จะไม่ใช่ฮาเลย์คันแรกที่มีดีไซน์แบบ retro ย้อนยุค FLSTC ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับฮาเลย์แนว Back to the Future
โดยตัวรถจะมีเฟรมแบบ softail คือมีระบบกันสะเทือนที่ล้อหลัง มีบังโคลนหน้าหลังติดไฟ skirt ท่อไอเสียแบบ fishtail กล่องใส่อุปกรณ์ tool box การเย็บเบาะหนังโชว์หมุดเหล็ก และกระบอกโช๊คหน้าล่ำๆ อย่าง Hydra-Glide
Harley-Davidson FLSTC ใช้เครื่องยนต์ Evolution V2 ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วแบบ overhead-valve ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นที่ 6 ของฮาเลย์ ต่อจากเครื่อง Shovelhead ที่ใช้กันมานานตั้งแต่ปี 1966 เครื่อง Evo มีพละกำลังที่สูงขึ้น และช่วยให้ตัวรถวิ่งได้อย่างมั่นคงและราบรื่นมากขึ้น
Harley-Davidson FLSTC ได้รับฉายาว่า Heritage Softail และเป็นโมเดลที่หลายคนชื่นชอบ จนฮาเลย์ถึงกับรักษาดีไซน์ดังกล่าวไว้ในตระกูล Softail ณ ปัจจุบัน

1988 Harley-Davidson FXSTS Softail Springer

สองฟีเจอร์เด่นของ 1988 Harley-Davidson FXSTS Softail Springer คือการขับเคลื่อนด้วยสายพาน ซึ่งฮาเลย์ได้นำกลับมาใช้ในช่วงปี 80 และเครื่องยนต์ Evolution 80 ลูกบาศก์นิ้ว ที่เข้ามาแทนที่เครื่อง Shovelhead ในปี 1984
ด้านหน้าของ FXSTS Softail Springer ทำให้เรานึกถึงโช๊ครุ่นก่อนหน้า Hydra-Glide ที่เปิดตัวในปี 1949 ส่วนด้านหลังมีความคล้ายเฟรมรถแบบ hardtail แต่จริงๆ ซ่อนโช๊คคู่แบบ softail ไว้อยู่ใต้บังโคลนได้อย่างสวยงาม
ระบบสายพายที่นำกลับมาใช้จะเป็นวัสดุยาง ไม่ใช่หนังที่ใช้กันในสมัยก่อน ซึ่งมีความเบาและเงียบกว่าเมื่อเทียบกับการขับเคลื่อนแบบโซ่ และยังมีต้นทุนถูกกว่าการใช้เพลาขับ (shaft-drive) อีกด้วย
FXSTS Softail Springer คือหนึ่งในสามโมเดลที่ถูกเลือกในการทำสีแบบพิเศษและติดตรา ในวาระครบรอบ 85 ปีของ Harley-Davidson และเป็นหนึ่งในโมเดลยอดนิยมในยุค 80

Credit เนื้อเรื่อง / ภาพ

แหล่งที่มา https://auto.howstuffworks.com/classic-motorcycles3.htm

รูปภาพ https://www.theglobeandmail.com/globe-drive/culture/a-history-of-harley-davidson-in-pictures/article1380906/

http://www.motorcyclemuseum.org/halloffame/detail.aspx?RacerID=45

https://www.topspeed.com/motorcycles/motorcycle-news/why-is-a-harley-called-a-hog-ar181162.html

http://archivemoto.com/thearchive/2016/4/5/william-s-harley-and-walter-davidson-1910#comments-outer-wrapper

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

จาก Passion ในจักรยานสู่อภิมหาแบรนด์ Harley-Davidson

แฟนฮาเลย์ตัวจริงคงรู้กันดีว่าครึ่งหนึ่งของชื่อแบรนด์ Harley-Davidson นั้นได้มาจากชายที่ชื่อ William S. Harley ชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งบริษัท

ความรักและความหลงใหลในจักรยาน ซึ่งเป็นนวัตกรรมแปลกใหม่ในยุคนั้น ทำให้ William มีความสนใจในเรื่องวิศวกรรมและเครื่องยนต์เข้าไปด้วย  เขาและเพื่อนที่ชื่อ Arthur Davidson ร่วมมือกันสร้างจักรยานคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และในปี 1903 ทั้งสองคนรวมถึงน้องชายของ Davidson อีกสองคน ก็ได้ก่อตั้ง Harley-Davidson Motor Company ขึ้น ซึ่งสุดท้ายได้เติบโตกลายเป็นแบรนด์มรดกโลกอย่าง Harley-Davidson ในทุกวันนี้

ด้วยความรักที่มีในจักรยาน William Sylvester Harley เริ่มหาเงินตั้งแต่อายุเพียง 15 ที่โรงงานผลิตจักรยาน  เขาและ Arthur Davidson ทำงานที่โรงงานนี้ด้วยกัน และมีความฝันที่จะผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ออกมาเป็นคันแรกสักครั้ง ทั้งสองคนริเริ่มความคิดดังกล่าว โดยการติดเครื่องยนต์แก๊สโซลีนบนจักยานของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดหนึ่ง William ต้องวางโปรเจคนี้ลงเพื่อไปเรียนต่อ ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เขาเลือกเรียนในสาขาวิศวกรรมยานยนต์

William เรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาพร้อมกับทักษะในการเขียนแบบยานยนต์  ในปี 1903 เขาและพี่น้อง Davidson อีกสามคนจึงได้สานฝันกันต่อ ด้วยการใช้โรงเก็บของเล็ก ๆ เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ  สาเหตุที่ “Harley” อยู่ก่อนคำว่า “Davidson” ในเชื่อแบรนด์ เป็นการยกเครดิตให้กับ William S. Harley ที่เป็นผู้ริเริ่มไอเดียผลิต จักรยานติดเครื่องยนต์ หรือ “มอเตอร์ไซค์” ขึ้นมา

ในปีแรกทั้งสี่คนร่วมกันผลิตมอเตอร์ไซค์ออกมาได้ 3 คัน ซึ่งมีจาน (crank) บันได (pedal) และเครื่องยนต์สูบเดียว (single-cylinder motor) เป็นส่วนประกอบ

ธุรกิจของพวกเขาเริ่มเติบโตด้วยยอดขายที่มากขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาตัวมอเตอร์ไซค์อยู่ตลอดเวลา  ในปี 1909 บริษัทมีโรงงานที่ใหญ่ขึ้น มีพนักงานรวมทั้งหมด 35 คน และสามารถผลิตมอเตอร์ไซค์ได้มากราว 1,000 คันต่อปี

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดต้องยกเครดิตให้กับ William S. Harley ผู้ทุ่มเทเวลาคิดค้นผลิต มอเตอร์ไซค์เครื่องสองสูบคันแรกของโลกออกมาจนได้ ซึ่งเครื่องยนต์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนาม “V-Twin” และได้ถูกจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 1907

ช่วงเวลาหลังจากนั้น ยอดขายและชื่อเสียงของบริษัทได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในช่วงสงครามโลก กองทัพสหรัฐยังได้สั่งซื้อมอเตอร์ไซค์ของบริษัทเป็นจำนวนมาก และช่วงหลังสงครามโลก Harley-Davidson ถือเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกเพียงหนึ่งเดียวของสหรัฐอเมริกา

นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทแล้ว William S. Harley ยังเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรและเหรัญญิกของ Harley-Davidson อีกด้วย เขามีส่วนร่วมในการคิดค้นพัฒนาโมเดลใหม่ ๆ อยู่เสมอ ถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของ Harley-Davidson ในทุกวันนี้  นอกจากนี้ William S. Harley ยังรักในการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ และมักนำโมเดลใหม่ ๆ ของเขามาทดลองในสนามแข่งอยู่เสมอ

จะเห็นได้ว่าแบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับโลกอย่าง Harley-Davidson มีจุดเริ่มต้นมาจากความรักที่ William S. Harley มีให้กับจักรยาน  เขาเป็นหนึ่งในบุคคลตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลก ย่อมมีจุดเริ่มต้นมาจากก้าวเล็ก ๆ ก้าวแรกด้วยกันทั้งนั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://www.biography.com/people/william-s-harley-20903181

รูปภาพ https://www.theglobeandmail.com/globe-drive/culture/a-history-of-harley-davidson-in-pictures/article1380906/

http://www.motorcyclemuseum.org/halloffame/detail.aspx?RacerID=45

https://www.topspeed.com/motorcycles/motorcycle-news/why-is-a-harley-called-a-hog-ar181162.html

http://archivemoto.com/thearchive/2016/4/5/william-s-harley-and-walter-davidson-1910#comments-outer-wrapper

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FXDR 114 Modern Power Cruiser

Harley-Davidson ได้เขย่าวงการมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง โดยการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ที่แหวกแนวไปจากเดิม เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ขับที่หลากหลายมากขึ้น  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสไตล์ฮาเลย์ที่เราคุ้นเคย แต่ระหว่างที่หลายคนตั้งตารอโมเดลเหล่านี้ให้วางขายในตลาด มีอีกโมเดลหนึ่งที่ฮาเลย์เปิดตัวออกมา นั่นก็คือ “FXDR 114” มอเตอร์ไซค์ประเภท power cruiser ที่มีทั้งเครื่องยนต์อันทรงพลัง และสมรรถนะการเข้าโค้งที่เหนือระดับ เป็นสัญญาณดีให้กับสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

จากการที่กลุ่ม V-Rod ได้ถูกยกเลิกการผลิตไป การมาของ FXDR 114 เหมือนกับการเติมเต็มบทบาทมอเตอร์ไซค์แบบ power cruiser ของฮาเลย์ ที่ได้ขาดหายไป  การจะเข้ามาทดแทนศักยภาพที่ V-Rod ได้สร้างไว้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ FXDR 114 ถือว่าทำหน้าที่ได้เกินคาด ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม กับระบบการควบคุมที่โดดเด่น

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 114 ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ คือหัวใจในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไซค์สไตล์ Drag Racing คันนี้  มันเป็นเครื่องตัวท๊อปของกลุ่ม Softail โดยมีแรงบิด 119 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องไปถึงรอบ 5,500 ได้ หากการทำความเร็วเป็นเรื่องที่โปรดปรานของคุณ

แม้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Softail  FXDR 114 ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเพื่อนอย่างมาก  ผู้ออกแบบพยายามผสมผสานประวัติศาสตร์ความเป็นฮาเลย์ สไตล์โมเดิร์น และความเป็น power cruiser เข้าด้วยกัน  ตัวกรองอากาศจะมีแรงบันดาลใจมาจากรถในการแข่งขัน Drag Racing ของฮาเลย์ ส่วนท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 มีศักยภาพเหลือหลายที่จะอยู่บนมอเตอร์ไซค์แบรนด์อิตาลีคันไหนก็ตามในรอบ 10 ปีนี้

สวิงอาร์มของ FXDR 114 จะเป็นอลูมิเนียมทั้งชิ้น ซึ่งเบากว่าสวิงอาร์มเหล็กในรุ่น Softail ทั่วไปถึง 10 ปอนด์  นอกจากนี้สวิงอาร์มแบบอลูมิเนียมยังช่วยเสริมความกระชับให้กับโครงรถได้ดีกว่าสวิงอาร์มแบบเหล็ก สำหรับ FXDR 114 สวิงอาร์มที่ว่านี้ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับล้อหลังขนาดกว้าง 240 mm และช่วยเสริมเรื่องการควบคุมได้อย่างดี (ศักยภาพที่กลุ่ม V-Rod ยังขาดหาย)

FXDR 114 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับโค้งทุกรูปแบบ ที่ความเร็วต่ำ ตัวรถจะวิ่งบนถนนอย่างนุ่มนวล ส่วนที่ความเร็วสูง ล้อหลังขนาด 240mm จะช่วยให้ผู้ขับพิชิตโค้งไปตลอดเส้นทาง  แม้จะมีน้ำหนักถึง 668 ปอนด์ FXDR 114 มอบความมั่นคงอย่างสูงขณะเร่งเครื่องทำความเร็ว  ส่วนองศาการเอนตัวเข้าโค้งมีมากถึงเกือบ 33 องศา และพักเท้าแบบ forward จะทำให้ส้นเท้าของผู้ขับสัมผัสกับพื้นถนนเป็นส่วนแรก

FXDR 114 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะยาว ต่ำ พร้อมมุม rake กว้าง 34 องศา ซึ่งเหมือนกับรุ่น Softail Breakout  เพื่อไม่ทำให้รุ่นทั้งสองหมือนกันเกินไป FXDR 114 จึงถูกออกแบบให้มีบอดี้สั้นกว่า 1 นิ้ว โดยมีแผงคออลูมิเนียมสำหรับตัวรถโดยเฉพาะ พร้อมกระบอกโช๊คหน้าที่ถูกปรับมาใกล้หัวรถมากขึ้น ทำให้ FXDR 114 ไม่สูญเสียความมั่นคงขณะเอนตัวเข้าโค้ง

เรื่องระบบกันสะเทือน FXDR 114 มีโช๊คหน้าแบบหัวกลับ พร้อมระยะช่วงชัก 5 นิ้ว ซึ่งช่วยมอบความรู้สึกนุ่มเวลารถต้องเบรกแรงๆ ส่วนด้านหลังเป็นโช๊คเดี่ยวที่ยึดติดกับโครงรถ ปรับสปริงพรีโหลดได้ และมีช่วงชัก 3.4 นิ้ว  ต้องบอกว่าโช๊คหลังให้ความรู้สึกกระชับกว่าโช๊คหน้าอย่างเห็นได้ชัด และเป็นตัวช่วยรักษาสมดุล FXDR 114 ได้อย่างดีระหว่างเข้าโค้ง  อย่างไรก็ตาม ในสภาพถนนแย่ๆ แรงกระแทกก็ส่งมาถึงตัวคนขับในบางคราวได้เช่นกัน

668 ปอนด์ถือเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะในวงการ sport bike แต่เป็นน้ำหนักที่ปราดเปรียวในวงการ big-twin cruiser  ทีมงานฮาเลย์เลือกใช้วัสดุผสมแทนเหล็กแบบดั้งเดิมในส่วนท้ายรถและบังโคลน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักตัวรถได้ถึง 7 ปอนด์ นอกจากนั้นซับเฟรมที่ทำจากอลูมิเนียม และล้อรถอลูมีเนียมที่ถูกตัดทอนให้เพรียวขึ้น ก็มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักตัวรถคันนี้ด้วย

ในการขับ FXDR 114 ไหล่ของผู้ขับจะเปิดกว้าง และขาจะยันไปด้านหน้าแบบ forward control ช่วยให้ภาพลักษณ์ของผู้ขับดูสง่า อย่างไรก็ตาม การขับในระยะทางไกลจะทำให้ผู้ขับเมื่อยล้าได้ ส่วนความสูงเบาะนั่งที่  28.5 นิ้วทำให้เท้าของผู้ขับส่วนใหญ่แตะพื้นได้อย่างสบาย  ลักษณะการนั่ง FXDR 114 จะตรึงคุณไว้กับตัวรถที่บริเวณเอว และช่วยลดน้ำหนักที่อาจส่งไปที่ขาของคุณ  มีนักออกแบบบางรายได้เริ่มดัดแปลง FXDR 114 ให้มีการนั่งแบบ mid-control ซึ่งถือว่าสบายกว่าสำหรับผู้ขับหลายคน  เบาะนั่งถือว่านุ่มสบาย แต่อย่างไรก็ตาม มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการขับไปคนเดียว

การมีจานเบรกคู่ 300mm พร้อมคาลิปเปอร์ 4 พอต ที่ล้อหน้า ทำให้ความรู้สึกในการบีบคันเบรกนั้นเบาขึ้น เมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์  การหยุดตัวรถในสถานการณ์ต่างๆ จะใช้แรงจากผู้ขับน้อยลง และยังให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยม  ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยว 292mm พร้อมคาลิปเปอร์ 2 พอต ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน  ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณล้อหลังขนาดกว้าง 240mm ด้วย

ยาง Michelin Scorcher 11 ช่วยให้ FXDR 114 เกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ ไม่ว่าจะในสภาพฝนตก หรือพื้นถนนมันวาว ยางล้อหลังขนาด 240mm อาจจะหารุ่นอื่นมาเปลี่ยนได้ยากหน่อยเมื่อเสื่อมสภาพ แต่หากพูดถึงศักยภาพแล้ว นี้คือองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับ FXDR 114

เมื่อเทียบกับกลุ่มทัวร์ริ่งที่มีเทคโนโลยีหรูหราบนหน้าปัดเรือนไมล์แล้ว หน้าปัดของ FXDR 114 ดูจะถ่อมตนพอสมควร โดยเป็นจอ LCD มีเกจบอกระดับน้ำมันและเกียร์ที่ใช้  แม้บางคนจะคาดหวังให้ตัวรถใช้จอแบบ TFT ที่ให้ความละเอียดภาพสูงกว่า แต่หน้าปัดเรือนไมล์ที่ FXDR 114 มีอยู่ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการขับทั่วไปในชีวิตประจำวัน

FXDR 114 คือมอเตอร์ไซค์ power cruiser ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลบความไม่มีมิติของรถกลุ่มนี้ไป  ความเร็วของ FXDR 114 มาพร้อมกับการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ขับพิชิตโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นคง  สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายและภาพลักษณ์ใหม่ๆ แล้ว คุณไม่ควรพลาดโมเดลใหม่ของ Harley-Davidson คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/04/2019-harley-davidson-fxdr-114-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

วิวัฒนาการของ Harley-Davidson V Rod (2001-2017)

Harley-Davidson V Rod หรือที่รู้จักกันในโมเดล VRSC หรือ V-Twin Racing Street Custom เริ่มมีการผลิตออมาตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2017 ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่และทันสมัย โดยตัวรถจะใช้ระบบระบายความร้อยด้วยของเหลว และมีแคมคู่เหนือฝาสูบ (dual overhead cam) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ไม่พบบ่อยนักในแวดวงมอเตอร์ไซค์แม้กระทั่งในโมเดลรุ่นใหม่  ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ฮาเลย์ตัดสินใจยุติการผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้ลง ส่วนในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า Harley-Davidson V-Rod มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้างตลอดช่วงเวลาที่มอเตอร์ไซค์ยังถูกผลิตออกมาอยู่

 

2001 Harley-Davidson V-Rod

V Rod คันแรกถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ผู้ขับฮาเลย์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น มีท่อมากขึ้น และถังน้ำมันก็ถูกติดตั้งใต้เบาะนั่ง  นอกจากภาพลักษณ์หน้าตาที่เปลี่ยนไปแล้ว สมรรถนะการขับขี่ที่ V Rod มอบให้ยังแตกต่างอีกด้วย หลักๆ เนื่องจากตัวมอเตอร์ไซมีการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และแคมเหนือฝาสูบ

 

2002-2003 Harley-Davidson VRSCA V-Rod

V Rod ในปี 2002-2003 รวมถึงรุ่น 100th anniversary edition ที่เปิดตัวมาในปี 2003 มีกำลังเครื่องยนต์มากขึ้นที่ 115 แรงม้า มีความจุถังน้ำมัน 3.7 แกลลอน มีดิสก์เบรกที่มีประสิทธิภาพ และยางหลังหน้ากว้าง 180mm  V Rod ในโมเดลปีนี้ยังมีเบรกขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยหยุดตัวรถได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แม้กระทั่งการหยุดตัวรถที่ความเร็วสูง

 

2004-2005 Harley-Davidson VRSCB V-Rod

แม้ V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเรื่องอะไหล่และเครื่องยนต์ ภาพลักษณ์และดีไซน์ของตัวรถมีวิวัฒนาการจากเดิมไปมาก  V Rod โมเดลปี 2004-2005 จะมีเฟรมสีดำ ผิวโครเมียมที่เงาแวววาว และการทำสี powder coat ที่ตัวเครื่องยนต์ ส่วนแฮนด์และหน้าปัดเรือนไมล์จะเป็นดีไซน์แบบใหม่

 

2006-2008 Harley-Davidson VRSCD Night Rod

โมเดล V Rod ในช่วงปีนี้มีการอัพเกรดในเรื่องดีไซน์และอะไหล่เครื่องยนต์เล็กน้อย เริ่มที่ท่อไอเสียแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้อีก 5 แรงม้า และระบบเบรก ABS แบบใหม่  ส่วนเรื่องดีไซน์จะมีความคล้ายคลึงกับ V Rod ในปี 2004-2005  โดยมีสีดำและผิวโครเมียมบริเวณเครื่องยนต์ และท่อไอเสียผิวโครเมียมเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ต่างไปในโมเดลปี 2006-2008 คือตำแหน่งการนั่งในลักษณะ mid control แทนที่จะเป็นแบบ forward control

 

2007-2010 Harley-Davidson VRSCAW V-Rod

V Rod ในช่วงปีนี้เปรียบเหมือนกับ V Rod โมเดลแรกในปี 2001 แต่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนสำคัญต่าง ๆ เพื่อรองรับศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เริ่มโดยเฟรมรถที่ใหญ่ขึ้นเนื่องจากขนาดถังน้ำมันได้เปลี่ยนจาก 3.7 แกลลอนเป็นขนาด 5 แกลลอน รวมถึงล้อหลังที่หน้ากว้างขึ้น จาก 180mm เป็น 240mm แม้ตัวรถจะใช้เครื่องยนต์ตัวเดิม การปรับปรุงตลอดช่วงปีก่อนทำให้มันมีความแรงถึง 123 แรงม้า ณ ช่วงเวลานั้น และจากเฟรมรถและส่วนประกอบอื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตัวรถจึงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 37 ปอนด์

 

2011-2017 Harley-Davidson VRSCF V-Rod Muscle

V Rod Muscle คือโมเดลที่จบวิวัฒนาการ Harley-Davidson V Rod ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหล มีดีเทลการตกแต่งที่เนี๊ยบ และมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ  ตัวรถมีท่อดักอากาศ (Ram Air) ที่ช่วยเพิ่มความแรงได้มาก และยังเป็นโมเดลแรกที่ฮาเลย์วางสัญญาณไฟเลี้ยวไว้ที่ตำแหน่งกระจกข้างอีกด้วย ซึ่งภายหลังตำแหน่งการวางไฟเลี้ยวดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานในโมเดลรุ่นหลังๆ

การเปิดตัว Harley-Davidson V Rod ได้พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ไปอย่างมาก ไม่ว่าจะตอนเปิดตัวโมเดลแรกหรือโมเดลสุดท้าย  Harley-Davidson V Rod เคยเป็นโมเดล Top Seller ของบริษัทและยิ่งรุ่นหลังๆ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น  แม้สาเหตุที่กลุ่ม V Rod ถูกยกเลิกการผลิตในปี 2018 จะยังไม่ชัดเจน กลุ่มแฟนฮาเลย์จำนวนไม่น้อยก็หวังให้บริษัทกลับมาผลิตมอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้อีกครั้ง  Harley-Davidson V Rod มีองค์ประกอบทุกอย่างที่ผู้ขับฮาเลย์ให้ความสำคัญ และหนึ่งในโมเดล V Rod ของบทความนี้ ต้องมีหนึ่งรุ่นที่ผู้อ่านชอบเป็นพิเศษแน่ ๆ

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://moneyinc.com/the-history-and-evolution-of-the-harley-davidson-v-rod/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Slim 2018 ความ Retro ที่เหนือกว่าเดิม

Harley-Davidson ได้สร้างกระแสปลุกวงการไปไม่น้อยกับการเปิดตัว Softail โฉมใหม่ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่แฟนๆ หยิบมาสนทนากันอยู่ ไม่ว่าจะในประเด็นโครงรถใหม่ ระบบกันสะเทือน หรือแม้แต่เครื่องยนต์ใหม่อย่าง Milwaukee-Eight

ฮาเลย์ได้พลิกโฉมภาพลักษณ์ของกลุ่ม Softail ไป ไม่ว่าจะในเรื่องสมรรถนะการขับขี่หรือความสะดวกสบายในการนั่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของความเป็น Softail ไว้  และฮาเลย์ได้แสดงเจตนารมณ์ในเรื่องนี้ ผ่านโมเดลสุดน่าหลงใหลที่มีนามว่า “Slim”

เรื่องของดีไซน์ Harley-Davidson ยังคงสไตล์ Bobber ไว้ใน Softail Slim ซึ่งหากมองเผินๆ อาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวรถจากรุ่นก่อนมากนัก แต่ในรายละเอียด ผู้ออกแบบได้ใส่แผงคอโครเมียมเพิ่มเข้ามา ซึ่งตัดกับกระบอกโช๊คหน้าสีดำได้เป็นอย่างดี  อีกอย่างหนึ่งคือแผงด้านหลังไฟหน้าที่ถูกนำออกไป ซึ่งทำให้ตัวรถมีกลิ่นอายความเป็นรถคัสตอมมากขึ้น  และสุดท้ายโลโก้ฮาเลย์บนถังน้ำมันช่วยตอกย้ำสไตล์ Retro ขนานแท้ของ Softail Slim

ปัจจุบัน แฟนฮาเลย์คงทราบกันดีว่าเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ได้เข้ามาแทนที่เครื่อง Twin Cam เป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง Softail โฉมใหม่ทุกคันจะใช้เครื่องยนต์ใหม่นี้  สำหรับ Softail Slim 2018 จะเป็นเครื่อง Milwaukee-Eight 107 ซึ่งมีแรงบิด 110 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,000 ซึ่งถือว่าเหลือหลาย ช่วยให้ผู้ขับเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้มาก  ตัวรถยังมี dual-counter balancing ช่วยให้การขับราบเรียบมากขึ้น  ส่วนท่อไอเสียสไตล์ Shotgun จะส่งเสียงในโทนที่แฟนๆ ชื่นชอบ

เบาะนั่งมีความสูง 26 นิ้ว ส่วนแฮนด์มีลักษณะกว้างและอยู่ในระดับต่ำ ผู้ขับที่สูงถึง 180 ก็ยังสามารถนั่งบนตัวรถได้อย่างสบายและพอดี  จริงๆ แล้วเบาะนั่งถือเป็นส่วนที่ฮาเลย์พัฒนาไปอย่างมากใน Softail Slim 2018  ตัวรถในปีก่อนจะมีเบาะนั่งที่ค่อนข้างมินิมอลและจำกัด ทำให้บั้นท้ายของผู้ขับเกิดอาการเมื่อยได้ แต่เบาะนั่งตัวนี้มีการเสริมให้สะดวกสบายมากขึ้น ช่วยลดปัญหาดังกล่าวออกไป

Slim รุ่นก่อนจะมีควางสูงน้อยกว่า Slim รุ่นปัจจุบัน ทำให้ช่วงชัก (suspension travel) ของ slim รุ่นก่อนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า ความสามารถในการหน่วงสปริง (Damping) จะแข็งกระด้างและส่งแรงกระแทกไปถึงร่างกายของคนขับมากกว่า Softail Slim ณ ปัจจุบัน   Softail Slim 2018 ใช้โช๊คหน้าคู่ Showa Dual Bending Valve และโช๊คหลังเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม Softail โฉมใหม่ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลงไปย่างมาก  ระบบกันสะเทือนใหม่ของ Slim ช่วยรองรับแรงกระแทกหลากหลายรูปแบบ การหน่วงสปริงก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น  มันเป็นรถที่ขับนุ่ม และสามารถกำหนดทิศทางได้ดั่งใจ

Softail Slim 2018 ถือว่ามีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนโครงรถใหม่  ผู้ขับสามารถเอนตัวในองศาที่มากขึ้นระหว่างการเข้าโค้ง  ผู้ขับขาโหดส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยกับการเอนตัวจนตุ้มปลายพักเท้าลากกับพื้นถนน ซึ่งการลากดังกล่าวจะน้อยลงใน Softail Slim คันใหม่นี้  ความมั่นคงของตัวรถถือเป็นส่วนพัฒนาที่สำคัญ เป็นผลมาจากความแข็งเกร็งต่อแรงบิด (torsional stiffness) ที่ดีขึ้น  จากการได้ลองพา Slim ไปขับขี่ดู พบว่าตัวรถไม่มีอาการสั่นคลอน หรือการเสียสมดุลระหว่างขี่แม้แต่น้อย  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ Softail Slim 2018 ยังมีความคล่องแคล่วมากขึ้น และด้วยระยะฐานล้อขนาด 64.2 นิ้วกับมุม rake 30 องศา ความว่องไวของตัวรถจึงมาพร้อมกับความมั่นคงที่ปลอดภัย  ส่วนยางใหม่อย่าง Dunlop D401T ขนาด 150 mm ผสมกับโครงสร้างรถแบบใหม่ และน้ำหนักรถที่เบาลงถึง 35 ปอนด์ ทำให้ตัวรถเข้าโค้งได้ง่ายและเฟิร์มขึ้น

แม้รถจะมีน้ำหนักถึง 671 ปอนด์ ระบบเบรกของ Slim สามารถหยุดรถได้ทันที โดยใช้จานเบรกเดี่ยว ความรู้สึกการบีบคันเบรกถือว่ามีความต่อเนื่องและคุมได้ไม่ยาก ทำให้การหยุดรถในระยะความเร็วต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก ผู้ขับจะต้องออกแรงบีบเพิ่มสักหน่อย หากต้องการโชว์ศักยภาพระบบเบรกได้อย่างเต็มที่

ไฟหน้าของ Softail Slim 2018 เปลี่ยนจากหลอดไฟดั้งเดิมเป็นชนิด LED และมีฝาครอบในสไตล์ย้อนยุค ทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ความเป็น Retro ยุคเก่า  Softail Slim ถือเป็นโมเดลที่แฟนๆ ฮาเลย์หลงใหลอยู่เสมอ แต่ในรุ่นก่อนหน้า แม้จะมีการควบคุมที่ดีและนุ่มนวล ตัวรถยังมีข้อบกพร่องในเรื่องระบบกันสะเทือนและความสะดวกสบายในการนั่ง  ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปใน Softail Slim 2018 ส่งผลให้ตัวรถเป็นหนึ่งในโมเดลที่โดดเด่นและน่าครอบครองมากที่สุดคันหนึ่งในบรรดากลุ่ม Softail ณ ปัจจุบัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2017/09/08/2018-harley-davidson-softail-slim-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2019 นิยามของความเป็นทัวร์ริ่ง

ไม่น่าเชื่อว่าโมเดลไอคอนของฮาเลย์อย่าง Street Glide จะอยู่ในแวดวงมาแค่ 12 ปี ในปี 2006 ผู้ออกแบบมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ในตำนานอย่าง Willie G. Davidson ได้เริ่มวาดน้ำหมึกลงบนแผ่นผ้าใบ และสุดท้ายได้ถือกำเนิด Street Glide หนึ่งในโมเดลที่ทำยอดขายให้กับฮาเลย์ได้มากที่สุดรุ่นหนึ่ง ณ ปัจจุบัน

มาจนถึงวันนี้ CVO Street Glide 2019 รุ่นล่าสุด ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 117 ซึ่งมีแรงบิด 125 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,500  ซึ่งแม้จะมีความจุกระบอกสูบอยู่มาก เครื่องดังกล่าวถือว่าตอบสนองต่อคันเร่งได้อย่างดี ทั้งที่รอบความเร็วสูงและรอบความเร็วต่ำ  ความสนุกในการขับ CVO Street Glide อยู่ที่การได้เปิดคันเร่งและสัมผัสกับความเร็วในเกียร์ต่าง ๆ ทั้ง 6 เกียร์  และไม่ว่าผู้ขับจะอยู่เกียร์ไหน เสียงดังกระหึ่มสไตล์ฮาเลย์จะเป็นเพื่อนคุณยามเดินทางไปทุกหนแห่ง ในที่แคบอย่างลานจอดรถ ผู้ขับสามารถจัดกระบวนท่าของตัวรถได้โดยใช้คลัตช์ช่วย

นอกจากเรื่องความจุกระบอกสูบที่มากกว่าเครื่อง Milwaukee-Eight 114 แล้ว วิศวกรของฮาเลย์ยังเลือกใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบประสิทธิภาพสูง (high-performance camshaft) และวาล์วไอดีที่เปิดรับลมเข้ามาปริมาณมาก (high-airflow intake)  พวกเขายังเพิ่มอัตรากำลังอัดไปที่ 10.2:1 อีกด้วย  ปัจจัยทั้งหมดนี้ช่วยขับแรงบิดของ CVO Street Glide 2019 ให้เพิ่มขึ้นถึง 12 ฟุตปอนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับจะรู้สึกได้เวลาขับ เครื่อง Milwaukee-Eight 117 มีจุดเด่นที่แถบสีแดง Blaze Red บริเวณตัวเครื่อง

ด้วยน้ำหนักถึง 877 ปอนด์ CVO Street Glide 2019 ดูเหมือนจะไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่ว แต่จริง ๆ แล้วมันสามารถพิชิตเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างราบรื่นและเกาะถนนได้อย่างแน่นหนึบ โดยต้องขอบคุณระยะฐานล้อ 64 นิ้ว กับมุม rake ที่กว้างขวาง  การบังคับตัวรถไปในทิศทางที่ต้องการจะอาศัยแรงของผู้ขับเล็กน้อย  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับง่าย ซึ่งแม้แต่ผู้ขับมือใหม่ กลุ่มสุภาพสตรี หรือผู้ขับที่เพิ่งมี Harley-Davidson เป็นของตัวเองคันแรก ก็สามารถขับได้

ระบบกันสะเทือนของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าค่อนข้างไฮโซ  โช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve 49mm ดูดซับแรงกระแทกเกือบทุกชนิด ส่วนโช๊คหลังคู่สามารถปรับสปริงพรีโหลดได้  โดยรวมระบบกันสะเทือนถือว่าทำหน้าที่ได้ดี แม้แรงกระแทกจากถนนขรุขระจะส่งมาถึงผู้ขับได้บ้างก็ตาม  ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ตัวรถมีอาการสะบัดเล็กน้อยเมื่อเอนตัวจนสุดแก้มยาง แต่ด้วยการแตะเบรกหลังเพียงเบาๆ ตัวรถก็สามารถกลับคืนสู่สมดุลเหมือนเดิม

เบาะนั่งของ CVO Street Glide 2019 ถือว่าไม่สูงมาก อยู่ที่ 27.4 นิ้ว แฮนด์แบบ Riser จะจัดให้ท่านั่งคนขับอยู่ในตำแหน่ง neutral ส่วนพักเท้าก็กว้างเหลือเฟือ ให้ขยับเท้าคลายเมื่อยได้เวลาขับทางไกล  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถือว่ามีขนาดแคบกว่าเครื่อง Twin Cam จึงทำให้ Street Glide มีสัดส่วนที่แคบลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดีมันยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ตามสไตล์รถทัวร์ริ่งของฮาเลย์  ผู้ขับส่วนใหญ่จะขาแตะพื้นได้อย่างสบาย โดยเฉพาะคนที่สูง 175 ขึ้นไป

ระบบเบรกประกอบด้วยคาลิปเปอร์คู่ 4 พอต บนจานเบรกคู่ 300mm ที่ล้อหน้า ส่วนล้อหลังมีจานเบรกเดี่ยว 300mm การบีบคันเบรกให้ความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไปและกระชับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของรถไซส์ใหญ่แบบนี้  เบรกเท้าสำหรับล้อหลังถือว่ามีประสิทธิภาพ แต่องศาในการเหยียบอาจจะชันไปสักนิด และแน่นอนรถทัวร์ริ่งของฮาเลย์ทุกคันจะมีระบบเบรกร่วมและ ABS แบบปรับไม่ได้

ผู้ขับสามารถพกสัมภาระเสื้อผ้าไปได้อย่างมากสำหรับการเดินทางไกลแบบข้ามจังหวัด เนื่องจาก CVO Street Glide 2019 มีความจุกระเป๋าข้างมากถึง 68 ลิตร และมีดีไซน์การเปิดที่ง่ายด้วยการแตะนิ้วเพียงครั้งเดียว  กระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยอีกด้วย

ระบบ Boom! Box GTS infotainment ในปีนี้มีการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยกับโลก social ปัจจุบันมากขึ้น โดยจะเป็นจอ touchscreen ให้เราลากนิ้ว ขยับขยาย เหมือนที่เราเล่นในโทรศัพท์ smartphone และแม้ผู้ขับจะใส่ถุงมือก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นหน้าจอวัสดุพิเศษจาก Gorilla Glass  ระบบ Boom! Box GTS infotainment นี้ถือว่ามีการประมวลผลเร็วกว่าเวอร์ชันก่อน และใช้เวลาเปิดใช้งานเพียง 10 วินาที

ทั้งนี้ผู้ขับจะสามารถเลือกควบคุมจากหน้าจอโดยตรง หรือใช้ปุ่มต่าง ๆ บริเวณแฮนด์ก็ได้  แฟริ่งของตัวรถที่ยึดติดกับกระบอกโช๊คหน้า ช่วยจัดให้หน้าจอ Boom! Box GTS infotainment อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมถึงได้ ซึ่งสะดวกกว่าเมื่อเทียบกับหน้าจอที่ต้องเอื้อมไปไกลกว่า ในทัวร์ริ่งอีกรุ่นอย่าง Road Glide

ผู้ขับสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ smartphone กับตัวมอเตอร์ไซค์ได้ เพื่อใช้งานฟังก์ชันการคุยโทรศัพท์ แชทตอบข้อความ ดูแผนที่ (สามารถวางแผนเส้นทางบนมือถือ และส่งเข้าระบบในตัวรถได้) เล่นเพลงบนมือถือ และอื่น ๆ อีกมากมาย อีกหนึ่งการอัพเดทที่ดีงามสำหรับระบบนี้คือมีระบบคอยบอกปริมาตรลมยาง ซึ่งถือว่าสะดวกอย่างมาก

ส่วนระบบเสียง CVO Street Glide 2019 มีลำโพง 6 เครื่อง ซึ่งอยู่บริเวณฝากระเป๋าข้าง 1 คู่ กันล้ม 1 คู่ และแถวหน้าจออีก 1 คู่  มากไปกว่านั้นยังมีแอมป์ขยายเสียง 3 เครื่อง ช่วยมอบประสบการณ์การรับฟังเสียง surround แบบเหนือระดับ แม้กระทั่งขณะขับอยู่บนทางหลวงที่เสียงดัง

ต้องถือว่านักออกแบบโมเดล CVO ทั้งหลายของฮาเลย์ ทำผลงานออกมาได้อย่างสง่างาม  สีที่เลือกใช้ใน CVO Street Glide 2019 (มีให้เลือกด้วยกันสามสี) ถือว่าแจ่มจรัสและเป็นงานละเอียดไม่แพ้มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไหนทั้งนั้น  หนึ่งสิ่งที่ฮาเลย์ทำได้ดี คือการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ออกมา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน ขณะขับอยู่บน CVO Street Glide 2019 คันนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งข้อมูล https://ultimatemotorcycling.com/2018/09/06/2019-harley-davidson-cvo-street-glide-review-14-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley