วิวัฒนาการเครื่องยนต์ Harley-Davidson

เป็นเวลานานกว่า 100 ปีที่ Harley-Davidson คิดค้นผลิตเครื่องยนต์ออกมาใช้กับโมเดลรุ่นต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เครื่องยนต์เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Big Twin” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 9 รุ่น วันนี้เรามาดูกันว่า 9 รุ่นที่ว่านี้มีชื่ออะไรบ้าง แต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร และเครื่องยนต์ไหนคือเครื่องแรกและเครื่องล่าสุดที่ Harley-Davidson ใช้กับ

1.F-Head

F-Head คือเครื่องยนต์เครื่องแรกที่ Harley-Davidson ใช้ (ระหว่างปี 1914 ถึง 1929) เป็นเครื่องยนต์ประเภท IOE (intake/inlet over exhaust) ที่ตำแหน่งท่อไอดีจะอยู่เหนือท่อไอเสีย  เครื่องยนต์ F-Head มีแบบขนาด 61 และ 74 ลูกบาศก์นิ้ว  ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นบุกเบิกของประวัติศาสตร์อันยาวนานของฮาเลย์

1915 Harley-Davidson F-Head

 

2.Flathead

เครื่องยนต์ Flathead ขนาด 45 ลูกบาศก์นิ้ว (เปิดตัวในปี 1929) มีชื่อตามลักษณะฝาครอบที่แบน ลิ้นไอดีไอเสียจะอยู่ด้านข้าง  ในปี 1930 มีเครื่อง Flathead V model ขนาด 74 ลูกบาศก์นิ้วออกมาเพื่อแข่งขันกับมอเตอร์ไซค์คู่แข่งอย่าง Indian Chief

ถัดมาในปี 1937 Flathead V model ถูกแทนที่ด้วย Flathead U Series ซึ่งจะมีขนาด 74 ลูกบาสก์นิ้ว (ในโมเดล U และ UL) และขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว (ในโมเดล UH และ ULH)  Flathead ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1941 ส่วนแบบ 74 ลูกบาศก์นิ้วมีการผลิตจนถึงปี 1948

นอกจากนี้เครื่อง Flathead ยังถูกใช้ในโมเดลประเภท Servi-Car ตั้งแต่ปี 1930 ถึง 1975 อีกด้วย

1942 Harley-Davidson Flathead

 

3.Knucklehead

Harley-Davidson Knucklehead. 1936-1947

Knucklehead ถือเป็นเครื่องยนต์ประเภท overhead valves เครื่องแรกของฮาเลย์ และได้ถูกใช้ระหว่างปี 1936 ถึง 1947 (ใช้ในโมเดล EL)  ตัวเครื่องมีระบบไหลเวียนน้ำมันหล่อลื่นที่ดีกว่าเครื่อง Flathead ส่วนชื่อ Knucklehead ที่ได้มาจะมาจากรูปลักษณ์ที่เหมือนกับกระดูกข้อต่อเวลาเรากำหมัด

รายละเอียดเครื่องยนต์ Knucklehead

เครื่อง Knucklehead 1947 บนฮาเลย์ของ Buddy Miller

 

4.Panlhead

Harley-Davidson Panhead. 1948-1965

เครื่อง Panhead ได้ชื่อมาจากลักษณะฝาครอบวาล์วที่เหมือนกับกระทะทำเค้ก  เครื่อง Panhead ขนาด 61 ลูกบาศก์นิ้วจะถูกใช้ในโมเดล EL ส่วนแบบ 71 ลูกบาศก์นิ้วจะใช้ในโมเดล FL และ FLH  เครื่อง Panhead มีวัสดุอลูมีเนียมที่ส่วนหัว และลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิคเป็น

ส่วนประกอบ ส่วนโมเดล Electra Glide 1965 ถือเป็นรุ่นแรกที่มีการสตาร์ทเครื่องแบบไฟฟ้าอีกด้วย  เครื่อง Panhead เป็นรุ่นที่มีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับผู้ขับฮาเลย์ส่วนใหญ่

Harley-Davidson Duo Glide 1959 กับเครื่อง Panhead

Harley-Davidson กับเครื่อง Panhead

 

5.Shovelhead

เครื่องยนต์ Shovelhead ถูกใช้ระหว่างปี 1966 ถึง 1984 มีขนาด 74 และ 80 ลูกบาศก์นิ้ว  เครื่อง Shovelhead ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะและพลังที่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างสมดุลกับรถฮาเลย์รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเดิม  สาเหตุที่ชื่อ Shovelhead ก็เพราะฝาครอบวาล์วมีลักษณะเหมือนกับพลั่ว และมีก้านกระทุ้งเปรียบเสมือนส่วนของด้ามจับ

1977 Harley-Davidson Shovelhead

 

6.Evolution

เครื่องยนต์ Evolution ถูกเปิดตัวในปี 1984 และถูกใช้จนถึงปี 1999  เครื่อง Evolution แตกต่างจาก Shovelhead ไปอย่างมากและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าในรอบด้าน  มันทำให้มอเตอร์ไซค์ของฮาเลย์วิ่งด้วยพละกำลังที่มากขึ้น นุ่มขึ้น แถมมีอุณหภูมิที่ต่ำลง โดยเครื่อง Evolution จะมีขนาดอยู่ที่ 80 ลูกบาศก์นิ้ว

Harley-Davidson 1992 Evolution FXR

 

7.Twin Cam

เครื่อง Twin Cam ขนาด 88 ลูกบาศก์นิ้ว ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 เพื่อใช้กับฮาเลย์ปี 1999 และได้ถูกใช้จนถึงปี 2016 โดยมีหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็น Twin Cam 96, 103 หรือ 110  ชื่อของเครื่องยนต์ถูกตั้งมาจากเพลาลูกเบี้ยว 2 เพลาภายในเครื่องที่ขับเคลื่อนโดยระบบโซ่  ส่วน Twin Cam 88B จะมีระบบ counter balance โดยถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Softail โดยเฉพาะ

หากเทียบกับเครื่อง Evolution เครื่อง Twin Cam จะมีแรงบิดและแรงม้าที่สูงกว่า และมีการแก้ปัญหาเรื่องระบบไหลเวียนน้ำมันที่เคยพบให้ดีขึ้น  นอกจากนี้เครื่อง Twin Cam ยังมีกำลังอัดที่สูงขึ้น พร้อมคอยล์จุดระเบิดร่วมที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องการเกิดประกายไฟที่ไม่จำเป็นออกไป

Harley-Davidson & Twin Cam

 

8.Revolution

เครื่องยนต์ Revolution เป็นผลงานจากการร่วมมือระหว่าง Harley-Davidson กับ Porsche ถูกออกแบบมาสำหรับครุยเซอร์มากพลังอย่าง V-Rod ในปี 2001  เครื่องยนต์ Revolution จะมีเพลงข้อเหวี่ยงที่ 60 องศา พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว  แต่เดิมตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 69 ลูกบาศก์นิ้ว แต่ในปี 2008 ตัวเครื่องได้ถูกอัพเกรดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 76 ลูกบาศก์นิ้ว

V-Rod 2016

 

9.Milwaukee-Eight

Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่มรถที่ใช้จะมี Softail, Trike และ Touring ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบของเหลว และมีสองขนาดคือ 107 และ 114 ลูกบาศก์นิ้ว

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight จะมีเพลาข้อเหวี่ยงที่ 45 องศาเหมือนกับเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของฮาเลย์ แต่มีแรงบิดและสมรรถนะเครื่องยนต์เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด  ตัวเครื่องยังมีระบบ counter balance ช่วยลดแรงสั่นขณะทำงานอีกด้วย

กระบอกสูบแต่ละกระบอกของเครื่อง Milwaukee-Eight จะทำงานร่วมกับหัวเทียน 2 หัว และประกอบไปด้วยวาล์ว 4 วาล์ว ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียให้ดียิ่งขึ้น  เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ยังมีระบบควบคุมความร้อนให้เครื่องยนต์ทำงานในอุณหภูมิที่ลดลงอีกด้วย

Harley-Davidson Milwaukee-Eight

โมเดลทัวร์ริ่งกับเครื่อง Milwaukee-Eight

เครื่องยนต์ Big Twin ต่างๆ ที่ฮาเลย์ได้คิดค้นออกมา ต่างสร้างอิทธิผลและเปลี่ยนโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกไปไม่น้อย  จากประวัติศาสตร์ที่ประสบความความสำเร็จมากมายของฮาเลย์แล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบริษัทจะผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาให้เราได้ชมกันอีก ซึ่งแน่นอนแต่ละรุ่นที่ออกมาย่อมดีกว่ารุ่มเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/harley-davidson-engine-timeline-big-twins/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

CVO Street Glide 2018 ความแมนสายทัวร์ริ่ง

Harley-Davidson CVO Street Glide มีการเปลี่ยนถ่ายเครื่องยนต์ถึงสามหนในรอบสามปีที่ผ่านมา จาก Twin-Cooled Twin Cam 110 เมื่อสองปีก่อน เป็น Twin-Cooled Milwaukee-Eight 114 ปีที่แล้ว และในปีนี้เปลี่ยนเป็น Milwaukee-Eight 117 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แทนแบบของเหลว และมี oil cooler คอยรักษาอุณหภูมิน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่พอดี

การพัฒนาด้านเครื่องยนต์ทำให้ CVO Street Glide 2018 มีพลังขับเคลื่อนเกือบ 2,000 cc และสามารถทำความเร็วไปถึงรอบ 5,500 ต่อนาที (และอาจเกินกว่าลิมิตได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เนื่องจากสามารถทำความเร็วรอบได้อย่างรวดเร็ว) อย่างไรก็ตามการขับทั่วไปจะใช้ความเร็วอยู่ประมาณรอบ 3,500 ต่อนาที และตัวรถมีแรงบิด 124 ฟุตปอนด์

หม้อน้ำที่ส่วนล่างของ Street Glide คันเก่าถูกแทนที่ด้วยลำโพงของระบบ Boom! Box 6.5GT infotainment ซึ่งมีกำลังไฟ 900 วัตต์  ลำโพง Stage II ยังถูกติดตั้งในส่วนฝากระเป๋าข้างและแฟริ่งด้วย รับรองว่าคุณภาพเสียงนั้นดังและกระหึ่มอย่างถึงใจ

โครงรถเดิมที่ CVO Street Glide 2018 ใช้สามารถรับมือกับเครื่องยนต์ใหม่ได้อย่างดี และสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วในเมือง แม้จะมีน้ำหนักพร้อมน้ำมันเต็มถังที่ 877 ปอนด์  ในเส้นทางคดเคี้ยวผู้ขับสามารถเอนตัวเข้าโค้งได้อย่างเหลือเฟือ ส่วนทางตรงหรือถนนที่เปิดโล่ง CVO Street Glide 2018 จะขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคง มุ่งหน้าสู่จุดหมายทางไกล

ขึ้นชื่อว่ารถทัวร์ริ่ง แต่ CVO Street Glide 2018 มีระบบกันสะเทือนที่ค่อนข้างกระชับ ซึ่งหมายความว่าตัวรถสามารถเผชิญสภาพถนนขรุขระได้อย่างไร้ปัญหา ส่วนการหน่วงสปริงที่ดีช่วยให้ CVO Street Glide 2018 รักษาสมดุลขณะขับขี่ได้  ผู้ขับจะสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายไปทั่วทั้งรถ รวมไปถึงส่วนล้อ Dunlop ของฮาเลย์  จริงอยู่ที่อาจจะมีทัวร์ริ่งคันอื่นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่านี้ โดยเฉพาะโมเดลที่แต่งแบบจัดเต็ม แต่ความสะดวกสบายในการนั่งบน CVO Street Glide 2018 ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงแล้ว

ในการขับ CVO Street Glide 2018 ผู้ขับอาจจะใช้เบรกหน้าน้อย (มักใช้เวลาฉุกเฉิน) ส่วนเบรกหลังแบบเท้าเหยียบจะค่อยๆ หยุดตัวรถลงแบบมีประสิทธิภาพ ตามที่ผู้ขับต้องการ  ในการลองใช้เบรกหลังแบบเต็มสตรีม ระบบ ABS ของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างราบเรียบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับโมเดลรุ่นเก่าๆ

อุปกรณ์ควบคุมของ CVO Street Glide 2018 ต้องอาศัยความแมนของผู้ขับพอตัว บริเวณแฮนด์จับมีความแข็งกระด้างเล็กน้อย ส่วนการบีบคลัทช์ก็ต้องใช้แรงอยู่พอสมควร ผู้ขับต้องใช้เวลาขับขี่สักพักกว่าจะรู้สึกชินในสองจุดนี้  ส่วนระบบ cruise control ถือว่าใช้งานได้ง่ายและตอบสนองได้อย่างฉลาด

CVO Street Glide 2018 เหมาะแก่การขับลุยเดี่ยว แต่ฮาเลย์ก็มอบเบาะหลังขนาดเล็กมาให้ด้วย ซึ่งสามารถถอดออกโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ และจัดเก็บในกระเป๋าข้างได้ทั้งสองฝั่ง  ว่ากันตามตรงตัวมอเตอร์ไซค์จะดูหล่อกว่าเมื่อนำเบาะหลังออกอย่างที่เห็นในรูป ซึ่งผู้ขับได้พา CVO Street Glide 2018 คันนี้ไปวิ่งแถวย่าน West Hollywood, Malibu และเรียบแม่น้ำ Santa Clara

หากคุณเป็นคนขี้อาย เราไม่แน่นำให้คุณซื้อ CVO Street Glide 2018 เพราะมันเป็นรถที่ดึงดูดความสนใจผู้คนอย่างมาก คุณจะได้ยินคำชมมากมาย ตามด้วยคำถามต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับตัวรถ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมันมีโทนสีสุดแสบอย่าง Orange Lava กับสีดำ Black Denim และผิวโครมมันวาวอีกเล็กน้อย  CVO Street Glide 2018 ยังมีเวอร์ชันที่เรียบง่ายกว่านี้ โดยจะมีวัสดุอัลลอยสีมืดและสีเครื่องยนต์ที่เข้มกว่ารุ่นปกติ

ตัวรถของ CVO Street Glide 2018 มีการผสมผสานระหว่างความมันวาวของสีส้มกับความด้านของสีดำเดนิม ซึ่งหลายคนมองว่าส่วนที่เป็นสีดำ หากดูเผินๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับการนำสติกเกอร์มาติด และการลองเอานิ้วสัมผัสผิวรถ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับสติกเกอร์จริงๆ (แต่ไม่ใช่) ซึ่งรถที่มากพละกำลังอย่าง CVO Street Glide อาจจะต้องการภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกว่านี้สักหน่อย  อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ขับ แต่ละคนน่าจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน

ระบบ Boom! Box 6.5GT ใหม่มีการพัฒนาจากระบบเดิมมาก โดยจะมีชุด Boom Audio Wireless Headset ที่สามารถติดตั้งในหมวกกันน็อคผู้ขับได้ ระบบนี้จะใช้ตัวมอเตอร์ไซค์เป็นศูนย์กลางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยยังมีหน้าจออินเตอร์คอมสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้โดยสาร และการออกคำสั่งด้วยเสียง ยังไม่รวมฟังก์ชันระบบ GPS และเครื่องเสียงต่างๆ  ติดอยู่สองอย่างคือหน้าจอที่ควรจะมีความละเอียดภาพสูงกว่านี้สักหน่อย กับนาฬิกาบอกเวลาแบบอนาล็อกที่ควรจะมีเพื่อความคลาสสิกของแผงหน้าจอควบคุม

องค์ประกอบทุกอย่างของ CVO Street Glide 2018 ถือว่าน่าประทับใจ  พละกำลังเครื่องยนต์  การควบคุม และระบบกันสะเทือนทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติ  มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับได้ทั้งในเมืองและบนถนนเปิดโล่ง ที่สำคัญตัวรถมีการออกแบบอย่างงดงามในแบบฉบับ CVO และมีออร่าเสียงทรงพลังส่งตรงจากเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Street Glide อยู่แล้ว CVO Street Glide 2018 จะทำให้คุณหลงใหลมอเตอร์ไซค์คันนี้มากขึ้นกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson CVO Street Glide Review | 12 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Softail Breakout 2017 ถนนในเมืองที่เป็นของคุณ

หากให้นึกถึงโมเดลของฮาเลย์ในแง่ความสารพัดประโยชน์แล้ว Softail Breakout 2017 ไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อนั้น แต่จริงๆ แล้วตัวมอเตอร์ไซค์มีความโดดเด่นในเรื่องสองเรื่องพร้อมๆ กัน นั่นคือ การทำความเร็วในเส้นทางตรง และออร่าความหล่อที่ประกายออกมาขณะทำความเร็วอยู่บนเส้นทางนั้น

ต้องขอบคุณระยะฐานล้อขนาด 67 นิ้ว มุม rake 35 องศา (เพิ่มมา 2 องศาด้วยการจัดวางแผงคอ) และยาง Dunlop 240 mm ของล้อหลัง ที่ช่วยให้ Softail Breakout 2017 มีองค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับการทำความเร็วในทางตรง

ส่วนเรื่องการควบคุมถือว่าเบสิคตรงไปตรงมา ไม่ได้มีเทคโนโลยีวิลิศมาหราอะไร  ผู้ขับสามารถเอนตัวระหว่างเข้าโค้งได้   23.4 องศาทั้งสองข้าง ก่อนที่ตุ้มปลายพักเท้าจะแตะกับพื้นถนน

ยางหลังขอบ 18 นิ้ว ช่วยรักษาสมดุลให้ Breakout วิ่งอย่างมั่นคงและทำความเร็วในเส้นทางตรง ส่วนยาง Dunlop ล้อหน้าจะมีขอบ 21 นิ้ว และหน้ายางค่อนข้างกว้างที่ 130 mm  ทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ Breakout ยึดเกาะถนนได้อย่างดี รวมถึงตอนเข้าโค้ง

เราไม่ได้หมายความว่า Softail Breakout 2017 จะเหมาะกับการวิ่งทางตรงอย่างเดียว  ผู้ขับสามารถขยับรถไปมาในที่แคบๆ อย่างที่จอดรถหรือพื้นที่ในเมืองได้ แม้อาจจะไม่คล่องตัวมากนัก  ในเส้นทางคดเคี้ยว เช่นการขึ้นเขาลงเขา แนะนำให้ขับอย่างค่อยเป็นค่อยไป คุณไม่จำเป็นต้องรีบแสดงแสนยานุภาพของตัวรถออกมามากนัก และเตรียมรับมือหากตุ้มปลายพักเท้าเกิดสัมผัสพื้นถนนในบางครั้ง

แม้ Softail Breakout 2017 จะสามารถนำไปขับในย่านชนบทที่ถนนไม่สู้ดีนักได้ ผู้ขับส่วนใหญ่จะเลือกขับ Breakout ใกล้บ้านที่สภาพถนนถูกพัฒนาแล้วมากกว่า  ลักษณะการนั่งแบบหลังตั้งตรง พร้อมแขนขยายกว้างออกไปจับแฮนด์ ทำให้ Breakout ไม่เหมาะกับการขับบนทางหลวงอีกด้วย เพราะที่ความเร็วสูงๆ ตัวคนขับจะต้านกระแสลมเหมือนกับว่าว  แต่ถ้าความเร็วน้อยลงมาหน่อย การขับบนถนนดังกล่าวก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เพลิดเพลินได้เช่นกัน

การขับ Breakout ในเมืองจะทำให้คุณลืมปัญหาบนทางหลวงทั้งหมดไป  High Output Twin Cam 103B คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และพร้อมท้าดวลกับเครื่องอื่นๆ เวลาหยุดรอไฟแดง  บิดคันเร่งไปที่รอบต่างๆ เพื่อเตรียมออกตัวด้วยความเร็ว  การเร่งเครื่องไปที่แรงบิด 100 ฟุตปอนด์ จะทำได้ที่รอบ 3,000  เปลี่ยนเกียร์ให้ไวและพุ่งออกไป ทิ้งรถทั้งหลายไว้ข้างหลังให้ลับตา

ภาพลักษณ์ที่หล่อและเท่ของ Softail Breakout 2017 เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่มันควรวิ่งแล่นในเมือง  ไม่ว่าจะขณะหยุดรอไฟแดง จอดเติมน้ำมันที่ปั๊ม หรืองานรวมพลกลุ่มนักขับทั้งหลาย สายตามากมายและความสนใจย่อมพุ่งตรงมาที่ Breakout ของคุณ  มันเป็นรถที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหลโดยไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเป็นการขี่ในตัวเมืองหรือชานเมือง Breakout 2017 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ขับสะดวก  พักเท้าแบบ forward กับแฮนด์ระยะกว้าง อาจทำให้ตัวรถดูไม่สมส่วนอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตามแฮนด์ที่ว่าถูกจัดวางในตำแหน่งที่ไม่ต้องเอื้อมไปไกลเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง  พักเท้าก็อยู่ในตำแหน่งที่เหยียดขาไปวางได้พอเหมาะ ส่วนกรองอากาศก็ไม่ได้รบกวนตำแหน่งเข่าของผู้ขับแต่อย่างใด  มั่นใจได้ว่ากระดูกสันหลังคุณจะไม่บิดงอเหมือนกับโครงสร้าง DNA หลังลงจาก Breakout 2017 คันนี้

ระบบกันสะเทือนของ Breakout 2017 จะมีความกระชับค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นรถที่ไม่ได้เน้นการเข้าโค้งบ่อยๆ และเป็นแบบปรับไม่ได้ ซึ่งความรู้สึกโดยรวมจะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่มากเกินไป  Breakout 2017 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ใช้ยางรองแท่นเครื่องอีกด้วย เนื่องจากเครื่อง 103B นั้นมีแรงสั่นในระดับที่พอดีอยู่แล้ว

องศาการเหยียบเบรกเท้าเป็นปัจจัยหลักให้ระบบเบรกของ Breakout 2017 นั้นมีคุณภาพ  จานเบรกขนาด 292mm บนล้อหลัง 240 mm ช่วยสนับสนุนการหยุดให้กับจานเบรก 300 mm ที่ล้อหน้าได้อย่างดี  ระบบกันล้อล็อก ABS เปิดโอกาสให้คุณขับ Breakout อย่างดุดันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี กำลังอัดของเครื่อง High Output Twin Cam 103B จะทำหน้าที่ชะลอความเร็วของรถลงซะเป็นส่วนใหญ่

Softail Breakout 2017 คือมอเตอร์ไซค์ที่สง่างาม และเป็นรถที่โดดเด่นกว่าใครบนท้องถนนในเมือง  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่คุณจะหลงใหลและเพลิดเพลินกับการเร่งเครื่องทำความเร็ว พร้อมสายตามากมายที่หันมาให้ความสนใจ  มันคือความสุขเล็กๆ ในชีวิต ที่เรียบง่ายแต่มีอิทธิพล

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2017 Harley-Davidson Softail Breakout Review | Go Straight, Young Man

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Road Glide Special 2019 ทัวร์ริ่งคัสตอมสายพันธุ์ดุ

Harley-Davidson Road Glide ถูกเปิดตัวมาในปี 1998 และเป็นหนึ่งในทัวร์ริ่งที่มีเอกลักษณ์และผู้คนรู้จักมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ในบรรดามอเตอร์ไซค์ V-Twin สัญชาติอเมริกันอย่างฮาเลย์  Road Glide Special 2019 ถือว่าได้รับการอัพเกรดในเรื่องสมรรถนะและเทคโนโลยีมากมาย จนทำให้มันเป็นโมเดลตัวท๊อปของกลุ่มทัวร์ริ่งอย่างไม่ต้องสงสัย  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าตัวมอเตอร์ไซค์มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Road Glide Special ใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 114 ซึ่งเป็นเครื่อง V-Twin ที่มีแรงบิดขนาด 123 ฟุตปอนด์ที่รอบ 3,000 ต่อนาที การบิดมือเปิดคันเร่งจะทำให้คุณรู้สึกถึงแรงบิดสุดคลาสสิกสไตล์ฮาเลย์ไปทั่วทั้งคัน  ระบบการจ่ายน้ำมันที่ลื่นไหลและ torque curve ของตัวรถทำให้ Road Glide Special เหมาะสำหรับผู้ขับทุกคนที่อยากค้นหาเสน่ห์ของรถสไตล์ทัวร์ริ่งอย่างแท้จริง

เรื่องของสภาพถนนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับทางไกลบนถนนหลวง เส้นทางคดเคี้ยวที่โหดๆ หรือแม้กระทั่งถนนชนบทที่สภาพไม่ค่อยจะดีนัก Road Glide Special ถือว่าไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย  ระยะฐานล้อที่ยาวถึง 64 นิ้ว กับมุมโช๊คหน้า 29.5 องศา ช่วยให้ตัวรถรักษาสมดุลอยู่ในเส้นทางการขับได้อย่างดี  Road Glide Special ตอบสนองเสมอไม่ว่าคุณต้องการอะไรจากมัน

Road Glide Special จะใช้ระบบกันสะเทือน Showa ซึ่งประกอบไปด้วยโช๊คคู่ทั้งหน้าและหลัง โช๊คหน้าจะมีช่วงชัก (Suspension travel) เหลือเฟือที่ 5 นิ้ว ส่วนโช๊คหลังจะมีช่วงชักเพียง 2 นิ้ว  ซึ่งในสภาพถนนที่แย่มากๆ แรงกระแทกแรงๆ ก็สามารถส่งผ่านโครงรถมาถึงตัวคนขับได้

เรื่องสรีรศาสตร์ Road Glide Special มีความสูงเบาะนั่งที่ 27.4 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะที่ขาของผู้ขับส่วนใหญ่สามารถแตะพื้นได้  แฮนด์ลักษณะ riser bar จะจัดวางให้แขนคนขับอยู่ในระดับปานกลาง และผู้ขับสามารถวางเท้าบนพักเท้าขนาดยาวได้อย่างเต็มๆ ซึ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้อย่างดี  ชิลด์หน้าแบบสั้นมีการดีไซน์ร่วมกับแฟริ่งทรงฉลาม ซึ่งช่วยปัดเป่ากระแสลมออกจากตัวผู้ขับ ทำให้การขับทางไกลเหนื่อยล้าน้อยลง

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับผิวโครเมียมสะท้อนแสงอย่างหรูหรา ในโมเดลมากมายของฮาเลย์ แต่ผู้ออกแบบ Road Glide Special นั้นคิดต่าง และเลือกออกแบบตัวรถให้มีผิวแบบด้านแทน โดยใช้สีโทนเข้มและดุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนล้อ (19/18 นิ้ว) โครงรถ และส่วนอื่น  เรียกได้ว่า Harley-Davidson ได้ปล่อยรถที่ดูโหดออกมาคันหนึ่ง

เรื่องระบบเบรก Road Glide Special ยังใช้คาลิปเปอร์คู่ 4 พอทเหมือนเดิม ซึ่งทำงานร่วมกับจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ที่ล้อหน้า การบีบคันเบรกให้ความรู้สึกกระชับขึ้น แต่มีความค่อยเป็นค่อยไป และใช้งานได้อย่างง่ายและมีประสิทธิภาพ  ส่วนล้อหลังใช้จานเบรกเดี่ยวขนาด 300 mm และคาลิปเปอร์เดี่ยว 4 พอท

ผู้ขับ Road Glide Special สามารถออกเดินทางได้อย่างสะดวก เพราะกระเป๋าข้างมีความจุถึง 75 ลิตร  ในการซ่อมแซมอะไหล่ในส่วนท้ายของตัวรถ Harley-Davidson ก็มีการปรับปรุงให้กระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ  ตัวกระเป๋ายังมีการออกแบบให้เปิดปิดง่าย โดยการแตะเพียงครั้งเดียวอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือการอัพเดทระบบ Boom! Box GTS infotainment ให้ทันโลกโซเชียล ณ ปัจจุบันมากขึ้น  ระยะการใช้งานของผู้ขับอาจจะต้องมีการเอื้อมมือเล็กน้อยหากนั่งอยู่บนเบาะ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่าห่วงมากนัก  ที่สำคัญระบบ infotainment นี้สามารถเปิดใช้งานได้เร็วขึ้น ซึ่งภายใน 10 วินาทีผู้ขับก็สามารถอัพเดทสถานการณ์โลกหรือเล่นฟังก์ชันต่างๆ ได้ทันที  มากไปกว่านั้น Harley-Davidson ยังร่วมมือกับ Gorilla Glass ออกแบบให้มันใช้งานได้แม้ผู้ขับจะใส่ถุงมืออยู่ก็ตาม

นอกจากหน้าจอ Touchscreen แล้ว ระบบ Boom! Box นี้ยังสามารถสั่งการจากปุ่มควบคุมบนแฮนด์คนขับได้อีก โดยผู้ขับสามารถเชื่อมต่อระบบนี้กับอุปกรณ์สื่อสารและสมาร์ทโฟนได้  ไม่ว่าจะเป็นการโทร ตอบข้อความ ดูแผนที่ หรือเล่นเพลงโปรดของคุณ คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดบน Road Glide Special 2019

นอกจากนี้ทีมฮาเลย์ยังได้คิดค้นออกแบบ “แอพ Harley-Davidson” มาให้ใช้กับตัวรถอีกด้วย ซึ่งรองรับทั้งระบบ iOS และ Android  ผู้ขับสามารถวางแผนเส้นทางบนแอพและส่งข้อมูลต่อไปยังตัวรถได้ ถือเป็นฟังก์ชันที่เพิ่มความไฮเทคให้กับประสบการณ์การขับขึ้นไปอีก

บริเวณหน้าปัดเรือนไมล์มีลำโพงสองเครื่องขนาด 6.5 นิ้ว ช่วยให้คนขับเพลิดเพลินกับการฟังเพลงและวิทยุ ขณะขับทางไกลทอดยาวไปบนถนนหลวง แม้จะไม่ใช่ลำโพงรุ่นที่ดีที่สุดของกลุ่มทัวร์ริ่ง คุณภาพเสียงของมันถือว่าไม่น่าผิดหวังเลย

สุดท้ายแล้ว Road Glide Special 2019 ถือเป็นโมเดลที่ไม่ได้มีการอัพเดทจุดใหญ่ๆ มากนัก แต่มีการปรับปรุงและพัฒนาในจุดเล็กๆ มากมายเพื่อเสริมประสบการณ์การขับให้แจ่มยิ่งขึ้น เช่น ตัวรถยังคงใช้ล้อขนาดเดิม แต่มีการพัฒนาความจุเครื่องยนต์ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ภายนอก และอัพเกรดระบบ infotainment ให้ทันสมัยขึ้น  สิ่งเหล่านี้ทำให้ Road Glide Special 2019 ยังคงเป็นโมเดลที่น่าหลงใหลและน่าครอบครองเช่นเดิม โดยเฉพาะสำหรับชาวฮาเลย์สายทัวร์ริ่งทุกคน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2019 Harley-Davidson Road Glide Special Review (15 Fast Facts)

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

1988 FLHS Electra Glide FLHS

 Electra Glide คือโมเดลที่แตกแขนงมาจาก Electra Glide รุ่นคลาสสิกที่เปิดตัวในปี 1987 ใจกลางของรถประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ขนาด 80 ลูกบาศก์นิ้ว กับเกียร์ห้าสปีดที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1984 อีกทั้งตัวรถยังขับเคลื่อนด้วยระบบสายพาน ซึ่งเป็นระบบที่ฮาเลย์นำมาใช้ในโมเดลส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 1985 เป็นต้นมา
FLHS Electra Glide ถือเป็นโมเดลที่ย้อนกลับไปสู่ความคลาสสิกของ Electra Glide รุ่นแรกๆ ตัวรถถูกออกแบบมาโดยไม่มี top box แต่มีชิลด์หน้าแบบถอดได้ซึ่งทำให้ตัวรถมีลุคความเป็นสปอร์ตมากขึ้น แม้อาจจะไม่ใช่รถกลุ่ม “สปอร์ต” แบบเต็มตัว FLHS Electra Glide มีความคล่องตัวสูงจากการออกแบบที่ตัดทอนองค์ประกอบหลายอย่างออกไป มากไปกว่านั้นมันยังมีราคาถูกกว่า Electra Glide รุ่นอื่น ๆ เป็นข้อได้เปรียบอีกด้วย

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งข้อมูล หนังสือ ULTIMATE HARLEY-DAVIDSON โดย HUGO WILSON 

รูปภาพ https://www.flickr.com/photos/kc7cbf/4125438014/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

5 เส้นทางออกทริปที่ดีที่สุดในโลก

เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่อยากจะหนีจากทุกอย่าง  ปลดภาระและเงื่อนไขมากมายที่ผูกมัดกับตัวเองไว้ และออกเดินทางไปบนถนนโล่งกว้างเพื่อเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง  ในการเดินทางกลับไปสู่ตัวตนที่คุ้นเคย จะมีอะไรดีไปกว่าการออกทริปไปกับผองเพื่อนบนเส้นทางที่ท้าทายธรรมชาติ ในดินแดนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน  จากไอซ์แลนด์สู่เอธิโอเปีย นี่คือเส้นทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการออกทริปไปกับมอเตอร์ไซค์ของคุณ

 

ถนน Ring Road และที่ราบสูง ประเทศไอซ์แลนด์

จากสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้ขับ ประเทศไอซ์แลนด์อาจฟังดูเป็นสถานที่แปลก แต่จริงๆ แล้วมันคือเส้นทางที่งดงามที่สุดเส้นหนึ่งในทวีปยุโรป หากคุณไม่กลัวที่จะต้องเลอะเทอะและเส้นทางที่ค่อนข้างจะคดเคี้ยว

ถนน Ring Road หรือถนนวงแหวนที่วิ่งรอบประเทซไอซ์แลนด์ คือเส้นทางที่คุณสามารถพิชิตได้ในระยะเวลา 10 ถึง 14 วัน แต่ต้องเป็นช่วงระหว่างเดือนมิถุนาและสิงหาคมเท่านั้น

หากต้องการเส้นทางที่หลุดโลกไปกว่านี้ แนะนำให้คุณลองขับไปบนเส้นทางย่อยๆ โดยการจองทัวร์กับคนท้องถิ่น แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน ทัศนียภาพอันน่าทึ่งและสวยงามมากมายคือสิ่งที่รอคุณอยู่ระหว่างทางแน่นอน

 

เส้นทางตะวันตกอันยิ่งใหญ่ แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ และ แอริโซนา

มันอาจจะใช้เวลาชั่วชีวิตในการเก็บทุกวิวทุกสถานที่ให้ครบในแถบ West Coast หรือทางชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา แต่คงไม่มีเวลาไหนดีเท่าปัจจุบัน  เส้นทางสุดคลาสสิกนี้เปิดรับและเป็นที่นิยมของนักขับตลอดทั้งปี  เพียงแค่คุณพร้อม ท้องถนนก็รอรับคุณอยู่เสมอ

พาเพื่อนร่วมขบวนไปสักสองสามคน กำหนดจำนวนวัน (หรืออาจเป็นอาทิตย์หากคุณสนใจ) แล้วเริ่มขับจากชายฝั่งตะวันตกไปยังทะเลทราย  หยุดพัก ตั้งแคมป์ และเดินสำรวจอุทยานแห่งชาติ จากนั้นกลับมาบน Pacific Coast Highway ในตำนาน จะมีอะไรสวยงามไปกว่าช่องแคบทะเลที่ยาวสุดลูกหูลูกตากับดวงตะวันอัสดงของรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ญี่ปุ่น

การเดินทางไปญี่ปุ่นมักจะพาคุณไปพบเจออะไรแปลกใหม่อยู่เสมอ ถนนหนทางในประเทศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าทึ่ง และสำหรับชาวต่างชาติ มันมีสิ่งต่างๆ ให้แสวงหามากมาย  อย่างไรก็ตามผู้ขับควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนและสิงหาคม

คุณอาจจะแพลนทริปแบบคร่าวๆ ในการเดินทางเก็บสถานที่สำคัญอย่าง ภูเขาไฟฟูจิ เทือกเขาแอล์ปแห่งญี่ปุ่น กรุงโตเกียว หรือการขับรอบเมืองเกียวโตที่จะพาคุณไปพบวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และสถานที่แนวชนบทมากมาย  ทริปนี้คือเส้นทางการขับแบบสบายๆ แฝงไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม ที่จะเติมเต็มจิตใจและทำให้คุณอยากกลับมาอีกครั้ง

 

จากลอนดอน ไปคุณหมิง

สิ่งที่เรารักเป็นพิเศษเกี่ยวกับทริปนี้คือผู้ออกเดินทางสองคน (Fred Leeming กับ David Lindesay-Bethune) ที่พกเงินติดตัวไปเพียงเล็กน้อย และไม่เคยมีประสบการณ์บนเส้นทางนี้มาก่อน เรียกว่าไปด้วยแรงบันดาลใจล้วนๆ  พวกเขาเดินทางไปกับมอเตอร์ไซค์ราคาถูกๆ ปี 90 ที่มี และเพชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่ต้องประสบระหว่างทาง

ทั้งสองเป็นผู้ขับที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนประเภทที่คุณอยากจะออกเดินทางด้วย ส่วนกระแสทางโซเชียลมีเดียระหว่างทริปก็ล้นหลามเช่นกัน  หลังจากใช้เวลาร่วม 156 วัน พวกเขาก็พิชิตเส้นทางหฤโหดนี้ได้สำเร็จ  ทุกครั้งที่อ่านเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาในมนุษยชาติได้ถูกกู้คืนมาอีกครั้ง

 

เอธิโอเปีย

เอธิโอเปีย ยังคงเป็นสถานที่นอกสายตาสำหรับผู้ขับส่วนใหญ่ แต่มันคือความฝันอย่างแท้จริงหากคุณได้ลองขับสักครั้ง  เนื่องจากเอธิโอเปียมีจำนวนรถน้อยมาก ถนนจึงเปิดโล่งเป็นของคุณแต่เพียงผู้เดียว  คนท้องถิ่นยังเป็นมิตรและโอบอ้อมอารีอีกด้วย โดยยึดหลักคำสอนของศาสนาคริสต์เป็นหลัก

อิทธิพลของศาสนาคริสต์ยังมอบมรดกให้ย่านชนบทในเอธิโอเปียเต็มไปด้วยโบสถ์อันสวยงามสมัยหลังคริสตกาล 500 ปี ที่มักสร้างแบบเจาะเข้าไปในภูเขา  การเดินทางไปเอธิโอเปียถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณทำได้สำเร็จ ประเทศนี้จะอยู่ในใจคุณตลอดไป

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

Straits & Narrows | The Five Best Motorcycle Trips on the Planet

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Sport Glide สองคาแรคเตอร์ในหนึ่งเดียว

หลายคนคาดว่า 8 โมเดลที่มีอยู่ของ Softail โฉมใหม่นั้นเพียงพอแล้วสำหรับปี 2018 แต่ Harley-Davidson ก็ได้เปิดตัวคันที่ 9 ออกมา ซึ่งมีชื่อว่า Sport Glide”  นอกจากโครงรถใหม่กับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 เหมือนกับเพื่อน Softail รุ่นอื่นแล้ว เรามาดูกันว่าโมเดลนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  

1. Sport Glide ไม่ใช่ครุยเซอร์แบบสปอร์ต

แม้จะมีคำว่า Sport อยู่ในชื่อและเทคโนโลยีการควบคุมรถล่าสุดของกลุ่ม Softail  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เน้นการทำความเร็ว แต่จะเน้นความสะดวกสบายและการขับขี่ที่มั่นคงมากกว่า มันคือมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเปลี่ยนจากรถทัวร์ริ่งวิ่งทางไกลเป็นครุยเซอร์วิ่งบนถนนใหญ่ได้อย่างคล่องตัว

 2. สรีรศาสตร์

แม้จะมีเบาะนั่งที่ต่ำและพักเท้าแบบ forward  Sport Glide คือมอเตอร์ไซค์ที่นั่งสบายโดยภาพรวม  ตำแหน่งของแฮนด์ มือคนขับ และเบาะนั่งที่สัมพันธ์กันช่วยเสริมให้ผู้ขับนั่งบนตัวรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่าต้องเอื้อมร่างกายไปแตะส่วนใดอย่างอยากลำบาก มีแต่ผู้ขับที่สูงเป็นพิเศษเท่านั้นที่อาจรู้สึกอึดอัดบนตัวรถ

3. แฟริ่งและกระเป๋าข้าง

นักเดินทางทั้งหลายจะชื่นชอบแฟริ่งและกระเป๋าข้างของ Sport Glide ที่ถูกออกแบบมาอย่างกลมกลืนกับตัวรถและมีประโยชน์ใช้สอยมากมาย แฟริ่งทรงบิกินี่ด้านหน้าจะช่วยปัดกระแสลมออกจากร่างกายคนขับ (ของจริงจะดูกว้างกว่าในรูปพอประมาณ) ส่วนกระเป๋าข้างเอาไว้ใช้เก็บเสื้อผ้าได้มากมายรวมถึงคอมพิวเตอร์แลปทอป แต่ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะใส่หมวกกันน๊อคได้ทั้งใบ

4. คาแรคเตอร์

การมี Sport Glide ครอบครองไว้สักคันอาจทำให้เพื่อนสงสัยว่าคุณมีมอเตอร์ไซค์สองคันหรือเปล่า เพราะแฟริ่งด้านหน้ากับกระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้เวลาคุณต้องการความคล่องตัวที่สูงขึ้น (เช่นเวลาขับในเมืองที่มีรถจำนวนมาก)  คุณอาจจะเลือกถอดแฟริ่งออกอย่างเดียวและเก็บกระเป๋าข้างไว้ให้ตัวรถมีสไตล์แบบ bagger ก็ทำได้เช่นกัน

5. การเข้าโค้งและการควบคุม

ผู้ขับสามารถสร้างความคุ้นเคยกับ Sport Glide ได้ในระยะเวลาอันสั้น มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตอบสนองต่อสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามองศาในการเอนตัวระหว่างเข้าโค้งจะค่อนข้างจำกัด โดยในเส้นทางที่คดเคี้ยวส้นเท้าของผู้ขับอาจลงต่ำไปสัมผัสกับพื้นถนนได้  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การเปลี่ยนองศาตีวงระหว่างเข้าโค้ง (แม้มันจะทำได้ในสถานการณ์จำเป็นก็ตาม)  อย่างไรก็ดีการขับ Sport Glide จนคุ้นเคยและรู้จังหวะจะเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับผู้ขับได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือน

Sport Glide มีระยะฐานล้อ (wheelbase) 64 นิ้ว และมุม rake 30 องศา ที่ช่วยให้ตัวรถมีความมั่นคงอย่างสูง ส่วนระบบกันสะเทือนแบบใหม่ช่วยให้ผู้ขับวิ่งได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ (แม้บนพื้นถนนที่ไม่เรียบ) โดยป้องกันตัวรถให้ไม่เกิดการกระแทกหรือการกระตุกที่รุนแรง ส่วนโช๊คหน้าแบบหัวกลับจะตอบโจทย์เรื่องแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย

7. ระบบเบรก

Sport Glide มีดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 mm ที่ล้อหน้าสไตล์ Mantis กับระบบ engine compression braking ที่ช่วยเรื่องการหยุดได้อย่างมาก เบรกหลังก็มีประสิทธิภาพดีไม่มีจุดให้ตำหนิ สำหรับมอเตอร์ไซค์ที่เน้นการขับสบายๆ อย่าง Sport Glide ดิสก์เบรกเดี่ยวถือว่าเพียงพอในการหยุดตัวรถ

8. ข้อดีมีมากกว่า

การที่ตัวรถสามารถถอดแฟริ่งและกระเป๋าข้างออกได้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ที่ทำให้ผู้ขับเหมือนมีมอเตอร์ไซค์ถึงสองคัน แต่ข้อเสียเมื่อส่วนประกอบเหล่านี้ได้ถูกถอดออก ก็คือคาแรคเตอร์ของตัวมอเตอร์ไซค์ที่จางลงไป  แต่อย่าเพิ่งใจเสียเพราะข้อดีของ Sport Glide ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ย่อมทำให้ผู้ขับส่วนใหญ่มองข้ามจุดเล็กๆ จุดนี้ไป

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2017/11/08/2018-harley-davidson-sport-glide-review-9-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

การเกิดใหม่ของ Street Bob 2018

ในบรรดาตระกูล Dyna ที่ได้ถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นกลุ่ม Softail  Street Bob ถือเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด จนหลายคนมองว่ามันได้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหม่ไปแล้ว  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าเพราะเหตุใด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ถึงได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย

1. มอเตอร์ไซค์คันใหม่

ต้องยอมรับว่า Street Bob ในเวอร์ชัน Dyna ไม่ได้มอบประสบการณ์การขับขี่ในระดับดีเลิศ  ประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือนถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา  การควบคุมมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แถมเครื่องยนต์ที่ใช้ยังเป็น Twin Cam ซึ่งมีสเปคต่ำกว่า Milwaukee-Eight ณ ปัจจุบัน  ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปใน Street Bob โฉมใหม่ภายใต้ตระกูล Softail

2. หัวใจสำคัญ

โครงรถ Softail ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Street Bob โฉมใหม่ที่ทำให้ตัวรถมีความกระชับขึ้นและมีระบบกันสะเทือนที่พัฒนาไปอย่างมาก  ถ้าจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Street Bob เป็น Street Bob ก็ต้องตอบว่าโครงรถ (Chassis) นั่นเอง

3. ความคล่องแคล่ว

Street Bob ถือเป็นโมเดลขนาดเล็กสุดในบรรดา Softail โฉมใหม่  ระยะห่างระหว่างแฮนด์ พักเท้า และเบาะนั่งอาจทำให้ผู้ขับรู้สึกบีบอัดเล็กน้อย แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็มอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยมหากมองในแง่ดี  ดีไซน์ของแฮนด์ที่มีลักษณะกว้างและสูงทำให้เราหวนนึกถึงยานยนต์สุดคลาสสิกอย่าง Sportster 72 และจักรยาน Schwinn Sting-Ray

4. ท้าทายสภาพถนนมากขึ้น

ทางตรงกับพื้นถนนเรียบๆ คือสภาพถนนที่เหมาะกับ Street Bob รุ่นเก่ามากที่สุด  แต่กับ Street Bob โฉมใหม่คุณสามารถนำมันไปลุยบนเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น  ยาง Dunlop จะแสดงศักยภาพออกมาได้สูงสุดบนพื้นถนนที่ปูไว้อย่างดี  ส่วนระบบกันสะเทือนจะช่วยลดแรงกระแทกบนพื้นถนนที่ขรุขระ ให้คุณรู้สึกสนุกกับการขับขี่ แม้จะมีความยากลำบากบางบริเวณก็ตาม

5. ชำนาญบนเส้นทางคดเคี้ยว

Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ช่ำชองเรื่องการเข้าโค้ง และคุณสามารถเปลี่ยนองศาการเข้าโค้งได้อย่างง่ายโดยใช้ประโยชน์จากแฮนด์แบบกึ่งโหน (mini-apes)  หน้ายางที่แคบลงเกือบครึ่งนิ้วทำให้ผู้ขับแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต้านทานเวลาเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

บนสภาพพื้นถนนที่ไม่เรียบ ผู้ขับ Street Bob รุ่นเก่าอาจจะต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกอยู่เสมอ ซึ่งธรรมดาเป็นส่วนหนึ่งของการขับขี่มอเตอร์ไซค์  แต่ใน Street Bob รุ่นใหม่ แม้ผู้ขับจะยังสัมผัสได้ถึงหลุมและบ่อที่ตัวรถวิ่งผ่าน แรงกระแทกที่รุนแรงนั้นกลับหายไปอย่างสิ้นเชิง  ต้องยกเครดิตให้กับโช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve (หุ้มด้วยปลอกโช๊คอย่างสวยงาม) และโช๊คเดี่ยวด้านหลังที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีไม่แพ้กัน  ระบบกันสะเทือนคือปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติของ Street Bob เปลี่ยนไป และมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่ไม่เมือนเดิม

7. เครื่องยนต์ใหม่

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าที่ใช้เครื่อง Twin Cam 103  ตัวรถมีแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้น 17.5% ซึ่งสามารถพุ่งไปแตะได้ที่รอบ 250 ต่อนาที  นอกจากเครื่อง Milwaukee-Eight จะมีตัว counter balance ซึ่งมอบความรู้สึกที่เหนือกว่า Twin Cam 103 ที่ใช้ยางรองแท่น (rubber-mounted) แล้ว มันยังทำให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของตัวรถสูงขึ้นกว่า 10% อีกด้วย

8. ระบบเกียร์ Cruise Drive 6 สปีด

การเปลี่ยนเกียร์บนพักเท้าถือเป็นความเพลิดเพลิน ที่สามารถทำได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเอื้อมเท้าไปที่ใดให้ลำบาก  ระบบเกียร์ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสมรรถนะการขับขี่ของ Street Bob โดยเกียร์ 6 จะเป็นเกียร์ overdrive แบบเต็มตัว  ส่วนการเปลี่ยนกลับไปเกียร์ Nเวลาจอดไฟแดงก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน

9. ความเร็ว

หากคุณไม่แคร์ว่าจะโดนใบสั่ง Street Bob สามารถทำความเร็วได้เกินกว่าที่จราจรกำหนด   หลายคนเดาว่าแฮนด์แบบโหนน่าจะมาพร้อมกับความเร็วแบบผ่อนคลาย ซึ่งไม่จริงอย่างยิ่ง  เฟรมรถ ระบบกันสะเทือน และล้อ Dunlop ทำงานได้อย่างไร้ที่ติบนทางหลวงที่โล่งๆ และหากคุณจะติดชิลด์หน้ากับกระเป๋าข้างเพิ่มเข้าไป Street Bob คันนี้ก็จะกลายเป็นทัวร์ริ่งลุยเดี่ยวคันหนึ่งเลยทีเดียว

10. ระบบเบรก

เบรกหน้ามีความแข็งแรงและสามารถหยุดรถได้ตามต้องการ แต่เบรกหลังถือเป็นจุดอ่อนของ Street Bob ที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า Softail รุ่นอื่น  บางสถานการณ์คุณอาจจะเลือกใช้ขาของคุณเองแทนเบรกหลังซะด้วยซ้ำ (ขำๆ)

11. หน้าปัดเรือนไมล์

หน้าปัดเรือนไมล์ของ Street Bob มีดีไซน์ที่ค่อนข้างแปลก แต่ด้วยขนาดที่เล็กมันจึงกลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างแนบเนียน  ที่สำคัญผู้ขับสามารถมองเห็นเลขไมล์ความเร็วได้อย่างชัดเจน และมีข้อมูลอื่นๆ ให้เลือกดูได้โดยการกดปุ่มเลือกบริเวณแฮนด์ฝั่งซ้าย  ข้อมูลทั้งหมดถูกแสดงออกมาในระบบดิจิตอล

12. วิสัยทัศน์เปิดกว้าง

หน้าปัดเรือนไมล์ขนาดเล็กกับตำแหน่งกระจกข้างใต้แฮนด์ ช่วยให้วิสัยทัศน์ของผู้ขับเปิดกว้างและไม่มีสิ่งใดมารบกวน  การขับ Street Bob จะให้อารมณ์เหมือนกับการขับมอเตอร์ไซค์วินเทจขนานแท้ ซึ่งจะมีแค่ “คุณ” “มอเตอร์ไซค์” และ “ท้องถนน” ที่เป็นหัวใจของการขับขี่

13. ถังน้ำมันและสรีรศาสตร์

ขนาดถังน้ำมันของ Street Bob 2018 ถูกตัดทอนให้เล็กลงอยู่ที่ 3.5 แกลลอน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะสามารถครอบคลุมระยะทางได้ถึง 150 ไมล์ (ประมาณ 240 โล) แต่หากต้องขับไกลขนาดนั้นโดยไม่หยุดพักเลย การนั่งบน Street Bob จะไม่สบายสักเท่าไร  ผู้ขับที่สูงเกินกว่า 185 ควรจะหยุดพักเป็นระยะเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้า  ส่วนผู้ขับที่มีความสูงต่ำกว่านั้นจะค่อนข้างเพลิดเพลินกับสรีรศาสตร์ขนาดกระทัดรัดของตัวรถ  เวลาจอดไฟแดงเท้าทั้งสองข้างของผู้ขับจะเหยียบพื้นถนนได้อย่างเต็มเท้า เพราะเบาะนั่งของ Street Bob มีความสูงต่ำกว่า 26 นิ้ว

14. Street Bob Softail

Street Bob ในเวอร์ชัน Softail จะเปิดประสบการณ์การขับขี่ให้กับคุณมากขึ้น  เครื่องยนต์และโครงรถใหม่นับว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด  คราวนี้คุณจะไม่ได้มีรถที่ดูหล่อเพียงเวลาจอดเท่านั้น คุณจะมีรถที่สามารถเฉิดฉายบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคได้  ถึงเวลาบอกลา Street Bob Dyna คันเดิม และเปิดทางให้กับ Street Bob Softail คันใหม่ ให้ออกมาวาดลวดลายและเติมชีวิตของคุณให้เต็มกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Street Bob Review | 14 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

XTR PEPO 1992 คัสตอมกลิ่นอายยุโรป

Harley-Davidson Sportster ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่แพร่หลายในวงการฮาเลย์ และเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ขับหลายรายทั่วโลก แต่อิทธิพลที่ Sportster ได้สร้างไว้อย่างมากกลับอยู่ในแวดวงการแต่งรถคัสตอม นักแต่งรถมากฝีมือทั้งหลายต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการแต่ง Sportster ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีองค์ประกอบเรียบง่ายแต่ครบครัน เหมาะแก่การถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกและแต่งเติมให้เป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ตามใจฝันของแต่ละคน

Pepo Rosell นักแต่งรถมากประสบการณ์ชาวฝรั่งเศสได้นำ Harley-Davidson Sportster XLH883 ปี 1992 สภาพดีมาแต่งเป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ตัวมอเตอร์ไซค์มีกลิ่นอายความเป็นยุโรป 

เขาเริ่มโดยการถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก และแทนที่โช๊คหน้าเดิมด้วยโช๊คหัวกลับ Suzuki GSX-R750 1992  “เป้าหมายของผลงานชิ้นนี้คือการทำให้ Sportster มีความเป็นยุโรปมากขึ้น โดยตัวรถจะต้องมีโช๊คหน้าที่ดีเยี่ยม ระบบเบรกที่ไร้ที่ติ และน้ำหนักที่เบาลงเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น” กล่าวโดย Rosell

โช๊คหน้า Suzuki GSX-R750 ถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโช๊คทั่วไปของ Sportster และยังมีความกระชับและรองรับแรงกระแทกได้ดี แม้จะมีอายุร่วม 26 ปีก็ตาม

เมื่อส่วนของโช๊คหน้าเสร็จ Rosell ได้ลุยต่อในการเลือกใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ชุดจานเบรกจากร้าน NG Brake Disc ในเมืองบาร์เซโลนา และ Tokiko คาลิปเปอร์จาก Suzuki จบด้วยแม่ปั๊มเบรกคุณภาพจากร้าน Discacciati

สิ่งที่ทำให้ Rosell ต่างจากนักแต่งรถทั่วไปคือความกล้าในการเปลี่ยนโช๊คหลังคู่ของ Sportster ให้กลายเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนโครงรถอยู่พอสมควร โชคดีที่เขามีเพื่อนเป็นช่างเชื่อมเหล็กคอยช่วยเหลือ

การเปลี่ยนแปลงโช๊คหลังเริ่มโดยการถอดซับเฟรมกับสวิงอาร์มเดิมออกเพื่อให้มีพื้นที่ในการใส่ระบบกันสะเทือนใหม่เข้าไป โช๊คหลังแบบคัสตอมมาจากร้าน Hagon Shocks ในแถบชานเมืองลอนดอน ส่วนซับเฟรม สวิงอาร์ม และระบบรองรับโช๊คตัวใหม่นี้ Rosell ได้ประกอบขึ้นเองใหม่ทั้งหมด

หากมองจากข้อดีมากมายที่ Softail ได้รับจากการเปลี่ยนไปใช้โช๊คเดี่ยวแล้ว Sportster สุดเก๋าคันนี้ต้องมีระบบกันสะเทือนที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่า Rosell กับทีมงานคือกลุ่มคนที่มีใจรักในการแต่งรถจริง พวกเขาไม่ได้ต้องการรถคัสตอมที่ดูดีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น พวกเขาลงลึกไปถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก 883 เป็นเครื่อง 1200  แน่นอนหนึ่งในสีสันของแวดวงบิ๊กไบค์ คือการได้อวดสมรรถนะของเครื่องยนต์ระหว่างกัน แต่ตามความเป็นจริง 883 เครื่องเดิมก็ถือว่าแรงอยู่ไม่ใช่น้อย

เพื่อให้สมรรถนะตัวรถสูงขึ้นอีก Rosell ได้ใช้ลูกสูบแรงอัดสูง คาร์บูเรเตอร์ Mikuni ชิ้นใหม่ กล่อง Screaming Eagle ECU และพอร์ทไอดี ที่ทั้งหมดช่วยกันขับแรงม้าและเพิ่มแรงบิดให้กับมอเตอร์ไซค์ V-twin คันนี้ได้อย่างมาก จบด้วยท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบคัสตอมที่ส่งเสียงกระหึ่มอย่างถึงใจ ที่สำคัญการแต่งในส่วนนี้เขาใช้งบประมาณไปไม่มากอีกด้วย

XTR Pepo 1992 ยังประกอบไปด้วยแฮนด์ขนาดกว้าง ถังน้ำมันทรงยาวจาก Yamaha SR500 ที่นักขับรุ่นเก๋าบางคนอาจคุ้นตา และแฟริ่งข้างจาก Triumph Legend TT ที่ปกป้องถังน้ำมันเบรกของตัวรถอย่างสวยงาม เบาะนั่งจะเป็นแบบกระดานยาวสีครีมตัดกับแฟริ่งสีฟ้าตุ่นๆ   ส่วนท้ายรถทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถแข่ง

การนั่งบน XTR Pepo 1992 คงจะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคนที่เคยขับ Sportster มาก่อน  ต้องยอมรับว่า Pepo Rosell มีความกล้าอยู่พอสมควร เพราะการแต่งฮาเลย์ให้แหวกแนวออกไปขนาดนี้ อาจค้านสายตาของใครหลายคนได้  อย่างไรก็ตามเขาตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม

“Sportster คันนี้มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปจริงๆ ซึ่งหากจะเทียบกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่คัดค้านในผลงานคัสตอมชิ้นนี้แล้ว กลุ่มแรกต้องมีเยอะกว่าแน่นอน หากคนแต่งจะทำออกมาได้สวยขนาดนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/04/16/xtrpepo-1992-harleydavidsonsportsterxlh883-custommotorcycle/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Softail Deluxe 2018

แม้จะมีจุดเริ่มต้นย้อนไปแค่ปี 2005 Softail Deluxe คือมอเตอร์ไซค์แห่งความวินเทจขนานแท้ ในกองทัพ Harley-Davidson  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่หรูหราและหล่อเหลาอันดับต้นๆ ในกลุ่ม Softail และนี่คือ 8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Deluxe 2018 ที่มีลูกเล่นเพิ่มเข้ามาให้ตัวรถมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

1. องค์ประกอบใหม่

ทุกคนตระหนักดีว่าในปี 2018 กลุ่ม Softail ได้เปลี่ยนโฉมแบบยกเซต ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ระบบกันสะเทือนใหม่ และโครงรถใหม่ที่กระชับกว่าเดิม เป็นต้น  ซึ่งในจุดนี้ Deluxe โฉมใหม่ได้รับไปเต็มๆ

2. พระเอกคนเดิม

หากมี Softail Deluxe สักคันคุณควรจะขับไปในถนนสายสำคัญที่มีผู้คนมากมาย เพราะทุกสายตาจะเป็นอันต้องหันมามองอย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดที่มีแผงสีขาวโดดเด่น บังโคลนหน้าที่วางต่ำลงมาครอบล้อ ไฟหน้าสามดวงที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไฟ LED หรือจะเป็นผิวโครเมียมมันวาวที่ทำให้ตัวรถมีราคา ส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้ Deluxe เป็นพระเอกในงาน (เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา)

3. ความสบายสไตล์ Softail

พักเท้าขนาดโอ่อ่ากับแฮนด์บาร์ขนาดกว้างที่โค้งมาด้านหลังเล็กน้อย ทำให้ Deluxe เป็นครุยเซอร์ที่เหมาะแก่การขับชิลๆ เรียบหาดของจริง  มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสเองถึงจะอธิบายได้ ไม่ว่าจะบนถนนหลักหรือถนนหลวงก็ตาม

4. Milwaukee-Eight 107

Deluxe ตอบรับความต้องการของคุณเสมอไม่ว่าจะเป็นการขับแบบผ่อนคลาย หรือการออกตัวแบบดุดันเวลาไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว สมรรถนะที่สูงขึ้นต้องยกเครดิตให้กับเครื่อง Milwaukee-Eight 107 (จากเดิมเครื่อง High Output Twin Cam 103B) ที่มอบแรงส่งให้ผู้ขับออกตัวได้เร็วดั่งใจ แถมมีการควบคุมที่ดีขึ้นในการขับระยะทางไกล โดยรวม Deluxe เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การขับแบบผ่อนคลาย แม้มันจะมีแรงบิดสูงถึง 109 ฟุตปอนด์ก็ตาม

5. การควบคุมที่ดีขึ้น

การควบคุมของ Deluxe โฉมใหม่ถือว่าดีขึ้นอย่างมาก ผู้ขับสามารถเพลิดเพลินไปกับเส้นทางคดเคี้ยวได้ด้วยการออกแรงช่วยตามจังหวะและสถานการณ์  อย่างไรก็ตามด้วยน้ำหนักที่มากถึง 700 ปอนด์ Deluxe ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นในการพิชิตโค้งแบบโหดๆ  ส่วนยาง Dunlop D402 ที่ผู้ขับในรูปใช้สามารถช่วยเรื่อง traction control ได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

จังหวะรับการกระแทกของ Deluxe 2018 นั้นดีขึ้น แถมองศาในการเข้าโค้งยังมีมากกว่าเดิม แต่อย่ารีบร้อนพา Deluxe ไปซิ่งบนทางคดเคี้ยวนัก เพราะที่พักเท้าคุณอาจจะขูดกับพื้นถนนได้ขณะเข้าโค้งอย่างเมามัน  การเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการนำ Deluxe ไปแข่งขันทำเวลา

7. โช๊คคู่เป็นโช๊คเดี่ยว

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Deluxe 2018 คือการเปลี่ยนจากโช๊คคู่มาเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งช่วยให้การขับในเมืองเพลิดเพลินขึ้นมาก ผู้ที่เคยขับ Deluxe รุ่นก่อนจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างในส่วนนี้  ส่วนโช๊คหน้าที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ

8. เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

สรุปแล้ว Deluxe โฉมใหม่ยังมีความหล่อเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม แต่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์ การควบคุม หรือความสะดวกสบายในการขับระยะทางไกล  มันยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นมิตรและน่าเกรงขามเหมือนกับ Deluxe รุ่นก่อนๆ  เพียงแต่ Deluxe ในปี 2018 จะมอบประสบการณ์และความเพลิดเพลินระหว่างการขับที่เหนือกว่าเดิมเพียงเท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Deluxe Test | 9 Fast Facts: Reborn Deluxe

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley