Harley-Davidson Street XG750 คัสตอมสุดแนว

ทางตอนใต้ของเมือง Philipsburg ทิศตะวันตกของรัฐมอนทานา มีร้านประกอบรถเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่งพร้อมกับพื้นที่เพียง 28 ตารางเมตร ที่คอยสร้างสรรค์ยานยนต์มากมายหลากหลายขนาดมานับตั้งแต่ปี 2013  ร้านนี้มีชื่อว่า No. 8 Wire Motorcycles และมี คอลลิน คอร์นเบิร์ก ชายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินกิจการ

หนึ่งในผลงานของเขาคือ Harley-Davidson Street XG750 มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวที่ถูกดัดแปลงมาจาก Harley-Davidson Street 750 ซึ่งเป็นโมเดลที่เหมาะสมอย่างมากแก่ผู้ขับขี่ระดับเริ่มต้น อีกทั้งมันยังมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมครอบครัว Harley-Davidson อย่างจริงจังสักครั้ง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในเรื่องลักษณะการนั่งที่บีบแคบ Harley-Davidson Street 750 ก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ผู้ขับนิยมมากที่สุด และมักถูกนำไปผ่าตัดดัดแปลงเป็นสไตล์ต่าง ๆ จากผู้ออกแบบทั่วโลก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผู้ออกแบบส่วนใหญ่มองว่า Street 750 เป็นรุ่นที่พวกเขาสามารถวาดจินตนาการลงไปบนตัวรถได้อย่างง่ายดาย  “ผมเลือก Street 750 เพราะมันเป็นรถที่แต่งง่าย” กล่าวโดย คอร์นเบิร์ก “อีกทั้งสัดส่วนของลูกค้าผมที่ไม่สูงนักยังเหมาะกับโมเดลนี้อีกด้วย”

ลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการรถที่เอาไว้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถนำไปอวดใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ  ด้วยผู้ออกแบบมากฝีมืออย่าง คอร์นเบิร์ก จึงได้ถือกำเนิด Street XG750 ขึ้น ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกนำไปจัดโชว์ในงาน The One Moto Show เมืองพอร์ทแลนด์ และงาน Handbuilt Show ที่เมืองออสตินมาแล้ว

ด้วยความประสงค์ของลูกค้าที่ต้องการใช้ Street 750 ปี 2015 เป็นรากฐานในการประกอบรถคัสตอมคันนี้ ชายหนุ่มกีวี่จึงค่อยๆ เริ่มถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถลง และใช้เครื่องมือของเขาในการเติมแต่งส่วนใหม่ ๆ เข้าไป โดยหากไม่นับเรื่องการทำสีกับส่วนแผงคอแล้ว ทุกอย่างล้วนถูกสร้างผ่านมือของเขาทั้งนั้น

ในส่วนของโช๊คหน้า คอร์นเบิร์ก ได้ถอดของเดิมออกและแทนที่ด้วยโช๊ค Suzuki GSX-R750 ซึ่งในจุดนี้เขาได้ขอแรงช่วยจาก ไมเคิล แมนฮาร์ด เพื่อนของเขาในการทำแผงคออลูมิเนียมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวโช๊คสามารถทำงานร่วมกับมอเตอร์ไซค์ V-Twin สัญชาติอเมริกันคันนี้ได้

ไม่ใช่เพียงโช๊คหน้าเท่านั้นที่ทำให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากขึ้น โช๊คหลังคู่ยังถูกแทนที่ด้วยโช๊คเดี่ยว G3-S จากร้าน Race Tech ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีลักษณะการจัดวางเหมือนกับ Ducati 1098 ปี 2007

โดยรวมการเปลี่ยนแปลงระบบกันสะเทือนเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าช่วยยกระดับความสะดวกสบายและการควบคุม Street XG750 ไปได้แล้วอย่างมาก

ส่วนเฟรมด้านหลังได้ถูกนำออกไป แทนที่ด้วยเฟรมใหม่ที่มีลักษณะโค้งมนบริเวณปลาย ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เฟรมหลังจะประกอบไปด้วยถังน้ำหล่อเย็น ส่วนหัวของโช๊คหลัง แผงอิเล็กทรอนิกส์ และไฟท้ายใต้เบาะหนังสีน้ำตาล

หนึ่งในโจทย์ของลูกค้ายังรวมไปถึง “ภาพลักษณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจาก Street 750” คอร์นเบิร์ก จึงได้ทำการดัดแปลงตัวถังน้ำมันไปอย่างหนัก โดยมีความท้าทายอยู่ที่การออกแบบตัวมอเตอร์ไซค์ให้มีรูปลักษณ์ปราดเปรียว แต่ยังคงมีปั๊มเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เท่าเดิมอยู่

หลังจากความพยายามหลายครั้ง ถังน้ำมันใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดดเด่นด้วยลายเส้นบนตัวถังที่ช่วยเพิ่มลุคเพรียมลมให้กับตัวมอเตอร์ไซค์ ถังน้ำมันของ Street XG750 มีความจุประมาณ 3 แกลลอน ซึ่งไม่ต่างจาก Street 750 คันเดิมมากนัก

อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของ Street XG750 ไม่ว่าจะเป็นบังโคลนหน้า เฟรมด้านข้าง หรือบังโคลนหลัง ล้วนทำมาจากแผ่นอลูมิเนียมที่ผ่านการดัดและตีให้เข้ารูปกับตัวรถ ตามภาพในหัวที่หนุ่มนิวซีแลนด์คนนี้ได้วาดไว้

ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่แต่ยังสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน การอัพเกรดเครื่อง V-Twin ที่เหมาะแก่การขับขี่ทั่วไปอยู่แล้วจึงไม่ใช่คำตอบ  สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าคือมอเตอร์ไซค์ที่มี “ความสามารถรอบด้าน”

นั่นไม่ได้ทำให้การแต่งหยุดลงแต่อย่างใด  คอร์นเบิร์ก ได้ทำการติดท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบ 2-into-2 เพิ่มเข้าไป ช่วยให้เครื่องยนต์ (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) ส่งเสียงดุดันและน่าเกรงขามมากขึ้น ส่วนกล่องสีขาวที่ติดอยู่ด้านข้างเครื่องยนต์คือกรองอากาศ Vance & Hines  องค์ประกอบเหล่านี้รวมถึงโครงรถภายนอกทั้งหมด ล้วนผ่านหยาดเหงื่อและฝ่ามือของชายหนุ่มคนนี้มาทั้งหมด

ในการแก้ปัญหาลักษณะการขับขี่ที่บีบแคบ แฮนด์แบบใหม่ซึ่งมีความใหญ่แกร่งและกว้างกว่าเดิมได้ถูกออกแบบขึ้นในร้านของเขา มันจะช่วยผู้ขับฝ่าดงจราจนอันคับคั่งไปได้อย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นการขับชิลๆ ในวันหยุดไปสถานที่ใกล้ต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน

จากการที่ลูกค้ามีสัดส่วนไม่สูงมากนัก เบาะนั่งของ Street XG750 จึงถูกปรับให้ต่ำกว่า 26 นิ้ว ซึ่งแน่นอนเป็นระดับที่คนสูงๆ จะนั่งไม่ถนัดสักเท่าไร  การปรับเบาะนั่งให้สูงราว 28 นิ้ว จะเหมาะกับผู้ขับดังกล่าวมากกว่า เพราะจะไม่ทำให้รู้สึกบีบแคบและต้องงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย

ตามที่ลูกค้าได้ปราถนาไว้ Street XG750 สามารถตอบโจทย์การขับในรอบด้าน และยังสามารถนำไปออกงานได้อย่างสง่าผ่าเผย ที่สำคัญต้นทุนของมันยังเป็นจำนวนที่ไม่สูงอีกด้วย  มันสามารถวิ่งบนพื้นถนนในเมือง ซิ่งบนสนามดิน flat track และบนสภาพพื้นถนนต่างๆ ได้ สะท้อนให้เห็นถึง “ความอิสระภาพ” ที่เป็นใจความของมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด Street XG750 คือผลงานที่ตอกย้ำอีกครั้งว่า Harley-Davidson Street 750 ยังคงเป็นโมเดลที่เหมาะแก่การแต่งเติมวาดจินตนาการรถในฝันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่างบของคุณจะมีเท่าไรก็ตาม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:/ /ultimatemotorcycling.com/2018/06/17/no-8-wire-motorcycles-custom-harley-davidson-street-xg750-exposed/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Iron 1200 2018

Sportster Iron 883 ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Sportster และมีโมเดลรุ่นพี่อย่าง Sportster Iron 1200 ที่ Harley-Davidson เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ในปี 2018 นี้  แม้ชื่อทั้งสองโมเดลจะมีคำว่า Iron เหมือนกัน แต่ Sportster Iron 1200 ตัวใหม่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย และนี่คือ 11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์สุดคูลคันนี้

1.สรีรศาสตร์ใหม่

Sportster Iron 1200 2018 มีแฮนด์แบบใหม่ในสไตล์ Mini Apes ที่โค้งสูงขึ้นไปเกือบ 9 นิ้ว  บริเวณมือจับจะโค้งมาด้านหลังประมาณ 6.5 นิ้ว และมีความกว้างรวมถึง 32 นิ้ว ต่างจากแฮนด์ของ Sportster Iron 883 ที่มีลักษณะตรงราบและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  ส่วนเบาะนั่งจะเป็นเบาะเดี่ยวสไตล์คาเฟ่ที่สามารถรองรับบั้นท้ายของคนขับได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับลักษณะการนั่งที่หลังคนขับต้องตรงขึ้น  โดยรวม Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ให้ความรู้สึกที่กว้างและผ่อนคลายมากกว่าเดิม

  1. โครงรถเดียวกัน

ระบบกันสะเทือน ล้อรถ รวมไปถึงรูปทรงของตัว Sportster Iron 1200 2018 จะเหมือนกับ Sportster Iron 883  ต่างกันแค่น้ำหนักที่มากกว่าเพียง 2 ปอนด์ และด้วยน้ำหนักรวมของตัวรถเพียง 564 ปอนด์ Sportster Iron 1200 ถือเป็นรถที่ขับง่ายสำหรับผู้ขับทุกระดับ

  1. การควบคุมรถที่เปลี่ยนไป

การมีแฮนด์แบบ Mini Apes ทำให้ Sportster Iron 1200 2018 มีกลิ่นอายความเป็น Chopper มากกว่าการเป็นมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ต  แม้การตกแต่งจะไม่ฉูดฉาดเท่ารุ่นใกล้เคียงอย่าง Sportster Seventy-Two การมีขอบล้อขนาด 19 นิ้ว เครื่องยนต์ที่แรง และสรีรศาสตร์แบบใหม่ทำให้ Sportster Iron 1200 โฉมใหม่มีการควบคุมที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกัน

  1. ชื่อรุ่นที่ควรเปลี่ยนไป?

จริง ๆ แล้ว Sportster Seventy-Three น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะกว่า Sportster Iron 1200 เนื่องจาก 1. ลายกราฟฟิคแบบ AMF-era ตรงบริเวณถังน้ำมันและ 2. ออร่าและความรู้สึกที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจาก Sportster Iron 883 แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะชื่อไหน Sportster Iron 1200 ก็เป็นรถที่หอมหวานแก่การขับขี่ ตามที่เชคสเปียร์ได้กล่าวไว้ “กุหลาบย่อมหอมหวานเสมอไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร”

  1. การควบคุมรถที่ดีขึ้น

นอกจากออร่าและความรู้สึกที่ต่างไปจาก Sportster Iron 883 แล้ว Sportster Iron 1200 2018 ยังมีการควบคุมรถที่ดีเกินคาดอีกด้วย  แน่นอนพื้นที่การเข้าโค้งย่อมมีจำกัดแต่ถ้าคุณสามารถขับอยู่ในไลน์ได้ ความรู้สึกระหว่างการนั่งอยู่บน Sportster Iron 1200 2018 จะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม  ในเส้นทางที่คดเคี้ยวตัวรถที่มีการนั่งแบบ mid control จะช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น และตอบสนองต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ได้อย่างว่องไวและแม่นยำ

  1. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

แม้ระบบกันสะเทือนจะไม่ใช่นวัตกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่ม Sportster ตัวรถก็สามารถมอบการขับขี่ที่ราบรื่นได้ในระดับที่น่าพอใจ  แม้จะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า Sportster Iron 1200 2018 เป็นรถที่ขับนุ่ม ผู้ขับส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนในระดับน้อยตลอดช่วงเวลาการขับขี่ จุดอ่อนเดียวในเรื่องนี้อาจจะเป็นกระบอกโช๊คหน้าขนาด 39 mm ที่อาจจะเล็กไปหน่อย

  1. ระบบเบรกที่สอดคล้องกับความเร็ว

เบรกของ Sportster Iron 1200 2018 มอบความรู้สึกนุ่มในสัมผัสแรก และสามารถชะลอตัวรถจากความเร็วสูง ๆ ได้อย่างสบาย  ระบบเบรกทำหน้าที่ได้ดี แต่งานหนักส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ดิสก์เบรกล้อหน้าขนาด 300mm  ถ้าต้องขับในพื้นที่ที่ฝนตกบ่อย ผู้ขับอาจจะต้องเพิ่มระบบ ABS เข้าไปให้กับตัวรถเพื่อประสิทธิภาพการเบรกที่สูงขึ้น

 

  1. ขับในเมืองสนุกกว่าขับบนทางหลวง

Sportster Iron 1200 เหมาะแก่การขับในเมือง  ที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง ตัวรถมอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่ในความเร็วที่สูงกว่านี้สายลมอาจจะตีหน้าคนขับแรงขึ้น เนื่องจากเฟรมครอบไฟหน้าถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงกระจกข้างที่ช่วยให้คุณต้องมีสมาธิกับการขับมากขึ้น

  1. เครื่องยนต์ที่เหนือกว่า

สุขุมเข้าไว้หากคุณบังเอิญได้จอดข้าง ๆ Sportster Iron 883 เพราะทุกคนรู้ดีว่าเครื่อง Evolution 1200 นั้นแรงกว่า เกียร์ห้าสปีดของตัวรถช่วยให้ผู้ขับสามารถเปลี่ยนเกียร์ไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ประหยัดเวลาในการเปลี่ยนความเร็วในสถานการณ์ต่าง ๆ  ส่วนเวลาติดไฟแดงแรงสั่นที่สุขุมและดุดันจะดึงดูดให้ผู้คนให้หันมามองรถของคุณ

  1. หน้าจอแสดงผลที่เรียบง่าย

Sportster Iron 1200 2018 มีหน้าปัดเรือนไมล์ LCD ที่เรียบง่าย พร้อมข้อมูลแสดงผลพื้นฐานอย่างเช่นเวลาและรอบต่อนาที  เรียกได้ว่าตัวรถเน้นไปที่การขับจริงมากกว่าการมีฟังก์ชันมากมายบนหน้าจอให้รกตา

  1. จุดเด่นของตัวมอเตอร์ไซค์

Sportster Iron 1200 2018 ถูกออกแบบมาในสไตล์ยุค 70s หรือช่วง AMF era (ช่วงที่ Harley-Davidson ถูกบริหารโดย American Machine and Foundry) ซึ่งทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ในแบบย้อนยุค  สไตล์เรโทรขนานแท้ของมันบวกกับสมรรถนะการขับขี่ที่น่าประทับใจ ถือเป็นสองเหตุผลหลักให้แฟน Harley-Davidson ต้องมี Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ครอบครองไว้สักคัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:// ultimatemotorcycling.com/2018/04/10/2018-harley-davidson-iron-1200-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ย้อนรอยรีวิว Fat Bob 2008

Fat Bob คือ Harley-Davidson ตระกูล Dyna ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 2008  นับตั้งแต่การเปิดตัว Fat Bob มีวิวัฒนาการมากมาย และล่าสุดตัวรถได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 เป็นที่เรียบร้อย

Harley-Davison ตระกูล Dyna มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1991 กับโมเดล FXDB Sturgis และเน้นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ Big Twin กับการแต่งสไตล์คัสตอมทรงผอม

ก่อนจะมาเป็นโครงรถ Dyna ได้ต้องย้อนกลับไปอีก 20 ปี ตอนที่กระแสการแต่ง Harley-Davidson แบบคัสตอมกำลังเป็นที่นิยม จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทจึงได้ตัดสินใจออกแบบ Super Glide มาในปี 1971 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโช๊คที่ผอมเพรียวของ XLH Sportster กับเฟรมรถของ FLH Electra Glide

เรื่องราวทั้งหมดคือที่มาของ Fat Bob 2008 และต่อไปคือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ โดยรวม Fat Bob 2008 มีโครงสร้างที่ล่ำสันซึ่งขัดแย้งเล็กน้อยกับสมรรถนะที่ปราดเปรียวของมัน ส่วนหน้าของตัวรถจะประกอบไปด้วยโช๊คหน้าที่แข็งแรงและล้อ Dunlop ขนาดกว้าง 130 mm สีตัดกับจานล้ออะลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ลายเส้นบนล้อยังช่วยเสริมความดุดันให้กับตัวรถอีกด้วย

บังโคลนหน้าจะมีความสั้นแบบ Bobber ส่วนโช๊คหน้าขนาด 49 mm มีการเล่นสีที่ด้านล่างให้เป็นสีดำเกือบทั้งหมดแบบ Blacked-out ยาวสูงขึ้นมาตีกรอบให้กับไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีลักษณะเด่นต่างจากยานพาหนะคันอื่น ส่วนแฮนด์บาร์มาในขนาดใหญ่และหนาพอสมควร ยาวมาด้านหลังเล็กน้อยในลักษณะ V-bend และมีขาตั้งเป็นสีดำล้วน

ที่ส่วนกลาง Fat Bob มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แกลลอนที่นูนออกมาด้านข้างพอประมาณ ประทับตาด้วยกราฟฟิคโลโก้ Harley-Davidson แบบใหม่ และมีพื้นผิวชุบโครเมียมและเครื่องหนังเพิ่มความหรูหราในส่วนของแผงคอนโซล

ด้านหลังของรถประกอบไปด้วยล้อหลังขนาด 180 mm ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับล้อหน้า และจานล้อ 16 นิ้วอยู่ใต้บังโคลนหลังแบบ Bobtail  โช๊คด้านหลังที่ปกติจะเผยให้เห็นถูกเก็บอยู่ในกล่องโลหะเลื่อมแสงที่ดูดีมีราคา

ท่อไอเสียจะเป็นแบบ Tommy Gun 2-1-2 ที่ซ้อนเหลื่อมกันเล็กน้อยและพันรอบตัวเครื่อง Twin-Cam 96 ที่มีการพ่นและเคลือบสีให้มันวาวอย่างสวยงาม มีแผงกันความร้อนช่วยให้ตัวรถดึงศักยภาพย์เครื่องยนต์ออกมาได้ดีที่สุด

แม้จะมีการเผาเชื้อเพลิงที่ช้า Fat Bob ใช้สรีระที่ผอมเพรียวเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล Dyna (ในปี 2006 มีการพัฒนาเรื่องการควบคุมและความเมื่อยล้า แต่แบตเตอรี่ยังอยู่ในตำแหน่งใต้เบาะนั่งเหมือนเดิม) ส่วนสิ่งที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2008 คือฝาครอบไส้กรองอากาศแบบใหม่ กับสายถักเบรกสแตนเลสสตีลสีดำ

เบาะนั่งของ Fat Bob 2008 รองรับคนสองคนได้อย่างสบายไม่ว่าจะขาใหญ่หรือขาเล็ก และมีความสูงเบาะนั่งเหนือกว่ารุ่น Low Rider เล็กน้อยที่ 26 นิ้ว ผู้ขับที่มีความยาวช่วงแขนปานกลาง อาจจะต้องยืดแขนไปเกือบสุดในการจับแฮนด์บาร์  สรุปแล้วการนั่ง Fat Bob 2008 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเอนหลังไปสุดและงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย หรือการนั่งแบบหลังตรงเป๊ะเป็นแผ่นกระดานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งผู้ขับที่สูง ๆ จะนั่ง Fat Bob 2008 ได้อย่างสบายที่สุด  อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่พักเท้าแบบ mid-mount ก็สามารถสั่งแบบพิเศษได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งหลังตรงแบบดั้งเดิม

มาในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Fat Bob 2008 ใช้เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ส่งเสียงคำรามและดุดัน แรงบิดขนาด 92 ฟุตปอนด์และความเร็วรอบ 3,000 ต่อนาที ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่แม้ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีน้ำหนักถึง 700 ปอนด์ ความเร็วและความว่องไวที่มันทำได้กลับทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ

ด้วยเกียร์ Cruise Drive หกสปีดที่ลื่นไหล การออกตัวของ Fat Bob 2008 พร้อมที่พักเท้าแบบ mid-mount มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับยางล้อที่เคลื่อนตัวไปบนถนน คลัตช์จะทำงานเบาและนุ่มนวล ส่วนการเร่งเครื่องมีระบบ EFI ช่วยอย่างมากในช่วงระยะกลาง ยาง Dunlop ที่อ้วนและหนาจะทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือน ช่วยให้ผู้ขับฝ่าถนนไปได้อย่างราบรื่น

ด้วยความหนาของยางและแกนคอรถ (rake) 29 องศา หลายคนอาจคาดว่า Fat Bob 2008 จะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ด้อยลงในเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่หากคุณได้ลองขับตัวรถในเส้นทางต่าง ๆ แล้วจะพบว่ามันเป็นครุยเซอร์น้ำหนักมากที่เข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว พักเท้าแบบ mid-mount ยังช่วยเสริมความกำยำล่ำสันของ Fat Bob 2008 และการนั่งที่สะดวกสบายในการเดินทางไกลอีกด้วย

การเบี่ยงซ้ายขวาเป็นเรื่องที่ผู้ขับสั่งได้ดั่งใจ แต่ความสนุกที่แท้จริงของ Fat Bob 2008 อยู่ที่การบิดคันเร่งสุดแรงพุ่งตัวไปบนทางหลวง เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ดังกระหึ่ม กระแสลมที่พัดผ่านหน้า และท่อไอเสียที่ส่งเสียงอย่างมีเสน่ห์ คือประสบการณ์ที่ผู้ขับทุกคนต้องการนอกเหนือจากรูปร่างที่น่าประทับใจของตัวรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งนี้คือคุณภาพที่มีอยู่ใน Harley-Davidson ทุกคันรวมถึง Fat Bob 2008 ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าเพื่อนเล็กน้อย

เมื่อขับไปจนน้ำมันใกล้หมด แผงหน้าจอ LED จะแสดงการนับถอยหลังและส่งสัญญาณเตือนที่ระยะหนึ่งไมล์ก่อนน้ำมันจะหมดลง  เรื่องระบบเบรก ล้อหน้าจะมีคาลิปเปอร์เบรก 4 พอร์ท ที่คอยยึดจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ไว้ ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยวและระบบเบรก 2 ลูกสูบ และมือเบรกที่ให้ความรู้สึกกระชับเมื่อบีบ  ระบบเบรกดังกล่าวนับว่าเพียงพอต่อการหยุด Fat Bob 2008 คันใหญ่ให้หยุดนิ่ง ยังไม่นับจานเบรกล้อหน้าที่เสริมคาแรคเตอร์แข็งแกร่งถึกทนให้เข้มขึ้นไปอีก แต่หากได้ระบบเบรกจาก Brembo อย่างที่รุ่น Touring และ VRSC มีตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย หากบริษัทพิจารณาริเริ่มในอนาคต

การปลุกวงการ Harley-Davidson สไตล์ Factory Custom ให้กลับมาคึกครื้นอีกครั้งด้วย Fat Bob 2008 ถือเป็นวิธีการฉลองครบรอบ 105 ปีของ Harley-Davidson แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันบริษัทก็ได้มีการปล่อยโมเดล Rocker ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นรถสไตล์ Chopper มีดีไซน์สุดเฉียบน่าดึงดูดใจ หากจะเปรียบเป็นการจีบหญิง Rocker คงได้ใจสาว ๆ ไปครอบครอง แต่หากจะมองหานักเลงสุดกร่างร่างใหญ่สักคัน คงเป็นใครไปไมได้นอกจาก Fat Bob 2008 ในสีดำด้าน Black Denim คันนี้เท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/06/26/2008_harley-davidson_fat_bob/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight

 

ในประวัติศาสตร์ร่วมหนึ่งร้อยกว่าปีของ Harley-Davidson บริษัทเคยออกแบบเครื่องยนต์ V-Twin ใหม่เพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น ปีที่แล้วบริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของเครื่องยนต์สายพันธุ์นี้อีกครั้งชื่อว่า“Milwaukee-Eight” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นกลุ่มคนขับสไตล์ touring

หากจะพูดถึงความเป็นมาของเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คงต้องย้อนอดีตไปไกลสักนิด Harley-Davidson ผลิตเครื่องยนต์เครื่องแรกที่เมือง Milwaukee ชื่อ Atmospheric V-Twin ซึ่งได้ถูกผลิตออกมาเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น ก่อนที่บริษัทจะพัฒนาให้กลายเป็นเครื่อง F-head และ Flathead ตามลำดับ รุ่นถัดมาคือเครื่อง Knucklehead ที่มีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศเป็นรากฐานให้กับเครื่อง V-Twin รุ่นหลังๆ หลังจากนั้นสักระยะเครื่อง Shovelhead ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้กับ Electra Glide รุ่นแรก และมอเตอร์ไซค์แบบใหม่สไตล์ touring ของ Harley-Davison

ก่อนจะมีเครื่อง Milwaukee-Eight เครื่องยนต์ล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่ม touring คือเครื่อง Twin Cam ที่เปิดตัวในปี 1999 แต่ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตลอดเวลานั้น จึงได้ถือกำเนิดเครื่องยนต์แบรนด์ใหม่นี้ขึ้นมา

 

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถูกออกแบบมาเพื่อสมรรถภาพและความสะดวกสบายที่เหนือกว่าสำหรับผู้ขับกลุ่ม touring ตัวเครื่องมีวาล์ว 8 ลิ้นและความแม่นยำในการทำงานที่ดีขึ้น ช่วยให้ตัวรถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและปริมาณไอเสียที่น้อยลง เทคโนโลยี Twin Cooled ยังช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นก่อนของกลุ่ม touring ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างทันทีหากติดไฟแดงอยู่กลางถนนร้อนๆ นอกจากเรื่องความเย็นแล้วการติดแผ่นยาง (rubber mounting) และระบบ counter balance ในเครื่อง Milwaukee-Eight ยังช่วยให้ตัวรถวิ่งนุ่มขึ้นและยังคงเสียงเอกลักษณ์สไตล์ Harley-Davidson ไว้อยู่ นอกจากการสั่นสะเทือนของตัวรถจะเบาลงแล้ว อาการเมื่อยล้าของผู้ขับก็จะน้อยลงอีกด้วย

สมรรถภาพที่เอ่ยมาเหล่านี้คงไม่มีประโยชน์อะไรหากปราศจากความแรงของเครื่องยนต์ ในระยะ 0-60 ไมล์ เครื่อง Milwaukee-Eight สามารถทำความเร็วได้เหนือกว่าเครื่อง Twin Cam ถึงสองช่วงตัวรถกว่าๆ เป็นผลมาจากการออกแบบขนาดความจุเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้น โดยทั่วไป Standard Touring จะใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 cu in ส่วน CVO Touring จะใช้เครื่องเดียวกันที่ความแรง 114 cu in ในศูนย์จำหน่ายบางพื้นที่ ผู้ขับยังสามารถอัพเกรดความแรงของเครื่องยนต์นี้ได้ถึง 117 cu in อีกด้วย ณ ชั่วโมงนี้ Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์เจนใหม่ของ Harley-Davidson อย่างแท้จริง

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–milwaukee-eight-harley-davidson  

                                   ultimatemotorcycling.com/2016/08/25/2017-harley-davidson-milwaukee-eight-motors-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson เปิดตัว Softail โฉมใหม่ปี 2018

ผู้ที่เคยขับขี่ Softail มาก่อนอาจจะต้องตะลึงไปกับสิ่งที่ Harley-Davidson เพิ่มเข้ามาในโมเดลใหม่ 8 คันนี้  วิศวกรของ Harley-Davidson ได้เปลี่ยนโฉมมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง และไม่ได้หยุดแค่การเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้นหรือรายละเอียดเล็กน้อยที่เปลี่ยนไปเพียงเท่านั้น  Softail 8 คันนี้จะมีเฟรมรถที่เบาลง 34% ส่วนตัวรถโดยเฉลี่ยจะเบาลงถึง 30 ปอนด์  อัตราเร่ง 0-60 ไมล์จะเร็วขึ้น 10%  เครื่องยนต์จะมีเสียงที่เงียบขึ้น  และระบบรองรับการกระแทกจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม  ถึงจุดนี้เราไปดูกันว่าโมเดล Softline โฉมใหม่ของ Harley-Davidson คือรุ่นอะไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง

 

Fat Boy 107

Fat Boy 114

Fat Boy 114 โฉมใหม่มาพร้อมกับลุคบึกบึน เฉียบเท่ห์ และสดใหม่กว่าเดิม ต่างจากชื่อของมันที่แปลว่าเด็กอ้วน  ตัวรถมีการชุบสีโครเมียมซาตินที่ล้อ ตะเกียบหน้า และห้องไฟหน้า ทำให้ส่วนเหล่านี้สะท้อนแสงเล็กน้อยเวลาขับขี่บนท้องถนน  ส่วนไฟหน้าส่องแสง LED ออกมาอย่างสว่างและชัดเจน  Fat Boy 114 ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง Milwaukee-Eight ที่มีความจุเครื่องยนต์ให้เลือกระหว่าง 107 กับ 114 cu in ทำให้ผู้ขับสามารถเลือกขนาดที่เหมาะกับตัวเองได้

 

HERITAGE CLASSIC 114

HERITAGE CLASSIC 114

มีมอเตอร์ไซค์เพียงไม่กี่คันที่สามารถสื่อความเป็น old-school bagger ได้เหมือนกับ Heritage Classic 114  ตัวมอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับกระเป๋าข้าง กระจกบังลม และการควบคุมแบบ forward ในลักษณะ touring  บอดี้ถูกออกแบบมาในสีดำเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นโทนใหม่ที่หลายคนยังไม่คุ้นตา นอกเหนือจากความสวยงามภายนอกแล้ว Heritage Classic 114 คือรถที่มอบความรู้สึก “อิสระ” ให้กับผู้ขับ ซึ่งเป็นสิ่งหัวใจหลักสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางไกลพร้อมกับสัมภาระที่เก็บอยู่ในกระเป๋าข้างตัว

 

DELUXE

Deluxe คือ มอเตอร์ไซค์ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนได้อย่างมากมายเวลาจอดในสถานที่ต่างๆ  สีโครมที่แวววาวกับสไตล์ย้อนยุคเรียบหรูดูดี ทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เปรียบเสมือนบุคคลสำคัญในงานนั้นๆ  แต่ความหล่อและเนี้ยบไม่ใช่เสน่ห์ของ Deluxe เพียงอย่างเดียว ตัวรถถูกออกแบบมาพร้อมกับเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มอย่าง Milwaukee-Eight 107 ที่สามารถสลับการทำงานไปเป็นโหมด cruising ได้เวลาบเดินทางไกลบนท้องถนนโล่งๆ

 

SOFTAIL SLIM

 

Softail Slim คือ Harley-Davidson สไตล์ Bobber ที่เปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบที่สำคัญเกือบทั้งหมด  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่โฟกัสเรื่องความแรงและสมรรถนะการขับขี่  ผู้ขับจะรับรู้ได้ถึงแรงบิดขนาด 111 ft-lbs เมื่อบิดมือเร่งเครื่อง ระบบรองรับการกระแทก Showa SDBV linear damping ยังช่วยทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เกาะถนน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับเวลาออกตัวแบบเต็มสปีดอีกด้วย

 

BREAKOUT 114

คุณไม่จำเป็นต้องขี่รวมกลุ่มกับผู้อื่นเสมอไป เนื่องจาก Breakout 114 มาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลังอย่าง Milwaukee-Eight 114 พร้อมบอดี้ลักษณะผอมยาว และล้อขนาดใหญ่ โดยเฉพาะล้อหลังที่มีขนาดถึง 240mm ช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ออกตัวไปด้วยความเร็วดั่งจรวด

 

FAT BOB 114

Fat Bob 114 ปี 2018 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะมันได้ถูกวางขายในตลาดมาแล้วหลายปี  ครั้งนี้ตัวมอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V-Twin เครื่องเดิม แต่มอบความรู้สึกที่แตกต่างและละเอียดอ่อนกว่าเดิม  จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและระบบรองรับการกระแทกแบบสปอร์ทช่วยให้ผู้ขับควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าน้ำหนักของตัวรถนั้นหายไปครึ่งหนึ่ง  ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์ของ Fat Bob ที่น่าเกรงขามไว้เช่นเดิม

 

STREET BOB

Street Bob คือโมเดลที่ถูกปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้เร็วและแรงขึ้นอย่างแท้จริง มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีพละกำลังและถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองเรื่องความเร็วและการขับขี่แบบหนักๆ ดีไซน์แนวเรโทรแบบย้อนยุคยังทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์ดูเด่นสง่าไม่ว่าผู้ขับจะเร่งเครื่องอยู่ที่ความเร็วใดก็ตาม  หลายคนอาจมองว่า Street Bob คันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์แบบวินเทจ แต่จริงๆ แล้วตัวรถประกอบไปด้วยความทันสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล ไฟหน้าแบบ LED หรือเทคโนโลยีรองรับการกระแทกล่าสุดของ Harley-Davidson ก็ตาม

 

LOW RIDER

Low Rider รุ่นเดิมได้รับความนิยมมากมาย จากเอกลักษณ์สไตล์ chopper ยุค 70 ของมันกับโครงรถ Dyna  ในปี 2018 นี้ Low Rider ถูกออกแบบมากับเฟรม Softail ซึ่งตัวรถยังคงสไตล์ดั้งเดิมอยู่ แต่จะมีลุคที่ถ่อมตัวลงและแตกต่างไปเล็กน้อย  เรื่องสมรรถนะการขับขี่ของ Low Rider โฉมใหม่นั้นสูงขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson อย่าง Milwaukee-Eight 107

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–2018-softail

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson VRSCA V-ROD 2013

ฮาร์เลย์-เดวิดสัน มองหาประสิทธิภาพมากขึ้นจากบรรดารถรุ่นต่าง ๆที่ผลิตออกมาสู่ตลาด และในปี ค.ศ. 2001 ฮาร์เลย์ ได้เปิดตัวรถใหม่ที่เครื่องแรงจัดคือรุ่น V-ROD หัวใจหลักสำคัญของรถรุ่นนี้คือ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีนวัตกรรมไฮเทค เป็นชุดเครื่องใหม่ทั้งหมด V-twin 60 องศา ใช้วาล์ว 4 วาล์ว ต่อหนึ่งลูกสูบ วางระบบระบายความร้อนด้วยน้ำหล่อเย็น
นอกจากการปรับเครื่องยนต์ใหม่แล้ว ตัวแชสซีเองก็ยังมีการปรับให้ยาวและลาดต่ำลง ตัวรถ V-ROD ได้แรงบันดาลจากรถแข่ง Dragster ด้วยรูปทรงเพรียวลม มีความลงตัวที่ผสานกันระหว่างความงามและความแรง และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของรถรุ่นนี้คือ โทนสีแบบ Metallic Silver โดยเฉพาะที่ตัวถังซึ่งใช้เทคนิคการพ่นสีแบบ Anodized Aluminum
VRSCA V-Rod เป็นอีกหนึ่งของความความท้าทายที่ ฮาร์เลย์ ได้สร้างสรรค์ขึ้นบนความแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์รุ่นก่อนๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฮาร์เลย์ไว้อย่างสมบูรณ์

Manufacturer Harley-Davidson
Also called V-Rod, Night-Rod, Street-Rod, V-Rod Muscle
Production 2001–2017[1]
Class Cruiser
Engine 1,131 cc (69.0 cu in) 2001-2007
1,247 cc (76.1 cu in) 2008-present water-cooled 60° V-twin
Bore / stroke 4.13 in × 2.835 in (104.9 mm × 72.0 mm)
Compression ratio 11.5:1
Top speed 137.6–144 mph (221.4–231.7 km/h)[2][3]
Power 115–125 hp (86–93 kW)(2001-2012) (claimed)@ 8,250 rpm[4]
103.2 hp (77.0 kW) (rear wheel)[2]
Torque 84.0 lbf⋅ft (113.9 N⋅m) (claimed)@ 7,000 rpm
72 lb⋅ft (98 N⋅m) (rear wheel)[2]
Transmission 5-speed, belt drive
Tires Front: 120/70ZR-19 60W
Rear: 240/40R-18 79V
Raketrail 34.0°, 5.6 in (140 mm)
Wheelbase 67 in (1,700 mm)
Dimensions L: 94.4 in (2,400 mm)
Weight 619–677 lb (281–307 kg) (2001-2010)[2] (wet)
Fuel capacity 3.2 US gal (12 l; 2.7 imp gal)
Fuel consumption Highway: 42 mpg‑US (5.6 L/100 km; 50 mpg‑imp)
City: 34 mpg‑US (6.9 L/100 km; 41 mpg‑imp)

Credit เนื้อเรื่อง: Ultimate Harley-Davidson New Edition by Hugo Wilson

OCredit ภาพ:www.totalmotorcycle.com

Darkrider.net

แปล______________

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net

มือหนึ่งเรื่อง Harley