ย้อนรอยรีวิว Fat Bob 2008

Fat Bob คือ Harley-Davidson ตระกูล Dyna ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 2008  นับตั้งแต่การเปิดตัว Fat Bob มีวิวัฒนาการมากมาย และล่าสุดตัวรถได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 เป็นที่เรียบร้อย

Harley-Davison ตระกูล Dyna มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1991 กับโมเดล FXDB Sturgis และเน้นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ Big Twin กับการแต่งสไตล์คัสตอมทรงผอม

ก่อนจะมาเป็นโครงรถ Dyna ได้ต้องย้อนกลับไปอีก 20 ปี ตอนที่กระแสการแต่ง Harley-Davidson แบบคัสตอมกำลังเป็นที่นิยม จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทจึงได้ตัดสินใจออกแบบ Super Glide มาในปี 1971 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโช๊คที่ผอมเพรียวของ XLH Sportster กับเฟรมรถของ FLH Electra Glide

เรื่องราวทั้งหมดคือที่มาของ Fat Bob 2008 และต่อไปคือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ โดยรวม Fat Bob 2008 มีโครงสร้างที่ล่ำสันซึ่งขัดแย้งเล็กน้อยกับสมรรถนะที่ปราดเปรียวของมัน ส่วนหน้าของตัวรถจะประกอบไปด้วยโช๊คหน้าที่แข็งแรงและล้อ Dunlop ขนาดกว้าง 130 mm สีตัดกับจานล้ออะลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ลายเส้นบนล้อยังช่วยเสริมความดุดันให้กับตัวรถอีกด้วย

บังโคลนหน้าจะมีความสั้นแบบ Bobber ส่วนโช๊คหน้าขนาด 49 mm มีการเล่นสีที่ด้านล่างให้เป็นสีดำเกือบทั้งหมดแบบ Blacked-out ยาวสูงขึ้นมาตีกรอบให้กับไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีลักษณะเด่นต่างจากยานพาหนะคันอื่น ส่วนแฮนด์บาร์มาในขนาดใหญ่และหนาพอสมควร ยาวมาด้านหลังเล็กน้อยในลักษณะ V-bend และมีขาตั้งเป็นสีดำล้วน

ที่ส่วนกลาง Fat Bob มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แกลลอนที่นูนออกมาด้านข้างพอประมาณ ประทับตาด้วยกราฟฟิคโลโก้ Harley-Davidson แบบใหม่ และมีพื้นผิวชุบโครเมียมและเครื่องหนังเพิ่มความหรูหราในส่วนของแผงคอนโซล

ด้านหลังของรถประกอบไปด้วยล้อหลังขนาด 180 mm ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับล้อหน้า และจานล้อ 16 นิ้วอยู่ใต้บังโคลนหลังแบบ Bobtail  โช๊คด้านหลังที่ปกติจะเผยให้เห็นถูกเก็บอยู่ในกล่องโลหะเลื่อมแสงที่ดูดีมีราคา

ท่อไอเสียจะเป็นแบบ Tommy Gun 2-1-2 ที่ซ้อนเหลื่อมกันเล็กน้อยและพันรอบตัวเครื่อง Twin-Cam 96 ที่มีการพ่นและเคลือบสีให้มันวาวอย่างสวยงาม มีแผงกันความร้อนช่วยให้ตัวรถดึงศักยภาพย์เครื่องยนต์ออกมาได้ดีที่สุด

แม้จะมีการเผาเชื้อเพลิงที่ช้า Fat Bob ใช้สรีระที่ผอมเพรียวเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล Dyna (ในปี 2006 มีการพัฒนาเรื่องการควบคุมและความเมื่อยล้า แต่แบตเตอรี่ยังอยู่ในตำแหน่งใต้เบาะนั่งเหมือนเดิม) ส่วนสิ่งที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2008 คือฝาครอบไส้กรองอากาศแบบใหม่ กับสายถักเบรกสแตนเลสสตีลสีดำ

เบาะนั่งของ Fat Bob 2008 รองรับคนสองคนได้อย่างสบายไม่ว่าจะขาใหญ่หรือขาเล็ก และมีความสูงเบาะนั่งเหนือกว่ารุ่น Low Rider เล็กน้อยที่ 26 นิ้ว ผู้ขับที่มีความยาวช่วงแขนปานกลาง อาจจะต้องยืดแขนไปเกือบสุดในการจับแฮนด์บาร์  สรุปแล้วการนั่ง Fat Bob 2008 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเอนหลังไปสุดและงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย หรือการนั่งแบบหลังตรงเป๊ะเป็นแผ่นกระดานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งผู้ขับที่สูง ๆ จะนั่ง Fat Bob 2008 ได้อย่างสบายที่สุด  อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่พักเท้าแบบ mid-mount ก็สามารถสั่งแบบพิเศษได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งหลังตรงแบบดั้งเดิม

มาในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Fat Bob 2008 ใช้เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ส่งเสียงคำรามและดุดัน แรงบิดขนาด 92 ฟุตปอนด์และความเร็วรอบ 3,000 ต่อนาที ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่แม้ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีน้ำหนักถึง 700 ปอนด์ ความเร็วและความว่องไวที่มันทำได้กลับทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ

ด้วยเกียร์ Cruise Drive หกสปีดที่ลื่นไหล การออกตัวของ Fat Bob 2008 พร้อมที่พักเท้าแบบ mid-mount มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับยางล้อที่เคลื่อนตัวไปบนถนน คลัตช์จะทำงานเบาและนุ่มนวล ส่วนการเร่งเครื่องมีระบบ EFI ช่วยอย่างมากในช่วงระยะกลาง ยาง Dunlop ที่อ้วนและหนาจะทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือน ช่วยให้ผู้ขับฝ่าถนนไปได้อย่างราบรื่น

ด้วยความหนาของยางและแกนคอรถ (rake) 29 องศา หลายคนอาจคาดว่า Fat Bob 2008 จะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ด้อยลงในเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่หากคุณได้ลองขับตัวรถในเส้นทางต่าง ๆ แล้วจะพบว่ามันเป็นครุยเซอร์น้ำหนักมากที่เข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว พักเท้าแบบ mid-mount ยังช่วยเสริมความกำยำล่ำสันของ Fat Bob 2008 และการนั่งที่สะดวกสบายในการเดินทางไกลอีกด้วย

การเบี่ยงซ้ายขวาเป็นเรื่องที่ผู้ขับสั่งได้ดั่งใจ แต่ความสนุกที่แท้จริงของ Fat Bob 2008 อยู่ที่การบิดคันเร่งสุดแรงพุ่งตัวไปบนทางหลวง เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ดังกระหึ่ม กระแสลมที่พัดผ่านหน้า และท่อไอเสียที่ส่งเสียงอย่างมีเสน่ห์ คือประสบการณ์ที่ผู้ขับทุกคนต้องการนอกเหนือจากรูปร่างที่น่าประทับใจของตัวรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งนี้คือคุณภาพที่มีอยู่ใน Harley-Davidson ทุกคันรวมถึง Fat Bob 2008 ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าเพื่อนเล็กน้อย

เมื่อขับไปจนน้ำมันใกล้หมด แผงหน้าจอ LED จะแสดงการนับถอยหลังและส่งสัญญาณเตือนที่ระยะหนึ่งไมล์ก่อนน้ำมันจะหมดลง  เรื่องระบบเบรก ล้อหน้าจะมีคาลิปเปอร์เบรก 4 พอร์ท ที่คอยยึดจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ไว้ ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยวและระบบเบรก 2 ลูกสูบ และมือเบรกที่ให้ความรู้สึกกระชับเมื่อบีบ  ระบบเบรกดังกล่าวนับว่าเพียงพอต่อการหยุด Fat Bob 2008 คันใหญ่ให้หยุดนิ่ง ยังไม่นับจานเบรกล้อหน้าที่เสริมคาแรคเตอร์แข็งแกร่งถึกทนให้เข้มขึ้นไปอีก แต่หากได้ระบบเบรกจาก Brembo อย่างที่รุ่น Touring และ VRSC มีตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย หากบริษัทพิจารณาริเริ่มในอนาคต

การปลุกวงการ Harley-Davidson สไตล์ Factory Custom ให้กลับมาคึกครื้นอีกครั้งด้วย Fat Bob 2008 ถือเป็นวิธีการฉลองครบรอบ 105 ปีของ Harley-Davidson แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันบริษัทก็ได้มีการปล่อยโมเดล Rocker ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นรถสไตล์ Chopper มีดีไซน์สุดเฉียบน่าดึงดูดใจ หากจะเปรียบเป็นการจีบหญิง Rocker คงได้ใจสาว ๆ ไปครอบครอง แต่หากจะมองหานักเลงสุดกร่างร่างใหญ่สักคัน คงเป็นใครไปไมได้นอกจาก Fat Bob 2008 ในสีดำด้าน Black Denim คันนี้เท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/06/26/2008_harley-davidson_fat_bob/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley