ประวัติศาสตร์และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Harley-Davidson Sportster

Sportster ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1957 โดยมีเครื่องยนต์ overhead valve ขนาด 55 ลูกบาศก์นิ้ว เป็นเครื่องแรกที่ใช้ และภายในระยะเวลาไม่ถึงปี Sportster ก็กลายเป็นที่รู้จักในนาม Superbike รุ่นแรกของวงการมอเตอร์ไซค์

หากจะพูดว่า Sportster เป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์สารพัดประโยชน์และประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮาเลย์ก็คงไม่ผิด เพราะกลุ่ม Sportster ครอบคลุมมอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก ทางเรียบ ไต่เขา หรือมอเตอร์ไซค์ที่ใช้แข่ง Flat Track, Drag Racing และ Ice Racing รวมถึงประเภทที่ใช้ขับทั่วไป ที่เหมาะสำหรับผู้ขับตั้งแต่ระดับนักแข่ง ผู้ขับในเมือง ไปจนถึงระดับเริ่มต้นและกลุ่มสุภาพสตรี

การแข่งขันแบบ Fat Track Racing

ในเรื่องของการสร้างสถิติ Cal Rayborn ได้ใช้รถประเภท streamliner กับเครื่องยนต์ Sportster (สร้างขึ้นโดย Warner Riley และ George Smith) ทำความเร็วสูงสุดไว้ที่ 265.492 ไมล์ต่อชั่วโมงในปี 1970  ในปีเดียวกัน Leo Payne ได้สร้างอีกสถิติบนท้องถนนที่ความเร็ว 202.379 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์กับเครื่องยนต์ Sportster  นอกจากนี้ Tom Raiser ยังใช้มอเตอร์ไซค์โครงรถ Sportster คว้าชัยในการแข่งขัน Drag Racing และ Hill Climb  ส่วนมอเตอร์ไซค์สนามแข่งอย่าง Harley-Davidson XR750 ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่ม Sportster เช่นกัน

Sportster นับเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่มีการผลิตอย่างต่อเนื่องที่สุดในโลกนับตั้งแต่การเปิดตัว  ในปีแรกยอดผลิตของ Sportster (สัญลักษณ์โมเดล XL) มีจำนวน 1,983 คัน และจากประสิทธิภาพของเครื่อง overhead valve ที่เหนือกว่า side valve flathead KH มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ขนาดกลางใน range เดียวกันก็ถูกเปลี่ยนเป็น Sportster ทั้งหมด และในปี 1958 โมเดล KH, KHK และ KHR ได้ถูกยกเลิกไป

Harley-Davidson XL Sportster 1957

ในปี 1958 ฮาเลย์มีการเพิ่มโมเดล XLH, XLC และ XLCH เข้ามา ซึ่งมีอัตรากำลังอัดสูงกว่าโมเดลพื้นฐาน XL  รุ่น XLC จะเป็นโมเดลรถแข่ง ส่วน XLCH จะเป็นโมเดลที่เอาไว้ใช้วิ่งถนน off-road หรือที่บางคนเรียกว่าทางฝุ่น

ในปี 1959 โมเดล XLCH ได้กลายเป็น Sportster เครื่องทรงพลังแบบเต็มรูปแบบที่วิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย ส่วนโมเดล XLH จะมีการใช้เพลาลูกเบี้ยวแบบ high lift เพิ่มเข้ามา

Sportster ช่วงเวลานั้นถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกของฮาเลย์ที่มีระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแมนนวล และได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอย่าง Triumph Bonneville และ BSA Lightning หรือที่รู้จักในนาม British Twins

1966 XLCH Sportster

ในปี 1960 ปริมาณการผลิต Sportster ได้สูงขึ้นเกือบ 40% จากปีแรก โดยมียอดอยู่ที่ 2,765 คัน  ถัดมาในปี 1967 ยอดการผลิตได้สูงขึ้นอีกที่ 4,500 คัน ซึ่งป็นรองแค่ Electra-Glide เพียงรุ่นเดียว

ในปี 1970 Sportster กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มียอดผลิตสูงสุดของฮาเลย์ที่จำนวน 8,560 คัน ซึ่งมากกว่ารุ่น Electra-Glide ถึง 1,000 คัน  และในปีเดียวกันฮาเลย์ได้เปิดตัวโมเดล XR750 ออกมา เป็นรถแข่งที่มีโครงรถแบบ Sportster เอาไว้ใช้ในการแข่งขัน AMA’s Class C Racing

ในปี 1972 Sportster มีการอัพเกรดความจุกระบอกสูบจาก 833 เป็น 1,000 cc ทำให้กระแสนิยมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการผลิตในปี 1974 พุ่งทะยานไปถึง 23,830 คัน

โปสเตอร์โฆษณา Sportster ปี 1967

ระหว่างปี 1977 และ 1978 โมเดลที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ XLCR เป็น Sportster แนว café racer ที่ดัดแปลงมาจากรุ่นพื้นฐาน อีกรุ่นที่เพิ่มเข้ามาคือ XLT เป็น Sportster สายทัวร์ริ่งที่นำกระเป๋าข้างของ Electra-Glide มาใช้ มีชิลด์หน้าและแฮนด์สไตล์รถทัวร์ริ่ง เบาะหนานุ่ม อัตราทดเกียร์สูง และถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอนที่จุกว่า Sportster รุ่นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามสองโมเดลนี้ ได้ถูกยกเลิกผลิตไปในปี 1979  ในปีนั้นฮาเลย์ได้ยกเลิกโมเดลคันเล็กไปทั้งหมด ทำให้ Sportster กลายเป็นกลุ่มรถที่มีความจุกระบอกสูบเล็กสุดของแบรนด์ที่ 1,000 cc

XLH 883 Sportster Deluxe

ในปี 1986 ฮาเลย์ได้นำเครื่องยนต์ 883 กลับมาใช้ และเปิดตัวขนาดเครื่องยนต์ใหม่ที่ 1,100 cc โดย Sportster ทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ใหม่ “Evolution” แต่ยังคงใช้ระบบเกียร์ 4 สปีดเหมือนเดิม  ในปี 1988 รุ่น 883 cc จะมีดีไซน์ให้เลือกด้วยกันสามแบบ (ปัจจุบันมีคาร์บูเรเตอร์ Keihin) ส่วนรุ่น 1,100 cc ถูกอัพให้เป็น 1,200 cc และมีการเปิดตัวเบาะนั่งแบบ low seat height Hugger ออกมา

Sportster ได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์ 5 สปีดในปี 1991 และในโมเดล 883 Deluxe พักเท้ามีการนำยางเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ส่วนระบบการขับเคลื่อนจะเป็นแบบสายพาน  ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1993 ระบบขับเคลื่อนของ Sportster จะเป็นแบบสายพานทั้งหมด

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีและระบบเครื่องยนต์ของ Sportster มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ภายใน คาลิปเปอร์เบรกหน้า เพลาข้อเหวี่ยง ลูกปืนล้อ และการถ่ายเทอากาศในไอดีไอเสียที่ดีขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพและความแรงมากขึ้น

Sportster 1200 Forty-Eight

นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา Sportster มีพัฒนาการและดีไซน์แปลกใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ เช่นรุ่น XR 1200 ที่เปิดตัวมาในปี 2007  การพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้ Sportster เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น

ในปี 2015 Sportster มีวางขายอยู่ด้วยกัน 6 โมเดลคือ XL1200T SuperLow, XL 883L SuperLow, XL 883N Iron 883, XL 1200C 1200 Custom, XL 1200X Forty-Eight และ XL 1200V Seventy-Two.

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

แหล่งที่มา https://ultimatemotorcycling.com/2014/09/16/harley-davidson-sportster-history-reaching-every-niche/

รูปภาพ http://www.ashonbikes.com/harley_xr750

https://www.lowbrowcustoms.com/blog/history-harley-davidson-sportster-blowing-away-big-twins-since-1957/

http://www.bikeexif.com/custom-harley-davidson-sportster-xlch

http://onlymotorbikes.com/harley-davidson/xlh-883-sportster-deluxe/harley-davidson-xlh-883-sportster-deluxe-1989-pic-165823.html

https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/2018/sportster/forty-eight.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley