Harley Davidson WLA 45 1941-1945

Harley-Davidson WLA45

Harley Davidson WLA 45 1941-1945 รถติดอาวุธ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มระอุขึ้นในปี 1942 Harley Davidson ได้รับออเดอร์ให้ผลิต รถรุ่น 45 WLA และ WLC เพิ่มจำนวนนับหมื่นคัน ส่งให้กับกองทัพสหรัฐ แคนาดา และ อังกฤษ เพื่อใช้ในราชการสงคราม

รถ WLA ทกรุ่น ที่ผลิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะผลิตในปีไหน ต่างถูกเรียกว่ารุ่น 1942 วินเทจ

รถที่ออกจากโรงงานทุกคัน จะมีอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งเพิ่มจากรุ่นก่อนๆมาให้มากมาย เช่น กระจกกันลม กันล้มหน้า กระเป๋าข้างขนาดความจุ 120 กิโลกรัม โช๊คหน้าสปริงเกอร์แบบใหม่ อ่างน้ำมันเครื่องซีลกันน้ำ กรองอากาศรุ่นใหม่ กล่องอลูมิเนี่ยมหน้ารถ ไฟหน้า blackout ไฟท้าย ไฟเบรค กล่องเก็บปืนกล (ปืนกล Thopsom A45 caliber) คาบูเรเตอร์ปรับปรุงใหม่ พร้อมแรงอัดกระบอกสูบต่ำ ที่ 4.3:1 สำหรับรถชุดแรก ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงแรงอัดกระบอกสูบขึ้นเป็น 5:1

ตั้งแต่ปี 1940 ถึง 1945 Harley-Davidson ผลิตรถรุ่น WLA ออกมาทั้งหมด 60,437 คัน โดยผลิตรถออกมา 2 สเปค เป็นรถสเปคกองทัพ และ สเปคพลเรือน ซึ่งทั้ง 2 สเปค วางจำหน่ายที่ราคาประมาณ 380 USD และ Harley-Davidson ยังได้ผลิต รถรุ่นพ่วงข้างรุ่น WLS อีกจำนวน 17,823 คัน

โดยสรุป Harley Davidson ได้รับออเดอร์เพื่อผลิตรถรุ่น WLA WLC จำนวนรวม 88,000 คัน และยังได้รับออเดอร์ให้ผลิตอะหลั่ยสำรอง ซึ่งเมื่อนำมาประกอบรวมกันจะสร้างรถได้อีก 33,000 คัน

อย่างไรก็ตาม ต่อมาตอนปลายๆสงครามในปี 1944 กองทัพสหรัฐได้ยกเลิกออเดอร์รถจำนวน 11,331 คัน

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1944 ไม่กี่วันหลังจาก วันดีเดย์ 6 มิถุนายน 1944 (วันที่กองทัพสัมพันธมิตรสามารถบุกขึ้นฝั่งที่ชายหาดนอร์มังดี ฝรั่งเศสสำเร็จ) รถ WLA จำนวน 450 คันที่ตอนแรกตั้งใจจะทำเพื่อขายให้กองทัพ ได้ถูกนำมาวางจำหน่ายให้แก่พลเรือนแทน

และในวันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน รถอีก 600 คันที่มากับเครื่องรุ่นใหม่ ก็ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายแก่พลเรือนเช่นกัน

ในปี 1944 นี้ Harley Davidson ได้ผลิตรถออกมาทั้งหมด 18,688 คัน แบ่งเป็นรุ่น WLA จำนวน 11,531 คัน และ WLC จำนวน 5,356 คัน

นี่คือสุดยอดของตำนานอีกบทนึง WLA 45 รถแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้ในการยึดหัวหาดนอร์มังดี

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิต

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

Harley Davidson WLD45 1941-1946

Harley-Davidson W45

ในปี 1937 เพื่อเป็นการแทนที่รถ R45 Harley-Davidson ได้ผลิตรถรุ่น W45 เครื่อง Flat head วาวล์ข้าง 750cc พร้อมระบบการจ่ายน้ำมันใหม่ ทำให้ดีไซด์ของเครื่องยนต์ออกมามีรูปทรงสวยงามคล้ายเครื่อง knucklehead

รถรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 ของรถเครื่องขนาด 45 คิวบิก ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด ต่อจากรถรุ่น D 1929-1931 และรถรุ่น R 1932-1936

รถตระกูล W นี้มีออกมาหลายรุ่น W Low compression (แรงอัดกระบูกสูบต่ำ ใช้กับเบนซิลค่าออกเทนต่ำได้ดี) เบาะเดี่ยว, WS Low compression พร้อมรถพ่วงข้าง , WS เบาะเดียว High compression (แรงอัดกระบอกสูบสูง เพื่อกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่า) , WLD Extra high compression และ WLDR competition

ตัวถังน่ำมันของรถถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ฝั่งซ้ายสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง ฝั่งขวาสำหรับบรรจุน้ำมันเครื่อง และเริ่มดีไซด์ให้แผงควบคุมมาตรวัดต่างอยู่ตรงกลางถัง เป็นสัญลักษณ์ของรถเครื่อง Big Twin ดังที่เห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน

ในปี 1938 Harley Davidson ผลิต WLD โดยใช้เกียร์ 4 สปีด ปรับปรุง chassis ใหม่ และ ดีไซน์รูปแบบใหม่หลายอย่างเพื่อให้เข้ากับเครื่อง Big Twin ได้ดีขึ้น เช่น ถังน้ำมัน และ รูปแบบแผงควบคุมทรงหยดน้ำ

ในปี 1940 รถรุ่น WLD และ WLDRเปลี่ยนมาใช้ลูกสูบอลูมิเนียม และแม้ว่าจะมีหน่วยงานทางกฏหมายขณะนั้นเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเครื่องรุ่นใหม่นี้ แต่ทางกองทัพสหรัฐเองกลับให้ความสนใจที่จะนำรถเหล่านี้มาใช้ในสงคราม

และในปีเดียวกัน ในการแข่งขัน 200 ไมล์ คลาส C “Babe Tancredi” ขี่เจ้า WLDR45 เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ถือเป็นการพิสูจน์ถึงสมรรถนะของรถให้ประจักษ์แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก

ในปี 1941 Harley Davidson ผลิตรถ Flat Head 45 คิวบิก Racing เป็นรถแข่งขันแรกที่ถือกำเนิดจากรถรุ่น WLDR

อย่างไรก็ตามระหว่างสงคราวโลกครั้งที่ 2 รถที่ผลิตออกมาไม่ได้จำหน่ายให้กับประชาชน โดยทั้งหมดถูกเหมาโดยกองทัพสหรัฐนำไปใช้ในราชการสงคราม

Harley Davidson WL45 เริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาดอีกครั้งเมื่อปี 1947 โดยมาในรูปโฉมปรับปรุงใหม่ให้มีความสวยงามทันสมัยยิ่งขึ้น และ ผลิตไปเรื่อยจนถึงปี 1951

ซึ่งองค์ประกอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่มากมาย และ ไลน์การผลิตที่ยาวนาน ทำให้ เจ้า.WLD 45 เป็นรถยอดนิยมและผลิตมากที่สุดตลอดกาลของ Harley Davidson รุ่นนึง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

 

Harley Davidson VLD 74 1930-1936

Harley Davidson VLD 74 1930-1936

Art Deco แห่งท้องถนน

Harley Davidson Model VL เป็นรถที่ผลิตออกมาแทน Model J ปรากฏโฉมในปลายปี 1929 มาพร้อมกับเครื่องใหม่ที่ออกแบบมาให้สามารถเปลี่ยนกระบอกสูบได้ รวมทั้งฝากระบอกสูบแบบใหม่ ที่ออกแบบโดย Harry Ricardo

เครื่องรุ่นนี้ได้ถูกนำมาใช้แทนที่ของเครื่องรุ่นเดิมแบบ F-head โดยเครื่องมีขนาด 1,200 cc (74 cu.in) ให้กำลัง ประมาณ 26-28 แรงม้า โดยลูกสูบทำจากจากวัสดุน้ำหนักเบาแบบใหม่ ลูกสูบแมกเนเซียม

เครื่อง Flathead ออกแบบมาโดยวางตำแหน่งวาวล์ไว้ด้านข้าง (side valves) ทำให้ตำแหน่งนั่งของคนขี่อยู่ในตำแหน่งที่สบายและเข้ากับหลักสรีรศาสตร์มากยิ่งขึ้น

และที่ช่างในยุคนั้นต้องขอบคุณคือ ฝากระบอกสูบแบบใหม่ ที่ออกแบบให้สามารถถอดออกได้เวลาซ่อมวาวล์ ทำให้การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลงไปมุดอยู่ใต้เครื่องเพื่อทำงานอีกต่อไป

เครื่องรุ่นนี้ยังผลิตมาโดยมีกลไลช่วยเบรคหลังภายใน แทนที่กลไลช่วยนอกเครื่องที่ใช้ในรุ่นก่อนหน้า

ตัวแต่งก็มา

เจ้า VLD “Special Sport Solo”ปรากฏโฉมในปี 1933 เป็นรถรุ่นสปอร์ตตัวแต่งโรงงาน VLD สปอร์ตนี้มาพร้อม แป้นหรีดคาร์บูเรเตอร์ทรงตัว Y แบบใหม่ และ ใช้ลูกสูบแมกเนเซียมน้ำหนักเบาเช่นกัน

กระบอกสูบใหม่และวาวล์ด้านข้างที่ถอดออกได้ ทำให้สามารถปรับแต่งเครื่องยนต์จนได้กำลังขึ้นไปถึง 36 แรงม้า ซึ่งมากกว่ารุ่นธรรมดาถึง 20%

และเหมือนๆกันกับรถร่วมสมัยในยุคนั้น ถังน้ำมันของเจ้า VLD ได้รับอิทธิพลศิลปะ Art Deco มาเต็มๆ ดูได้จากเส้นสายของถังน้ำมันและบังโคลนของรถ

แม้ว่า Harley Davidson จะผลิตเจ้า VLD เพียง 780 คันในปี 1933 แต่บริษัทก็ได้ผลิตรถรุ่นนี้เพิ่มออกมาอีก 4,527 คันในปี 1934

และในต้นปี 1937 Harley Davidson ได้ปรับเปลี่ยนไลน์ผลิต จาก รถ Serie V (VLD คันนี้ ก็เป็นหนึ่งในรถ serie V ) มาเป็นรถ Serie U ที่ใช้ เฟรมท่อคู่สำหรับเครื่อง Knuckle Head แทน

ในปี 1939 รถ ตระกูล U หลายๆ Model ตัวอย่างเช่น รถ E Knuckle Head ได้รับการติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีด โดยมีการวางตำแหน่งเกียร์ว่างอยู่ระหว่างเกียร์ 2 และ เกียร์ 3 ซึ่งก็เป็นเพียงปีเดียวที่มีการผลิตรถโดยใช้ตำแหน่งเกียร์ว่างตำแหน่งนี้

Harley-Davidson VLD 1936 สุดยอดรถอีกรุ่น ที่ส่งกำลังจากเครื่อง Flat Head ผ่านลายเส้นสไตล์ Art Deco

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley Davidson B21 ปี 1926

 

Harley Davidson B21 ปี 1926

เครื่องยิงถั่ววิ่งได้

เพื่อเป็นการรับมือกับรถรุ่นใหม่สูบเดี่ยวของ บริษัท มอเตอร์ไซด์ อินเดียน “Indian Princes”

ในปี 1926 Harley Davidson ได้ตัดสินใจออกรถโมเดลใหม่สองรุ่นทันที รถสองรุ่นใหม่นี้เป็นรถลูกสูบเดี่ยวเหมือนกัน แต่ออกขายใน 2 version ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันสองแบบ

-รุ่น Solo Model A และ B ใช้เครื่อง Flathead ที่วาวล์อยู่ด้านข้าง ใช้ลูกสูบอัลลอย วางขายที่ราคา 235 usd

-รุ่น Sport Model AA และ BA ซึ่งวาง วาวล์ไว้ด้านบน Overhead Valves (OHV) ใช้ลูกสูบอลูมิเนียม วางจำหน่ายที่ราคา 275 usd

ในปีนั้น Harley Davidson ผลิต โมเดล BA ออกมา 515 คัน และเลิกผลิตไปในปี 1929 ส่วน โมเดล B ผลิตออกมามากกว่าที่จำนวน 5,979 คัน และเลิกผลิตไปในปี 1934

*หมายเหตุ วาวล์ (Valves) ในที่นี้หมายถึง วาวล์ที่ใช้ในการควบคุมจังหวะเวลา และ ปริมาณของไอน้ำมันที่จะส่งเข้าสู่เครื่องยนต์เพื่อจุดระเบิดครับ

รถรุ่นพิเศษ S Competition ก็มา

ในปี 1926 ได้มีการแบ่งรุ่นย่อยของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับประเทศขึ้น นั่นคือ การแข่งสำหรับรถรุ่นที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 350cc (21.1 cu.in)

Harley Davidson มีความคิดจะพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับรถคลาสนี้ บริษัท จึงทำการปรับแต่งเครื่องยนต์ในหลายจุด เพื่อให้สอดคล้องกับกฏข้อบังคับของสมาคม

Harley Davidson พัฒนาเครื่องรุ่นพิเศษ S Competition นี้จากชิ้นส่วนในไลน์ผลิตเดิมนำมาปรับแต่งใหม่ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งนี้โดยความร่วมมือของบริษัทพันธมิตรหลายบริษัท อาทิ เช่น
– Ricardo ช่วยในการออกแบบและพัฒนาลูกสูบแบบพอร์ทคู่ ทำให้การไหลเวียนของอากาศในเครื่องยนต์ดีขึ้น
– Bosch ช่วยพัฒนา Compact Magneto (มีหน้าที่ควบคุมการจุดระเบิดของหัวเทียน) ให้มีขนาดเล็กลงและทำงานได้เที่ยงตรงขึ้น (ซึ่งขนาดนั้นเล็กลงมากเมื่อเทียบกับรถรุ่นยุคเดียวกัน จนได้ฉายาว่าเจ้าหนู The Baby )

ข้อดีมากๆของรถรุ่นนี้ คือ การซ่อมบำรุงซึ่งทำได้ง่ายมากถึงมากที่สุด เนื่องจากการออกแบบตัวเครื่องยนต์ ที่สามารถแยกส่วนได้อย่างง่ายดาย ไม่ซับซ้อน

และ หากคุณเกิดในปีนั้น เพียงเพิ่มเงินอีก 25 usd (275 เป็น 300 usd) คุณลูกค้าก็จะสามารถครอบครองรถ B21 รุ่น S Competition ที่ใช้เครื่อง Overhead Valves แต่งจากโรงงานได้ทันที

รถรุ่นนี้มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “เจ้าเครื่องยิงถั่ว” เนื่องจากเสียง ป๊อบ ป๊อบ ป๊อบ จากท่อลูกสูบเดี่ยวของมันนั่นเอง

นี่คือสุดยอดของตำนานอีกบทนึง Model B21 เจ้าถั่วน้อย ผู้ออกมาสยบ เจ้าชายแห่งอินเดียน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

 

 

Harley Davidson Model 11-K 1915

Harley Davidson Model 11-K 1915

กำเนิดเครื่อง V TWIN

Harley Davidson ผลิต รถที่ใช้เครื่องยนต์ V Twin ครั้งแรกในปี 1909 เครื่องยนต์ลูกสูบคู่ที่วางแนวลูกสูบ 45 องศา เป็นรูปตัว V นี้ มีขนาดลูกสูบ 810 cc (50 cu.in) ให้กำลัง 7 แรงม้า

รถใช้ระบบสายพาน มีให้เลือกทั้งสายพานแบบขนาน และ แบบตัว V เพื่อส่งกำลังไปยังล้อหลัง และ ยังเป็นตัวช่วยถนอมเฟืองท้ายและโซ่สตาร์ทไปด้วยในตัว

เครื่อง Harley Davidson V Twin ในยุคแรก ใช้ลิ้นไอดีแบบสูญญากาศ ( Vacuum inlet valves) แบบเดียวกับเครื่องลูกสูบเดี่ยวที่ใช้อยู่ขณะนั้น ในจังหวะลูกสูบชักลงจะไปเปิดลิ้นไอดีทำให้เกิดแรงดูด ผสมน้ำมันกับอากาศส่งเข้าสู่เครื่องยนต์ ซึ่งทำงานได้ดีกับเครื่องยนต์ลูกสูบเดี่ยวแต่ใช้ได้ไม่ดีนักกับเครื่อง V Twin

Harley Davidson ต้องยกเลิกระบบวาวล์แบบนี้กับเครื่อง V Twin หลังจากนั้นไม่นาน ซึ่งเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ใช้ระบบไอดีแบบเก่านี้คือเครื่อง 27 V Twin

Harley Davidson เร่ิมผลิตเครื่อง V Twin ขนาด 810.42 cc(49.46 cu in) ในปี 1911 ตามมาด้วยเครื่องขนาด 987.67 cc (60.33 cu in) ในปี 1912 และ หยุดการผลิตทั้งสองแบบในเวลาไม่นาน คงผลิตเพียงแค่ เครื่อง V Twin รุ่นปี 1913 เท่านั้น ซึ่งได้ยกเลิกในเวลาเพียงสองปีเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะการเข้ามาแทนที่ของเครื่องรุ่นใหม่ ปี 1915

———————————

Harley Davidson V Twin Engine 1915

Harley Davidson ได้ทำการปรับปรุงยกเครื่อง V Twin ของตัวเองใหม่หมด ในปี 1915 ลูกสูบใหม่ ท่อส่งน้ำมันดีไซน์ใหม่ ท่อไอดีขนาดใหญ่ขึ้น และ การวางท่อไอดีแบบ V 45 องศา

มีการติดตั้งปั้มน้ำมันเครื่องอัตโนมัติ พร้อมปั้มมือเป็นตัวช่วย

ในการปรับปรุงระบบวาวล์ควบคุมกำลังเครื่อง (Power Valve) ได้มีการออกแบบถังน้ำมันด้านขวาล่างให้ยุบเข้า เพื่อเปิดที่ว่างให้ Power วาวล์ ที่อยู่บนยอดของเครื่องยนต์ ทั้งสองสูบ สามารถสอดเข้าไปได้พอดี (ดูรูปประกอบ)

การปรับปรุงนี้เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ ได้ถึง 1 ใน 3 หรือ เพิ่มขึ้น จาก 8 เป็น 11 แรงม้า

นอกจากนั้น Harley Davidson 1915 รุ่น 11H และ 11J ที่ใช้เครื่อง V Twin ใหม่นี้ ยังเป็นรถรุ่นแรกของ Harley ที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟช่วยขับขี่ต่างๆลงไปด้วย เช่น ไฟหน้า ไฟท้าย และ แตร

Harley Davidson ประกอบรถรุ่น J ลูกสูบคู่ จำนวน 3,719 คัน ขายที่คันละ 310 เหรียญ หรือ 10,000 บาท และ Harley Davidson ยังได้ผลิตรุ่นย่อย KR Roadster Racers จำนวน 121 คัน และ KT Track Racers อีก 37 คัน ซึ่งทั้งสองรุ่นย่อยขายอยู่ที่คันละ 250 เหรียญ หรือ 8,300 บาท

นี่คือสุดยอดของตำนานอีกบทนึง Model 11-K The first V Twin

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

F-HEAD single cylinder (1903-1905) The First HARLEY DAVIDSON

HARLEY DAVIDSON
ชื่อที่แม้กระทั่งคนที่ไม่สนใจมอเตอร์ไซด์ยังต้องรู้จัก มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของยานพาหนะ แต่มันเป็นเรื่องราวของเครื่องจักรชั้นยอดที่เป็นกลายมาเป็นตำนานจนทุกวันนี้

F-HEAD single cylinder (1903-1905)
The First HARLEY DAVIDSON
F-HEAD single cylinder (1903-1905)
The First HARLEY DAVIDSON

ในปี 1900 Willaim S Harley นักออกแบบที่ทำงานในโรงงานเหล็กในมิลวอคกี้ และ เพื่อน Authur Davidson ที่รักในกีฬาตกปลา มีความคิดที่จะสร้างรถมอเตอร์ไซด์ของตนเอง ทั้งนี้ เพื่อที่พวกเค้าจะได้เข้าไปถึงสถามที่ตกปลาได้สะดวกมากขึ้นเท่านั้นเอง

ทั้งสองได้เริ่มออกแบบเครื่องยนต์ในปลายปี 1900 ต่อต้นปี 1901 โดยใช้เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ ปรากฏว่าเครื่องยนต์ทำงาน แต่ขาดพลัง แถมยังมีปัญหาน้ำมันรั่วอีก พวกเค้าจึงพัฒนาเครื่องรุ่น 2 และเมื่อถึงรุ่น 3 จึงเริ่มนำเครื่องประกอบเข้ากับเฟรม ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าทดสอบรถคันแรกของ Harley Davidson คือ Walter น้องชายคนที่สองในตระกูล Davidson ซึ่งกำหนดจะทำการทดสอบในงานแต่งงานของน้องชายอีกคน

แต่เมื่อถึงวัน ก็ยังไม่สามารถทำการทดสอบได้ เพราะรถประกอบไม่เสร็จ พี่น้อง Davidson ยังคงต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในการประกอบรถในขั้นตอนสุดท้าย

รถต้นแบบมาสำเร็จเมื่อปี 1902 และ ในปีถัดมาการทดสอบครั้งแรกจึงได้เริ่มขึ้น มอเตอร์ไซด์ต้นแบบคันนี้ ใช้เครื่องยนต์สูบเดี่ยว 4 จังหวะ ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ตรงไปยังล้อหลังโดยใช้ระบบสายพาน

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะมีความน่าเชื่อถือทำงานได้ และให้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 40 กม/ชม แต่กำลังเครื่องยังคงมีไม่พอเพียง ทำให้ต้องมีบันไดใช้ในการถีบช่วย อีกทั้งตัวเฟรมรถยังไม่แข็งแรงเพียงพอต่อแรงเครียดแรงกดแรงเหวี่ยงทั้งหลาย เพื่อเป็นการแก้ปัญหา Harley Davidson จึงตัดสินใจที่จะสร้างเครื่องยนต์ที่มีพลังมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างเฟรมเป็นของตนเอง

การออกแบบเฟรมเองของ Harley เน้นที่การทำให้ตัวเฟรมแข็งแรงขึ้น การขยายขนาด chassis และ การวางตำแหน่งเครื่องยนต์ใหม่ ให้ไปอยู่หน้าบันไดช่วยปั่น ทำให้ในปี 1903 นี้เอง รถต้นแบบคันแรกของ Harley Davidson / F-HEAD single cylinder จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

รถ model เดียวกันอีกสองคันตามมาในปีเดียวกันนี้ ทำให้ โรงงาน Harley Davidson ผลิตรถได้ทั้งหมด 3 คันในปี 1903

พวกเขาออกแบบโลโก้ Harley Davidson เป็นแบบตัวอักษรเรียบๆสีทอง และนำไปไว้ด้านข้างซ้ายของถังน้ำมันซึ่งพ่นสีดำเปียโน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโลโก้ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดโลโก้นึงในโลกปัจจุบันนี้

ปล.รถทั้ง 3 คัน ขายได้หมดในปี 1903 ก่อนที่พวกมันจะประกอบเสร็จเสียอีก

Credit HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS
by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider แปล

Harley Davidson XR 1200 เกิดมาเพื่อเป็นแข่งขัน

2010 XR1200X

รถ Harley รุ่น XR750 มีความโดดเด่นเป็นที่กล่าวกันว่าเป็นรูปลักษณ์ของรถแข่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากรถแข่งในสนามดินของประเทศอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 แต่อย่างไรก็ตาม ฮาร์เลย์ ไม่สามารถพัฒนารูปทรงรถรุ่น XR นี้ให้เป็นโฉมรถขับขี่ทั่วไปตามท้องถนน ฮาร์เลย์พยายามปรับปรุงรูปทรงรถรุ่น XR เพื่อให้เป็นรถขับขี่ทั่วไปมาเรื่อย ๆ จนถึงปี ค.ศ. 2008 ฮาร์เลย์ ได้นำรุ่น XR1200 ที่มีความโดดเด่นเป็นเวอร์ชั่นหนึ่งของรุ่น Sportster ออกสู่ตลาด ซึ่งในเบื้องต้น ฮาร์เลย์ต้องการนำรถรุ่นใหม่นี้เข้าขายเฉพาะในแถบยุโรป แต่ต่อมาภายหลังได้นำกลับมาขายในแถบอเมริกาด้วย รุ่น XR1200 นี้ เป็นรถที่ปรับปรุงมาจากต้นแบบคือรุ่น 1200 Sportster โดยทำการปรับเครื่องยนต์ใหม่ ปรับเพิ่มส่วนรองรับแรงกระแทก ปรับปรุงระบบเบรก และยางรถเป็นแบบสปอร์ตมากขึ้น

XR1200 X

ในปี ค.ศ. 2010 ฮาร์เลย์ ได้เพิ่มรหัส X เข้าไปในรุ่น XR1200 ซึ่งรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งอย่างลงตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกและเคลือบทับด้วยสีดำ โช้คคู่หน้าเป็นแบบกลับหัวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวถัง

Harley Davidson Sportster XL883R Y2003

Harley Davidson Sportster 2003 XL883R

 

ถึงแม้ว่า Harley จะมีประวัติอันยาวนานว่าประสพความสำเร็จเป็นอย่างมากในฐานะผู้ผลิตรถที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมในการวิ่งแข่งขันทางเรียบ แต่นั่นยังไม่ใช่แรงบันดาลใจให้ฮาร์เล่ย์ผลิตรถรูปแบบนี้ออกมามากนัก ส่วนรถรุ่น XLCR และ XR1000 เป็นรถที่ได้รับอิทธิพลมาจากรุ่น XR750 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมาก อย่างไรก็ตามเมื่อผลิตออกมาแล้ว รถทั้ง2รุ่นนี้ไม่ประสบผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด ในปี ค.ศ. 2002 ฮาร์เล่ย์ได้ทดลองผลิตรุ่น 883R ออกสู่ตลาดอีกครั้ง และรุ่นที่ผลิตออกมาใหม่นี้มีส่วนคล้ายกับรุ่น sportster และออกแบบมาได้อย่างลงตัวกับแฮนด์ cowhorn สีดำและมีท่อไอเสียสองอัน และถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางอย่างของรถรุ่นนี้ แต่มันก็เป็นรถอีกรุ่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับขี่ เปรียบเทียบรถรุ่นนี้ กับหลายๆรุ่น รถ 883 R ตัวนี้ไม่ได้ถูกผลิตให้งดงามแต่มันก็เป็นรถที่มีเสน่ห์และเหมาะสมที่จะขับขี่ในเมืองหรือตามถนนในชนบทซึ่งข้อจำกัดบางอย่างของรถรุ่นนี้ไม่ใช่ประเด็นของผู้รักการขับขี่

2003 XL883R

Sportster แบบรุ่นที่ 6 เป็นแบบเฟรมเดียว เครื่องยนต์แบบวีทวิน 2สูบ และมีจุดแตกต่างสองสามจุดที่ถังน้ำมัน และความหลากหลายรูปแบบของตัวแฮนด์และสีตัวถัง ซึ่งแต่ละแบบแต่ละรุ่นจะมีความแตกต่างกันไป รุ่น 883 นี้ดูเหมือนจะเป็นรุ่นต้นแบบที่มีสีดำและส้มเป็นสีพิเศษจากโรงงานซึ่งทำให้รถรุ่น R นี้ดึงดูดใจแฟนๆขับทางเรียบ

บทความ Darkrider

รูป www.totalmotorcycle.com

แปลจาก Ultimate Harley-Davidson  by Hugo Wilson

Celebrate our DARK RIDER March 16,2017

ผ่านไปแล้วสำหรับงานฉลองเปิดโชว์รูมอย่างเป็นทางการนะคะ ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม