Harley-Davidson 1960-1970 อิทธิพลจากมอเตอร์ไซค์แดนปลาดิบ

Harley-Davidson 1960-1970 อิทธิพลจากมอเตอร์ไซค์แดนปลาดิบ

ในช่วงปี 1960 แม้เศรษฐกิจในอเมริกาและตลาดมอเตอร์ไซค์กำลังไปได้ดี บทบาทของ Harley-Davidson ในตลาดนั้นมีไม่มากนัก เหตุผลหนึ่งมาจากเทรนด์รถสกูตเตอร์ที่คนรวยชอบซื้อกันขับตั้งแต่ช่วงปี 1950s

มอเตอร์ไซค์สกูตเตอร์ Harley-Davidson Topper 

กระแสนิยมรถสกูตเตอร์นี้ขับเคลื่อนโดยผู้ผลิตในประเทศผสมกับการนำเข้าเครื่องยนต์จากอิตาลีและเยอรมัน ส่วน Harley-Davidson ตัดสินใจผิดพลาดเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อพวกเขาตัดสินใจจะร่วมวงการนี้ด้วย โดยการเปิดตัวรถสกูตเตอร์อย่าง Harley-Davidson Topper ในปี 1960 กระแสนิยมรถสกูตเตอร์ก็เริ่มจะซากันไปแล้ว

มอเตอร์ไซค์แบรนด์อังกฤษรุ่น 500 และ 650cc ในประเทศยังคงขายดีอยู่ และการเข้ามาของ ฮอนดา ในปี 1959 และมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นแบรนด์อื่น ๆ ก็ได้พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ในอเมริกาไปอย่างมาก

การเข้ามาของแบรนด์ญี่ปุ่นทำให้ตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กในอเมริกาเปิดกว้างขึ้น คนที่ไม่เคยคิดจะซื้อมอเตอร์ไซค์มาก่อน ก็มีโอกาสในการซื้อมากขึ้น และบริษัทญี่ปุ่นเองก็มองว่า กลุ่มผู้ขับที่เริ่มต้นจากมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็ก อีกไม่นานพวกเขาก็จะขยับไปสู่มอเตอร์ไซค์ Big Bike รุ่นใหญ่อยู่ดี นี่คือวิสัยทัศน์ของพวกเขา

ฮอนดา เปิดช๊อปในอเมริกาปี 1959

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ Harley-Davidson ก็ได้พยายามผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็กออกมาเช่นกัน โดยเริ่มจากผลิตโมเดลเครื่องยนต์ 165cc ออกมา ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากโมเดล 125cc ที่เกิดขึ้นในปี 1948

อย่างไรก็ตามความเชี่ยวชาญในการผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กของ Harley-Davidson นั้นมีไม่เพียงพอ พวกเขาต้องหาคนช่วย ฮาเลย์จึงตัดสินใจเข้าซื้อกิจการในบริษัทอิตาลีอย่าง Aermacchi ที่เน้นผลิตมอเตอร์ไซค์คันเล็ก โดยเข้าถือหุ้นส่วน 50%

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ฮาเลย์พยายามดันรถสกูตเตอร์ Topper เข้าสู่ตลาดนั้นถือว่าล้มเหลว มาคราวนี้ก็นำสินค้าที่ไม่คุ้นตาและไม่น่าไว้ใจจากต่างชาติเข้ามาอีก จุดนี้ทำให้ตัวแทนจำหน่ายของฮาเลย์ทั่วประเทศเกิดข้อกังขาในตัวสินค้า และสุดท้ายยอดขายก็ไม่เป็นอย่างที่ฮาเลย์ตั้งเป้าไว้

Harley-Davidson Electra Glide 1965

การเข้ามาของมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นยังทำให้ชาวอเมริกันตั้งคำถามกับบริษัทขึ้นอีก ในเมื่อมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นรุ่นขนาด 125cc ยังมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบไฟฟ้าได้ แล้วทำไม Harley-Davidson เครื่องยนต์ขนาด 1200cc จึงไม่มี

เพื่อตอบรับกับคำวิจารณ์ ฮาเลย์จึงตัดสินใจนำระบบสตาร์ทไฟฟ้าเข้ามาใส่ในกลุ่มโมเดล FL ตั้งแต่ปี 1965 เกิดเป็นรุ่นที่ยอดฮิตที่สุดรุ่นหนึ่งอย่าง Electra Glide ฮิตเสียขนาดที่ว่ามีคนนำชื่อไปทำเป็นหนังภาพยนต์อย่างเรื่อง Electra Glide in Blue ในปี 1973

ในปี 1967 มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กของฮาเลย์จะผลิตโดย Aermacchi ในอิตาลีทั้งหมด ส่วนฐานผลิตหลักที่เมือง Milwaukee ก็จะเน้นผลิตโมเดล Sportster, Electra Glide และ Servi-Car เป็นหลัก

William และ John Davidson หลานสองคนของ William A. Davidson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ถ่ายรูปคู่โมเดลฮาเลย์ ฉลองครบรอบ 75 แบรนด์ Harley-Davidson ในปี 1978 (ประมาณ 10 ปี หลังจาก AMF เข้าซื้อกิจการฮาเลย์)

ต้องยอมรับว่าการบุกตลาดของมอเตอร์ไซค์แบรนด์ต่างประเทศทำให้ส่วนแบ่งตลาดและยอดการผลิตของ Harley-Davidson นั้นลดน้อยลงเหลือเกิน  แม้ราคาหุ้นของฮาเลย์จะปรับตัวสูงขึ้นในปี 1965 บริษัทยังคงขาดสภาพคล่อง ขาดเงินสดในการดำเนินการ

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทจึงต้องหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถพยุงพาให้บริษัทไปต่อได้ ในปี 1969 Harley-Davidson จึงตัดสินใจครั้งสำคัญในการขายหุ้นส่วนเกือบทั้งหมดให้บริษัท American Metal Foundries ครอบครองและบริหารจัดการ 

ในช่วงที่ American Metal Foundries บริหาร Harley-Davidson ดีไซน์ต่าง ๆ ของตัวมอเตอร์ไซค์ได้เปลี่ยนไปพอสมควร พวกเขาได้บริหารฮาเลย์จนถึงปี 1981 ก่อนที่ Willie G. Davidson จะซื้อบริษัทกลับไป

ในบทความหน้าเราจะพูดถึงกระแสนิยมของมอเตอร์ไซค์ประเภท Chopper และอุปสรรคที่ฮาเลย์ต้องฝ่าฟันในช่วงปี 1970-1980 โปรดติดตามตอนต่อไปครับ      

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition Wilson – Hugo Wilson

รูปภาพ  https://www.motorcycle.com/features/scooter-versus-motorcycle-pros-cons.html/attachment/101518-scooter-vs-motorcycle-harley-davidson-topper-scooter-ad

http://japanesenostalgiccar.com/honda-recreates-1959-storefront-in-hq-lobby/

https://www.chopperexchange.com/For-Sale/Harley-Davidson/Electra_Glide_Super_Sport/679401

https://www.jsonline.com/picture-gallery/life/green-sheet/2018/12/11/photos-harley-davidson-amf-years/2276602002/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

Harley-Davidson 1950-1960 กำเนิดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

จากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประเทศเยอรมันต้องชดเชยความเสียหายมากมายที่ทำไว้ หนึ่งในการตอบแทนและการชดเชยนั้นก็คือการขายไอเดียวิธีการออกแบบเครื่องยนต์ 2 สโตรค 125 cc ให้กับ Harley-Davidson ซึ่งแม้จะเป็นครั้งแรกที่ฮาเลย์ได้ทดลงผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โมเดลอย่าง Harley-Davidson Hummer ที่ปล่อยออกมาในช่วงปี 1950s ก็ถือว่าประสบความอย่างมาก

Haley-Davidson Hummer 1954

แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน ในปี 1948 Harley-Davidson มีการอัพเกรดเครื่องยนต์เช่นกัน ฮาเลย์ได้พัฒนาเครื่องยนต์ Knucklehead ให้เหนือระดับขึ้นจนกลายเป็นรุ่น Panhead (ได้ชื่อมาจากฝาครอบด้านบนที่เหมือนกระทะทำอาหาร)

เครื่องยนต์ Panhead

นอกจากนี้ฮาเลย์ยังมีการคิดค้น โช๊คอัพ ไฮโดรลิค แบบ Telescopic ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1949 ซึ่งเป็นที่มาของโมเดล Hydra-Glide ในภายหลัง

ช่วงปี 1950s อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเข้ามาของมอเตอร์ไซค์แบรนด์อังกฤษทำให้ฮาเลย์ต้องสั่นคลอน เพราะมอเตอร์ไซค์ของต่างชาติเหนือกว่าของพวกเขาแทบจะทุกด้าน ทั้งมีน้ำหนักเบากว่า ทำความเร็วได้ดีกว่า และควบคุมได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังมีดีไซน์เก๋ไก๋ ต่างจากฮาเลย์ช่วงนั้น ที่เน้นแต่ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล

Harley-Davidson K Sport 1952

เมื่อเห็นแบบนี้ฮาเลย์จึงปล่อยออกแบบโมเดล K Sport มาสู้ในปี 1952 แต่น่าเสียดายเครื่องยนต์วาล์วข้างสูบ side-valve flathead ที่ใช้ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ความตั้งใจนี้จึงไม่ประสบผลสำเร็จ  อย่างไรก็ตาม ในปี 1957 ฮาเลย์ได้อัพเกรดเครื่องยนย์ดังกล่าวให้กลายเป็นแบบ วาล์วเหนือสูบ (overhead-valve) และรีแบรนด์ตัวมอเตอร์ไซค์ใหม่โดยใช้ชื่อ “Sportster” เมื่อนั้นเองที่โมเดลนี้กลับมาประสบความสำเร็จอย่างมาก และนับเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล Sportster อย่างแท้จริง

ต้องยอมรับว่าหนึ่งในคู่ปรับตลอดการของฮาเลย์ก็คือ Indian ที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 1901 แต่แล้วในปี 1953 พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้ ต้องปิดตัวลง ทำให้ฮาเลย์ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์อันดับ 1 ของอเมริกาทันที ปีนั้นยังเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 50 ของฮาเลย์อีกด้วย

ต่อมา แบรนด์ Harley-Davidson เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ดาราในวงการเริ่มเข้ามามีบทบาทกับแบรนด์ เช่น เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งเคยขึ้นหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast คู่กับโมเดล KH Sport twin ดาราอย่าง Clark Gable, Tyrone Power และ Roy Rogers ก็ประกาศตนว่าเป็นแฟน Harley-Davidson เช่นกัน

Harley-Davidson Duo-Glide 1958

ก่อนจะเข้ายุค 60 ฮาเลย์มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาพอสมควร และยังมีการสร้างแผนก Sportster ขึ้น สะท้อนถึงความป๊อบปูล่าของโมเดลดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบกันสะเทือนหลังให้กับมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเป็นครั้งแรก ในโมเดล Duo-Glide ซึ่งเป็นทัวร์ริ่งในตำนานก็ว่าได้  

หากจะถามว่าสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮาเลย์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ก็คงตอบได้ว่า ปี 1957” เพราะเป็นปีที่ตระกูล Sportster ถือกำเนิดขึ้นมา และยังอยู่ยงคงกระพันในวงการจนถึงทุกวันนี้

 

แหล่งที่มา หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.bonhams.com/auctions/22125/lot/266/

https://www.pinterest.com/pin/558868634992307686/?lp=true

https://oldmotodude.blogspot.com/2018/02/1952-harley-davidson-model-k-sport-on.html

https://blog.hog.com/magazine-articles/6o-years-of-the-sportster

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

Harley-Davidson 1940-1950 อิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 1941 หลังจากญี่ปุ่นนำเครื่องบินรบโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาอย่างยับเยินที่ เพิร์ล ฮาเบอร์ สหรัฐจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกทันที ณ ตอนนั้น เศรษฐกิจภายในประเทศได้ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสงครามโลกแบบเต็มรูปแบบ

ช่วงนั้น Harley-Davidson ต้องทำการหยุดขายมอเตอร์ไซค์ให้กับประชาชนไปชั่วคราว เพื่อหันมาผลิตมอเตอร์ไซค์ให้กับกองกำลังทหาร ซึ่งไม่เพียงผลิตให้กับประเทศตนเองเท่านั้น ยังผลิตให้กับประเทศฝ่ายเดียวกัน (กลุ่มสัมพันธมิตร หรือ Allies) ตลอดระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นจำนวนทั้งหมดมากกว่า 90,000 คัน

โมเดล Harley-Davidson WLA ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

มอเตอร์ไซค์ที่ผลิตให้กับกลุ่มสัมพันธมิตรเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโมเดล WLA เครื่องยนต์แบบวาล์วข้างสูบ (side-valve) ซึ่งการที่มันถูกใช้ในสนามรบในทวีปยุโรปอย่างแพร่หลาย ทำให้คนทั่วโลกเริ่มรู้จักแบรนด์ Harley-Davidson มากขึ้น ถือว่าได้โฆษณาแบรนด์ตัวเองไปด้วย

แม้กำลังการผลิตยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดได้จนกระทั่งปี 1947 Harley-Davidson สามารถผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ด้วยสถานะที่ค่อนข้างมั่นคง  สงครามโลกครั้งนี้ยังสร้างอิทธิพลต่าง ๆ ให้กับ Harley-Davidson และวงการมอเตอร์ไซค์ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ฮาเลย์สไตล์ Chopper ในยุค 60s

ลองจินตนาการดูครับ ฮาเลย์ได้ผลิตมอเตอร์ไซค์จำนวนกว่า 90,000 คันให้กับประเทศตัวเองและฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงคราม แต่เมื่อสงครามจบลงแล้ว มอเตอร์ไซค์จำนวนมากเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน?

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ช่วงนั้นมี Harley-Davidson มือสองที่เหล่าทหารเคยใช้วางขายเป็นจำนวนมากในตลาดด้วยรายาย่อมเยาว์ ส่วนเหล่าทหารที่ถูกปลดประจำการจำนวนมาก ก็บังเอิญต้องการหาสิ่งตื่นเต้นแปลกใหม่ทำเช่นกัน ทหารเหล่านี้จึงนำ Harley-Davidson มาปรับแต่งกันเพื่อความสนุก เกิดเป็นเทรนด์การแต่งมอเตอร์ไซค์แบบ Custom ขึ้นมา

โดยไอเดียการแต่งคือการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด เพื่อให้ตัวรถมีการควบคุมและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น เมื่อตัวมอเตอร์ไซค์เหลือเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงเท่านั้น มอเตอร์ไซค์เหล่านี้จะถูกเรียกว่า “Bobber” ซึ่งถือเป็นสไตล์ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับมอเตอร์ไซค์สไตล์ “Chopper” ในภายหลัง

อย่างไรก็ตามในปี 1947 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ Biker ขึ้น  มีแก๊งคนขับมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ชื่อว่า The Booze Fighters ได้รวมตัวกันสังสรรค์อย่างสุดเหวี่ยงในเมืองฮอลลิสเตอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสร้างความวุ่นวายและความเดือดร้อนให้กับผู้คนระแวกนั้นเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นั้นทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์โดยรวมถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบสร้างปัญหา ซึ่งใช้เวลานานอยู่พอสมควรกว่าภาพลักษณ์ลบ ๆ นี้จะหายไป  

เหตุการณ์ในครั้งนั้นโด่งดังถึงขนาดมีคนนำมาทำเป็นหนัง (เรื่อง The Wild One) ซึ่งมีดาราในตำนานอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เล่น แม้มอเตอร์ไซค์ที่เขาขับในหนังจะไม่ใช่ Harley-Davidson ก็ตาม

ในช่วงปี 1950-1960 Harley-Davidson มีการปล่อยโมเดลใหม่ออกมามากมาย และเป็นปีที่บริษัทให้กำเนิดตระกูลฮาเลย์ในประวัติศาสตร์อย่าง Sportster เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

 

แหล่งที่มา: หนังสือ Ultimate Harley-Davidson New Edition โดย Hugo Wilson

รูปภาพ: http://nostalgiaonwheels.blogspot.com/2011/07/harley-davidson-motorcycles-at-war-wwii.html

https://nationalmcmuseum.org/2016/11/11/1942-harley-davidson-wla-the-liberator/

https://www.ellaspede.com/blog/latest/a-look-at-bobber-and-chopper-motorcycles/

http://blog.getlowered.com/motorcycle-features/history-of-chopper-motorcycle/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

 

Harley-Davidson 1930-1940 ฝ่าวิกฤต The Great Depression

ในปี 1929 เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า The Wall Street Crash ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ที่ส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก

ช่วงปี 1930-1940 จึงเป็นเวลาที่ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์รายใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทาย คู่แข่งรายสำคัญของ Harley-Davidson อย่าง Excelsor-Henderson ถึงกับต้องยุติการผลิตสินค้าลงในปี 1931 ส่วนยอดผลิตของฮาเลย์ตกลงเหลือเพียง 4,000 คันในปี 1933 น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 1910

ชายหนุ่มประกาศขายรถในราขาเพียงประมาณ 3,000 บาทเนื่องจากเสียเงินทั้งหมดไปในตลาดหุ้นจากเหตุการณ์ The Wall Street Crash

อย่างไรก็ตาม Harley-Davidson ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มาได้โดยไม่เจ็บตัวมากนั้น เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือเนื่องจาก Harley-Davidson เป็นบริษัทที่ วิลเลียมส์ ฮาเลย์ และสามพี่น้องตระกูลเดวิดสัน เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว (ธุรกิจของครอบครัว) พวกเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาในการพูดคุยอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กับผู้ถือหุ้นคนใด สิ่งที่ต้องทำจึงเหลือเพียงการฮึดสู้ โฟกัสกับงานของตัวเอง และอดทนรอเวลาเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น

วิกฤต The Great Depression ยังส่งผลไปถึงวงการรถแข่งมอเตอร์ไซค์ ช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ต่างไม่มีเงินทุนในการผลิตรถแข่งสำหรับการแข่งขันประเภท Class A ที่กำหนดว่ามอเตอร์ไซค์ต้องเป็นประเภท 8 วาล์ว ระบบ overhead camshaft และใช้เครื่องยนต์ flathead ที่ปรับจูนมาพิเศษ เท่านั้น

ในปี 1934 จึงมีประเภทการแข่งรถแบบ Class C ขึ้นมา ซึ่งต้องการมอเตอร์ไซค์ที่มีเครื่องยนต์ side-valve ขนาด 750 cc และเครื่องยนต์แบบ 500cc ระบบวาล์วเหนือสูบ (overhead valve) เพียงเท่านั้น  จึงทำให้สนามการแข่งขันเปิดกว้างสำหรับคนทั่วไปมากขึ้น และรถแข่งต่าง ๆ ก็เริ่มถูกผลิตออกมาจากโรงงาน ไม่ได้สั่งทำพิเศษเป็นคัน ๆ อย่างที่เคยเป็นมา

การแข่งขันประเภท Class C ได้รับความนิยมอย่างมาก และต่อมาได้กลายเป็นประเภทการแข่งขันที่สำคัญที่สุดในสหรัฐอเมริกา

แม้ความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะยังคงอยู่ ช่วงปี 1930s ยังมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น นั่นก็คือเทรนด์ศิลปะทั่วโลกที่เรียกว่า อลังการศิลป์” (The Art Deco movement) เทรนด์ศิลปะดังกล่าวส่งผลให้ Harley-Davidson เลิกใช้โทนสีเขียวแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1917 แล้วหันไปใช้สีโทนอื่นแทน เห็นได้จากโมเดล 61E Knucklehead ที่เปิดตัวมาในปี 1936 ที่ใช้สีแดงเข้มและมีสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม

Harley-Davidson 61EL Knucklehead 1936

ในช่วงกลางยุค 1930s ภาวะเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์ของ Harley-Davidson ยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรนัก การเปิดตัวโมเดล 61E Knucklehead มาในช่วงนั้นจึงมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร  โมเดล 61E Knucklehead มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระบบล่อลื่นแบบ recirculating lubrication system ระบบเกียร์ 4 สปีด วาล์วเหนือสูบ และห้องเผาไหม้แบบ hemispherical combustion chamber

61E Knucklehead ถือเป็นโมเดลรุ่นปู่ของฮาเลย์หลาย ๆ โมเดลในทุกวันนี้ ซึ่งอิทธิพลของมันไม่ได้มีแค่ในเรื่องกลไกการทำงานของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ซึ่งช่วยให้ตัวรถวิ่งได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ช่วงปี 1930s ถือเป็นยุคของการผลิตมอเตอร์ไซค์ให้ลู่ลม (streamlining) และเจ้า 61E ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของฮาเลย์ในการพัฒนาในจุดนี้ นับเป็นโมเดลต้นแบบให้กับโมเดลรุ่นหลัง ๆ ที่ทำความเร็วได้อย่างเร้าใจ

ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939 Harley-Davidson ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่หายใจเข้าออกปรอดโปร่ง บริษัทมีไลน์สินค้าที่มั่นคง มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดี มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากมาย มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงปลอดภัย และที่สำคัญได้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจล้มละลายที่เลวร้ายที่สุดมาได้ ในบทความต่อไป เราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วง 1940-1950 เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านกันต่อไป

แหล่งข้อมูล : หนังสือ Ultimate Harley Davidson โดย Hugo Wilson

รูปภาพ

https://www.citeco.fr/10000-years-history-economics/industrial-revolutions/stock-market-crash-on-wall-street-and-start-of-the-1930s-crisis

https://thevintagent.com/2018/03/01/class-c-racing-in-california-1935/

https://uncommonmotors.com/1936-harley-davidson-el-knucklehead/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา

Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา    

หลังจากที่เราเคยลงบทความเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของ Harley-Davidson กันไปบ้างแล้ว ในบทความนี้เรามาดูความเป็นไปของแบรนด์ในช่วงปี 1920-1930 กัน นับเป็นช่วงที่สินค้า กลยุทธ์การตลาด รวมถึงวงการสนามแข่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ยอดการผลิตของฮาเลย์ได้ลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่หดตัว ฮาเลย์หาทางแก้โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งในช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ในยุโรปและอังกฤษก็ส่งออกมอเตอร์ไซค์ต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีนี้ ก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมากระตุ้นยอดขายฮาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนตัวแทนจำหน่าย การลงทุนโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาคิดค้นระบบเครดิตออกมาเป็นประเทศแรกของโลกได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินซื้อสินค้า

ทีม Harley-Davidson Wrecking Crew ในสนามแข่งช่วงปี 1920s

แน่นอนยอดการผลิตในช่วงนี้ไม่ดีเท่ากับ 10 ปีแรกที่ Harley-Davidson เปิดตัว อย่างไรก็ตามบริษัทยังถือว่าอยู่ในจุดยืนที่ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นอยู่มาก และในช่วงกลางยุค 1920s ฮาเลย์ได้แซงหน้า Indian ขึ้นเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในช่วงหนึ่งอีกด้วย

สำหรับวงการแข่งรถ ในช่วงต้นศตวรรษ 20 สนามแข่งแบบ board track (พื้นผิวสนามเป็นแผ่นไม้กระดาน) เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์มาโดยตลอด ซึ่งฮาเลย์สามารถคว้ารางวัลมามากมายได้เช่นกัน แต่พอมาถึงช่วงกลางยุค 1920s สนามแข่งดังกล่าวเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  สนามดินแบบ dirt track จึงเริ่มกลายเป็นที่นิยมในวงการการแข่งขันแทน และกลายเป็นสังเวียนหลักในวงการแข่งมอเตอร์ไซค์ในระยะเวลาต่อมา

Harley-Davidson โมเดล B 1928

ช่วงปี 1920-1930 โมเดลของฮาเลย์มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โมเดล W-series flat twin ที่เปิดตัวในปี 1919 ถูกยกเลิกไปในปี 1923 เนื่องจากไม่ตอบโจทย์กลุ่มตลาดในอเมริกา สินค้าที่เข้ามาแทนที่คือโมเดล A และ โมเดล B ที่ใช้กระบอกสูบเดียวและมีความจุกระบอกสูบน้อย  ยอดขายโมเดล A และ B ค่อนข้างคงที่ จนกระทั่งช่วงต้นยุค 1930s มันก็ได้ถูกยกเลิกผลิตไปเช่นกัน

ในปี 1929 ฮาเลย์ผลิตเครื่องยนต์ side-valve V-twins ความจุ 45 ลบน. ออกมาเพื่อแข่งขันกับ Indian และ Excelsior ในตลาดที่กำลังเติบโต นับเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในด้านการพัฒนาเครื่องยนต์ของฮาเลย์  เครื่องยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้ในโมเดลสามล้อที่ชื่อว่า Servi-Car ที่กลายเป็นยานพาหนะยอดนิยมของกลุ่มตำรวจ และมีการผลิตไปจนถึงช่วงปี 1970s

โมเดล Servi-Car เป็นที่นิยมของตำรวจในช่วง 1930

นอกจากนี้ ในปี 1930 เครื่องยนต์ side-valve V-twins ดังกล่าว ยังถูกอัพเกรดให้มีความจุเครื่องยนต์สูงขึ้นอีกเป็น 74 ลบน. ซึ่งถือเป็นจุดจบของการใช้เครื่องยนต์ประเภท inlet-over-exhaust แบบเดิมที่ฮาเลย์ใช้มานานตั้งแต่โมเดลคันแรก    

ในบทความหน้าเราเราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วงปี 1930-1940 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทต้องเผชิญกับ มหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก The Great Depression เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป   

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson – Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.rideapart.com/articles/247412/a-history-of-harley-davidson-and-the-boys-in-blue/

https://www.rideapart.com/articles/254682/how-harleys-became-known-as-hogs/

http://archivemoto.com/thearchive/2017/5/4/the-harley-davidson-wrecking-crew-ascot-park-january-1920

https://www.mecum.com/lots/LV0114-180392/1928-harley-davidson-ba-single/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

เปิดคลังรถ The Undertaker นักมวยปล้ำในตำนาน

เปิดคลังรถ The Undertaker นักมวยปล้ำในตำนาน

สำหรับคนที่เคยดูมวยปล้ำ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก The Undertaker เจ้าของแชมป์ WWE และ Wrestle Mania หลายสมัย ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ “The Deadman” หรือ สัปเหร่อ พร้อมจับคู่ต่อสู้เข้าสู่โลกศพได้ทุกเมื่อ แต่นอกจากคาแรคเตอร์นี้แล้ว รู้หรือไม่ว่าในช่วงต้นปี 2000 ทาง WWE มีการเปลี่ยนบทบาทให้ The Undertaker เป็น “American Badass” หรือนักเลงชาวอเมริกันแทน ซึ่งมักจะเปิดตัวมาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาอย่าง Harley-Davidson แต่ภาพของเขากับฮาเลย์ไม่ได้พบเห็นแค่ในสังเวียนมวยปล้ำเท่านั้น ในชีวิตจริง The Undertaker ก็เป็นแฟน Harley-Davidson ตัวยงคนหนึ่งเช่นกัน  

 

Harley-Davidson ขนโลงศพ

Harley-Davidson คันนี้เป็นได้ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถม้า และรถขนโลงศพ  มันเป็นยานพาหนะที่เขาใช้เมื่อตอนสวมบท The Deadman และได้ใช้เปิดตัวในการแข่งขัน Summer Slam 1992 อีกด้วย  หลังจากที่เลิกใช้ในเวทีมวปล้ำ เขาได้เก็บยานพาหนะนี้เป็นสมบัติของตัวเอง และมันคงจะแปลกตาน่าดู หากเขานำมันออกมาขี่บนท้องถนนแบบจัดเต็มอย่างรูปด้านบน

West Coast Custom Chopper  

ในช่วงต้นปี 2000 ที่ The Undertaker ได้รับบทเป็นนักเลงชาวอเมริกัน นี่คือหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ที่เท่ที่สุดที่เขาใช้เปิดตัว มันเป็นฮาเลย์คัสตอมสไตล์ชอปเปอร์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 150,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 ล้านบาท ในช่วงนั้นภาพลักษณ์การแต่งกายของ The Undertaker ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยมีผ้าคลุมสีดำยาวๆ ใส่หมวกปิดหน้าปิดตา กลายมาใส่ผ้าโพกหัว แว่นตาสีดำ และมอเตอร์ไซค์คู่ใจแทน

 

Harley-Davidson Softail Fat Boy

ครุยเซอร์ยอดนิยมอย่าง Fat Boy คือมอเตอร์ไซค์ที่นักมวยปล้ำคนนี้ใช้เปิดตัวบ่อยสุด หลายคนยังคงจำภาพที่ The Undertaker เลี้ยวโผล่หน้ามาจากปากทางเข้า แล้วตรงดิ่งมาจอดด้านหน้าเวทีก่อนขึ้นสังเวียนได้

หากสงสัยว่าทำไมโมเดลนี้ถึงต้องชื่อ Fat Boy ก็เนื่องจากตอนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ บริษัทได้รับเสียงตอบรับดีมากจากลูกค้า เขาจึงเปรียบคำว่า Fat ที่แปลว่าอ้วนใหญ่ เหมือนกับความยิ่งใหญ่ในการเปิดตัวครั้งนี้  

Fat Boy ถูกผลิตออกมาในปี 1988 เพื่อนำไปลองใช้ในเทศกาล Daytona Bike Week ในปี 1988 แล 1989 ก่อนจะวางขายในตลาดจริงในปี 1990 จนถึงปัจจุบัน

 

Harley-Davidson CVO Limited

Harley-Davidson CVO (Customer Vehicle Operations) คือโมเดลทั่วไปของฮาเลย์ ที่ถูกออกแบบและดีไซน์ออกมาอย่างพิเศษและพิถีพิถัน โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ Harley-Davidson ซึ่งโดยทั่วไปจะมีสเปคสูงกว่าโมเดลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่แรงกว่าจากความจุกระบอกสูบที่เยอะกว่า อุปกรณ์ accessories ที่มากกว่า เป็นต้น และยังมีสีบอดี้แบบพิเศษที่เป็นของโมเดล CVO นั้นเท่านั้น   

หาก CVO โมเดลไหนขายดี ก็จะถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในไลน์สินค้าทั่วไป ส่วนพวก accessories ต่าง ๆ ของโมเดลนั้น ก็จะมีขายให้ Biker ไปแต่งรถตัวเองเพิ่มเติมได้ในปีถัด ๆ มา แต่สีบอดี้และตราพิเศษต่าง ๆ จะถูกเก็บไว้เป็นของ CVO โมเดลนั้นเท่านั้น ไม่มีขาย ราคา Harley-Davidson CVO ในไทยตอนนี้อยู่ที่ราว 2.8 ถึง 3 ล้านต้น ๆ  

สำหรับนักมวยปล้ำในตำนาน The Undertake ของเรา Harley-Davidson CVO Limited คันนี้จะเป็นสมบัติส่วนตัวของเขา ไม่ได้พบเห็นในฉากมวยปล้ำแต่อย่างใด

Harley-Davidson Breakout

Harley-Davidson Breakout ถือเป็นโมเดลที่ออกมาในช่วงหลัง ๆ อยู่ในตระกูล Softail ใช้เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 ถ้าใช้เครื่อง 114 จะมีความจุกระบอกสูบ 1868 cc

มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความทันสมัย มีหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิตอล ระบบกันสะเทือนหน้าหลังมีประสิทธิภาพสูง มีถังน้ำมันขนาด 13.2 ลิตร มีล้อหลังใหญ่ขนาด 240mm แฮนด์บาร์สไตล์ Drag พร้อมให้คุณซิ่ง และสีบอดี้ให้เลือกมากมายถึง 7-8 สี

เช่นเดียวกับ CVO Limited, Harley-Davidson Breakout นับเป็นสมบัติส่วนตัวของ The Undertaker และน่าจะเป็นตัวใหม่ ๆ ที่เขาซื้อมาใช้ขับในชีวิตประจำวัน ในแถบใกล้บ้าน ย่าน   เบเวอร์ลีฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

 

แหล่งที่มา https://www.hotcars.com/undertakers-cars-motorcycles-and-triple-h/

รูปภาพ https://www.givemesport.com/1402462-the-undertaker-is-reportedly-set-to-appear-at-a-major-wwe-event-in-2019

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ดาราระดับโลกที่ชอบขับ Harley-Davidson

ดาราระดับโลกที่ชอบขับ Harley-Davidson

Harley-Davidson นอกจากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ปรากฎอยู่ในภาพยนต์ระดับนานาชาติหลายเรื่องแล้ว ยังเป็นของรักของหวงของเหล่าดาราระดับ Hollywood หลายคนเช่นกัน ในบทความนี้เรามาดูกันว่า ดาราระดับโลกคนไหน เป็นแฟน Harley-Davidson ตัวยงกันบ้าง  

อาโนลด์ ชวาสเนกเกอร์

ภาพของ อาโนลด์ ชวาสเนกเกอร์ กำลังขี่ Softail Fatboy ปรากฎอยู่ในหลายฉากของหนังเรื่อง คนเหล็ก ภาค 2 (Terminator 2: Judgment Day) หลังจากการถ่ายทำ มาริโอ แคซซาร์ ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ ได้ขอเก็บ Fat Boy คันนี้ไว้เป็นของสะสมส่วนตัว ก่อนจะขายมันให้กับนักสะสมคนอื่น และสุดท้ายตัวมอเตอร์ไซค์ได้ลงเอยมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Hollywood Star Cars Museum

นอกจากจะเห็น อาโนลด์ ขับขี่ฮาเลย์บ่อยครั้งในหนังแล้ว ในชีวิตส่วนตัว เขาเป็นหนึ่งในดาราที่คลั่งไคล้ Harley-Davidson เช่นกัน ในช่วงวันหยุด เราสามารถเห็นเขาขับฮาเลย์ชิล ๆ ได้ในย่าน Hollywood แต่มันจะไมได้ดูดุเดือดเหมือนอย่างที่เขาขับในหนังหรอกนะ

แบรด พิตต์

พระเอกสุดหล่ออย่าง แบรด พิตต์ เป็นอีกหนึ่งดารา Hollywood ที่ชอบใช้เวลาว่างโลดแล่นไปกับมอเตอร์ไซค์ของเขาบนท้องถนน สำหรับแบรนด์ Harley-Davidson ดูเหมือน แบรด พิตต์ จะชอบสไตล์ Chopper เป็นพิเศษ 

เขาได้นำโมเดลรุ่นเก่าสมัยใช้เครื่อง Shovelhead มาแต่งอย่างพิสดารให้มีถังน้ำมันและถังแก๊ซในคันเดียวกัน แต่บังเอิญวันที่เขาต้องนำเสนอมอเตอร์ไซค์คันนี้ต่อหน้าสื่อ กลับจำผิด ดันเติมแก๊ซเข้าไปในถังน้ำมัน ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างมาก

คาดว่าเขาเอาอาจจะแต่งฮาเลย์เยอะมากจนเบลอ คราวหน้าก็ติดสติ้กเกอร์ไว้บนฝาถังว่า อันไหนถังแก็ซอันไหนถังน้ำมันแล้วกันครับ

เอลวิส เพรสลีย์

จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับราชาเพลงร็อกแอนด์โรลล์อย่าง เอลวิส เพรสลีย์ นักร้องและนักแสดงชาวอเมริกันผู้คลั่งไคล้ในมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Harley-Davidson ในยุคของเอลวิส ประมาณยุค 60 เครื่องยนต์ที่ Harley-Davidson ใช้ยังเป็นเครื่อง Panhead อยู่  ส่วนตัว เอลวิส จะชอบฮาเลย์แนวทัวร์ริ่ง หรือที่เรียกว่าแนว Dresser คือมีลักษณะใหญ่ มีกระเป๋าข้าง และฟีเจอร์ต่าง ๆ เยอะ โดยเฉพาะรุ่นที่เตี้ย ๆ บอดี้อยู่ใกล้กับพื้นถนน จะชอบเป็นพิเศษ

น่าเสียดายที่ชีวิตของ เอลวิส ต้องปิดฉากลงในวัยเพียง 42 ปี แต่เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักของเขาที่มีต่อ Harley-Davidson ในวันครอบรอบ 30 ปีหลังจากที่เอลวิสได้เสียชีวิตลง ซึ่งตอนนั้นเป็นปี 2007 ก็ได้มีการผลิตมอเตอร์ไซค์ 1957 Black Harley-Davidson ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นรุ่นที่ เอลวิส ใช้ขับจริงสมัยตอนเขามีชีวิตอยู่ แม้แชสซีและระบบส่งกำลังจะเป็นของ Softail 2007 ก็ตาม

Harley-Davidson รุ่นพิเศษนี้ถูกผลิตออกมาเพียง 30 คันทั่วโลก ซึ่งคันที่ 30 ได้ถูกนำไปประมูล และเงินที่ได้จากการประมูลดังกล่าว ได้นำไปช่วยเหลือคนไร้บ้านในเมืองเมมฟิส ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของ เอลวิส

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

ใครที่เป็นคอหนังแอคชั่นย่อมรู้จักชายผู้นี้เป็นอย่างดี ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ปรากฏในหนังแอคชันมากมายไม่ว่าจะเป็น แรมโบ้ ร๊อคกี้ หรือถ้ายุคใหม่หน่อยก็เป็น The Expendable เขาคือหนึ่งในดารา Hollywood ที่ชื่นชอบ Harley-Davidson เหมือนกัน ภาพข้างบนคือมอเตอร์ไซค์คัสตอม Harley-Davidson Led Sled ออกแบบโดย แพท พีเทอร์สัน  มันสวยงามจนสุดท้าย ซิลเวสเตอร์ ก็ตัดสินใจซื้อไป และดูท่าทีแล้วเขาน่าจะคุยกับแบรด พิตต์ได้อย่างถูกคอ เนื่องจากชอบฮาเลย์แนวคัสตอมและ Chopper เหมือนกัน

แหล่งที่มา https://www.harleyworldchesterfield.co.uk/pages/newsandevents/starsonharleys.htm

รุปภาพ  https://motociclo.endrakor.com/harley-davidson-arnold-schwarzenegger/

https://www.pinterest.com/pin/356558495482048376/?lp=true

https://www.pinterest.com/pin/375135843942629730/?lp=true

https://www.hdforums.com/how-tos/slideshows/7-celebs-who-ride-harleys-535004#hugh-jackman

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์

Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์
ในบทความนี้ เรานำ Harley-Davidson คัสตอม สวย ๆ งาม ๆ มาให้ชมกันอีกครั้ง เป็นผลงานจาก FMW Motorcycle บริษัทแต่งรถอยู่ที่เมือง แอนโคนา ประเทศอิตาลี ใกล้กับชายฝั่งทะเลเอเดียติก พวกเขาได้แต่ง Harley-Davidson ให้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “มอเตอร์ไซค์ คาเฟ่” งานชิ้นนี้มีชื่อว่า Harley-Davidson Hurakàn เรามาทำความรู้จักกับมอเตอร์ไซค์คันนี้กัน

หลายคนอาจจะสงสัยกับที่มาของชื่อ มอเตอร์ไซค์คัสตอม คันนี้ คำว่า Harukan เป็นชื่อของเทพเจ้ามายัน ที่เป็นตัวแทนของ “ลม ไฟ และ พายุ” ซึ่งอาจสื่อได้ถึงความลู่ลม ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ คำว่าไฟสื่อได้ถึงเครื่องยนต์ที่ร้อนแรง มีพละกำลัง ส่วนพายุ เปรียบเหมือนความเร็วของตัวรถ ที่วิ่งหายไปอย่างลับตา

ต้องขอเกริ่นประวัติสักนิดว่า มอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ มีต้นกำเนิดมาจากแดนผู้ดี ประเทศอังกฤษ เป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่นิยมในหมู่วันรุ่นของประเทศเขา ในยุค 1960 ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักมารวมตัวกันที่ คาเฟ่ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วมีการเล่นเกมพนันกัน โดยใช้เครื่องเล่นเพลง (jukebox) ในร้าน เปิดเพลงเพลงหนึ่งขึ้น ระหว่างที่เพลงนั้นกำลังเล่น หากใครได้ขับมอเตอร์ไซค์ของตนออกไปยังเป้าหมาย แล้วกลับมาที่ร้านเป็นคนแรก ก่อนเพลงนั้นเล่นจบ ก็จะได้เงินพนันนั้นไปครอง จึงเป็นที่มาขอชื่อประเภทมอเตอร์ไซค์นี้นั่นเอง

กลับมาพูดต่อถึงตัว Harley-Davidson Hurakàn ซึ่งมีชื่อเป็นคอนเซปต์สำคัญ ที่ช่วยกำหนดเรื่องรูปแบบ ดีไซน์ และสมรรถนะเครื่องยนต์ Harley-Davidson Hurakàn คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่แต่งขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน เน้นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มองดูแล้วเป็นรถที่มีมิติในเรื่องความสวยงาม แต่มีอะไหล่และอุปกรณ์ไม่มาก และที่สำคัญมีสมรรถนะที่ทรงพลัง Harley-Davidson Hurakàn มีเครื่องยนต์ S&S V-Twin ขนาดใหญ่ เฟรมรถเปิดเผยให้เห็นห้องเครื่อง และอะไหล่ภายในเกือบทุกส่วน ถังน้ำมันตีหลบเข่าเพื่อให้กระชับในการขับขี่ ส่วนเบาะนั่งเป็นแบบเดี่ยวทรงตูดมด องค์ประกอบที่กล่าวมานี้คือคาแรคเตอร์ของมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ ขนานแท้

โดยทั่วไป ดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์คาเฟ่ จะมีฟีลแบบ เรโทร ย้อนยุคสูงมาก เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1960 แต่ Harley-Davidson Hurakàn คันนี้จะมีกลิ่นอายมอเตอร์เรเซอร์ของอิตาลีขนานแท้ ผสมอยู่ด้วย ทำให้มันเป็น คัสตอม คาเฟ่ ที่ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญเป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่หาดูยากในแบรนด์ Harley-Davidson อีกด้วย

ฟีเจอร์อื่นที่น่าสนใจของ Harley-Davidson Hurakàn ยังรวมไปถึงท่อร่วมไอดี 45mm สองท่อ และมีปลายท่อลดเสียง (silencer) 60mm อีกหนึ่งจุด ที่มีดีไซน์แบบเฉพาะในสไตล์ “คิมุระ” อลูมีเนียมคือวัสดุหลักที่ช่วยให้ตัวมอเตอร์ไซค์ คงทนต่อแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ อีกทั้งมีถังน้ำมันคความจุ 5 ลิตร และระบบ “motoscope pro” ที่ช่วยแสดงสถานะและประสิทธิภาพของตัวรถ ให้กับผู้ขับได้ตลอดเวลา
Harley-Davidson Hurakàn เปรียบเหมือนกับมอเตอร์ไซค์ลูกครึ่ง หาดูยาก ที่รวมสามสัญชาติเข้าด้วยกัน นั่นก็คือโมเดลตัวรถ Harley-Davidson จากอเมริกา สไตล์ คาเฟ่ เรเซอร์ จากประเทศอังกฤษ และดีไซน์ไฟนอลทัช จากทีมงานประเทศอิตาลี เป็นสามองค์ประกอบต่างวัฒนธรรมที่เมื่อรวมตัวกันแล้ว ผลงานออกมาสมบูรณ์ โก้เก๋ มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-hurakan-custom-cafe-racer-fmw-motorcycles-01-24-2018/

LOW BLOW. FMW Motorcycle’s ‘Hurakàn’ Harley Cafe Racer

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมคโดนัลด์ โคคาโคล่า หรือ ดังกิ้น โดนัท แต่แบรนด์เหล่านี้ล้วนเติบโตมาจากการทำการตลาด และการสร้างแบรนด์อย่างหนักหน่วง มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้รับความนิยมจาก คาแรคเตอร์ และตัวตนแบรนด์ที่หนักแน่นอย่าง Harley-Davidson

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Harley-Davidson
กว่าจะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ Harley-Davidson ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเหมือนกัน จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดจากสองพี่น้อง Arthur และ Walter Davidson เกิดไอเดียต้องการติดเครื่องยนต์ไปบนจักรยานของพวกเขา โดยใช้ห้องเก็บของเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในการทดลองโปรเจกต์นี้ขึ้นในปี 1903
ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์คันแรกที่สร้างขึ้น ต้องถูกโละทิ้งทันที เนื่องจากไม่มีพละกำลังมากพอในการวิ่งขึ้นเขาลงเขาในเมือง Milwaukee หลังจากนั้นในปี 1906 Harley-Davidson ก็มีโรงงานจริงจังเป็นของตัวเองครั้งแรก และในปี 1907 ได้คิดค้นเครื่องยนต์ V-Twin อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ในอีกหลายสิบปีถัดมา
หลังจากนั้น Harley-Davidson ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะไม่ใช่แบรนด์อันดับหนึ่งของอเมริกา แต่ก็ถือว่าไม่ใช่แบรนด์เล็ก ๆ ในตลาดอีกต่อไป
จนกระทั่งในปี 1981 คุณภาพสินค้าของฮาเลย์ได้ดรอปลง สาเหตุหนึ่งมาจากผู้ผลิตทางฝั่งญี่ปุ่นเริ่มมีเทคโนโลยีที่สูงกว่า แถมส่งมอบสินค้าในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย ณ จุดนี้ ฮาเลย์ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อพัฒนามอเตอร์ไซค์ของพวกเขา หรือต้องจำใจขายธุรกิจไป
บริษัทตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากชาวญี่ปุ่น ในเรื่องเทคนิคการผลิต รวมไปถึงนำมาตรการตรวจวัดคุณภาพสินค้ามาใช้ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ Harley-Davidson สามารถผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาได้สำเร็จ และได้พามอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม

ณ ช่วงเวลานั้น บริษัทยังขาดเงินทุนในการลงโฆษณา จึงใช้วิธีสร้างกลุ่มคนรัก Davidson ขึ้นมา ชื่อว่ากลุ่ม H.O.G. ย่อมาจาก “Harley Owners Group” เป็นวิธีสร้างคอนเนคชันกับลูกค้าโดยตรง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ตั้งแต่วันนั้นมา กลุ่ม H.O.G. ได้เติบโตขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นฐานลูกค้าขาขนาดใหญ่ ที่คอยสนับสนุนแบรนด์ Harley-Davidson ด้วยชีวิตและจิตใจ

เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ตัวตนและคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ย่อมโตขึ้นด้วยเช่นกัน Harley-Davidson กลายเป็นแบรนด์ที่สื่อถึง “อิสรภาพ และ พลัง” (freedom and power) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้คนเริ่มมองว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์สำหรับ ชายผิวขาววัยกลางคน และพวกที่ชอบแหกกฎ โดยเฉพาะ
ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ Harley-Davidson ประสบปัญหาในการดึงดูดความสนใจจากลูกค้ากลุ่มใหม่ ตัวตนแบรนด์ที่แข็งแกร่งกลายเป็นข้อจำกัดให้บริษัทไม่สามารถขยายธุรกิจต่อไปได้
บริษัทจึงตัดสินใจวางจุดยืนตัวเองใหม่ ให้ Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่เฉพาะบางกลุ่ม แต่ยังคงคาแรคเตอร์ และเสน่ห์ แบบเดิมไว้ ที่ช่วยให้ Harley-Davidson โดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่น
ผลที่ได้มาขึ้น ฮาเลย์ได้ขยายตลาดของตัวเองไปได้กว้างขึ้น แถมบริษัทยังมีแคมเปนจ์อย่าง #Stereotypical Harley ในการสนับสนุนเรื่องนี้ ซึ่งสื่อว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือวัยกลางคน เจน Y หรือกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์

Harley-Davidson เรียนรู้ว่า ประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของแบรนด์คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แต่ขณะเดียวต้องเปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อตามลูกค้าให้ทัน และสร้างฐานตลาดให้ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้ Harley-Davidson ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากสื่อโซเชียล มากมาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจความต้องการลูกค้ามากขึ้น

ความภักดีในแบรนด์คือสิ่งสำคัญ
แม้บริษัทจะมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์โลกมากขึ้น แต่ประวัติศาสตร์ คุณค่า และเสน่ห์ของแบรนด์ยังคงเป็นสิ่งที่สัมผัสได้สำหรับทุกคน เมื่อเราเห็นหรือได้ยิน แบรนด์ “”Harley-Davidson” เราต่างรู้ทันทีว่า คาแรคเตอร์ของแบรนด์นี้ เป็นอย่างไร และแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีกลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ ที่ค่อยสนับสนุนบริษัทอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนไลน์สินค้า เปลี่ยนกลยุทธ์ หรือย้ายฐานการผลิตไปที่ใด แฟน ๆ ฮาเลย์ เหล่านี้ก็จะคอยสนับสนุนอยู่เสมอ ความจริงก็คือเจ้าของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson หลายคนไม่ได้ซื้อโดยคำนึงถึงราคาเป็นหลัก พวกเขาซื้อด้วยความเชื่อ ความศรัทธา และความรักที่มีต่อแบรนด์นี้ต่างหาก

แหล่งที่มา https://medium.com/@Stewart_Fabrik/keep-your-motor-running-the-harley-davidson-brand-story-664cdda147d0?fbclid=IwAR1dN0GnnUSI7IdvcXZEkbCHsdroMs9dmj497tsOvJJcGhhpUOVKf3d4HvQ

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี
โมเดลต่าง ๆ ของ Harley-Davidson ส่วนใหญ่จะเอาไว้ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง น้อยคันที่จะเอาไว้แข่งขันในสนามแข่งรถ แต่หากย้อนกลับไปกว่า 100 ปีก่อน Harley-Davidson ก็มีการผลิตโมเดลรถแข่งออกมาไม่น้อยเหมือนกัน เวลาผ่านไปโมเดลรถแข่งเหล่านั้น เริ่มหาสูญหายและหายากขึ้น กลายเป็น แรไอเทม ที่นักสะสมต่างใฝ่ฝันจะครอบครอง ในบทความนี้เรามาดูหนึ่งในโมเดลที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่โชคดีที่มีคนบังเอิญเห็นร่างพัง ๆ ของมันกองอยู่กับเศษเหล็ก และได้นำมันไปชุบชีวิตให้กลับมาดูใหม่เหมือนเดิม มันคือ Harley-Davidson 11K

เมื่อหลายปีก่อน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของมอเตอร์ไซค์สีส้มคันหนึ่ง ถูกกองอยู่ในเศษอะไหล่มอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งในประเทศอาเจนตินา คนทั่วไปที่เดินผ่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ล้วนกระจัดกระจายออกจากกันไม่เป็นทรง แต่ยังมีชายตาดีคนหนึ่ง ที่มองเห็นและตระหนักว่านี่คือโมเดลที่มีค่าของ Harley-Davidson
ณ ตอนนั้น มอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ๆ เขาจึงต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
เศษซากที่ว่านี้คือโมเดลในตำนานอย่าง Harley-Davidson 11K ซึ่งถือเป็นโมเดลรถแข่งอย่างเป็นทางการคันแรกของ Harley-Davidson ก่อนหน้านั้นฮาเลย์เคยนำโมเดล 6E กระบอกสูบเดี่ยว ลงแข่งและคว้ารางวัลแรกให้กับบริษัทได้ ที่สนาม Milwaukee Mile ในปี 1904 แต่โมเดล 6E ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะเหมือนกัน Harley-Davidson 11K

หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของ Harley-Davidson 11K ในปี 1903 ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson อย่าง William Harley ได้ทำการเจรจาและสามารถคว้าตัววิศวกรมากความสามารถอย่าง Bill Ottaway มาได้ ที่สำคัญคือนี่เป็นการคว้าบุคลากรอันมีค่ามาจากบริษัทคู่แข่งอย่าง Thor ที่ผลิตมอเตอร์ไซค์รถแข่งเหมือนกัน William Harley ได้แต่งตั้งให้ Bill Ottaway เป็นตำแหน่ง Chief Engineer หรือหน้าทีมวิศวกรทันที ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนคิดค้นและผลิตโมเดล Harley-Davidson 11K ออกมาในปี 1914
Harley-Davidson 11K มีความจุกระบอกสูบ 1,000cc ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 45 องศา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ และไม่มีระบบกันสะเทือน มันคือรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำความเร็วล้วน ๆ
หลังจากผลิตออกมา Harley-Davidson 11K สามารถคว้ารางวัลในสนามแข่งมากมาย เริ่มต้นจากรายการแรกอย่าง “Stripped Stock Racer” หลังจากนั้นก็คว้าชัยชนะมาตลอดในรัฐ Minnesota, Alabama, Mississippi, Pennsylvania, Tennessee, South Carolina เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซากของ Harley-Davidson 11K ถูกพบในประเทศอาเจนตินา เฟรม วาล์ว ลูกสูบ และก้านกระทุ้ง ของตัวรถต่างเสียหายทั้งหมด เฟรมด้านหน้าและด้านหลังต้องถูกตัดออกไป และสร้างใหม่ ถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอน รวมถึงสีบอดี้ของตัวรถ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาใหม่หมดเช่นกัน แต่การซ่อมแซมในครั้งนี้ ทุกอย่างยังคงดีเทลออริจินอลที่ Bill Ottaway ได้ออกแบบไว้ในปี 1914
หลังจาก Harley-Davidson 11K ได้ถูกซ่อมแซม และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว มันได้คว้ารางวัล ยานยนต์โดดเด่น จากงาน Greenwich Concours D’elegance ปี 2017 และต่อมาได้ถูกนำขึ้นประมูลในเดือนสิงหาคมปี 2018

เครื่อง V-Twin ทำมุม 45 องศา ความจุกระบอกสูบ 1,000cc

เบาะหนังสลักลายชัดเจนว่าเป็น Motorcycle Racer
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่เคยอยู่ในสภาพไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กองอยู่กับเศษเหล็ก ยังกลับมาสวยงามและมีค่าได้ Harley-Davidson 11K สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แค่เพียงคุณมองเห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมี

 

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-11k-v-twin-racer-07-30-2018/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley