Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา

Harley-Davidson 1920-1930 การเปลี่ยนแปลงและการเป็นที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา    

หลังจากที่เราเคยลงบทความเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของ Harley-Davidson กันไปบ้างแล้ว ในบทความนี้เรามาดูความเป็นไปของแบรนด์ในช่วงปี 1920-1930 กัน นับเป็นช่วงที่สินค้า กลยุทธ์การตลาด รวมถึงวงการสนามแข่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ยอดการผลิตของฮาเลย์ได้ลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่หดตัว ฮาเลย์หาทางแก้โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งในช่วงนั้นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ในยุโรปและอังกฤษก็ส่งออกมอเตอร์ไซค์ต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดีนี้ ก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมากระตุ้นยอดขายฮาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนตัวแทนจำหน่าย การลงทุนโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาคิดค้นระบบเครดิตออกมาเป็นประเทศแรกของโลกได้ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินซื้อสินค้า

ทีม Harley-Davidson Wrecking Crew ในสนามแข่งช่วงปี 1920s

แน่นอนยอดการผลิตในช่วงนี้ไม่ดีเท่ากับ 10 ปีแรกที่ Harley-Davidson เปิดตัว อย่างไรก็ตามบริษัทยังถือว่าอยู่ในจุดยืนที่ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นอยู่มาก และในช่วงกลางยุค 1920s ฮาเลย์ได้แซงหน้า Indian ขึ้นเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในช่วงหนึ่งอีกด้วย

สำหรับวงการแข่งรถ ในช่วงต้นศตวรรษ 20 สนามแข่งแบบ board track (พื้นผิวสนามเป็นแผ่นไม้กระดาน) เป็นสนามที่ใช้ในการแข่งขันมอเตอร์ไซค์มาโดยตลอด ซึ่งฮาเลย์สามารถคว้ารางวัลมามากมายได้เช่นกัน แต่พอมาถึงช่วงกลางยุค 1920s สนามแข่งดังกล่าวเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  สนามดินแบบ dirt track จึงเริ่มกลายเป็นที่นิยมในวงการการแข่งขันแทน และกลายเป็นสังเวียนหลักในวงการแข่งมอเตอร์ไซค์ในระยะเวลาต่อมา

Harley-Davidson โมเดล B 1928

ช่วงปี 1920-1930 โมเดลของฮาเลย์มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โมเดล W-series flat twin ที่เปิดตัวในปี 1919 ถูกยกเลิกไปในปี 1923 เนื่องจากไม่ตอบโจทย์กลุ่มตลาดในอเมริกา สินค้าที่เข้ามาแทนที่คือโมเดล A และ โมเดล B ที่ใช้กระบอกสูบเดียวและมีความจุกระบอกสูบน้อย  ยอดขายโมเดล A และ B ค่อนข้างคงที่ จนกระทั่งช่วงต้นยุค 1930s มันก็ได้ถูกยกเลิกผลิตไปเช่นกัน

ในปี 1929 ฮาเลย์ผลิตเครื่องยนต์ side-valve V-twins ความจุ 45 ลบน. ออกมาเพื่อแข่งขันกับ Indian และ Excelsior ในตลาดที่กำลังเติบโต นับเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในด้านการพัฒนาเครื่องยนต์ของฮาเลย์  เครื่องยนต์ดังกล่าวยังถูกใช้ในโมเดลสามล้อที่ชื่อว่า Servi-Car ที่กลายเป็นยานพาหนะยอดนิยมของกลุ่มตำรวจ และมีการผลิตไปจนถึงช่วงปี 1970s

โมเดล Servi-Car เป็นที่นิยมของตำรวจในช่วง 1930

นอกจากนี้ ในปี 1930 เครื่องยนต์ side-valve V-twins ดังกล่าว ยังถูกอัพเกรดให้มีความจุเครื่องยนต์สูงขึ้นอีกเป็น 74 ลบน. ซึ่งถือเป็นจุดจบของการใช้เครื่องยนต์ประเภท inlet-over-exhaust แบบเดิมที่ฮาเลย์ใช้มานานตั้งแต่โมเดลคันแรก    

ในบทความหน้าเราเราจะพูดถึง Harley-Davidson ในช่วงปี 1930-1940 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทต้องเผชิญกับ มหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก The Great Depression เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป   

 

แหล่งข้อมูล หนังสือ Ultimate Harley-Davidson – Hugo Wilson

รูปภาพ https://www.rideapart.com/articles/247412/a-history-of-harley-davidson-and-the-boys-in-blue/

https://www.rideapart.com/articles/254682/how-harleys-became-known-as-hogs/

http://archivemoto.com/thearchive/2017/5/4/the-harley-davidson-wrecking-crew-ascot-park-january-1920

https://www.mecum.com/lots/LV0114-180392/1928-harley-davidson-ba-single/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

เปิดคลังรถ The Undertaker นักมวยปล้ำในตำนาน

เปิดคลังรถ The Undertaker นักมวยปล้ำในตำนาน

สำหรับคนที่เคยดูมวยปล้ำ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก The Undertaker เจ้าของแชมป์ WWE และ Wrestle Mania หลายสมัย ที่มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ “The Deadman” หรือ สัปเหร่อ พร้อมจับคู่ต่อสู้เข้าสู่โลกศพได้ทุกเมื่อ แต่นอกจากคาแรคเตอร์นี้แล้ว รู้หรือไม่ว่าในช่วงต้นปี 2000 ทาง WWE มีการเปลี่ยนบทบาทให้ The Undertaker เป็น “American Badass” หรือนักเลงชาวอเมริกันแทน ซึ่งมักจะเปิดตัวมาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาอย่าง Harley-Davidson แต่ภาพของเขากับฮาเลย์ไม่ได้พบเห็นแค่ในสังเวียนมวยปล้ำเท่านั้น ในชีวิตจริง The Undertaker ก็เป็นแฟน Harley-Davidson ตัวยงคนหนึ่งเช่นกัน  

 

Harley-Davidson ขนโลงศพ

Harley-Davidson คันนี้เป็นได้ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถม้า และรถขนโลงศพ  มันเป็นยานพาหนะที่เขาใช้เมื่อตอนสวมบท The Deadman และได้ใช้เปิดตัวในการแข่งขัน Summer Slam 1992 อีกด้วย  หลังจากที่เลิกใช้ในเวทีมวปล้ำ เขาได้เก็บยานพาหนะนี้เป็นสมบัติของตัวเอง และมันคงจะแปลกตาน่าดู หากเขานำมันออกมาขี่บนท้องถนนแบบจัดเต็มอย่างรูปด้านบน

West Coast Custom Chopper  

ในช่วงต้นปี 2000 ที่ The Undertaker ได้รับบทเป็นนักเลงชาวอเมริกัน นี่คือหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ที่เท่ที่สุดที่เขาใช้เปิดตัว มันเป็นฮาเลย์คัสตอมสไตล์ชอปเปอร์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 150,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 ล้านบาท ในช่วงนั้นภาพลักษณ์การแต่งกายของ The Undertaker ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยมีผ้าคลุมสีดำยาวๆ ใส่หมวกปิดหน้าปิดตา กลายมาใส่ผ้าโพกหัว แว่นตาสีดำ และมอเตอร์ไซค์คู่ใจแทน

 

Harley-Davidson Softail Fat Boy

ครุยเซอร์ยอดนิยมอย่าง Fat Boy คือมอเตอร์ไซค์ที่นักมวยปล้ำคนนี้ใช้เปิดตัวบ่อยสุด หลายคนยังคงจำภาพที่ The Undertaker เลี้ยวโผล่หน้ามาจากปากทางเข้า แล้วตรงดิ่งมาจอดด้านหน้าเวทีก่อนขึ้นสังเวียนได้

หากสงสัยว่าทำไมโมเดลนี้ถึงต้องชื่อ Fat Boy ก็เนื่องจากตอนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ บริษัทได้รับเสียงตอบรับดีมากจากลูกค้า เขาจึงเปรียบคำว่า Fat ที่แปลว่าอ้วนใหญ่ เหมือนกับความยิ่งใหญ่ในการเปิดตัวครั้งนี้  

Fat Boy ถูกผลิตออกมาในปี 1988 เพื่อนำไปลองใช้ในเทศกาล Daytona Bike Week ในปี 1988 แล 1989 ก่อนจะวางขายในตลาดจริงในปี 1990 จนถึงปัจจุบัน

 

Harley-Davidson CVO Limited

Harley-Davidson CVO (Customer Vehicle Operations) คือโมเดลทั่วไปของฮาเลย์ ที่ถูกออกแบบและดีไซน์ออกมาอย่างพิเศษและพิถีพิถัน โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ Harley-Davidson ซึ่งโดยทั่วไปจะมีสเปคสูงกว่าโมเดลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่แรงกว่าจากความจุกระบอกสูบที่เยอะกว่า อุปกรณ์ accessories ที่มากกว่า เป็นต้น และยังมีสีบอดี้แบบพิเศษที่เป็นของโมเดล CVO นั้นเท่านั้น   

หาก CVO โมเดลไหนขายดี ก็จะถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในไลน์สินค้าทั่วไป ส่วนพวก accessories ต่าง ๆ ของโมเดลนั้น ก็จะมีขายให้ Biker ไปแต่งรถตัวเองเพิ่มเติมได้ในปีถัด ๆ มา แต่สีบอดี้และตราพิเศษต่าง ๆ จะถูกเก็บไว้เป็นของ CVO โมเดลนั้นเท่านั้น ไม่มีขาย ราคา Harley-Davidson CVO ในไทยตอนนี้อยู่ที่ราว 2.8 ถึง 3 ล้านต้น ๆ  

สำหรับนักมวยปล้ำในตำนาน The Undertake ของเรา Harley-Davidson CVO Limited คันนี้จะเป็นสมบัติส่วนตัวของเขา ไม่ได้พบเห็นในฉากมวยปล้ำแต่อย่างใด

Harley-Davidson Breakout

Harley-Davidson Breakout ถือเป็นโมเดลที่ออกมาในช่วงหลัง ๆ อยู่ในตระกูล Softail ใช้เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 ถ้าใช้เครื่อง 114 จะมีความจุกระบอกสูบ 1868 cc

มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความทันสมัย มีหน้าปัดเรือนไมล์แบบดิจิตอล ระบบกันสะเทือนหน้าหลังมีประสิทธิภาพสูง มีถังน้ำมันขนาด 13.2 ลิตร มีล้อหลังใหญ่ขนาด 240mm แฮนด์บาร์สไตล์ Drag พร้อมให้คุณซิ่ง และสีบอดี้ให้เลือกมากมายถึง 7-8 สี

เช่นเดียวกับ CVO Limited, Harley-Davidson Breakout นับเป็นสมบัติส่วนตัวของ The Undertaker และน่าจะเป็นตัวใหม่ ๆ ที่เขาซื้อมาใช้ขับในชีวิตประจำวัน ในแถบใกล้บ้าน ย่าน   เบเวอร์ลีฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

 

แหล่งที่มา https://www.hotcars.com/undertakers-cars-motorcycles-and-triple-h/

รูปภาพ https://www.givemesport.com/1402462-the-undertaker-is-reportedly-set-to-appear-at-a-major-wwe-event-in-2019

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ดาราระดับโลกที่ชอบขับ Harley-Davidson

ดาราระดับโลกที่ชอบขับ Harley-Davidson

Harley-Davidson นอกจากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ปรากฎอยู่ในภาพยนต์ระดับนานาชาติหลายเรื่องแล้ว ยังเป็นของรักของหวงของเหล่าดาราระดับ Hollywood หลายคนเช่นกัน ในบทความนี้เรามาดูกันว่า ดาราระดับโลกคนไหน เป็นแฟน Harley-Davidson ตัวยงกันบ้าง  

อาโนลด์ ชวาสเนกเกอร์

ภาพของ อาโนลด์ ชวาสเนกเกอร์ กำลังขี่ Softail Fatboy ปรากฎอยู่ในหลายฉากของหนังเรื่อง คนเหล็ก ภาค 2 (Terminator 2: Judgment Day) หลังจากการถ่ายทำ มาริโอ แคซซาร์ ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ ได้ขอเก็บ Fat Boy คันนี้ไว้เป็นของสะสมส่วนตัว ก่อนจะขายมันให้กับนักสะสมคนอื่น และสุดท้ายตัวมอเตอร์ไซค์ได้ลงเอยมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Hollywood Star Cars Museum

นอกจากจะเห็น อาโนลด์ ขับขี่ฮาเลย์บ่อยครั้งในหนังแล้ว ในชีวิตส่วนตัว เขาเป็นหนึ่งในดาราที่คลั่งไคล้ Harley-Davidson เช่นกัน ในช่วงวันหยุด เราสามารถเห็นเขาขับฮาเลย์ชิล ๆ ได้ในย่าน Hollywood แต่มันจะไมได้ดูดุเดือดเหมือนอย่างที่เขาขับในหนังหรอกนะ

แบรด พิตต์

พระเอกสุดหล่ออย่าง แบรด พิตต์ เป็นอีกหนึ่งดารา Hollywood ที่ชอบใช้เวลาว่างโลดแล่นไปกับมอเตอร์ไซค์ของเขาบนท้องถนน สำหรับแบรนด์ Harley-Davidson ดูเหมือน แบรด พิตต์ จะชอบสไตล์ Chopper เป็นพิเศษ 

เขาได้นำโมเดลรุ่นเก่าสมัยใช้เครื่อง Shovelhead มาแต่งอย่างพิสดารให้มีถังน้ำมันและถังแก๊ซในคันเดียวกัน แต่บังเอิญวันที่เขาต้องนำเสนอมอเตอร์ไซค์คันนี้ต่อหน้าสื่อ กลับจำผิด ดันเติมแก๊ซเข้าไปในถังน้ำมัน ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างมาก

คาดว่าเขาเอาอาจจะแต่งฮาเลย์เยอะมากจนเบลอ คราวหน้าก็ติดสติ้กเกอร์ไว้บนฝาถังว่า อันไหนถังแก็ซอันไหนถังน้ำมันแล้วกันครับ

เอลวิส เพรสลีย์

จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับราชาเพลงร็อกแอนด์โรลล์อย่าง เอลวิส เพรสลีย์ นักร้องและนักแสดงชาวอเมริกันผู้คลั่งไคล้ในมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Harley-Davidson ในยุคของเอลวิส ประมาณยุค 60 เครื่องยนต์ที่ Harley-Davidson ใช้ยังเป็นเครื่อง Panhead อยู่  ส่วนตัว เอลวิส จะชอบฮาเลย์แนวทัวร์ริ่ง หรือที่เรียกว่าแนว Dresser คือมีลักษณะใหญ่ มีกระเป๋าข้าง และฟีเจอร์ต่าง ๆ เยอะ โดยเฉพาะรุ่นที่เตี้ย ๆ บอดี้อยู่ใกล้กับพื้นถนน จะชอบเป็นพิเศษ

น่าเสียดายที่ชีวิตของ เอลวิส ต้องปิดฉากลงในวัยเพียง 42 ปี แต่เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักของเขาที่มีต่อ Harley-Davidson ในวันครอบรอบ 30 ปีหลังจากที่เอลวิสได้เสียชีวิตลง ซึ่งตอนนั้นเป็นปี 2007 ก็ได้มีการผลิตมอเตอร์ไซค์ 1957 Black Harley-Davidson ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นรุ่นที่ เอลวิส ใช้ขับจริงสมัยตอนเขามีชีวิตอยู่ แม้แชสซีและระบบส่งกำลังจะเป็นของ Softail 2007 ก็ตาม

Harley-Davidson รุ่นพิเศษนี้ถูกผลิตออกมาเพียง 30 คันทั่วโลก ซึ่งคันที่ 30 ได้ถูกนำไปประมูล และเงินที่ได้จากการประมูลดังกล่าว ได้นำไปช่วยเหลือคนไร้บ้านในเมืองเมมฟิส ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของ เอลวิส

ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน

ใครที่เป็นคอหนังแอคชั่นย่อมรู้จักชายผู้นี้เป็นอย่างดี ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ปรากฏในหนังแอคชันมากมายไม่ว่าจะเป็น แรมโบ้ ร๊อคกี้ หรือถ้ายุคใหม่หน่อยก็เป็น The Expendable เขาคือหนึ่งในดารา Hollywood ที่ชื่นชอบ Harley-Davidson เหมือนกัน ภาพข้างบนคือมอเตอร์ไซค์คัสตอม Harley-Davidson Led Sled ออกแบบโดย แพท พีเทอร์สัน  มันสวยงามจนสุดท้าย ซิลเวสเตอร์ ก็ตัดสินใจซื้อไป และดูท่าทีแล้วเขาน่าจะคุยกับแบรด พิตต์ได้อย่างถูกคอ เนื่องจากชอบฮาเลย์แนวคัสตอมและ Chopper เหมือนกัน

แหล่งที่มา https://www.harleyworldchesterfield.co.uk/pages/newsandevents/starsonharleys.htm

รุปภาพ  https://motociclo.endrakor.com/harley-davidson-arnold-schwarzenegger/

https://www.pinterest.com/pin/356558495482048376/?lp=true

https://www.pinterest.com/pin/375135843942629730/?lp=true

https://www.hdforums.com/how-tos/slideshows/7-celebs-who-ride-harleys-535004#hugh-jackman

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์

Harley-Davidson Hurakàn คัสตอม แนว คาเฟ่ เรเซอร์
ในบทความนี้ เรานำ Harley-Davidson คัสตอม สวย ๆ งาม ๆ มาให้ชมกันอีกครั้ง เป็นผลงานจาก FMW Motorcycle บริษัทแต่งรถอยู่ที่เมือง แอนโคนา ประเทศอิตาลี ใกล้กับชายฝั่งทะเลเอเดียติก พวกเขาได้แต่ง Harley-Davidson ให้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “มอเตอร์ไซค์ คาเฟ่” งานชิ้นนี้มีชื่อว่า Harley-Davidson Hurakàn เรามาทำความรู้จักกับมอเตอร์ไซค์คันนี้กัน

หลายคนอาจจะสงสัยกับที่มาของชื่อ มอเตอร์ไซค์คัสตอม คันนี้ คำว่า Harukan เป็นชื่อของเทพเจ้ามายัน ที่เป็นตัวแทนของ “ลม ไฟ และ พายุ” ซึ่งอาจสื่อได้ถึงความลู่ลม ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ คำว่าไฟสื่อได้ถึงเครื่องยนต์ที่ร้อนแรง มีพละกำลัง ส่วนพายุ เปรียบเหมือนความเร็วของตัวรถ ที่วิ่งหายไปอย่างลับตา

ต้องขอเกริ่นประวัติสักนิดว่า มอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ มีต้นกำเนิดมาจากแดนผู้ดี ประเทศอังกฤษ เป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่นิยมในหมู่วันรุ่นของประเทศเขา ในยุค 1960 ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักมารวมตัวกันที่ คาเฟ่ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วมีการเล่นเกมพนันกัน โดยใช้เครื่องเล่นเพลง (jukebox) ในร้าน เปิดเพลงเพลงหนึ่งขึ้น ระหว่างที่เพลงนั้นกำลังเล่น หากใครได้ขับมอเตอร์ไซค์ของตนออกไปยังเป้าหมาย แล้วกลับมาที่ร้านเป็นคนแรก ก่อนเพลงนั้นเล่นจบ ก็จะได้เงินพนันนั้นไปครอง จึงเป็นที่มาขอชื่อประเภทมอเตอร์ไซค์นี้นั่นเอง

กลับมาพูดต่อถึงตัว Harley-Davidson Hurakàn ซึ่งมีชื่อเป็นคอนเซปต์สำคัญ ที่ช่วยกำหนดเรื่องรูปแบบ ดีไซน์ และสมรรถนะเครื่องยนต์ Harley-Davidson Hurakàn คือมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่แต่งขึ้นมาใหม่หมดทั้งคัน เน้นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มองดูแล้วเป็นรถที่มีมิติในเรื่องความสวยงาม แต่มีอะไหล่และอุปกรณ์ไม่มาก และที่สำคัญมีสมรรถนะที่ทรงพลัง Harley-Davidson Hurakàn มีเครื่องยนต์ S&S V-Twin ขนาดใหญ่ เฟรมรถเปิดเผยให้เห็นห้องเครื่อง และอะไหล่ภายในเกือบทุกส่วน ถังน้ำมันตีหลบเข่าเพื่อให้กระชับในการขับขี่ ส่วนเบาะนั่งเป็นแบบเดี่ยวทรงตูดมด องค์ประกอบที่กล่าวมานี้คือคาแรคเตอร์ของมอเตอร์ไซค์ประเภท คาเฟ่ เรเซอร์ ขนานแท้

โดยทั่วไป ดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์คาเฟ่ จะมีฟีลแบบ เรโทร ย้อนยุคสูงมาก เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1960 แต่ Harley-Davidson Hurakàn คันนี้จะมีกลิ่นอายมอเตอร์เรเซอร์ของอิตาลีขนานแท้ ผสมอยู่ด้วย ทำให้มันเป็น คัสตอม คาเฟ่ ที่ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญเป็นประเภทมอเตอร์ไซค์ที่หาดูยากในแบรนด์ Harley-Davidson อีกด้วย

ฟีเจอร์อื่นที่น่าสนใจของ Harley-Davidson Hurakàn ยังรวมไปถึงท่อร่วมไอดี 45mm สองท่อ และมีปลายท่อลดเสียง (silencer) 60mm อีกหนึ่งจุด ที่มีดีไซน์แบบเฉพาะในสไตล์ “คิมุระ” อลูมีเนียมคือวัสดุหลักที่ช่วยให้ตัวมอเตอร์ไซค์ คงทนต่อแรงสั่นสะเทือนต่าง ๆ อีกทั้งมีถังน้ำมันคความจุ 5 ลิตร และระบบ “motoscope pro” ที่ช่วยแสดงสถานะและประสิทธิภาพของตัวรถ ให้กับผู้ขับได้ตลอดเวลา
Harley-Davidson Hurakàn เปรียบเหมือนกับมอเตอร์ไซค์ลูกครึ่ง หาดูยาก ที่รวมสามสัญชาติเข้าด้วยกัน นั่นก็คือโมเดลตัวรถ Harley-Davidson จากอเมริกา สไตล์ คาเฟ่ เรเซอร์ จากประเทศอังกฤษ และดีไซน์ไฟนอลทัช จากทีมงานประเทศอิตาลี เป็นสามองค์ประกอบต่างวัฒนธรรมที่เมื่อรวมตัวกันแล้ว ผลงานออกมาสมบูรณ์ โก้เก๋ มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-hurakan-custom-cafe-racer-fmw-motorcycles-01-24-2018/

LOW BLOW. FMW Motorcycle’s ‘Hurakàn’ Harley Cafe Racer

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ความเป็น Harley-Davidson สิ่งที่เปลี่ยนแปลง กับสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมคโดนัลด์ โคคาโคล่า หรือ ดังกิ้น โดนัท แต่แบรนด์เหล่านี้ล้วนเติบโตมาจากการทำการตลาด และการสร้างแบรนด์อย่างหนักหน่วง มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้รับความนิยมจาก คาแรคเตอร์ และตัวตนแบรนด์ที่หนักแน่นอย่าง Harley-Davidson

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Harley-Davidson
กว่าจะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ Harley-Davidson ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเหมือนกัน จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้เกิดจากสองพี่น้อง Arthur และ Walter Davidson เกิดไอเดียต้องการติดเครื่องยนต์ไปบนจักรยานของพวกเขา โดยใช้ห้องเก็บของเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในการทดลองโปรเจกต์นี้ขึ้นในปี 1903
ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์คันแรกที่สร้างขึ้น ต้องถูกโละทิ้งทันที เนื่องจากไม่มีพละกำลังมากพอในการวิ่งขึ้นเขาลงเขาในเมือง Milwaukee หลังจากนั้นในปี 1906 Harley-Davidson ก็มีโรงงานจริงจังเป็นของตัวเองครั้งแรก และในปี 1907 ได้คิดค้นเครื่องยนต์ V-Twin อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ในอีกหลายสิบปีถัดมา
หลังจากนั้น Harley-Davidson ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะไม่ใช่แบรนด์อันดับหนึ่งของอเมริกา แต่ก็ถือว่าไม่ใช่แบรนด์เล็ก ๆ ในตลาดอีกต่อไป
จนกระทั่งในปี 1981 คุณภาพสินค้าของฮาเลย์ได้ดรอปลง สาเหตุหนึ่งมาจากผู้ผลิตทางฝั่งญี่ปุ่นเริ่มมีเทคโนโลยีที่สูงกว่า แถมส่งมอบสินค้าในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย ณ จุดนี้ ฮาเลย์ต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อพัฒนามอเตอร์ไซค์ของพวกเขา หรือต้องจำใจขายธุรกิจไป
บริษัทตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากชาวญี่ปุ่น ในเรื่องเทคนิคการผลิต รวมไปถึงนำมาตรการตรวจวัดคุณภาพสินค้ามาใช้ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ Harley-Davidson สามารถผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมาได้สำเร็จ และได้พามอเตอร์ไซค์ของพวกเขาไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม

ณ ช่วงเวลานั้น บริษัทยังขาดเงินทุนในการลงโฆษณา จึงใช้วิธีสร้างกลุ่มคนรัก Davidson ขึ้นมา ชื่อว่ากลุ่ม H.O.G. ย่อมาจาก “Harley Owners Group” เป็นวิธีสร้างคอนเนคชันกับลูกค้าโดยตรง โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ตั้งแต่วันนั้นมา กลุ่ม H.O.G. ได้เติบโตขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นฐานลูกค้าขาขนาดใหญ่ ที่คอยสนับสนุนแบรนด์ Harley-Davidson ด้วยชีวิตและจิตใจ

เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ตัวตนและคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ย่อมโตขึ้นด้วยเช่นกัน Harley-Davidson กลายเป็นแบรนด์ที่สื่อถึง “อิสรภาพ และ พลัง” (freedom and power) ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต้องการ แต่ก็มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้คนเริ่มมองว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์สำหรับ ชายผิวขาววัยกลางคน และพวกที่ชอบแหกกฎ โดยเฉพาะ
ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ Harley-Davidson ประสบปัญหาในการดึงดูดความสนใจจากลูกค้ากลุ่มใหม่ ตัวตนแบรนด์ที่แข็งแกร่งกลายเป็นข้อจำกัดให้บริษัทไม่สามารถขยายธุรกิจต่อไปได้
บริษัทจึงตัดสินใจวางจุดยืนตัวเองใหม่ ให้ Harley-Davidson เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่เฉพาะบางกลุ่ม แต่ยังคงคาแรคเตอร์ และเสน่ห์ แบบเดิมไว้ ที่ช่วยให้ Harley-Davidson โดดเด่นกว่ามอเตอร์ไซค์แบรนด์อื่น
ผลที่ได้มาขึ้น ฮาเลย์ได้ขยายตลาดของตัวเองไปได้กว้างขึ้น แถมบริษัทยังมีแคมเปนจ์อย่าง #Stereotypical Harley ในการสนับสนุนเรื่องนี้ ซึ่งสื่อว่า Harley-Davidson คือมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือวัยกลางคน เจน Y หรือกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์

Harley-Davidson เรียนรู้ว่า ประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของแบรนด์คือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แต่ขณะเดียวต้องเปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อตามลูกค้าให้ทัน และสร้างฐานตลาดให้ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้ Harley-Davidson ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากสื่อโซเชียล มากมาย ซึ่งช่วยให้เข้าใจความต้องการลูกค้ามากขึ้น

ความภักดีในแบรนด์คือสิ่งสำคัญ
แม้บริษัทจะมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์โลกมากขึ้น แต่ประวัติศาสตร์ คุณค่า และเสน่ห์ของแบรนด์ยังคงเป็นสิ่งที่สัมผัสได้สำหรับทุกคน เมื่อเราเห็นหรือได้ยิน แบรนด์ “”Harley-Davidson” เราต่างรู้ทันทีว่า คาแรคเตอร์ของแบรนด์นี้ เป็นอย่างไร และแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีกลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ ที่ค่อยสนับสนุนบริษัทอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนไลน์สินค้า เปลี่ยนกลยุทธ์ หรือย้ายฐานการผลิตไปที่ใด แฟน ๆ ฮาเลย์ เหล่านี้ก็จะคอยสนับสนุนอยู่เสมอ ความจริงก็คือเจ้าของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson หลายคนไม่ได้ซื้อโดยคำนึงถึงราคาเป็นหลัก พวกเขาซื้อด้วยความเชื่อ ความศรัทธา และความรักที่มีต่อแบรนด์นี้ต่างหาก

แหล่งที่มา https://medium.com/@Stewart_Fabrik/keep-your-motor-running-the-harley-davidson-brand-story-664cdda147d0?fbclid=IwAR1dN0GnnUSI7IdvcXZEkbCHsdroMs9dmj497tsOvJJcGhhpUOVKf3d4HvQ

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี

Harley-Davidson 11K ฟื้นคืนชีพโมเดลแข่ง 100 ปี
โมเดลต่าง ๆ ของ Harley-Davidson ส่วนใหญ่จะเอาไว้ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง น้อยคันที่จะเอาไว้แข่งขันในสนามแข่งรถ แต่หากย้อนกลับไปกว่า 100 ปีก่อน Harley-Davidson ก็มีการผลิตโมเดลรถแข่งออกมาไม่น้อยเหมือนกัน เวลาผ่านไปโมเดลรถแข่งเหล่านั้น เริ่มหาสูญหายและหายากขึ้น กลายเป็น แรไอเทม ที่นักสะสมต่างใฝ่ฝันจะครอบครอง ในบทความนี้เรามาดูหนึ่งในโมเดลที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกือบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่โชคดีที่มีคนบังเอิญเห็นร่างพัง ๆ ของมันกองอยู่กับเศษเหล็ก และได้นำมันไปชุบชีวิตให้กลับมาดูใหม่เหมือนเดิม มันคือ Harley-Davidson 11K

เมื่อหลายปีก่อน ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ของมอเตอร์ไซค์สีส้มคันหนึ่ง ถูกกองอยู่ในเศษอะไหล่มอเตอร์ไซค์แห่งหนึ่งในประเทศอาเจนตินา คนทั่วไปที่เดินผ่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ล้วนกระจัดกระจายออกจากกันไม่เป็นทรง แต่ยังมีชายตาดีคนหนึ่ง ที่มองเห็นและตระหนักว่านี่คือโมเดลที่มีค่าของ Harley-Davidson
ณ ตอนนั้น มอเตอร์ไซค์คันนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ๆ เขาจึงต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการบำรุงรักษาให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
เศษซากที่ว่านี้คือโมเดลในตำนานอย่าง Harley-Davidson 11K ซึ่งถือเป็นโมเดลรถแข่งอย่างเป็นทางการคันแรกของ Harley-Davidson ก่อนหน้านั้นฮาเลย์เคยนำโมเดล 6E กระบอกสูบเดี่ยว ลงแข่งและคว้ารางวัลแรกให้กับบริษัทได้ ที่สนาม Milwaukee Mile ในปี 1904 แต่โมเดล 6E ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะเหมือนกัน Harley-Davidson 11K

หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของ Harley-Davidson 11K ในปี 1903 ผู้ก่อตั้ง Harley-Davidson อย่าง William Harley ได้ทำการเจรจาและสามารถคว้าตัววิศวกรมากความสามารถอย่าง Bill Ottaway มาได้ ที่สำคัญคือนี่เป็นการคว้าบุคลากรอันมีค่ามาจากบริษัทคู่แข่งอย่าง Thor ที่ผลิตมอเตอร์ไซค์รถแข่งเหมือนกัน William Harley ได้แต่งตั้งให้ Bill Ottaway เป็นตำแหน่ง Chief Engineer หรือหน้าทีมวิศวกรทันที ซึ่งเขานี่เองที่เป็นคนคิดค้นและผลิตโมเดล Harley-Davidson 11K ออกมาในปี 1914
Harley-Davidson 11K มีความจุกระบอกสูบ 1,000cc ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 45 องศา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ และไม่มีระบบกันสะเทือน มันคือรถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำความเร็วล้วน ๆ
หลังจากผลิตออกมา Harley-Davidson 11K สามารถคว้ารางวัลในสนามแข่งมากมาย เริ่มต้นจากรายการแรกอย่าง “Stripped Stock Racer” หลังจากนั้นก็คว้าชัยชนะมาตลอดในรัฐ Minnesota, Alabama, Mississippi, Pennsylvania, Tennessee, South Carolina เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ซากของ Harley-Davidson 11K ถูกพบในประเทศอาเจนตินา เฟรม วาล์ว ลูกสูบ และก้านกระทุ้ง ของตัวรถต่างเสียหายทั้งหมด เฟรมด้านหน้าและด้านหลังต้องถูกตัดออกไป และสร้างใหม่ ถังน้ำมันขนาด 3.5 แกลลอน รวมถึงสีบอดี้ของตัวรถ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาใหม่หมดเช่นกัน แต่การซ่อมแซมในครั้งนี้ ทุกอย่างยังคงดีเทลออริจินอลที่ Bill Ottaway ได้ออกแบบไว้ในปี 1914
หลังจาก Harley-Davidson 11K ได้ถูกซ่อมแซม และฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมแล้ว มันได้คว้ารางวัล ยานยนต์โดดเด่น จากงาน Greenwich Concours D’elegance ปี 2017 และต่อมาได้ถูกนำขึ้นประมูลในเดือนสิงหาคมปี 2018

เครื่อง V-Twin ทำมุม 45 องศา ความจุกระบอกสูบ 1,000cc

เบาะหนังสลักลายชัดเจนว่าเป็น Motorcycle Racer
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ที่เคยอยู่ในสภาพไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กองอยู่กับเศษเหล็ก ยังกลับมาสวยงามและมีค่าได้ Harley-Davidson 11K สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราย่อมเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน แค่เพียงคุณมองเห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมี

 

แหล่งที่มา https://www.designboom.com/technology/harley-davidson-11k-v-twin-racer-07-30-2018/

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Blue Edition มอเตอร์ไซค์แพงสุดในโลก

Bucherer ผู้ผลิตนาฬิกาหรูจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้จับมือร่วมกับทีมนักแต่งรถสัญชาติเยอรมัน Bundnerbike เพื่อออกแบบ Harley-Davidson โมเดลพิเศษ ซึ่งมีราคาสูงถึง 1.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 56 ล้านบาท นับเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

ทีมงานหัวกะทิ 8 คนจาก Carl F. Bucherer และ Bunderbike ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งหมดกว่า 2,500 ชั่วโมง ในการผลิต Harley-Davidson คันนี้ออกมาซึ่งมีชื่อเต็ม ๆ ว่า Harley-Davidson Blue Edition จากสีบอดี้ที่เป็นโทนน้ำเงินเงางามแทบทั้งหมด

Harley-Davidson Blue Edition ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้โมเดล Softail Slim S. โดยวัสดุเหล็กทั้งหมดจะถูกดัดตีและทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เฟรมถูกประสานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงล้อก็เป็นส่วนที่ Custom made ขึ้นมาใหม่เช่นกัน ทำให้ผลลัพธ์ไม่เหลือเค้า Softail Slim สไตล์วินเทจเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่ได้กลับมาคือความหรูหราไฮเอน และสีน้ำเงินทั่วทั้งคันที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักในมอเตอร์ไซค์โมเดลต่าง ๆ

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ใน Harley-Davidson Blue Edition นอกจากจะทำขึ้นมาใหม่หมดแล้ว ยังมีการเคลือบทอง และประดับตกแต่งด้วยเพชรเม็ดงามจำนวนทั้งหมด 360 เม็ด เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับตัวมอเตอร์ไซค์  ส่วนบริเวณห้องเครื่องมีการออกแบบให้เห็นการทำงานของเพลาลูกเบี้ยว

ไฟหน้าเป็น LED แบบทนความร้อน สังเกตบริเวณตัวยึดแผงคอยังถูกประดับด้วยเพชรอีกด้วย

Harley-Davidson Blue Edition มีล้อหลังขนาดใหญ่ เบาะนั่งทำจากหนังวัวที่ถูกเย็บด้วยมือที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สีที่เงางามของตัวรถมีการใช้เทคนิคพิเศษ Coating ทับกันมากถึง 6 ชั้น

การติดเพชรเข้าไปบริเวณปลายคันเร่งถือเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีโอกาสหลุดออกจากตัวรถได้ จากการใช้งานและแรงสั่นเวลาขับขี่

เพชรเม็ดใหญ่สุดจะอยู่บนถังน้ำมันฝั่งซ้าย เป็นแหวนเพชรขนาด 54 กะรัตครอบอยู่ในฝาแก้ว ส่วนฝั่งขวาจะเป็นนาฬิกาสุดหรูแบรนด์ Bucherer อยู่ในฝาแก้วแบบเดียวกัน  การจะซื้อ Harley-Davidson Blue Edition ไปครอบครอง นอกจากจะมีเม็ดเงินหนาแล้ว ต้องมีความกล้าอีกด้วย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการรถหายเหลือเกิน

นอกจากจะมีนาฬิกาฝังอยู่บนตัวรถแล้ว เจ้าของ Harley-Davidson Blue Editionยังจะได้นาฬิการุ่นพิเศษ ที่ออกแบบมาคู่กับตัวรถอีกด้วย

ผลงานชิ้นนี้ นอกจากจะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แพงที่สุดในโลกแล้ว ยังนับเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรก ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทนาฬิกาและบริษัทด้านยานยนต์อีกด้วย  อีกทั้งยังเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่มีเครื่องประดับอยู่บนตัวรถ

Harley-Davidson Edition Blue ยังเป็นผลงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบ รวมถึงการเปิดรับไอเดียในการผลิตสินค้าใหม่ ๆ ของแบรนด์นาฬิกา Bucherer ซึ่งสีน้ำเงินที่สื่อถึงความหรูหราก็ได้แปรมาอยู่ในรูปมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson สุดหรูคันนี้เป็นที่เรียบร้อย

 

แหล่งที่มา https://hypebeast.com/2018/5/bucherer-bundnerbike-harley-davidson-blue-edition-motorcycle

http://en.worldtempus.com/article/watches/innovation-and-technology/bucherer-harley-davidson-blue-edition-25935.html

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson แตกไลน์สินค้า ปรับตัวเข้ากับเทรนด์โลก

เพื่อเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น กลางปีที่แล้ว Harley-Davidson ออกมาประกาศว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 275 ล้านดอลลาร์ ในการสร้างโมเดลใหม่ ๆ ขึ้นมา รวมถึงมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่จะถูกผลิตโดยบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชีย

โมเดลขนาดเล็กที่ฮาเลย์จับมือกับบริษัทแห่งหนึ่งในเอเชียให้เป็นผู้ผลิต จะมีขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 250-500cc นอกจากนี้ ในปี 2022 ยังมีแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางประเภท adventure touring คันแรกของแบรนด์ที่สามารถนำไปขับลุยป่าลุยเขาได้ รวมถึงโมเดล Streetfighter ที่เอาไว้ขับในเมือง ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาด 975cc  ส่วนในปี 2019 วางแผนเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ที่มีชื่อว่า LiveWire

ต้องยอมรับว่ามอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-touring bike คือหนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ เนื่องจากเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีความอเนกประสงค์ ขับได้ทั้งทางดำ (ถนนราดยางในเมือง) และทางฝุ่น (เส้นทางที่ไม่ได้ราดยางหรือในป่าเขา)

ยกตัวอย่างเช่น ที่เมือง Wabeno ทางตอนเหนือของรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีถนนทางฝุ่นยาวหลายร้อยไมล์เลาะไปตามป่าเขา เหมาะสำหรับการขับมอเตอร์ไซค์ adventure-touring โดยเฉพาะ ทำให้หลายคนได้ตั้งเมืองนี้ให้เป็นเมืองหลวงโลกในการขับมอเตอร์ไซค์ประเภท adventure-sport ไปแล้ว

สำหรับแผนระยะยาว 10 ปีของฮาเลย์ที่ชื่อว่า More Roads to Harley-Davidson บริษัทตั้งเป้าสร้างผู้ขับหน้าใหม่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 ล้านคน และเร่งยอดขายจากต่างประเทศให้โตถึง 50% ของรายได้ทั้งหมด รวมถึงผลิตโมเดลใหม่ออกมาอีก 100 โมเดล โดยงบลงทุนทั้งทั้งหมดคาดว่าจะสูงถึง 677-825 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนระยะยาวครั้งนี้คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับบริษัทมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022

สำหรับผู้ติดตามข่าวคงทราบกันดีว่า หนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของฮาเลย์คือการย้ายฐานการผลิตส่วนหนึ่งจากสหรัฐอเมริกามาอยู่ในไทย บราซิล และอินเดีย เพื่อเป็นการหนีภาษีนำเข้าอันสูงลิ่วจากทางสหภาพยุโรป ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ Harley-Davidson แก้ปัญหาได้ดี เพราะภาษีนำเข้าที่ว่านี้สูงถึง 31% (เพิ่มจากเดิม 6% เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทำการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากยุโรป) และยุโรปก็เป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา สำหรับ Harley-Davidson อีกด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮาเลย์ต้องประสานงานร่วมกับผู้ผลิตในต่างประเทศ บริษัทมีประสบการณ์ในด้านนี้อยู่พอสมควร แต่ที่ผ่านมาจะเป็นการให้ต่างประเทศผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ของมอเตอร์ไซค์เพียงเท่านั้น  การย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย อินเดีย และบราซิลครั้งนี้ จะต้องผลิต Harley-Davidson ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน

แม้จะเป็นการผลิตด้วยฝีมือคนเอเชีย มอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson มีศักยภาพที่จะตีตลาดโซนนี้ได้อย่างดี เนื่องจากในอินเดียและจีน มีจำนวนประชากรที่มีฐานะปานกลางจำนวนมากมีความต้องการมอเตอร์ไซค์คุณภาพ แต่กำลังจ่ายไม่เพียงพอที่จะซื้อ Harley-Davidson ที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา

โรเบิร์ต แพนด์ย่า ผู้อยู่ในวงการมากประสบการณ์ซึ่งเคยทำงานให้กับผู้ผลิต Indian Motorcycles กล่าวว่า ท่ามกลางจำนวนมอเตอร์ไซค์แบรนด์เอเชียมากมาย Harley-Davidson จะเป็นมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นอย่างแน่นอน  ยกตัวอย่างเช่น Street 500 อาจไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่หรูหราหรือหวือหวามากนัก แต่หากนำไปขับท่ามกลางกลุ่มมอเตอร์ไซค์ทั่วไปในตลาดเอเชียแล้ว จะดูเท่ขึ้นมาอย่างแน่นอน

นอกจากเรื่องการย้ายฐานการผลิตและแผนที่จะเปิดตัวโมเดลใหม่ ๆ ออกมาแล้ว ฮาเลย์ยังมีแผนออกแบบร้านค้าขนาดเล็ก เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น มีการจับมือกับคู่ค้าธุรกิจออนไลน์ และสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้แข็งแกร่งขึ้นอีก  ทั้งหมดถือเป็นการปรับตัวแบบ proactive เพื่อการเติบโตและความยั่งยืนของแบรนด์

 

แหล่งข้อมูล https://www.usatoday.com/story/money/nation-now/2018/07/30/harley-davidson-manufacturing-overseas-asia-smaller-motorcycles/862368002/

รูปภาพ https://www.harley-davidson.com/us/en/motorcycles/future-vehicles/livewire.html

https://www.harley-davidson.com/th/th/motorcycles/future-vehicles/streetfighter.html

https://9tro.com/media/bikes/bike-news/more-roads-to-harley-davidson

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

6 เส้นทางออก โร้ด ทริป ต่างแดน

เวียดนาม

หลายคนน่าจะคุ้นชินกับภาพจราจรอันหนาแน่นในประเทศเวียดนาม แต่จริง ๆ แล้วภาพเหล่านั้นคือสิ่งที่อยู่ในเมือง  หากขับออกมาในโซนต่างจังหวัดแล้ว ประเทศเวียดนามยังมีถนนหนทางที่เหมาะแก่การขับขี่มอเตอร์ไซค์อีกมาก ซึ่งระหว่างทางจะมีนาข้าว หมู่บ้าน ชุมชน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ของชาวไร่ เป็นทัศนียภาพที่สวยงาม ต่างออกไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง

นอกเมืองหลวงจะมีเส้นทางคดเคี้ยวให้คุณได้ขับอย่างสนุก ผ่านสวนยางพารา ไร่กาแฟชะมด และมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคนท้องถิ่น  อากาศที่เวียดนามค่อนข้างแปรปรวน มีมรสุมอยู่บ่อยครั้ง แนะนำให้ไปช่วงฤดูใบไม้พลิ (มีนาคม และ เมษายน) กับช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน ถึง ธันวาคม)

 

อิตาลี

จากเทือกเขาแอลป์ไปฝั่งทะเลอามาลฟีและฝั่งทะเลการ์กาโน ประเทศอิตาลีมีเส้นทางการออก โร้ด ทริป ที่น่าตื่นตาตื่นใจ และยังมีเส้นทาง Transalpine ที่เชื่อมต่อระหว่างเมือง เกรโนเบิล ของประเทศฝรั่งเศส และเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เข้าด้วยกัน นับเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ผู้คนเดินทางมาออก โร้ด ทริป มากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

ถ้าคุณชอบถนนริมชายฝั่ง วิวธรรมชาตินอกตัวเมือง รวมถึงเส้นทางในหุบเขา Apennine อิตาลีถือเป็น Destination ของคุณ หรือหากอยากเที่ยวในเมืองด้วย บางทัวร์ก็มีพาลูกค้าไปชมแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ผสมกับการขับมอเตอร์ไซค์เช่นกัน  ถ้าจะออกทริปแบบเที่ยวในเมืองด้วยแล้ว แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะและอากาศร้อน  แนะนำให้ไปช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน ถึง มิถุนายน) และช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน และ ตุลาคม)

 

โรมาเนีย

แม้ประเทศโรมาเนียจะไม่ได้มีถนน Highway ที่ทอดยาวไปไม่รู้จบเหมือนประเทศอื่น ดินแดนแถบยุโรปตะวันออกนี้ ยังมีถนนที่สำคัญสองสาย นั่นก็คือ Transalpina และ Transfagarasan ที่คดเคี้ยวไปมาอยู่ในหุบเขา  แต่หากคุณไม่ได้ชื่นชอบการลัดเลาะไปตามหุบเขา ลองวิ่งถนนที่ตัดผ่านเขต Transylvania ดู คุณจะพบกับทัศนียภาพที่สวยงามเช่นกัน

อีกเส้นทางหนึ่งที่คุณสามารถไปได้ก็คือถนนในหุบเขา Carpathian ซึ่งตามเส้นทางคุณจะผ่านเมืองหลวงของโรมาเนียอย่างบูคาเรสต์ ทะเลสาบ Vidraru น้ำตก Bigar เมืองบราซอฟ เมืองซิกิโซอารา เมืองซีบิว อุทยานแห่งชาติต่าง ๆ พร้อมสัมผัสการวิ่งในหุบเขาที่มีความสูงเฉียดก้อนเมฆ

 

USA

ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นหนึ่งในจุดหมาย ที่เหมาะแก่การออก โร้ด ทริป มากที่สุดในโลก  เส้นทาง Highway ที่ขึ้นชื่อก็คือ Route 66 ซึ่งเริ่มจากเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผ่านรัฐมิสซูรี แคนซัส โอคลาโอมา เท็กซัส นิวเม็กซิโก อริโซนา ไปจนถึงเมืองแซนตามอนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมระยะทาง 3, 940 กิโลเมตร เรียกว่าขับกันให้หายอยากกันเลยทีเดียว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่  หากไปทางตอนใต้แนะนำให้หลีกเลี่ยงฤดูเฮอริเคน (สิงหาคม ถึง ตุลาคม) ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียอากาศปกติอยู่ตลอดเวลา สามารถไปช่วงไหนก็ได้ แต่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนเมษายน เส้นทางในหุบเขาจะมีหิมะปกคลุม

 

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีดินแดนกว้างใหญ่ และมีถนนขึ้นชื่ออย่าง The Great Ocean ที่ออกสตาร์ทจากเมืองเมลเบิร์น วิ่งเรียบไปตามขอบชายฝั่งตอนใต้ของออสเตรเลีย ผ่านป่าเขตร้อน ชายหาด และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่าง Shipwreck Coast ก่อนไปจบที่เมืองปีเตอร์โบโรห์ รวมระยะทาง 290 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง ก้อนหินยักษ์ “อูลูรู” ที่ตั้งอยู่ใจกลางของทวีปที่สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย  ดังนั้นควรเตรียมมอเตอร์ไซค์ให้พร้อมสำหรับเส้นทาง Off Road หากมีแพลนจะไปชมสิ่งมหัศจรรย์นี้ และควรไปช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน รวมถึงเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน

 

อาร์เจนตินา

ปิดท้ายกันด้วยประเทศอาร์เจนตินา ที่ขึ้นชื่อในเรื่องธารน้ำแข็งอันสวยงาม ไวน์ชั้นดี และการทำบาร์บีคิว แต่ไม่กี่คนที่จะรู้ว่า อาร์เจนตินามีเส้นทาง โร้ด ทริป ระดับโลกซ่อนอยู่เหมือนกัน นั่นก็คือเส้นทาง Ruta 40 ที่วิ่งเป็นเส้นทางยาวจากใต้ขึ้นเหนือ ผ่านจังหวัดมากกว่า 10 จังหวัด รวมถึงเมือง Mina Pirquitas ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากที่สุดในประเทศ และยังมีเส้นทางเข้าสู่ถนนในเทือกเขาแอนดีสได้อีกด้วย  เส้นทาง Ruta 40 ยังมีหุบเขา Atuel และอุทยานแห่งชาติ Talampaya อยู่ในรัศมี ให้คุณแวะพักผ่อน เก็บแรง ก่อนออกลุยอีกครั้ง ไปตามถนนที่ทอดยาวไม่รู้จบ

แหล่งที่มา https://www.bookmotorcycletours.com/news/best-countries-road-trips

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson X ศิลปะพื้นเมืองคิวบา

ในบทความที่ผ่านมา เราเคยนำ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม มากมายมาให้ทุกคนได้ชม ซึ่งนักแต่งรถแต่ละคนล้วนเป็นช่างที่มากด้วยทักษะและประสบการณ์ วันนี้เรามีอีกหนึ่งโมเดลที่จะทำให้ทุกคนประหลาดใจ เพราะผลงานชิ้นนี้ไม่ได้เกิดจากช่างนักแต่งรถทั่วไป แต่เกิดจากศิลปินเชื้อสายคิวบา ที่ได้วาดลวดลายลงบนตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

Alexander Mijares ศิลปินเชื้อสายคิวบาผู้เกิดในเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา

Alexander Mijares คือเจ้าของผลงานคันนี้ เขาคือศิลปินและจิตกรฝาผนังที่แต่งฮาเลย์ได้อย่างแหวกแนว จากโทนเข้มขรึมดุดัน ให้เต็มไปด้วยสีสันและมีชีวิตชีวา ซึ่งสอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ไม่ใช่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกของตัวรถ แต่ในเรื่อง “อิสรภาพ” ที่แต่ละคนสามารถเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ได้ในแบบของตัวเอง

Alexander ยังได้สร้างสรรค์ผลงานคันนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ช่างสักอเมริกันในตำนานผู้ล่วงลับไปแล้ว “Norman Collins” หรือที่รู้จักในนาม “Sailor Jerry”  เขาได้วาดศิลปะพื้นเมืองคิวบาลงบนตัวรถ ซึ่งทำให้ ฮาเลย์ เดวิดสัน คันนี้สวยงามในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

แรกเริ่ม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์เหล้ารัม Sailor Jerry Spiced Rum กับ Harley-Davidson โดยทั้งสองบริษัทจะเลือกศิลปินและนักออกแบบชั้นนำในสหรัฐอเมริกา มาสร้างสรรค์ ฮาเลย์ จำนวน 22 คัน ซึ่งประกอบไปด้วยโมเดล Sportster Forty-Eight, Iron 883 และ Sportster Roadster

Alexander Mijares คือหนึ่งในศิลปินเหล่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็สะท้อนถึงสไตล์งานของเขาได้เป็นอย่างดี นั่นคือการใช้สีสันมากมาย สลับซ้อนกันไปมา ทำให้ผลงานออกมาดูมีพลัง และชีวิตชีวา  สีต่าง ๆ ที่ Alexander ระบายและวาดลงไปบนฮาเลย์คันนี้ ทำให้ไม่ว่าจะมองตัวรถจากมุมไหน ก็จะพบกับรายละเอียดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  หากมองจากไกล ๆ ก็จะเห็นความสวยงามโดยรวมจากสีของเขา หากมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นลวดลายและรูปทรงต่าง ๆ มากมายที่ซ่อนอยู่  ผลงานชิ้นนี้ คือการผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art

Alexander Mijares คือศิลปินที่ได้รับเลือกจาก Harley-Davidson และ Sailor Jerry Spiced Rum

ศิลปินที่ได้รับเลือกรายอื่นประกอบไปด้วย ช่างสักชื่อดังอย่าง Jonathan Valena หรือที่รู้กันในนาม JonBoy, Oliver Peck และ Megan Woznicki ที่รู้จักในชื่อ Megan Massacre และยังมีนักออกแบบยานยนต์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Michael Ramirez หรือ BuckWild รวมถึงศิลปินอย่าง L’amour Supreme ที่ผลงานมีเอกลักษณ์แบบเฉพาะไม่แพ้กัน  ในการสร้างสรรค์ ฮาเลย์ เดวิดสัน คัสตอม ครั้งนี้ โจทย์ของแต่ละคนก็คือ การนำเสน่ห์ลวดลายสักต่าง ๆ ในสไตล์ Sailor Jerry (ช่างสักในตำนานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) มาอยู่บนบอดี้ตัวรถ  ต่อจากนี้เรามาชื่นชมผลงานของ Alexander Mijares แบบ Close Up กัน

Alexander ใช้สีสดหลากหลายเฉดเพื่อใส่ความมีชีวิตชีวาให้กับตัวรถ

อุปกรณ์ศิลปะของเขา

สีที่สดมาก ๆ ทำให้เกิด Movement เวลามอง

เขาเริ่มโดยการวาดลวดลายลงบนตัวรถก่อนลงสี

Alexander ผู้มีความสุขกับการสร้างสรรค์ฮาเลย์คันนี้

กลิ่นอายศิลปะพื้นเมืองคิวบา แทรกซึมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของตัวมอเตอร์ไซค์

ขวดสีที่ Alexander ใช้

การผสมผสานระหว่าง Fine Art และ Street Art เข้าด้วยกัน

ลายด้านข้างถังน้ำมันที่แปลกตา

 

แหล่งข้อมูล https://www.designboom.com/technology/alexander-mijares-harley-davidson-05-22-2017/

 

Darkrider.net แปล

 

——————-

 

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อน ๆ ได้ที่ Darkrider.net

 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley