5 เส้นทางออกทริปที่ดีที่สุดในโลก

เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่อยากจะหนีจากทุกอย่าง  ปลดภาระและเงื่อนไขมากมายที่ผูกมัดกับตัวเองไว้ และออกเดินทางไปบนถนนโล่งกว้างเพื่อเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง  ในการเดินทางกลับไปสู่ตัวตนที่คุ้นเคย จะมีอะไรดีไปกว่าการออกทริปไปกับผองเพื่อนบนเส้นทางที่ท้าทายธรรมชาติ ในดินแดนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน  จากไอซ์แลนด์สู่เอธิโอเปีย นี่คือเส้นทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการออกทริปไปกับมอเตอร์ไซค์ของคุณ

 

ถนน Ring Road และที่ราบสูง ประเทศไอซ์แลนด์

จากสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้ขับ ประเทศไอซ์แลนด์อาจฟังดูเป็นสถานที่แปลก แต่จริงๆ แล้วมันคือเส้นทางที่งดงามที่สุดเส้นหนึ่งในทวีปยุโรป หากคุณไม่กลัวที่จะต้องเลอะเทอะและเส้นทางที่ค่อนข้างจะคดเคี้ยว

ถนน Ring Road หรือถนนวงแหวนที่วิ่งรอบประเทซไอซ์แลนด์ คือเส้นทางที่คุณสามารถพิชิตได้ในระยะเวลา 10 ถึง 14 วัน แต่ต้องเป็นช่วงระหว่างเดือนมิถุนาและสิงหาคมเท่านั้น

หากต้องการเส้นทางที่หลุดโลกไปกว่านี้ แนะนำให้คุณลองขับไปบนเส้นทางย่อยๆ โดยการจองทัวร์กับคนท้องถิ่น แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน ทัศนียภาพอันน่าทึ่งและสวยงามมากมายคือสิ่งที่รอคุณอยู่ระหว่างทางแน่นอน

 

เส้นทางตะวันตกอันยิ่งใหญ่ แคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ และ แอริโซนา

มันอาจจะใช้เวลาชั่วชีวิตในการเก็บทุกวิวทุกสถานที่ให้ครบในแถบ West Coast หรือทางชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา แต่คงไม่มีเวลาไหนดีเท่าปัจจุบัน  เส้นทางสุดคลาสสิกนี้เปิดรับและเป็นที่นิยมของนักขับตลอดทั้งปี  เพียงแค่คุณพร้อม ท้องถนนก็รอรับคุณอยู่เสมอ

พาเพื่อนร่วมขบวนไปสักสองสามคน กำหนดจำนวนวัน (หรืออาจเป็นอาทิตย์หากคุณสนใจ) แล้วเริ่มขับจากชายฝั่งตะวันตกไปยังทะเลทราย  หยุดพัก ตั้งแคมป์ และเดินสำรวจอุทยานแห่งชาติ จากนั้นกลับมาบน Pacific Coast Highway ในตำนาน จะมีอะไรสวยงามไปกว่าช่องแคบทะเลที่ยาวสุดลูกหูลูกตากับดวงตะวันอัสดงของรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ญี่ปุ่น

การเดินทางไปญี่ปุ่นมักจะพาคุณไปพบเจออะไรแปลกใหม่อยู่เสมอ ถนนหนทางในประเทศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าทึ่ง และสำหรับชาวต่างชาติ มันมีสิ่งต่างๆ ให้แสวงหามากมาย  อย่างไรก็ตามผู้ขับควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนและสิงหาคม

คุณอาจจะแพลนทริปแบบคร่าวๆ ในการเดินทางเก็บสถานที่สำคัญอย่าง ภูเขาไฟฟูจิ เทือกเขาแอล์ปแห่งญี่ปุ่น กรุงโตเกียว หรือการขับรอบเมืองเกียวโตที่จะพาคุณไปพบวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และสถานที่แนวชนบทมากมาย  ทริปนี้คือเส้นทางการขับแบบสบายๆ แฝงไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรม ที่จะเติมเต็มจิตใจและทำให้คุณอยากกลับมาอีกครั้ง

 

จากลอนดอน ไปคุณหมิง

สิ่งที่เรารักเป็นพิเศษเกี่ยวกับทริปนี้คือผู้ออกเดินทางสองคน (Fred Leeming กับ David Lindesay-Bethune) ที่พกเงินติดตัวไปเพียงเล็กน้อย และไม่เคยมีประสบการณ์บนเส้นทางนี้มาก่อน เรียกว่าไปด้วยแรงบันดาลใจล้วนๆ  พวกเขาเดินทางไปกับมอเตอร์ไซค์ราคาถูกๆ ปี 90 ที่มี และเพชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่ต้องประสบระหว่างทาง

ทั้งสองเป็นผู้ขับที่ยอดเยี่ยม และเป็นคนประเภทที่คุณอยากจะออกเดินทางด้วย ส่วนกระแสทางโซเชียลมีเดียระหว่างทริปก็ล้นหลามเช่นกัน  หลังจากใช้เวลาร่วม 156 วัน พวกเขาก็พิชิตเส้นทางหฤโหดนี้ได้สำเร็จ  ทุกครั้งที่อ่านเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาในมนุษยชาติได้ถูกกู้คืนมาอีกครั้ง

 

เอธิโอเปีย

เอธิโอเปีย ยังคงเป็นสถานที่นอกสายตาสำหรับผู้ขับส่วนใหญ่ แต่มันคือความฝันอย่างแท้จริงหากคุณได้ลองขับสักครั้ง  เนื่องจากเอธิโอเปียมีจำนวนรถน้อยมาก ถนนจึงเปิดโล่งเป็นของคุณแต่เพียงผู้เดียว  คนท้องถิ่นยังเป็นมิตรและโอบอ้อมอารีอีกด้วย โดยยึดหลักคำสอนของศาสนาคริสต์เป็นหลัก

อิทธิพลของศาสนาคริสต์ยังมอบมรดกให้ย่านชนบทในเอธิโอเปียเต็มไปด้วยโบสถ์อันสวยงามสมัยหลังคริสตกาล 500 ปี ที่มักสร้างแบบเจาะเข้าไปในภูเขา  การเดินทางไปเอธิโอเปียถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากคุณทำได้สำเร็จ ประเทศนี้จะอยู่ในใจคุณตลอดไป

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

Straits & Narrows | The Five Best Motorcycle Trips on the Planet

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Sport Glide สองคาแรคเตอร์ในหนึ่งเดียว

หลายคนคาดว่า 8 โมเดลที่มีอยู่ของ Softail โฉมใหม่นั้นเพียงพอแล้วสำหรับปี 2018 แต่ Harley-Davidson ก็ได้เปิดตัวคันที่ 9 ออกมา ซึ่งมีชื่อว่า Sport Glide”  นอกจากโครงรถใหม่กับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 เหมือนกับเพื่อน Softail รุ่นอื่นแล้ว เรามาดูกันว่าโมเดลนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง  

1. Sport Glide ไม่ใช่ครุยเซอร์แบบสปอร์ต

แม้จะมีคำว่า Sport อยู่ในชื่อและเทคโนโลยีการควบคุมรถล่าสุดของกลุ่ม Softail  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เน้นการทำความเร็ว แต่จะเน้นความสะดวกสบายและการขับขี่ที่มั่นคงมากกว่า มันคือมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเปลี่ยนจากรถทัวร์ริ่งวิ่งทางไกลเป็นครุยเซอร์วิ่งบนถนนใหญ่ได้อย่างคล่องตัว

 2. สรีรศาสตร์

แม้จะมีเบาะนั่งที่ต่ำและพักเท้าแบบ forward  Sport Glide คือมอเตอร์ไซค์ที่นั่งสบายโดยภาพรวม  ตำแหน่งของแฮนด์ มือคนขับ และเบาะนั่งที่สัมพันธ์กันช่วยเสริมให้ผู้ขับนั่งบนตัวรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกว่าต้องเอื้อมร่างกายไปแตะส่วนใดอย่างอยากลำบาก มีแต่ผู้ขับที่สูงเป็นพิเศษเท่านั้นที่อาจรู้สึกอึดอัดบนตัวรถ

3. แฟริ่งและกระเป๋าข้าง

นักเดินทางทั้งหลายจะชื่นชอบแฟริ่งและกระเป๋าข้างของ Sport Glide ที่ถูกออกแบบมาอย่างกลมกลืนกับตัวรถและมีประโยชน์ใช้สอยมากมาย แฟริ่งทรงบิกินี่ด้านหน้าจะช่วยปัดกระแสลมออกจากร่างกายคนขับ (ของจริงจะดูกว้างกว่าในรูปพอประมาณ) ส่วนกระเป๋าข้างเอาไว้ใช้เก็บเสื้อผ้าได้มากมายรวมถึงคอมพิวเตอร์แลปทอป แต่ไม่ใหญ่เพียงพอที่จะใส่หมวกกันน๊อคได้ทั้งใบ

4. คาแรคเตอร์

การมี Sport Glide ครอบครองไว้สักคันอาจทำให้เพื่อนสงสัยว่าคุณมีมอเตอร์ไซค์สองคันหรือเปล่า เพราะแฟริ่งด้านหน้ากับกระเป๋าข้างสามารถถอดออกได้เวลาคุณต้องการความคล่องตัวที่สูงขึ้น (เช่นเวลาขับในเมืองที่มีรถจำนวนมาก)  คุณอาจจะเลือกถอดแฟริ่งออกอย่างเดียวและเก็บกระเป๋าข้างไว้ให้ตัวรถมีสไตล์แบบ bagger ก็ทำได้เช่นกัน

5. การเข้าโค้งและการควบคุม

ผู้ขับสามารถสร้างความคุ้นเคยกับ Sport Glide ได้ในระยะเวลาอันสั้น มันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ตอบสนองต่อสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามองศาในการเอนตัวระหว่างเข้าโค้งจะค่อนข้างจำกัด โดยในเส้นทางที่คดเคี้ยวส้นเท้าของผู้ขับอาจลงต่ำไปสัมผัสกับพื้นถนนได้  Sport Glide ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การเปลี่ยนองศาตีวงระหว่างเข้าโค้ง (แม้มันจะทำได้ในสถานการณ์จำเป็นก็ตาม)  อย่างไรก็ดีการขับ Sport Glide จนคุ้นเคยและรู้จังหวะจะเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับผู้ขับได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือน

Sport Glide มีระยะฐานล้อ (wheelbase) 64 นิ้ว และมุม rake 30 องศา ที่ช่วยให้ตัวรถมีความมั่นคงอย่างสูง ส่วนระบบกันสะเทือนแบบใหม่ช่วยให้ผู้ขับวิ่งได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ (แม้บนพื้นถนนที่ไม่เรียบ) โดยป้องกันตัวรถให้ไม่เกิดการกระแทกหรือการกระตุกที่รุนแรง ส่วนโช๊คหน้าแบบหัวกลับจะตอบโจทย์เรื่องแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย

7. ระบบเบรก

Sport Glide มีดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 300 mm ที่ล้อหน้าสไตล์ Mantis กับระบบ engine compression braking ที่ช่วยเรื่องการหยุดได้อย่างมาก เบรกหลังก็มีประสิทธิภาพดีไม่มีจุดให้ตำหนิ สำหรับมอเตอร์ไซค์ที่เน้นการขับสบายๆ อย่าง Sport Glide ดิสก์เบรกเดี่ยวถือว่าเพียงพอในการหยุดตัวรถ

8. ข้อดีมีมากกว่า

การที่ตัวรถสามารถถอดแฟริ่งและกระเป๋าข้างออกได้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ที่ทำให้ผู้ขับเหมือนมีมอเตอร์ไซค์ถึงสองคัน แต่ข้อเสียเมื่อส่วนประกอบเหล่านี้ได้ถูกถอดออก ก็คือคาแรคเตอร์ของตัวมอเตอร์ไซค์ที่จางลงไป  แต่อย่าเพิ่งใจเสียเพราะข้อดีของ Sport Glide ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ย่อมทำให้ผู้ขับส่วนใหญ่มองข้ามจุดเล็กๆ จุดนี้ไป

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2017/11/08/2018-harley-davidson-sport-glide-review-9-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

การเกิดใหม่ของ Street Bob 2018

ในบรรดาตระกูล Dyna ที่ได้ถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นกลุ่ม Softail  Street Bob ถือเป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามากที่สุด จนหลายคนมองว่ามันได้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหม่ไปแล้ว  ในบทความนี้เรามาดูกันว่าเพราะเหตุใด มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ถึงได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย

1. มอเตอร์ไซค์คันใหม่

ต้องยอมรับว่า Street Bob ในเวอร์ชัน Dyna ไม่ได้มอบประสบการณ์การขับขี่ในระดับดีเลิศ  ประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือนถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา  การควบคุมมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แถมเครื่องยนต์ที่ใช้ยังเป็น Twin Cam ซึ่งมีสเปคต่ำกว่า Milwaukee-Eight ณ ปัจจุบัน  ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปใน Street Bob โฉมใหม่ภายใต้ตระกูล Softail

2. หัวใจสำคัญ

โครงรถ Softail ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Street Bob โฉมใหม่ที่ทำให้ตัวรถมีความกระชับขึ้นและมีระบบกันสะเทือนที่พัฒนาไปอย่างมาก  ถ้าจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Street Bob เป็น Street Bob ก็ต้องตอบว่าโครงรถ (Chassis) นั่นเอง

3. ความคล่องแคล่ว

Street Bob ถือเป็นโมเดลขนาดเล็กสุดในบรรดา Softail โฉมใหม่  ระยะห่างระหว่างแฮนด์ พักเท้า และเบาะนั่งอาจทำให้ผู้ขับรู้สึกบีบอัดเล็กน้อย แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็มอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยมหากมองในแง่ดี  ดีไซน์ของแฮนด์ที่มีลักษณะกว้างและสูงทำให้เราหวนนึกถึงยานยนต์สุดคลาสสิกอย่าง Sportster 72 และจักรยาน Schwinn Sting-Ray

4. ท้าทายสภาพถนนมากขึ้น

ทางตรงกับพื้นถนนเรียบๆ คือสภาพถนนที่เหมาะกับ Street Bob รุ่นเก่ามากที่สุด  แต่กับ Street Bob โฉมใหม่คุณสามารถนำมันไปลุยบนเส้นทางคดเคี้ยวได้อย่างเพลิดเพลินมากขึ้น  ยาง Dunlop จะแสดงศักยภาพออกมาได้สูงสุดบนพื้นถนนที่ปูไว้อย่างดี  ส่วนระบบกันสะเทือนจะช่วยลดแรงกระแทกบนพื้นถนนที่ขรุขระ ให้คุณรู้สึกสนุกกับการขับขี่ แม้จะมีความยากลำบากบางบริเวณก็ตาม

5. ชำนาญบนเส้นทางคดเคี้ยว

Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ช่ำชองเรื่องการเข้าโค้ง และคุณสามารถเปลี่ยนองศาการเข้าโค้งได้อย่างง่ายโดยใช้ประโยชน์จากแฮนด์แบบกึ่งโหน (mini-apes)  หน้ายางที่แคบลงเกือบครึ่งนิ้วทำให้ผู้ขับแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต้านทานเวลาเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

บนสภาพพื้นถนนที่ไม่เรียบ ผู้ขับ Street Bob รุ่นเก่าอาจจะต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกอยู่เสมอ ซึ่งธรรมดาเป็นส่วนหนึ่งของการขับขี่มอเตอร์ไซค์  แต่ใน Street Bob รุ่นใหม่ แม้ผู้ขับจะยังสัมผัสได้ถึงหลุมและบ่อที่ตัวรถวิ่งผ่าน แรงกระแทกที่รุนแรงนั้นกลับหายไปอย่างสิ้นเชิง  ต้องยกเครดิตให้กับโช๊คหน้า Showa Dual Bending Valve (หุ้มด้วยปลอกโช๊คอย่างสวยงาม) และโช๊คเดี่ยวด้านหลังที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีไม่แพ้กัน  ระบบกันสะเทือนคือปัจจัยที่ทำให้ธรรมชาติของ Street Bob เปลี่ยนไป และมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่ไม่เมือนเดิม

7. เครื่องยนต์ใหม่

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Street Bob เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าที่ใช้เครื่อง Twin Cam 103  ตัวรถมีแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้น 17.5% ซึ่งสามารถพุ่งไปแตะได้ที่รอบ 250 ต่อนาที  นอกจากเครื่อง Milwaukee-Eight จะมีตัว counter balance ซึ่งมอบความรู้สึกที่เหนือกว่า Twin Cam 103 ที่ใช้ยางรองแท่น (rubber-mounted) แล้ว มันยังทำให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของตัวรถสูงขึ้นกว่า 10% อีกด้วย

8. ระบบเกียร์ Cruise Drive 6 สปีด

การเปลี่ยนเกียร์บนพักเท้าถือเป็นความเพลิดเพลิน ที่สามารถทำได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเอื้อมเท้าไปที่ใดให้ลำบาก  ระบบเกียร์ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสมรรถนะการขับขี่ของ Street Bob โดยเกียร์ 6 จะเป็นเกียร์ overdrive แบบเต็มตัว  ส่วนการเปลี่ยนกลับไปเกียร์ Nเวลาจอดไฟแดงก็สามารถทำได้ง่ายเช่นกัน

9. ความเร็ว

หากคุณไม่แคร์ว่าจะโดนใบสั่ง Street Bob สามารถทำความเร็วได้เกินกว่าที่จราจรกำหนด   หลายคนเดาว่าแฮนด์แบบโหนน่าจะมาพร้อมกับความเร็วแบบผ่อนคลาย ซึ่งไม่จริงอย่างยิ่ง  เฟรมรถ ระบบกันสะเทือน และล้อ Dunlop ทำงานได้อย่างไร้ที่ติบนทางหลวงที่โล่งๆ และหากคุณจะติดชิลด์หน้ากับกระเป๋าข้างเพิ่มเข้าไป Street Bob คันนี้ก็จะกลายเป็นทัวร์ริ่งลุยเดี่ยวคันหนึ่งเลยทีเดียว

10. ระบบเบรก

เบรกหน้ามีความแข็งแรงและสามารถหยุดรถได้ตามต้องการ แต่เบรกหลังถือเป็นจุดอ่อนของ Street Bob ที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า Softail รุ่นอื่น  บางสถานการณ์คุณอาจจะเลือกใช้ขาของคุณเองแทนเบรกหลังซะด้วยซ้ำ (ขำๆ)

11. หน้าปัดเรือนไมล์

หน้าปัดเรือนไมล์ของ Street Bob มีดีไซน์ที่ค่อนข้างแปลก แต่ด้วยขนาดที่เล็กมันจึงกลมกลืนไปกับตัวรถได้อย่างแนบเนียน  ที่สำคัญผู้ขับสามารถมองเห็นเลขไมล์ความเร็วได้อย่างชัดเจน และมีข้อมูลอื่นๆ ให้เลือกดูได้โดยการกดปุ่มเลือกบริเวณแฮนด์ฝั่งซ้าย  ข้อมูลทั้งหมดถูกแสดงออกมาในระบบดิจิตอล

12. วิสัยทัศน์เปิดกว้าง

หน้าปัดเรือนไมล์ขนาดเล็กกับตำแหน่งกระจกข้างใต้แฮนด์ ช่วยให้วิสัยทัศน์ของผู้ขับเปิดกว้างและไม่มีสิ่งใดมารบกวน  การขับ Street Bob จะให้อารมณ์เหมือนกับการขับมอเตอร์ไซค์วินเทจขนานแท้ ซึ่งจะมีแค่ “คุณ” “มอเตอร์ไซค์” และ “ท้องถนน” ที่เป็นหัวใจของการขับขี่

13. ถังน้ำมันและสรีรศาสตร์

ขนาดถังน้ำมันของ Street Bob 2018 ถูกตัดทอนให้เล็กลงอยู่ที่ 3.5 แกลลอน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเพราะสามารถครอบคลุมระยะทางได้ถึง 150 ไมล์ (ประมาณ 240 โล) แต่หากต้องขับไกลขนาดนั้นโดยไม่หยุดพักเลย การนั่งบน Street Bob จะไม่สบายสักเท่าไร  ผู้ขับที่สูงเกินกว่า 185 ควรจะหยุดพักเป็นระยะเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้า  ส่วนผู้ขับที่มีความสูงต่ำกว่านั้นจะค่อนข้างเพลิดเพลินกับสรีรศาสตร์ขนาดกระทัดรัดของตัวรถ  เวลาจอดไฟแดงเท้าทั้งสองข้างของผู้ขับจะเหยียบพื้นถนนได้อย่างเต็มเท้า เพราะเบาะนั่งของ Street Bob มีความสูงต่ำกว่า 26 นิ้ว

14. Street Bob Softail

Street Bob ในเวอร์ชัน Softail จะเปิดประสบการณ์การขับขี่ให้กับคุณมากขึ้น  เครื่องยนต์และโครงรถใหม่นับว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด  คราวนี้คุณจะไม่ได้มีรถที่ดูหล่อเพียงเวลาจอดเท่านั้น คุณจะมีรถที่สามารถเฉิดฉายบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคได้  ถึงเวลาบอกลา Street Bob Dyna คันเดิม และเปิดทางให้กับ Street Bob Softail คันใหม่ ให้ออกมาวาดลวดลายและเติมชีวิตของคุณให้เต็มกว่าเดิม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Street Bob Review | 14 Fast Facts

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

XTR PEPO 1992 คัสตอมกลิ่นอายยุโรป

Harley-Davidson Sportster ถือเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ที่แพร่หลายในวงการฮาเลย์ และเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ขับหลายรายทั่วโลก แต่อิทธิพลที่ Sportster ได้สร้างไว้อย่างมากกลับอยู่ในแวดวงการแต่งรถคัสตอม นักแต่งรถมากฝีมือทั้งหลายต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการแต่ง Sportster ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีองค์ประกอบเรียบง่ายแต่ครบครัน เหมาะแก่การถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกและแต่งเติมให้เป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ตามใจฝันของแต่ละคน

Pepo Rosell นักแต่งรถมากประสบการณ์ชาวฝรั่งเศสได้นำ Harley-Davidson Sportster XLH883 ปี 1992 สภาพดีมาแต่งเป็นมอเตอร์ไซค์โฉมใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ตัวมอเตอร์ไซค์มีกลิ่นอายความเป็นยุโรป 

เขาเริ่มโดยการถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออก และแทนที่โช๊คหน้าเดิมด้วยโช๊คหัวกลับ Suzuki GSX-R750 1992  “เป้าหมายของผลงานชิ้นนี้คือการทำให้ Sportster มีความเป็นยุโรปมากขึ้น โดยตัวรถจะต้องมีโช๊คหน้าที่ดีเยี่ยม ระบบเบรกที่ไร้ที่ติ และน้ำหนักที่เบาลงเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น” กล่าวโดย Rosell

โช๊คหน้า Suzuki GSX-R750 ถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโช๊คทั่วไปของ Sportster และยังมีความกระชับและรองรับแรงกระแทกได้ดี แม้จะมีอายุร่วม 26 ปีก็ตาม

เมื่อส่วนของโช๊คหน้าเสร็จ Rosell ได้ลุยต่อในการเลือกใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ชุดจานเบรกจากร้าน NG Brake Disc ในเมืองบาร์เซโลนา และ Tokiko คาลิปเปอร์จาก Suzuki จบด้วยแม่ปั๊มเบรกคุณภาพจากร้าน Discacciati

สิ่งที่ทำให้ Rosell ต่างจากนักแต่งรถทั่วไปคือความกล้าในการเปลี่ยนโช๊คหลังคู่ของ Sportster ให้กลายเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนโครงรถอยู่พอสมควร โชคดีที่เขามีเพื่อนเป็นช่างเชื่อมเหล็กคอยช่วยเหลือ

การเปลี่ยนแปลงโช๊คหลังเริ่มโดยการถอดซับเฟรมกับสวิงอาร์มเดิมออกเพื่อให้มีพื้นที่ในการใส่ระบบกันสะเทือนใหม่เข้าไป โช๊คหลังแบบคัสตอมมาจากร้าน Hagon Shocks ในแถบชานเมืองลอนดอน ส่วนซับเฟรม สวิงอาร์ม และระบบรองรับโช๊คตัวใหม่นี้ Rosell ได้ประกอบขึ้นเองใหม่ทั้งหมด

หากมองจากข้อดีมากมายที่ Softail ได้รับจากการเปลี่ยนไปใช้โช๊คเดี่ยวแล้ว Sportster สุดเก๋าคันนี้ต้องมีระบบกันสะเทือนที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ต้องยอมรับว่า Rosell กับทีมงานคือกลุ่มคนที่มีใจรักในการแต่งรถจริง พวกเขาไม่ได้ต้องการรถคัสตอมที่ดูดีเพียงเปลือกนอกเท่านั้น พวกเขาลงลึกไปถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก 883 เป็นเครื่อง 1200  แน่นอนหนึ่งในสีสันของแวดวงบิ๊กไบค์ คือการได้อวดสมรรถนะของเครื่องยนต์ระหว่างกัน แต่ตามความเป็นจริง 883 เครื่องเดิมก็ถือว่าแรงอยู่ไม่ใช่น้อย

เพื่อให้สมรรถนะตัวรถสูงขึ้นอีก Rosell ได้ใช้ลูกสูบแรงอัดสูง คาร์บูเรเตอร์ Mikuni ชิ้นใหม่ กล่อง Screaming Eagle ECU และพอร์ทไอดี ที่ทั้งหมดช่วยกันขับแรงม้าและเพิ่มแรงบิดให้กับมอเตอร์ไซค์ V-twin คันนี้ได้อย่างมาก จบด้วยท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบคัสตอมที่ส่งเสียงกระหึ่มอย่างถึงใจ ที่สำคัญการแต่งในส่วนนี้เขาใช้งบประมาณไปไม่มากอีกด้วย

XTR Pepo 1992 ยังประกอบไปด้วยแฮนด์ขนาดกว้าง ถังน้ำมันทรงยาวจาก Yamaha SR500 ที่นักขับรุ่นเก๋าบางคนอาจคุ้นตา และแฟริ่งข้างจาก Triumph Legend TT ที่ปกป้องถังน้ำมันเบรกของตัวรถอย่างสวยงาม เบาะนั่งจะเป็นแบบกระดานยาวสีครีมตัดกับแฟริ่งสีฟ้าตุ่นๆ   ส่วนท้ายรถทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถแข่ง

การนั่งบน XTR Pepo 1992 คงจะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคนที่เคยขับ Sportster มาก่อน  ต้องยอมรับว่า Pepo Rosell มีความกล้าอยู่พอสมควร เพราะการแต่งฮาเลย์ให้แหวกแนวออกไปขนาดนี้ อาจค้านสายตาของใครหลายคนได้  อย่างไรก็ตามเขาตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม

“Sportster คันนี้มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปจริงๆ ซึ่งหากจะเทียบกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับกลุ่มที่คัดค้านในผลงานคัสตอมชิ้นนี้แล้ว กลุ่มแรกต้องมีเยอะกว่าแน่นอน หากคนแต่งจะทำออกมาได้สวยขนาดนี้

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/04/16/xtrpepo-1992-harleydavidsonsportsterxlh883-custommotorcycle/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Softail Deluxe 2018

แม้จะมีจุดเริ่มต้นย้อนไปแค่ปี 2005 Softail Deluxe คือมอเตอร์ไซค์แห่งความวินเทจขนานแท้ ในกองทัพ Harley-Davidson  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่หรูหราและหล่อเหลาอันดับต้นๆ ในกลุ่ม Softail และนี่คือ 8 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Deluxe 2018 ที่มีลูกเล่นเพิ่มเข้ามาให้ตัวรถมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

1. องค์ประกอบใหม่

ทุกคนตระหนักดีว่าในปี 2018 กลุ่ม Softail ได้เปลี่ยนโฉมแบบยกเซต ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ระบบกันสะเทือนใหม่ และโครงรถใหม่ที่กระชับกว่าเดิม เป็นต้น  ซึ่งในจุดนี้ Deluxe โฉมใหม่ได้รับไปเต็มๆ

2. พระเอกคนเดิม

หากมี Softail Deluxe สักคันคุณควรจะขับไปในถนนสายสำคัญที่มีผู้คนมากมาย เพราะทุกสายตาจะเป็นอันต้องหันมามองอย่างแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นล้อซี่ลวดที่มีแผงสีขาวโดดเด่น บังโคลนหน้าที่วางต่ำลงมาครอบล้อ ไฟหน้าสามดวงที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไฟ LED หรือจะเป็นผิวโครเมียมมันวาวที่ทำให้ตัวรถมีราคา ส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้ Deluxe เป็นพระเอกในงาน (เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา)

3. ความสบายสไตล์ Softail

พักเท้าขนาดโอ่อ่ากับแฮนด์บาร์ขนาดกว้างที่โค้งมาด้านหลังเล็กน้อย ทำให้ Deluxe เป็นครุยเซอร์ที่เหมาะแก่การขับชิลๆ เรียบหาดของจริง  มันเป็นความรู้สึกที่คุณต้องสัมผัสเองถึงจะอธิบายได้ ไม่ว่าจะบนถนนหลักหรือถนนหลวงก็ตาม

4. Milwaukee-Eight 107

Deluxe ตอบรับความต้องการของคุณเสมอไม่ว่าจะเป็นการขับแบบผ่อนคลาย หรือการออกตัวแบบดุดันเวลาไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว สมรรถนะที่สูงขึ้นต้องยกเครดิตให้กับเครื่อง Milwaukee-Eight 107 (จากเดิมเครื่อง High Output Twin Cam 103B) ที่มอบแรงส่งให้ผู้ขับออกตัวได้เร็วดั่งใจ แถมมีการควบคุมที่ดีขึ้นในการขับระยะทางไกล โดยรวม Deluxe เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การขับแบบผ่อนคลาย แม้มันจะมีแรงบิดสูงถึง 109 ฟุตปอนด์ก็ตาม

5. การควบคุมที่ดีขึ้น

การควบคุมของ Deluxe โฉมใหม่ถือว่าดีขึ้นอย่างมาก ผู้ขับสามารถเพลิดเพลินไปกับเส้นทางคดเคี้ยวได้ด้วยการออกแรงช่วยตามจังหวะและสถานการณ์  อย่างไรก็ตามด้วยน้ำหนักที่มากถึง 700 ปอนด์ Deluxe ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นในการพิชิตโค้งแบบโหดๆ  ส่วนยาง Dunlop D402 ที่ผู้ขับในรูปใช้สามารถช่วยเรื่อง traction control ได้อย่างมาก

6. ระบบกันสะเทือนใหม่

จังหวะรับการกระแทกของ Deluxe 2018 นั้นดีขึ้น แถมองศาในการเข้าโค้งยังมีมากกว่าเดิม แต่อย่ารีบร้อนพา Deluxe ไปซิ่งบนทางคดเคี้ยวนัก เพราะที่พักเท้าคุณอาจจะขูดกับพื้นถนนได้ขณะเข้าโค้งอย่างเมามัน  การเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการนำ Deluxe ไปแข่งขันทำเวลา

7. โช๊คคู่เป็นโช๊คเดี่ยว

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Deluxe 2018 คือการเปลี่ยนจากโช๊คคู่มาเป็นโช๊คเดี่ยว ซึ่งช่วยให้การขับในเมืองเพลิดเพลินขึ้นมาก ผู้ที่เคยขับ Deluxe รุ่นก่อนจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างในส่วนนี้  ส่วนโช๊คหน้าที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ

8. เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

สรุปแล้ว Deluxe โฉมใหม่ยังมีความหล่อเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม แต่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องยนต์ การควบคุม หรือความสะดวกสบายในการขับระยะทางไกล  มันยังคงเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นมิตรและน่าเกรงขามเหมือนกับ Deluxe รุ่นก่อนๆ  เพียงแต่ Deluxe ในปี 2018 จะมอบประสบการณ์และความเพลิดเพลินระหว่างการขับที่เหนือกว่าเดิมเพียงเท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

2018 Harley-Davidson Deluxe Test | 9 Fast Facts: Reborn Deluxe

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson รุ่นไหนเหมาะกับคุณ?

Harley-Davidson มีโมเดลให้เลือกมากมาย และการเลือกโมเดลให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่ของคุณถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเช่นหากคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางไกลบ่อยครั้ง การเลือกซื้อรุ่นสปอร์ตอย่าง Street Rod คงจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก หรือหากคุณต้องการมอเตอร์ไซค์ที่คล่องแคล่วว่องไวเอาไว้ขับขี่ในเมือง การนำทัวร์ริ่งคันใหญ่อย่าง Road King ออกไปลุยก็คงจะไม่สมเหตุสมผลอีกเช่นกัน ในบทความนี้เรามาดูกันว่า Harley-Davidson หลักๆ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท และโมเดลไหนที่เหมาะสมกับคุณบ้าง

ตระกูล Sportster 

Sportster คือมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะแก่การขับขี่กับเพื่อนฝูงในเส้นทางหลัก ในระยะเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจะเป็นการขับไปจับจ่ายซื้อของตามสถานที่ต่างๆ ก็ยังทำได้  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่ขับสนุกสำหรับทั้งชายและหญิง และมีดีไซน์ที่ค่อนข้างเก๋ไก๋เพรียวลม  ตัวอย่างของรถกลุ่มนี้ได้แก่ Sportster Forty-Eight Special ที่มีเบาะนั่งแบบ Bobber กับล้อขนาดใหญ่ ซึ่ง Sportster ทุกรุ่นถือว่าเหมาะแก่นักขับหน้าใหม่ที่ชื่นชอบและอยากร่วมวง Harley-Davidson ทุกคน  มอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้ยังสามารถนำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายอีกด้วย  แน่นอน Sportster ไม่เหมาะกับการขับทางไกลแบบข้ามประเทศมากนัก แม้จะมีคนทำบ้างก็ตาม

ตระกูล Softail

 Softail โดดเด่นในเรื่องความหรูหราและความสะดวกสบาย และมีระบบกันสะเทือนที่ทำให้ตัวรถเหมาะแก่การขับทางไกลในความเร็วปาณกลางแบบชิลๆ โช๊คอัพจะมีความนุ่มและกระชับน้อยกว่ามอเตอร์ไซค์กลุ่มสปอร์ต แถมการเข้าโค้งยังต้องใช้ทักษะและประสบการณ์จากผู้ขับอีกด้วย  การขับทางไกลพร้อมกับคนซ้อนถือว่าทำได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องความหล่อนั้นถือว่ากินขาด Softail ส่วนใหญ่จะมีผิวชุบโครเมียมมันวาวและเฟรมแต่งมากมายที่ทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ ตัวอย่างรุ่นได้แก่ Heritage, Fat Boy, Sport Glide และ Deluxe เป็นต้น

ตระกูล Touring

 กระเป๋าข้าง แฟริ่ง เกจข้อมูลสารพัด วิทยุ บลูทูท ระบบครุยซ์คอนโทรล หรือแม้กระทั่งระบบ GPS นวัตกรรมเหล่านี้คุณสามารถพบได้ใน Harley-Davidson ตระกูลทัวร์ริ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งทางไกลแบบข้ามจังหวัดข้ามประเทศโดยเฉพาะ  ทัวร์ริ่งถือเป็นประเภทที่นั่งสบายที่สุด แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียที่มีน้ำหนักกว่า 800 ปอนด์ ที่บางทีต้องอาศัยแรงเพื่อนมาช่วยตั้งตัวรถขึ้น ตัวอย่างกลุ่มทัวร์ริ่งได้แก่รุ่น Street Glide ที่มีแฟริ่งทรง Batwing เป็นเอกลักษณ์ หรือจะเป็น Road Glide ที่มีแฟริ่งหัวฉลามพร้อมกับไฟหน้าคู่สุดเท่ หากคุณต้องออกทริปทางไกลเป็นประจำไม่ว่าจะคนเดียวหรือพร้อมกับคนรักแล้ว ทัวร์ริ่งถือว่าเหมาะสมที่สุด

ตระกูล Dyna

 ตระกูล Dyna อย่างรุ่น Super Glide และ Street Bob ถือเป็นโมเดลท้ายๆ ที่ยังใช้เฟรมแบบ Hardtail อยู่ โดยรถประเภทนี้จะมีส่วนประกอบน้อยชิ้น ทำให้ตัวรถเพรียวลมและควบคุมได้อย่างง่าย ถึงขนาดนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่เด่นเรื่องการควบคุมและสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังมากที่สุดของ Harley-Davidson ที่ผลิตจากโรงงาน กลุ่ม Dyna ถือเป็นรถอรรถประโยชน์ที่สามารถนำไปซิ่งบนถนนในเมืองหรือขับชิลๆ ริมชายหาดได้ และยังนำไปแต่งคัสตอมได้ง่ายที่สุดอีกด้วย ถามว่าตระกูล Dyna สามารถนำไปขับออกทริปทางไกลแบบข้ามจังหวัดได้ไหม? ได้ แต่ร่างกายคุณอาจจะเมื่อยล้าพอสมควร ทางที่ดีเลือกรถที่ตอบโจทย์เรื่องนี้อย่าง Softail หรือ Touring จะเหมาะสมมากกว่า

Harley-Davidson อีกสองกลุ่มที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงคือพวก V-Rod ที่โดดเด่นในเรื่องเครื่องยนต์ แต่ Harley-Davidson ได้ตัดสินใจเลิกผลิตแล้วในปี 2018 และกลุ่ม Street ที่เป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นเล็กเหมาะแก่ในการขับขี่ในเมือง จากบทความนี้เราจะเห็นได้ว่า Harley-Davidson นั้นมีประเภทและโมเดลให้เลือกมากมาย สิ่งที่สำคัญกว่าการครอบครองมอเตอร์ไซค์ที่หล่อและเท่คือการมีมอเตอร์ไซค์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คุณจริงๆ แล้วกลุ่มไหนล่ะคือ Harley-Davidson ที่เหมาะกับคุณ?

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

เนื้อเรื่อง http://www.youmotorcycle.com/harley-davidson-right.html

รูปภาพ https://www.harley-davidson.com/us/en/index.html

 

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

Harley-Davidson Street XG750 คัสตอมสุดแนว

ทางตอนใต้ของเมือง Philipsburg ทิศตะวันตกของรัฐมอนทานา มีร้านประกอบรถเล็กๆ อยู่ร้านหนึ่งพร้อมกับพื้นที่เพียง 28 ตารางเมตร ที่คอยสร้างสรรค์ยานยนต์มากมายหลากหลายขนาดมานับตั้งแต่ปี 2013  ร้านนี้มีชื่อว่า No. 8 Wire Motorcycles และมี คอลลิน คอร์นเบิร์ก ชายหนุ่มชาวนิวซีแลนด์เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินกิจการ

หนึ่งในผลงานของเขาคือ Harley-Davidson Street XG750 มอเตอร์ไซค์คัสตอมสุดแนวที่ถูกดัดแปลงมาจาก Harley-Davidson Street 750 ซึ่งเป็นโมเดลที่เหมาะสมอย่างมากแก่ผู้ขับขี่ระดับเริ่มต้น อีกทั้งมันยังมีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมครอบครัว Harley-Davidson อย่างจริงจังสักครั้ง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในเรื่องลักษณะการนั่งที่บีบแคบ Harley-Davidson Street 750 ก็ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ผู้ขับนิยมมากที่สุด และมักถูกนำไปผ่าตัดดัดแปลงเป็นสไตล์ต่าง ๆ จากผู้ออกแบบทั่วโลก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผู้ออกแบบส่วนใหญ่มองว่า Street 750 เป็นรุ่นที่พวกเขาสามารถวาดจินตนาการลงไปบนตัวรถได้อย่างง่ายดาย  “ผมเลือก Street 750 เพราะมันเป็นรถที่แต่งง่าย” กล่าวโดย คอร์นเบิร์ก “อีกทั้งสัดส่วนของลูกค้าผมที่ไม่สูงนักยังเหมาะกับโมเดลนี้อีกด้วย”

ลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการรถที่เอาไว้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถนำไปอวดใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ  ด้วยผู้ออกแบบมากฝีมืออย่าง คอร์นเบิร์ก จึงได้ถือกำเนิด Street XG750 ขึ้น ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกนำไปจัดโชว์ในงาน The One Moto Show เมืองพอร์ทแลนด์ และงาน Handbuilt Show ที่เมืองออสตินมาแล้ว

ด้วยความประสงค์ของลูกค้าที่ต้องการใช้ Street 750 ปี 2015 เป็นรากฐานในการประกอบรถคัสตอมคันนี้ ชายหนุ่มกีวี่จึงค่อยๆ เริ่มถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถลง และใช้เครื่องมือของเขาในการเติมแต่งส่วนใหม่ ๆ เข้าไป โดยหากไม่นับเรื่องการทำสีกับส่วนแผงคอแล้ว ทุกอย่างล้วนถูกสร้างผ่านมือของเขาทั้งนั้น

ในส่วนของโช๊คหน้า คอร์นเบิร์ก ได้ถอดของเดิมออกและแทนที่ด้วยโช๊ค Suzuki GSX-R750 ซึ่งในจุดนี้เขาได้ขอแรงช่วยจาก ไมเคิล แมนฮาร์ด เพื่อนของเขาในการทำแผงคออลูมิเนียมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ตัวโช๊คสามารถทำงานร่วมกับมอเตอร์ไซค์ V-Twin สัญชาติอเมริกันคันนี้ได้

ไม่ใช่เพียงโช๊คหน้าเท่านั้นที่ทำให้ตัวรถมีความสปอร์ตมากขึ้น โช๊คหลังคู่ยังถูกแทนที่ด้วยโช๊คเดี่ยว G3-S จากร้าน Race Tech ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีลักษณะการจัดวางเหมือนกับ Ducati 1098 ปี 2007

โดยรวมการเปลี่ยนแปลงระบบกันสะเทือนเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าช่วยยกระดับความสะดวกสบายและการควบคุม Street XG750 ไปได้แล้วอย่างมาก

ส่วนเฟรมด้านหลังได้ถูกนำออกไป แทนที่ด้วยเฟรมใหม่ที่มีลักษณะโค้งมนบริเวณปลาย ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เฟรมหลังจะประกอบไปด้วยถังน้ำหล่อเย็น ส่วนหัวของโช๊คหลัง แผงอิเล็กทรอนิกส์ และไฟท้ายใต้เบาะหนังสีน้ำตาล

หนึ่งในโจทย์ของลูกค้ายังรวมไปถึง “ภาพลักษณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจาก Street 750” คอร์นเบิร์ก จึงได้ทำการดัดแปลงตัวถังน้ำมันไปอย่างหนัก โดยมีความท้าทายอยู่ที่การออกแบบตัวมอเตอร์ไซค์ให้มีรูปลักษณ์ปราดเปรียว แต่ยังคงมีปั๊มเชื้อเพลิงขนาดใหญ่เท่าเดิมอยู่

หลังจากความพยายามหลายครั้ง ถังน้ำมันใหม่จึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดดเด่นด้วยลายเส้นบนตัวถังที่ช่วยเพิ่มลุคเพรียมลมให้กับตัวมอเตอร์ไซค์ ถังน้ำมันของ Street XG750 มีความจุประมาณ 3 แกลลอน ซึ่งไม่ต่างจาก Street 750 คันเดิมมากนัก

อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของ Street XG750 ไม่ว่าจะเป็นบังโคลนหน้า เฟรมด้านข้าง หรือบังโคลนหลัง ล้วนทำมาจากแผ่นอลูมิเนียมที่ผ่านการดัดและตีให้เข้ารูปกับตัวรถ ตามภาพในหัวที่หนุ่มนิวซีแลนด์คนนี้ได้วาดไว้

ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าของ คอร์นเบิร์ก ต้องการมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่แต่ยังสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน การอัพเกรดเครื่อง V-Twin ที่เหมาะแก่การขับขี่ทั่วไปอยู่แล้วจึงไม่ใช่คำตอบ  สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าคือมอเตอร์ไซค์ที่มี “ความสามารถรอบด้าน”

นั่นไม่ได้ทำให้การแต่งหยุดลงแต่อย่างใด  คอร์นเบิร์ก ได้ทำการติดท่อไอเสียสแตนเลสสตีลแบบ 2-into-2 เพิ่มเข้าไป ช่วยให้เครื่องยนต์ (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) ส่งเสียงดุดันและน่าเกรงขามมากขึ้น ส่วนกล่องสีขาวที่ติดอยู่ด้านข้างเครื่องยนต์คือกรองอากาศ Vance & Hines  องค์ประกอบเหล่านี้รวมถึงโครงรถภายนอกทั้งหมด ล้วนผ่านหยาดเหงื่อและฝ่ามือของชายหนุ่มคนนี้มาทั้งหมด

ในการแก้ปัญหาลักษณะการขับขี่ที่บีบแคบ แฮนด์แบบใหม่ซึ่งมีความใหญ่แกร่งและกว้างกว่าเดิมได้ถูกออกแบบขึ้นในร้านของเขา มันจะช่วยผู้ขับฝ่าดงจราจนอันคับคั่งไปได้อย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นการขับชิลๆ ในวันหยุดไปสถานที่ใกล้ต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน

จากการที่ลูกค้ามีสัดส่วนไม่สูงมากนัก เบาะนั่งของ Street XG750 จึงถูกปรับให้ต่ำกว่า 26 นิ้ว ซึ่งแน่นอนเป็นระดับที่คนสูงๆ จะนั่งไม่ถนัดสักเท่าไร  การปรับเบาะนั่งให้สูงราว 28 นิ้ว จะเหมาะกับผู้ขับดังกล่าวมากกว่า เพราะจะไม่ทำให้รู้สึกบีบแคบและต้องงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย

ตามที่ลูกค้าได้ปราถนาไว้ Street XG750 สามารถตอบโจทย์การขับในรอบด้าน และยังสามารถนำไปออกงานได้อย่างสง่าผ่าเผย ที่สำคัญต้นทุนของมันยังเป็นจำนวนที่ไม่สูงอีกด้วย  มันสามารถวิ่งบนพื้นถนนในเมือง ซิ่งบนสนามดิน flat track และบนสภาพพื้นถนนต่างๆ ได้ สะท้อนให้เห็นถึง “ความอิสระภาพ” ที่เป็นใจความของมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด Street XG750 คือผลงานที่ตอกย้ำอีกครั้งว่า Harley-Davidson Street 750 ยังคงเป็นโมเดลที่เหมาะแก่การแต่งเติมวาดจินตนาการรถในฝันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่างบของคุณจะมีเท่าไรก็ตาม

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:/ /ultimatemotorcycling.com/2018/06/17/no-8-wire-motorcycles-custom-harley-davidson-street-xg750-exposed/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Iron 1200 2018

Sportster Iron 883 ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Sportster และมีโมเดลรุ่นพี่อย่าง Sportster Iron 1200 ที่ Harley-Davidson เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ในปี 2018 นี้  แม้ชื่อทั้งสองโมเดลจะมีคำว่า Iron เหมือนกัน แต่ Sportster Iron 1200 ตัวใหม่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย และนี่คือ 11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์สุดคูลคันนี้

1.สรีรศาสตร์ใหม่

Sportster Iron 1200 2018 มีแฮนด์แบบใหม่ในสไตล์ Mini Apes ที่โค้งสูงขึ้นไปเกือบ 9 นิ้ว  บริเวณมือจับจะโค้งมาด้านหลังประมาณ 6.5 นิ้ว และมีความกว้างรวมถึง 32 นิ้ว ต่างจากแฮนด์ของ Sportster Iron 883 ที่มีลักษณะตรงราบและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  ส่วนเบาะนั่งจะเป็นเบาะเดี่ยวสไตล์คาเฟ่ที่สามารถรองรับบั้นท้ายของคนขับได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับลักษณะการนั่งที่หลังคนขับต้องตรงขึ้น  โดยรวม Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ให้ความรู้สึกที่กว้างและผ่อนคลายมากกว่าเดิม

  1. โครงรถเดียวกัน

ระบบกันสะเทือน ล้อรถ รวมไปถึงรูปทรงของตัว Sportster Iron 1200 2018 จะเหมือนกับ Sportster Iron 883  ต่างกันแค่น้ำหนักที่มากกว่าเพียง 2 ปอนด์ และด้วยน้ำหนักรวมของตัวรถเพียง 564 ปอนด์ Sportster Iron 1200 ถือเป็นรถที่ขับง่ายสำหรับผู้ขับทุกระดับ

  1. การควบคุมรถที่เปลี่ยนไป

การมีแฮนด์แบบ Mini Apes ทำให้ Sportster Iron 1200 2018 มีกลิ่นอายความเป็น Chopper มากกว่าการเป็นมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ต  แม้การตกแต่งจะไม่ฉูดฉาดเท่ารุ่นใกล้เคียงอย่าง Sportster Seventy-Two การมีขอบล้อขนาด 19 นิ้ว เครื่องยนต์ที่แรง และสรีรศาสตร์แบบใหม่ทำให้ Sportster Iron 1200 โฉมใหม่มีการควบคุมที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกัน

  1. ชื่อรุ่นที่ควรเปลี่ยนไป?

จริง ๆ แล้ว Sportster Seventy-Three น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะกว่า Sportster Iron 1200 เนื่องจาก 1. ลายกราฟฟิคแบบ AMF-era ตรงบริเวณถังน้ำมันและ 2. ออร่าและความรู้สึกที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจาก Sportster Iron 883 แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะชื่อไหน Sportster Iron 1200 ก็เป็นรถที่หอมหวานแก่การขับขี่ ตามที่เชคสเปียร์ได้กล่าวไว้ “กุหลาบย่อมหอมหวานเสมอไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร”

  1. การควบคุมรถที่ดีขึ้น

นอกจากออร่าและความรู้สึกที่ต่างไปจาก Sportster Iron 883 แล้ว Sportster Iron 1200 2018 ยังมีการควบคุมรถที่ดีเกินคาดอีกด้วย  แน่นอนพื้นที่การเข้าโค้งย่อมมีจำกัดแต่ถ้าคุณสามารถขับอยู่ในไลน์ได้ ความรู้สึกระหว่างการนั่งอยู่บน Sportster Iron 1200 2018 จะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม  ในเส้นทางที่คดเคี้ยวตัวรถที่มีการนั่งแบบ mid control จะช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น และตอบสนองต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ได้อย่างว่องไวและแม่นยำ

  1. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

แม้ระบบกันสะเทือนจะไม่ใช่นวัตกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่ม Sportster ตัวรถก็สามารถมอบการขับขี่ที่ราบรื่นได้ในระดับที่น่าพอใจ  แม้จะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า Sportster Iron 1200 2018 เป็นรถที่ขับนุ่ม ผู้ขับส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนในระดับน้อยตลอดช่วงเวลาการขับขี่ จุดอ่อนเดียวในเรื่องนี้อาจจะเป็นกระบอกโช๊คหน้าขนาด 39 mm ที่อาจจะเล็กไปหน่อย

  1. ระบบเบรกที่สอดคล้องกับความเร็ว

เบรกของ Sportster Iron 1200 2018 มอบความรู้สึกนุ่มในสัมผัสแรก และสามารถชะลอตัวรถจากความเร็วสูง ๆ ได้อย่างสบาย  ระบบเบรกทำหน้าที่ได้ดี แต่งานหนักส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ดิสก์เบรกล้อหน้าขนาด 300mm  ถ้าต้องขับในพื้นที่ที่ฝนตกบ่อย ผู้ขับอาจจะต้องเพิ่มระบบ ABS เข้าไปให้กับตัวรถเพื่อประสิทธิภาพการเบรกที่สูงขึ้น

 

  1. ขับในเมืองสนุกกว่าขับบนทางหลวง

Sportster Iron 1200 เหมาะแก่การขับในเมือง  ที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง ตัวรถมอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่ในความเร็วที่สูงกว่านี้สายลมอาจจะตีหน้าคนขับแรงขึ้น เนื่องจากเฟรมครอบไฟหน้าถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงกระจกข้างที่ช่วยให้คุณต้องมีสมาธิกับการขับมากขึ้น

  1. เครื่องยนต์ที่เหนือกว่า

สุขุมเข้าไว้หากคุณบังเอิญได้จอดข้าง ๆ Sportster Iron 883 เพราะทุกคนรู้ดีว่าเครื่อง Evolution 1200 นั้นแรงกว่า เกียร์ห้าสปีดของตัวรถช่วยให้ผู้ขับสามารถเปลี่ยนเกียร์ไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ประหยัดเวลาในการเปลี่ยนความเร็วในสถานการณ์ต่าง ๆ  ส่วนเวลาติดไฟแดงแรงสั่นที่สุขุมและดุดันจะดึงดูดให้ผู้คนให้หันมามองรถของคุณ

  1. หน้าจอแสดงผลที่เรียบง่าย

Sportster Iron 1200 2018 มีหน้าปัดเรือนไมล์ LCD ที่เรียบง่าย พร้อมข้อมูลแสดงผลพื้นฐานอย่างเช่นเวลาและรอบต่อนาที  เรียกได้ว่าตัวรถเน้นไปที่การขับจริงมากกว่าการมีฟังก์ชันมากมายบนหน้าจอให้รกตา

  1. จุดเด่นของตัวมอเตอร์ไซค์

Sportster Iron 1200 2018 ถูกออกแบบมาในสไตล์ยุค 70s หรือช่วง AMF era (ช่วงที่ Harley-Davidson ถูกบริหารโดย American Machine and Foundry) ซึ่งทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ในแบบย้อนยุค  สไตล์เรโทรขนานแท้ของมันบวกกับสมรรถนะการขับขี่ที่น่าประทับใจ ถือเป็นสองเหตุผลหลักให้แฟน Harley-Davidson ต้องมี Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ครอบครองไว้สักคัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:// ultimatemotorcycling.com/2018/04/10/2018-harley-davidson-iron-1200-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ย้อนรอยรีวิว Fat Bob 2008

Fat Bob คือ Harley-Davidson ตระกูล Dyna ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 2008  นับตั้งแต่การเปิดตัว Fat Bob มีวิวัฒนาการมากมาย และล่าสุดตัวรถได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 เป็นที่เรียบร้อย

Harley-Davison ตระกูล Dyna มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1991 กับโมเดล FXDB Sturgis และเน้นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ Big Twin กับการแต่งสไตล์คัสตอมทรงผอม

ก่อนจะมาเป็นโครงรถ Dyna ได้ต้องย้อนกลับไปอีก 20 ปี ตอนที่กระแสการแต่ง Harley-Davidson แบบคัสตอมกำลังเป็นที่นิยม จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทจึงได้ตัดสินใจออกแบบ Super Glide มาในปี 1971 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโช๊คที่ผอมเพรียวของ XLH Sportster กับเฟรมรถของ FLH Electra Glide

เรื่องราวทั้งหมดคือที่มาของ Fat Bob 2008 และต่อไปคือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ โดยรวม Fat Bob 2008 มีโครงสร้างที่ล่ำสันซึ่งขัดแย้งเล็กน้อยกับสมรรถนะที่ปราดเปรียวของมัน ส่วนหน้าของตัวรถจะประกอบไปด้วยโช๊คหน้าที่แข็งแรงและล้อ Dunlop ขนาดกว้าง 130 mm สีตัดกับจานล้ออะลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ลายเส้นบนล้อยังช่วยเสริมความดุดันให้กับตัวรถอีกด้วย

บังโคลนหน้าจะมีความสั้นแบบ Bobber ส่วนโช๊คหน้าขนาด 49 mm มีการเล่นสีที่ด้านล่างให้เป็นสีดำเกือบทั้งหมดแบบ Blacked-out ยาวสูงขึ้นมาตีกรอบให้กับไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีลักษณะเด่นต่างจากยานพาหนะคันอื่น ส่วนแฮนด์บาร์มาในขนาดใหญ่และหนาพอสมควร ยาวมาด้านหลังเล็กน้อยในลักษณะ V-bend และมีขาตั้งเป็นสีดำล้วน

ที่ส่วนกลาง Fat Bob มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แกลลอนที่นูนออกมาด้านข้างพอประมาณ ประทับตาด้วยกราฟฟิคโลโก้ Harley-Davidson แบบใหม่ และมีพื้นผิวชุบโครเมียมและเครื่องหนังเพิ่มความหรูหราในส่วนของแผงคอนโซล

ด้านหลังของรถประกอบไปด้วยล้อหลังขนาด 180 mm ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับล้อหน้า และจานล้อ 16 นิ้วอยู่ใต้บังโคลนหลังแบบ Bobtail  โช๊คด้านหลังที่ปกติจะเผยให้เห็นถูกเก็บอยู่ในกล่องโลหะเลื่อมแสงที่ดูดีมีราคา

ท่อไอเสียจะเป็นแบบ Tommy Gun 2-1-2 ที่ซ้อนเหลื่อมกันเล็กน้อยและพันรอบตัวเครื่อง Twin-Cam 96 ที่มีการพ่นและเคลือบสีให้มันวาวอย่างสวยงาม มีแผงกันความร้อนช่วยให้ตัวรถดึงศักยภาพย์เครื่องยนต์ออกมาได้ดีที่สุด

แม้จะมีการเผาเชื้อเพลิงที่ช้า Fat Bob ใช้สรีระที่ผอมเพรียวเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล Dyna (ในปี 2006 มีการพัฒนาเรื่องการควบคุมและความเมื่อยล้า แต่แบตเตอรี่ยังอยู่ในตำแหน่งใต้เบาะนั่งเหมือนเดิม) ส่วนสิ่งที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2008 คือฝาครอบไส้กรองอากาศแบบใหม่ กับสายถักเบรกสแตนเลสสตีลสีดำ

เบาะนั่งของ Fat Bob 2008 รองรับคนสองคนได้อย่างสบายไม่ว่าจะขาใหญ่หรือขาเล็ก และมีความสูงเบาะนั่งเหนือกว่ารุ่น Low Rider เล็กน้อยที่ 26 นิ้ว ผู้ขับที่มีความยาวช่วงแขนปานกลาง อาจจะต้องยืดแขนไปเกือบสุดในการจับแฮนด์บาร์  สรุปแล้วการนั่ง Fat Bob 2008 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเอนหลังไปสุดและงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย หรือการนั่งแบบหลังตรงเป๊ะเป็นแผ่นกระดานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งผู้ขับที่สูง ๆ จะนั่ง Fat Bob 2008 ได้อย่างสบายที่สุด  อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่พักเท้าแบบ mid-mount ก็สามารถสั่งแบบพิเศษได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งหลังตรงแบบดั้งเดิม

มาในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Fat Bob 2008 ใช้เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ส่งเสียงคำรามและดุดัน แรงบิดขนาด 92 ฟุตปอนด์และความเร็วรอบ 3,000 ต่อนาที ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่แม้ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีน้ำหนักถึง 700 ปอนด์ ความเร็วและความว่องไวที่มันทำได้กลับทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ

ด้วยเกียร์ Cruise Drive หกสปีดที่ลื่นไหล การออกตัวของ Fat Bob 2008 พร้อมที่พักเท้าแบบ mid-mount มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับยางล้อที่เคลื่อนตัวไปบนถนน คลัตช์จะทำงานเบาและนุ่มนวล ส่วนการเร่งเครื่องมีระบบ EFI ช่วยอย่างมากในช่วงระยะกลาง ยาง Dunlop ที่อ้วนและหนาจะทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือน ช่วยให้ผู้ขับฝ่าถนนไปได้อย่างราบรื่น

ด้วยความหนาของยางและแกนคอรถ (rake) 29 องศา หลายคนอาจคาดว่า Fat Bob 2008 จะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ด้อยลงในเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่หากคุณได้ลองขับตัวรถในเส้นทางต่าง ๆ แล้วจะพบว่ามันเป็นครุยเซอร์น้ำหนักมากที่เข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว พักเท้าแบบ mid-mount ยังช่วยเสริมความกำยำล่ำสันของ Fat Bob 2008 และการนั่งที่สะดวกสบายในการเดินทางไกลอีกด้วย

การเบี่ยงซ้ายขวาเป็นเรื่องที่ผู้ขับสั่งได้ดั่งใจ แต่ความสนุกที่แท้จริงของ Fat Bob 2008 อยู่ที่การบิดคันเร่งสุดแรงพุ่งตัวไปบนทางหลวง เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ดังกระหึ่ม กระแสลมที่พัดผ่านหน้า และท่อไอเสียที่ส่งเสียงอย่างมีเสน่ห์ คือประสบการณ์ที่ผู้ขับทุกคนต้องการนอกเหนือจากรูปร่างที่น่าประทับใจของตัวรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งนี้คือคุณภาพที่มีอยู่ใน Harley-Davidson ทุกคันรวมถึง Fat Bob 2008 ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าเพื่อนเล็กน้อย

เมื่อขับไปจนน้ำมันใกล้หมด แผงหน้าจอ LED จะแสดงการนับถอยหลังและส่งสัญญาณเตือนที่ระยะหนึ่งไมล์ก่อนน้ำมันจะหมดลง  เรื่องระบบเบรก ล้อหน้าจะมีคาลิปเปอร์เบรก 4 พอร์ท ที่คอยยึดจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ไว้ ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยวและระบบเบรก 2 ลูกสูบ และมือเบรกที่ให้ความรู้สึกกระชับเมื่อบีบ  ระบบเบรกดังกล่าวนับว่าเพียงพอต่อการหยุด Fat Bob 2008 คันใหญ่ให้หยุดนิ่ง ยังไม่นับจานเบรกล้อหน้าที่เสริมคาแรคเตอร์แข็งแกร่งถึกทนให้เข้มขึ้นไปอีก แต่หากได้ระบบเบรกจาก Brembo อย่างที่รุ่น Touring และ VRSC มีตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย หากบริษัทพิจารณาริเริ่มในอนาคต

การปลุกวงการ Harley-Davidson สไตล์ Factory Custom ให้กลับมาคึกครื้นอีกครั้งด้วย Fat Bob 2008 ถือเป็นวิธีการฉลองครบรอบ 105 ปีของ Harley-Davidson แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันบริษัทก็ได้มีการปล่อยโมเดล Rocker ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นรถสไตล์ Chopper มีดีไซน์สุดเฉียบน่าดึงดูดใจ หากจะเปรียบเป็นการจีบหญิง Rocker คงได้ใจสาว ๆ ไปครอบครอง แต่หากจะมองหานักเลงสุดกร่างร่างใหญ่สักคัน คงเป็นใครไปไมได้นอกจาก Fat Bob 2008 ในสีดำด้าน Black Denim คันนี้เท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/06/26/2008_harley-davidson_fat_bob/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Forty-Eight Special 2018

Sportster Forty-Eight Special 2018 คือหนึ่งใน 100 โมเดลใหม่ที่ Harley-Davidson วางแผนจะเปิดตัวให้หมดภายในปี 2027 มันคือรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Sportster Forty-Eight แบบธรรมดา โดยมีลูกเล่นเพิ่มเติมและจุดเด่น 11 ข้อหลัก ๆ ให้เราได้ทำความรู้จักกันตามนี้

1. แฮนด์บาร์ใหม่

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Forty-Eight Special คือแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ที่โค้งสูงขึ้นมา 7.25 นิ้ว แต่เอนมาด้านหลังน้อยกว่าแฮนด์บาร์แบบ Mini Apes  จุดเปลี่ยนนี้ทำให้ Forty-Eight Special สลัดลุคมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่ออกไป กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คัสตอมท้าลุยแรงลม

2. สรีรศาสตร์แบบใหม่

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ทำให้ลักษณะการนั่ง Forty-Eight Special ต่างไปจากรุ่นธรรมดา  หลังคนขับจะตั้งตรง ขาวางไปด้านหน้าและถ่างมากขึ้น เป็นผลจากห้องกรองอากาศขนาดใหญ่ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น  ซึ่งการนั่งในท่านี้จะมอบความสบายและความถนัดในการขับขี่มากกว่าการนั่งในลักษณะ jackknife  ในสถานการณ์จริง ผู้ขับสามารถนั่ง Forty-Eight Special ทางไกลได้สบาย ๆ ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนไฟเติมเชื้อเพลิงส่งสัญญาณเตือนขึ้นมา

3. แฮนด์บาร์ที่เน้นการควบคุมรถ

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy อาจไม่ทำให้ Forty-Eight Special มีลุคแบบรถสปอร์ต แต่มันมอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยม และทำงานได้อย่างไร้ที่ติกับโช๊ค 49mm ขนาดใหญ่และยาง Michelin Scorcher 31 สุดหนา ขนาด 130mm ขอบ 16 นิ้ว ที่เกาะถนนอย่างแน่นหนึบแม้พื้นผิวจะอยู่ในสถาพเปียกชื้นก็ตาม  ในทางคดเคี้ยว Forty-Eight Special คือมอเตอร์ไซค์ที่ขับสนุก แต่ถึงอย่างไรพื้นที่ในการเข้าโค้งก็ย่อมมีจำกัดเช่นกัน

4. เครื่อง Evolution 1200 ที่น่าประทับใจ

ด้วยแรงบิดขนาด 73 ฟุตปอนด์ และความเร็วรอบ 3,500 ต่อนาที การเร่งเครื่องของ Forty-Eight Special เป็นจุดที่น่าประทับใจ  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องฝ่ารถติดไปได้อย่างรวดเร็ว และจอดอย่างมั่นคงเมื่อต้องการ  อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เครื่องยนต์ที่แรงที่สุด และมีข้อจำกัดตามศักยภาพของมัน นั่นหมายความว่าผู้ขับจะสามารถควบคุมและคาดเดาความเร็วของ Forty-Eight Special ได้เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ  ส่วนตัวเครื่องยนต์จะติดยางรองแท่นเพื่อกันการสะเทือน  ในเวลารถติดไฟแดงตัวเครื่อง V-twin จะสั่นเล็กน้อยและทำงานอย่างราบรื่นเมื่อคุณออกตัวอีกครั้ง

5. เบรกที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป

นอกจากตำแหน่งการจับและเหยียบคันเบรกที่เปลี่ยนไปจากการมีแฮนด์บาร์แบบ Tallboy แล้ว พลังเบรกของ Forty-Eight Special ยังมอบความรู้สึกที่ต่างไปจาก Forty-Eight รุ่นธรรมดาอีกด้วย  เบรกหลังจะให้ความรู้สึกดุดันน้อยลง ส่วนแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ก็ทำให้ผู้ขับไม่ได้ใช้เบรกหน้าอย่างหนักหน่วงเท่ากับการมีแฮนด์บาร์ลักษณะเตี้ยแบบเดิม  ในความเป็นจริงระบบ engine compression braking จะช่วยทำหน้าที่เรื่องการเบรกแทนผู้ขับซะส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการติดระบบเบรก ABS เพิ่มเข้าไปจะช่วยให้ตัวรถมีศักยภาพการหยุดที่เหนือระดับมากยิ่งขึ้น

6. เบาะเดี่ยวสไตล์มินิมอล

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ส่งผลต่อลักษณะการนั่งของผู้ขับไม่น้อย แต่เบาะเดี่ยวของ Forty-Eight Special ก็มีเนินโค้งเพื่อรองรับบั้นท้ายของผู้ขับได้อย่างดี  การขับ Forty-Eight Special ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนเกือบหมดจะส่งผลต่อช่วงล่างของคนขับเพียงน้อยนิด

7. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

ในระหว่างการเดินทางระบบโช๊คหน้าและล้อระดับแบรนด์เนมของ Forty-Eight Special จะช่วยรองรับแรงกระแทกและหลบหลุมถนนต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเบาะนั่งอาจจะไม่ได้หนามากนักเนื่องจาก Harley-Davidson ต้องการกำหนดความสูงเบาะให้ไม่เกิน 28 นิ้ว  อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปผู้ขับจะไม่เจอกับอาการสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกรุนแรงระหว่างการเดินทาง แม้มันอาจจะเกิดขึ้นได้นาน ๆ ครั้งก็ตาม

8. มอเตอร์ไซค์คนเมืองที่โดดเด่น

การขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมของ Forty-Eight Special ช่วยให้ผู้ขับซิกแซกฝ่าฝูงรถได้อย่างมั่นใจ  แฮนด์บาร์แบบ Tallboy จะอยู่ในระดับที่ไม่ชนกับกระจกข้างรถยนต์ซะส่วนใหญ่ ส่วนกระจกข้างตัวรถก็มอบวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางแม้จะมีขาตั้งขึ้นมาไม่สูงนัก  ความเร็วตั้งแต่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไปจะเริ่มส่งผลต่อโครงรถ ส่วนในความเร็วที่ต่ำกว่านั้นเช่นประมาณ 55 ไมล์ต่อชั่วโมง Forty-Eight Special จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการขับตลอดทาง

9. เฟรมรถที่แวววาวขึ้น

Forty-Eight Special เหมาะกับผู้ขับที่ชื่นชอบเฟรมรถแบบมันวาว เนื่องจากตัวรถมีการเคลือบสีโครเมียมมากกว่า Forty-Eight แบบธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ขับแต่ละราย

10. การตกแต่งสไตล์ AMF-era

แม้ยุค AMF 1970s จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับแฟน Harley-Davidson ซะส่วนใหญ่ ความสวยงามด้านกราฟฟิคและสไตล์การแต่งมอเตอร์ไซค์ในช่วงนั้น ก็ทำให้หลายคนหันมามอง Harley-Davidson ลุค 70 อีกครั้ง  Forty-Eight Special ทำให้ทุกคนหวนนึกถึงช่วงปีเหล่านั้นเหมือนกับ Sportster Seventy-Two แต่ตัวรถจะออกไปในสไตล์ bobber มากกว่าการเป็นรถสไตล์ chopper

11. ความเพลิดเพลินและฟังก์ชันที่มากกว่า

เมื่ออ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจจะตัดสินใจเลือก Sportster Forty-Eight รุ่นธรรมดาที่มีตำแหน่งการนั่งดูดีมีสไตล์มากกว่า อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในหัวใจหลักของการขี่ Harley-Davidson งาม ๆ สักคัน ก็คือความเพลิดเพลินในระหว่างการขับขี่ด้วย ซึ่ง Sportster Forty Eight Special 2018 ก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความสบายและสไตล์ที่แปลกใหม่ ในกลิ่นอายของยุค 70 ได้เป็นอย่างดี

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/03/25/2018-harley-davidson-forty-eight-special-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley