FXDB Dyna Street Bob 2006

FXDB Dyna Street Bob 2006
FXDB Dyna Street Bob 2006
FXDB Dyna Street Bob 2006

Harley-Davidson ได้กลับไปสู่สไตล์ Bobber อีกครั้ง แต่ในแบบที่จริงจังกว่าเดิม กับการเปิดตัว FXDB Dyna Street Bob ในปี 2006  เราต้องไม่ลืมว่าตระกูล Dyna คือทายาทของไลน์ Low Rider กับ Super Glide ที่ผลิตออกมาในช่วงปี 70 กับเครื่องยนต์ Shovelhead ซึ่งเครื่องยนต์นี้ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องยนต์ Evolution และเสริมด้วยโครงรถ Dyna แบบใหม่ในช่วงต้นปี 1990
FXDB Dyna Glide Sturgis 1991 คือโมเดลคันแรกของไลน์ Dyna ที่ถอดแบบความสวยงามมาจากรุ่น FXB Sturgis ปี 1980  มันถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ได้เริ่มใช้ความจุเครื่องยนต์ Dyna แบบใหม่ ที่มีระบบฉนวนเครื่องยนต์แบบสองจุด (two-point engine insulation system) เผยให้เห็นตัวแบตเตอรี่แบบยุค 70 ซึ่งโมเดล FXDB Dyna Street Bob 2006 ยังคงใช้ดีไซน์นี้อยู่เช่นกัน
Dyna Street Bob สวมจิตวิญญาณและความเรียบง่ายของ Super Glide และ Low Rider โดยการเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะยาว โครงสร้างปราดเปรียว จุดศูนย์ถ่วงต่ำ มีโช๊คหน้าที่ยาว และสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม  ภาพลักษณ์ภายนอกของ FXDB Dyna Street Bob ทำให้มันโดดเด่นกว่าคันอื่นในไลน์ Dyna Bobbers  ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์จับแบบ Ape Hanger บังโคลนหน้าแบบมินิ บังโคลนหลังที่สั้นลง และเบาะเดี่ยวที่ทำให้มันกลายเป็นมอเตอร์ไซค์สุดอิสระ สื่อถึงจิตวิญาณแห่งวิถีแบบใหม่
FXDB Dyna Street Bob 2006 ใช้เครื่องยนต์ Cam 88 Twin Engine ที่มีความแรง 1,450 cm3 (88 cu in) และได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Twin Cam 96 ที่มีความแรง 1,584 cm3 (96 cu in) ในปี 2007
ในปี 2013 FXDB Dyna Street Bob รุ่น limited edition (Special Edition) มีดีไซน์การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องยนต์ Twin Cam 103 ที่เร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม  ส่วน Street Bob 2014 ยังคงเก็บรักษาเครื่องยนต์และไฟกะพริบด้านหลังของรุ่น Special Edition ไว้ ทำให้มันมีเส้นลายของตัวรถที่ชัดเจนขึ้น จากระบบไฟบนบังโคลนหลังที่หายไป

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson VRSCA V-ROD 2002

Harley Davidson VRSCA V-ROD 2002

ในปี 2002 หนึ่งปีก่อนการครบรอบ 100 ปีของบริษัท  Harley-Davidson ได้ออกมาประกาศสิ่งที่น่าประหลาดใจ “มันถึงเวลาที่พวกเราจะท้าทายความคิดและสิ่งทีมีอยู่แบบเดิมๆ  Harley-Davidson พร้อมแล้วที่จะเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ที่ทำลายคอนเซ็ปต์แบบเดิมลงไปทั้งหมด ในเรื่องธรรมเนียมประเพณีของบริษัท และครุยเซอร์แบบเฉพาะของเราโดยรวม…” ซึ่งแน่นอน บริษัทได้ทำการเปิดตัวเจ้า V-Rod  มอเตอร์ไซค์ที่สร้างขึ้นมาจากฐานเครื่องใหม่ทั้งหมด และเต็มเปี่ยมไปด้วยความโมเดิร์นจนได้รับฉายาว่า “Revolution” ซึ่งมีความหมายว่า “การปฏิวัติ” นั่นเอง

Harley-Davidson หน้าใหม่คันนี้ ได้นำระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ และเครื่อง V-Twin แบบ 45 องศาแบบดั้งเดิมออกไป และแทนที่ด้วยระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และเครื่อง V-Twin แบบ 60 องศาแทน ซึ่งมีความแรงอยู่ที่ 1,130 cm3 (69 cu in) พร้อมลิ้น 4 วาล์วต่อ 1 ลูกสูบ และระบบการจ่ายน้ำมันแบบตามลำดับ (sequential fuel injection)

V-Rod ถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกในช่วงประวัติศาสตร์ 100 ปีของ Harley-Davidson ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และยังมีเครื่องยนต์ที่แรงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยมีมาที่ 115 แรงม้าอีกด้วย

นวัตกรรมต่างๆ ไม่ได้มีอยู่แค่ที่เครื่องยนต์เท่านั้น V-Rod ยังใช้กลวิธีการขึ้นรูปด้วยของเหลว ซึ่งปราศจากร่องรอยของการเชื่อมเหล็กให้เห็น  ตัวบอดี้เป็นอลูมิเนียมที่ผ่านกรรมวิธีชุบผิว (anodized aluminum) และถังน้ำมันที่ถูกจัดวางในตำแหน่งใต้เบาะคนนั่ง

ในปี 2004 Harley-Davidson ได้มีการเปิดตัว V-Rod VRSCB เพิ่มเข้ามาในไลน์ ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่มีโครงรถเป็นสีดำ และราคาที่ถูกกว่า V-Rod VRSCA จากองค์ประกอบต่างๆ ที่น้อยลงไป  แต่เป็นปี 2005 ที่ฮาเลย์ตระกูล V-Rod ได้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง กับการเปิดตัว VRSCR Street Rod ที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นห้าแรงม้า

V-Rod รุ่น VRSCB ได้ถูกยกเลิกไปในปี 2006 ส่วน VRSCA ได้กลายเป็นรุ่น VRSCAW ตั้งแต่ปี 2007 โดยมีการใช้ขอบล้อหลังที่กว้างและล้อรถขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ถูกเรียกร้องจากกลุ่มลูกค้า

V-Rod VRSCAW ได้อยู่ในแคตตาล็อกสินค้าของ Harley-Davidson จนถึงปี 2010 โดยนับตั้งแต่ปี 2008 ตัวมอเตอร์ไซค์ได้มีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ Revolution แบบใหม่ ซึ่งมีความแรงถึง 1,250 cm3  (76.28 cu in)

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ 

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

Harley-Davidson XL1200N Nightster 2007

ในปี 2550 Harley-Davidson ซีรีย์ Sportster ได้กลับสู่ความเรียบง่ายและคลาสสิกอีกครั้ง กับการเปิดตัวรุ่น XL 1200N Nightster

ไลน์ Sportster ซึ่งได้เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2550 นั้นมีเครื่องยนต์ให้เลือกด้วยกันถึง 4 แบบ และโมเดลต่างๆ ที่มีการจัดวางองค์ประกอบที่ไม่เหมือนกันให้เลือก บางโมเดลรวมถึง Nightster ตัวนี้ ยังถือว่าเป็นเวอร์ชันพิเศษอีกด้วย

Haley-Davidson ได้ใช้ดีไซน์ของ 1200 Sportster ในการสร้างโมเดลนี้ขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วย ยางหุ้มโช๊ค ขอบล้อสีดำ บังโคลนหน้าหลังที่สั้น ออปชั่นสีทูโทนลุควินเทจ เบาะเดี่ยว ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ และเครื่องยนต์แบบผิวด้าน

ส่วนประกอบเหล่านี้ได้สร้างภาพลักษณ์และคาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่งให้กับตัวมอเตอร์ไซค์ ที่จัดว่าอยู่ในกลุ่ม Neo-Retro หรือมอเตอร์ไซค์สมัยใหม่ที่มีกลิ่นอายความคลาสสิกของยุคก่อน

แม้ว่าโมเดลทั่วไปของ Sportster จะประสบความสำเร็จในเรื่องของดีไซน์ที่สวยงามอยู่แล้ว รุ่น Nightster ยังสร้างความแตกต่างออกไปโดยการมี ที่ใส่ป้ายทะเบียนรถ ยื่นออกมาจากด้านข้างของบังโคลนหลังโดยปราศจากไฟส่องสว่าง ซึ่งระบบสัญญาณไฟท้ายของ Nightster จะประกอบไปด้วย ชุดไฟเบรค สัญญาณไฟเลี้ยว และไฟท้าย LED ที่ติดอยู่ในสัญญาณไฟเลี้ยว

แม้ Haley-Davidson รุ่น Sportster Nightster จะมีลุคแนววิทเทจแบบย้อนยุค หัวใจสำคัญต่างๆ นั้นแทบจะไม่ได้ถูกลดลงไปเลย ตัวมอเตอร์ไซค์ยังคงความหรูหราและความจริงจัง โดยการดีไซน์เบาะนั่งไว้ในตำแหน่งที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการควบคุมรถ รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยและไม่ทอดทิ้งรายละเอียดที่สำคัญ อย่างเช่นตัวนาฬิกา แม้ภายนอกจะดูเป็นยานยนต์ที่เรียบง่ายก็ตาม

ในภายหลัง Sportster Nightster ได้มีการเปิดตัวสีใหม่ๆ ออกมา และในที่สุดถูกแตกไลน์ออกไปเป็นโมเดล XL 1200 XL Forty-Eight ซึ่งสร้างรายได้เท่ากับที่ Nightster ทำได้ในปี 2554

ด้วยขนาดล้อหน้าที่ใหญ่ถึง 16 นิ้ว และภาพลักษณ์สไตล์วินเทจที่โดดเด่นของมัน Forty-Eight ได้สร้างแรงดึงดูดมากมายในวงการ จนในที่สุด Nightster ต้องถูกถอนออกจากไลน์สินค้าไปในปี 2556

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Road Glide FLTR 2009

ปลาดุกทรงพลัง

Harley-Davidson Road Glide 2009 เป็นรถที่ออกแบบ fairing หน้าใหม่ ให้ติดกับเฟรมส่วนหน้า โดยมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบทำให้รถดูแปลกใหม่ ด้วยชุดระบบหน้าปัดแสดงผลแบบคอมพิวเตอร์ on-board และกระจกบังลมหน้าที่ต่ำลง

โดยรถสายพันธุ์ FLHT ได้รับการออกแบบให้ใช้ เฟรมแบบเดียวกันทั้งหมด ใช้ชุดเกียร์ 5 สปีด และใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน

Road Glide รุ่น FLTR นี้ได้ผลิตตามแบบ Tour Glide รุ่น FLT ซึ่งมีนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีสูงมาก

ในปี ค.ศ. 1980 FLT รุ่นแรกๆ ใช้เครื่องยนต์ 1,340 cc. (80 cu in) ชุดเกียร์ 5 สปีด ชุดขับเคลื่อนของมันได้ยึดติดกับเฟรมและมียางกันสะเทือนเป็นตัวรองรับชุดขับเคลื่อนตัวสุดท้ายซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับถังน้ำมันเครื่อง มีการปรับปรุงองศาของโช้คหน้าใหม่ เพื่อลดระยะของฐานล้อลงมาโดยไม่ลดประสิทธิภาพการใช้งาน

Harley Davidson ได้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับปรุงรถทุกรุ่น รวมไปถึง Electra Glide Classic ซึ่งต่อมาจะถูกแทนที่ด้วยตัว FLTR Road Glide 1998 ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สวยขึ้นแต่จะไม่มีชุดกระเป๋าสัมภาระหลังและที่พิง (Tour-Pack)

Road Glide รุ่น FLTR มีผลพลอยได้จากการยกระดับอุปกรณ์ใหม่ ๆ ของ Harley Davidson เป็นพวกอุปกรณ์เสริม, เครื่องยนต์, chassis และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

รถรุ่นย่อย FLTRX Road Glide Custom ถูกเปิดตัว ในปี ค.ศ. 2010 ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัยกว่า ลู่ลมและเตี้ยลง

ต่อมาในปี 2011 Harley-Davidson ได้เปิดตัว รถรุ่นย่อยอีกรุ่น คือ FLTRU Road Glide Ultra โดยรถรุ่นนี้ได้ใส่ชุดกระเป๋าสัมภาระหลัง พร้อมที่พิง (Tour-Pack) และ ใช้ fairing ที่ต่ำลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม Road Glide ทั้ง 2 รุ่นได้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ในปี ค.ศ. 2015 Road Glide รุ่น FLTRX และ FLTRXS Special ได้รับการออกแบบมา โดยไม่มีชุดกระเป๋าสัมภาระหลังและที่พิง (Tour-Pack) และ ได้ปรับเปลี่ยนเส้นสายและลวดลายให้กับ Road Glide รุ่นธรรมดา พร้อมกับเพิ่มระบบควบคุมอีเลคทรอนิคแบบใหม่ พอร์ต USB สำหรับการฟังเพลง และ ชาร์จอุปกรณ์มือถือ

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Road King 1994

Road King 1994

Road King 1994

ราชาแห่งท้องถนน

Harley-Davidson ได้เผยโฉมรถใหม่ในปี 1994 เป็นรถที่ใช้งานได้ในชีวิตจริง ออกแบบมาเรียบง่าย เหมือนการคืนชีพของมอเตอร์ไซด์ทัวร์ริ่งอเมริกันคลาสสิค

ความจริงแล้วรถตระกูล Road King นี้ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจาก รถ Electra Glide Sport ปี 1987 ( เป็นเวอร์ชั่นเบา ของ Electra Glide ดั้งเดิม)  โดย Electra Glide Sport นี้ ยังคงเก็บกระเป๋าข้างไว้เหมือนรุ่นพี่ แต่ถอดเอาพวกชุด Touring อื่นๆ เช่น กระเป๋าหลัง หน้ากาก ออก  ใช้ชิลล์กันลมแบบถอดออกได้ และ เพิ่มตะแกรงใส่ของหลัง เข้ามา

ในปี 1994 รถ Electra Glide Sport ก็ต้องหลีกทางให้ รถ Road King เข้ามาแทนที่ ความจริงแล้วรถทั้งสองสร้างอยู่บนโครงสร้างเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงเพียงรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ชิลกันลม และ เบาะหลังแบบถอดเร็ว เป็นต้น

Road King เป็นรถที่มีรูปทรงคลาสสิค จำหน่ายอยู่ในหน้า Catalog ของบริษัทมาอย่างยาวนาน และได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เช่น เปลี่ยนระบบจ่ายน้ำมันจากคาร์บูเรเตอร์มาใช้ระบบหัวฉีดแทน เครื่องยนต์ใหม่ ระบบส่งกำลัง รวมถึงแชชซีรถใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้นำมาติดตั้งในรถ Road King Classic ตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา

โดยรวม Road King Classic ติดตั้งและใช้อุปกรณ์ต่างๆเช่นเดียวกับ Road King รุ่นก่อนหน้า ที่เพิ่มเติมมาคือเบาะนั่งแบบมีคนซ้อน กับ กระเป๋าทัวร์ริ่งข้างหนังแท้ เข้าชุดกับ ล้อซี่ลวด และ ยางขอบขาวของมัน

จนกระทั่ง ปี 2007 Harley-Davidson ได้เพิ่มไลน์การผลิต รถใหม่ในตระกูลนี้ คือ รถ Road King Custom รหัส FLHRS โดยเจ้า Road King Custom นี้ มีการปรับแต่งให้ใช้แฮนด์แบบกว้างพิเศษ หน้าเปลือยไร้กระจกบังลม โช๊คที่ปรับแต่งให้เตี้ยลง และ กระเป๋าทัวร์ริ่งข้างหนังแท้ ตัดเย็บตกแต่งพิเศษ ยิ่งเพิ่มกลิ่นอายความเป็นรถ Custom ของมัน

รถ Road King และ Road King Classic วางจำหน่าย ทั้งทางฝั่งอเมริกาและยุโรป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปีนั้นๆว่ารถโมเดลไหนจะถูกส่งไปทวีปอะไร เช่น ในปี 2014 และ 2015 Road King ปกติ ถูกส่งและวางจำหน่ายในทวีปอเมริกา ในขณะที่ทางยุโรปจะมีวางจำหน่ายเฉพาะ Road King Classic เท่านั้น

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FLSTF Softail Fatboy 1990

 

เด็กอ้วนในตำนาน

ภูมิใจนำเสนอโดย Harley-Davidson รถดีไซด์แปลกใหม่ พัฒนาจากรถตระกูล Softail รูปร่างโออ่าตันไปทั้งคัน มาพร้อมล้ออลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว และ ระบบเบรคแบบดิส หน้า/หลัง ไม่มีใครคาดคิดว่า รูปลักษณ์สวยงามแบบตันๆของเจ้าเด็กอ้วน Fat boy จะประสบความสำเร็จได้สูงขนาดนี้ กลายเป็นรถที่อยู่ยงคงกระพันในสายการผลิตต่อเนื่องยาวนาน ไร้การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหลักใดๆ หากจะมีก็เพียงเปลี่ยนอุปกรณ์เล็กน้อยเท่านั้น

Harley-Davidson Fat Boy ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

มันสร้างแนวทางเฉพาะของตนเองขึ้นใหม่ ด้วยความสวยงามลงตัวของดีไซด์รถที่พัฒนาจาก Softail Heritage แต่ดูแหวกแนวมีความทันสมัยมากขึ้น รถก่อผลกระทบในวงกว้าง และสร้างชื่อเสียงให้แก่ บริษัท Harley-Davidson อย่างมาก

ในปี 1990 Harley-Davidson ได้กล่าวถึงรถรุ่นนี้ว่า “จากบังโคลนหน้าที่สวยงาม จบงานด้วยสีเงินโครม ตัวรถสีเงินล้วน แต่งด้วยอุปกรณ์สีเหลืองอย่างตั้งใจ แฮนด์รถที่กว้างและสูงยาวกว่าปกติ ท่อสั้น Shortgun แบบใหม่ เบาะที่ตัดเย็บและออกแบบอย่างปราณีต ที่นั่งคนซ้อนวางอยู่บนบังโคลนเหนือยางหลัง รวมถึงการตกแต่งถังน้ำมันด้วยเครื่องหนัง ใครจะสามารถปฏิเสธได้ว่า นี่ไม่ใช่ รถที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและสวยงามลงตัวเป็นอย่างยิ่ง”

หลังจากปี 1991 เหมือนกับรถรุ่นอื่นๆ เฟรมสีดำได้ถูกนำมาใช้กับ Fat Boy เช่นกัน รวมถึงเครื่องยนต์สีดำเงิน ซึ่งเปลี่ยนสีเครื่องดั้งเดิมของมันจากสีเงินอลูล้วนมาเป็นสีดำเงินมาตรฐาน

และผลจากการพัฒนาเช่นเดียวกับรถ Softail รุ่นอื่นๆ รถมีสีที่หลากหลายขึ้น เครื่องยนต์ Twin CamB ได้ถูกนำมาแทนที่เครื่องยนต์รุ่นเดิม โดยที่ยังคงภาพลักษณ์ของความเป็น Fat Boy ได้เป็นอย่างดีเสมอมา

ในปี 2010 Harley-Davidson ได้ผลิตรถสายพันธุ์ย่อยของรุ่นออกมาเรียกว่า Fat Boy Lo (FLSTB) เรียกกันอีกชื่อในยุโรปว่า Fat Boy Special ซึ่งเป็นรถที่ยิ่งขับเน้นเสน่ห์ของดีไซด์แบบตันๆ ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเบาะที่นั่งต่ำพิเศษ และ สีดำล้วนของมัน รถมากับระบบเบรคแบบดิส

ในปีต่อๆมา รถเริ่มมีหลากสีสันมากขึ้น โดยจะมีชุดสีอื่นๆนอกจากสีดำให้เลือก อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนอื่นๆยังคงสีดำล้วนเช่นเดิม

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson VRSCA V-ROD 2013

ฮาร์เลย์-เดวิดสัน มองหาประสิทธิภาพมากขึ้นจากบรรดารถรุ่นต่าง ๆที่ผลิตออกมาสู่ตลาด และในปี ค.ศ. 2001 ฮาร์เลย์ ได้เปิดตัวรถใหม่ที่เครื่องแรงจัดคือรุ่น V-ROD หัวใจหลักสำคัญของรถรุ่นนี้คือ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีนวัตกรรมไฮเทค เป็นชุดเครื่องใหม่ทั้งหมด V-twin 60 องศา ใช้วาล์ว 4 วาล์ว ต่อหนึ่งลูกสูบ วางระบบระบายความร้อนด้วยน้ำหล่อเย็น
นอกจากการปรับเครื่องยนต์ใหม่แล้ว ตัวแชสซีเองก็ยังมีการปรับให้ยาวและลาดต่ำลง ตัวรถ V-ROD ได้แรงบันดาลจากรถแข่ง Dragster ด้วยรูปทรงเพรียวลม มีความลงตัวที่ผสานกันระหว่างความงามและความแรง และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของรถรุ่นนี้คือ โทนสีแบบ Metallic Silver โดยเฉพาะที่ตัวถังซึ่งใช้เทคนิคการพ่นสีแบบ Anodized Aluminum
VRSCA V-Rod เป็นอีกหนึ่งของความความท้าทายที่ ฮาร์เลย์ ได้สร้างสรรค์ขึ้นบนความแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์รุ่นก่อนๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฮาร์เลย์ไว้อย่างสมบูรณ์

Manufacturer Harley-Davidson
Also called V-Rod, Night-Rod, Street-Rod, V-Rod Muscle
Production 2001–2017[1]
Class Cruiser
Engine 1,131 cc (69.0 cu in) 2001-2007
1,247 cc (76.1 cu in) 2008-present water-cooled 60° V-twin
Bore / stroke 4.13 in × 2.835 in (104.9 mm × 72.0 mm)
Compression ratio 11.5:1
Top speed 137.6–144 mph (221.4–231.7 km/h)[2][3]
Power 115–125 hp (86–93 kW)(2001-2012) (claimed)@ 8,250 rpm[4]
103.2 hp (77.0 kW) (rear wheel)[2]
Torque 84.0 lbf⋅ft (113.9 N⋅m) (claimed)@ 7,000 rpm
72 lb⋅ft (98 N⋅m) (rear wheel)[2]
Transmission 5-speed, belt drive
Tires Front: 120/70ZR-19 60W
Rear: 240/40R-18 79V
Raketrail 34.0°, 5.6 in (140 mm)
Wheelbase 67 in (1,700 mm)
Dimensions L: 94.4 in (2,400 mm)
Weight 619–677 lb (281–307 kg) (2001-2010)[2] (wet)
Fuel capacity 3.2 US gal (12 l; 2.7 imp gal)
Fuel consumption Highway: 42 mpg‑US (5.6 L/100 km; 50 mpg‑imp)
City: 34 mpg‑US (6.9 L/100 km; 41 mpg‑imp)

Credit เนื้อเรื่อง: Ultimate Harley-Davidson New Edition by Hugo Wilson

OCredit ภาพ:www.totalmotorcycle.com

Darkrider.net

แปล______________

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net

มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FXSTS Softail Springer 1988

ในปี 1988 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 85 ปีของบริษัท Harley-Davidson ได้เฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการออกรถรุ่นพิเศษ Springer Softail รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่หมด

รถ Springer Softail ฉลองครบรอบ 85 ปี นี้ ได้นำเอาระบบกันสะเทือนหน้า แบบ Spring กลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่ได้หยุดใช้ไปตั้งแต่ปี 1952

โช๊ครุ่นใหม่นี้ให้กลิ่นอายอันมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ของรถตระกูล Softail มีรูปทรงสวยงาม มีการใช้วัสดุใหม่ๆในการผลิต เช่น แหวนเทฟรอน และ การใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบ ทำให้ได้องศาของตะเกียบหน้าที่ดีขึ้น โช๊คอัพทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การปรับปรุงตะเกียบหน้าใหม่นี้ ยังรวมถึงการทำตะเกียบให้รองรับระบบเบรคแบบใหม่ ดิสเบรค แทนที่ดรัมเบรคแบบเดิม

Harley-Davidson ได้ผลิตรถรุ่นฉลอง 85 ปีนี้จำนวน 1,356 คัน และด้วยความสำเร็จอย่างมากมายของรถ ทำให้บริษัทผลิตรถ FXSTS รุ่นปี 1989 ออกมาอีกถึง 5,387 คัน

รถ FXSTS อยู่ในแค็ตตาล็อกของบริษัทอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงรุ่น FXSTB Bad Boy ในปี 1995 และเช่นเดียวกับรถอื่นในตระกูล Softail เจ้า FXSTS Springer ได้รับการวางเครื่องรุ่นใหม่ ที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนที่มันจะหายไปสายการผลิตในปี 2007

ในปี 2008 รถรุ่น FLSTB Crossbone ก็ปรากฏโฉมขึ้นในรูปลักษณ์คลาสสิคดั้งเดิม และ อยู่ในสายการผลิตจนถึงปี 2011

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

กำเนิด Sportster 1200 cc

ช่วงเดียวกันกับการเผยโฉม 883 Sportster ในปี 1986 Harley Davidson ก็ได้เปิดตัว รถเครื่องยนต์ 1,100 cc XLH 1100 Sportster ออกมาด้วย โดยรถ 1,100 cc ราคาจะสูงกว่ารถ 883 standard อยู่ประมาณ 1,200 usd โดยรถรุ่นใหญ่กว่านี้มีเบาะนั่งสำหรับซ้อนท้ายมาด้วย มีการวางตำแหน่งแฮนด์ยกสูงกว่ารุ่น 883 standard ทำให้รถดูสวยงามสะดุดตาแตกต่างจากรุ่นปกติตั้งแต่แรกเห็น

นอกจากนั้น รถยังมีแผงควบคุมและมาตรวัดที่ครบครันกว่า และ มีสีหลากหลายให้เลือกได้ รวมถึงเครื่องยนต์พ่นสีดำดุดัน ก็มีให้เลือก

ความจริง เจ้า XLH 1100 ใช้ แชชซี และ เครื่องยนต์ แบบเดียวกับ รถ 883 standard แต่เนื่องจากการใช้ขนาดของหัวสูบกับช่วงชักที่แตกต่าง (Bore x Stroke) กล่าวคือมีสัดส่วน อยู่ที่ 85.1/96.8 จึงทำให้เครื่องมีกำลังเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68 แรงม้า

Harley Davidson ได้ผลิตรถ 1100 Sportster ออกมา 3,077 คัน เพิ่มเติมจากรถโฉมย่อยพิเศษ รุ่นที่ระลึกฉลองเสรีภาพครบ 100 ปี อีกจำนวน 954 คัน

อย่างไรก้อตาม แม้จะมีความแตกต่างหลายจุดระหว่าง รถรุ่น 883 standdard กับรุ่น XLH 1100 แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะจูงใจให้ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้นเท่าไหร่นัก

ดังนั้นในปี 1988 ทางบริษัทจึงได้ออกรถ XLH 1200 ออกมา โดยเจ้า XLH 1200 มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น เป็น 1200cc ถือเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในไลน์นี้ที่บริษัทเคยผลิตออกมา

รถมีกำลังเครื่องเพิ่มขึ้น 12% ทอร์คมากขึ้น 10% เมื่อเทียบกับเจ้า XLH 1100 ที่ผลิตในปี 1987 โดยเจ้า XLH 1200 Sportster มากับระบบเกียร์ 5 สปีด และ ใช้สายพานในการส่งกำลังล้อหลังแทนโซ่

ในปี 1996 Harley Davidson ได้ผลิตรถ Sportster XL 1200 C คัสตอม และ XL 1200 S สปอร์ต ออกมาวางจำหน่ายคู่กับ XLH 1200 อีกสองรุ่น

ในปี 2004 บริษัทได้ทำการปรับปรุงรถอีกครั้ง โดยในคราวนี้รถใช้เครื่องที่โมดิฟายมาให้แรงขึ้นไปอีก และติดตั้งเข้ากับเฟรมใหม่ซึ่งใช้เม้าท์ยางที่ให้ตัวได้ แทนที่ของเม้าท์แข็งที่ใช้กันมาโดยตลอดในรถตระกูล Sportster และ ยังได้ผลิตรถรุ่นย่อยเพิ่มออกมาอีกสองรุ่น XL1200R Sport Roadsters และ XL1200C Sportster 1200 Custom ซึ่งร่วมใช้เทคโนโลยี่ใหม่นี่ด้วยเช่นกัน

Harley Davidson Sportster 1200 cc รถที่เป็นที่นิยมอย่างสูงตลอดมา เพราะ ราคาที่เอื้อมถึง หล่อ เร็ว แรง เบา ขี่สนุก ถือเป็นรถเริ่มต้นมาตรฐานของ Harley-Davidson ตลอดมารุ่นนึง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FLSTS Softail Heritage Springer (1997-2003)

Harley-Davidson FLSTS Softail Heritage Springer (1997-2003)

บังโคลนหลังครอบล้อขนาดใหญ่ เบาะและกระเป๋าที่เต็มไปด้วยพู่ระย้า กันสะเทือนหน้าแบบ สปริงเกอร์ ยางขอบขาวหน้ากว้าง ตำแหน่งการวางไฟหน้า องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ สร้างรถสมัยใหม่ ที่จงใจให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายและสุนทรีภาพของความเป็นรถคลาสสิค

Harley-Davidson รู้ดีว่าประวัติศาสตร์อันยาวนาน คือ สมบัติที่ล้ำค่าของบริษัท อธิบายได้ว่า ทำไมลูกค้าถึงนิยมรถที่ผลิตในยุค 1947 ซึ่งเป็นปีที่รถถูกวางจำหน่ายเป็นปีแรก มากกว่ารถที่ผลิตในปี 1997

และแม้ว่า Harley-Davidson Heritage Springer จะกำเนิดขึ้นโดยพัฒนามาจากรถ Softail Springer แต่ก็มีหลายส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง เช่น ตะเกียบหน้าก็ได้มีการลดความชันลงจาก 32 องศา เหลือ 31 องศา เพื่อให้รองรับล้อหน้าขนาด 16 นิ้วได้ และ ทำให้บังคับรถ เข้าโค้ง ตีวง กลับรถ ได้ง่ายขึ้น ไฟท้ายแบบ Tombstones ถังยกสูง ปลายท่อคู่แบบหางปลา ทำให้รถมีความสวยงามลงตัว และเป็นรถที่คงรูปทรงเดิม เครื่องเดิม มาโดยตลอด

จนกระทั่งในปี 2004 (ซึ่งขณะนั้น บริษัทได้หยุดผลิตรถรุ่นนี้ไปแล้วระยะนึง) เจ้า Heritage Springer ก็ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนารถในตระกูล Softail โดยบริษัทได้นำเอาเครื่อง Twincam 88B เข้ามาเป็นเครื่องหลักของรถแทนเครื่องรุ่นเดิมและ ผลิตมันออกมาวางจำหน่ายอีกครั้ง

และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนดีไซด์ภายนอกของรถ Harley-Davidson Heritage Springer Classic รุ่นปี 2005-2007 บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย เช่น ไม่มียางขอบขาว ไร้พู่ห้อยระย้า และ ใช้โช๊คหน้าสปริงเกอร์สีดำ แต่รถก็ยังดูคลาสสิค สะท้อนจิตวิญญาณและสุนทรียภาพของความเป็น Heritage Springer ในยุคแรกได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับวันยิ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากขึ้น และ เป็นที่รักของแฟนพันธ์ุแท้ Harley เสมอมาจวบจนปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley