Harley-Davidson FLSTF Softail Fatboy 1990

 

เด็กอ้วนในตำนาน

ภูมิใจนำเสนอโดย Harley-Davidson รถดีไซด์แปลกใหม่ พัฒนาจากรถตระกูล Softail รูปร่างโออ่าตันไปทั้งคัน มาพร้อมล้ออลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว และ ระบบเบรคแบบดิส หน้า/หลัง ไม่มีใครคาดคิดว่า รูปลักษณ์สวยงามแบบตันๆของเจ้าเด็กอ้วน Fat boy จะประสบความสำเร็จได้สูงขนาดนี้ กลายเป็นรถที่อยู่ยงคงกระพันในสายการผลิตต่อเนื่องยาวนาน ไร้การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหลักใดๆ หากจะมีก็เพียงเปลี่ยนอุปกรณ์เล็กน้อยเท่านั้น

Harley-Davidson Fat Boy ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

มันสร้างแนวทางเฉพาะของตนเองขึ้นใหม่ ด้วยความสวยงามลงตัวของดีไซด์รถที่พัฒนาจาก Softail Heritage แต่ดูแหวกแนวมีความทันสมัยมากขึ้น รถก่อผลกระทบในวงกว้าง และสร้างชื่อเสียงให้แก่ บริษัท Harley-Davidson อย่างมาก

ในปี 1990 Harley-Davidson ได้กล่าวถึงรถรุ่นนี้ว่า “จากบังโคลนหน้าที่สวยงาม จบงานด้วยสีเงินโครม ตัวรถสีเงินล้วน แต่งด้วยอุปกรณ์สีเหลืองอย่างตั้งใจ แฮนด์รถที่กว้างและสูงยาวกว่าปกติ ท่อสั้น Shortgun แบบใหม่ เบาะที่ตัดเย็บและออกแบบอย่างปราณีต ที่นั่งคนซ้อนวางอยู่บนบังโคลนเหนือยางหลัง รวมถึงการตกแต่งถังน้ำมันด้วยเครื่องหนัง ใครจะสามารถปฏิเสธได้ว่า นี่ไม่ใช่ รถที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและสวยงามลงตัวเป็นอย่างยิ่ง”

หลังจากปี 1991 เหมือนกับรถรุ่นอื่นๆ เฟรมสีดำได้ถูกนำมาใช้กับ Fat Boy เช่นกัน รวมถึงเครื่องยนต์สีดำเงิน ซึ่งเปลี่ยนสีเครื่องดั้งเดิมของมันจากสีเงินอลูล้วนมาเป็นสีดำเงินมาตรฐาน

และผลจากการพัฒนาเช่นเดียวกับรถ Softail รุ่นอื่นๆ รถมีสีที่หลากหลายขึ้น เครื่องยนต์ Twin CamB ได้ถูกนำมาแทนที่เครื่องยนต์รุ่นเดิม โดยที่ยังคงภาพลักษณ์ของความเป็น Fat Boy ได้เป็นอย่างดีเสมอมา

ในปี 2010 Harley-Davidson ได้ผลิตรถสายพันธุ์ย่อยของรุ่นออกมาเรียกว่า Fat Boy Lo (FLSTB) เรียกกันอีกชื่อในยุโรปว่า Fat Boy Special ซึ่งเป็นรถที่ยิ่งขับเน้นเสน่ห์ของดีไซด์แบบตันๆ ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเบาะที่นั่งต่ำพิเศษ และ สีดำล้วนของมัน รถมากับระบบเบรคแบบดิส

ในปีต่อๆมา รถเริ่มมีหลากสีสันมากขึ้น โดยจะมีชุดสีอื่นๆนอกจากสีดำให้เลือก อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนอื่นๆยังคงสีดำล้วนเช่นเดิม

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson VRSCA V-ROD 2013

ฮาร์เลย์-เดวิดสัน มองหาประสิทธิภาพมากขึ้นจากบรรดารถรุ่นต่าง ๆที่ผลิตออกมาสู่ตลาด และในปี ค.ศ. 2001 ฮาร์เลย์ ได้เปิดตัวรถใหม่ที่เครื่องแรงจัดคือรุ่น V-ROD หัวใจหลักสำคัญของรถรุ่นนี้คือ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีนวัตกรรมไฮเทค เป็นชุดเครื่องใหม่ทั้งหมด V-twin 60 องศา ใช้วาล์ว 4 วาล์ว ต่อหนึ่งลูกสูบ วางระบบระบายความร้อนด้วยน้ำหล่อเย็น
นอกจากการปรับเครื่องยนต์ใหม่แล้ว ตัวแชสซีเองก็ยังมีการปรับให้ยาวและลาดต่ำลง ตัวรถ V-ROD ได้แรงบันดาลจากรถแข่ง Dragster ด้วยรูปทรงเพรียวลม มีความลงตัวที่ผสานกันระหว่างความงามและความแรง และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของรถรุ่นนี้คือ โทนสีแบบ Metallic Silver โดยเฉพาะที่ตัวถังซึ่งใช้เทคนิคการพ่นสีแบบ Anodized Aluminum
VRSCA V-Rod เป็นอีกหนึ่งของความความท้าทายที่ ฮาร์เลย์ ได้สร้างสรรค์ขึ้นบนความแตกต่างจากมอเตอร์ไซค์รุ่นก่อนๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของฮาร์เลย์ไว้อย่างสมบูรณ์

Manufacturer Harley-Davidson
Also called V-Rod, Night-Rod, Street-Rod, V-Rod Muscle
Production 2001–2017[1]
Class Cruiser
Engine 1,131 cc (69.0 cu in) 2001-2007
1,247 cc (76.1 cu in) 2008-present water-cooled 60° V-twin
Bore / stroke 4.13 in × 2.835 in (104.9 mm × 72.0 mm)
Compression ratio 11.5:1
Top speed 137.6–144 mph (221.4–231.7 km/h)[2][3]
Power 115–125 hp (86–93 kW)(2001-2012) (claimed)@ 8,250 rpm[4]
103.2 hp (77.0 kW) (rear wheel)[2]
Torque 84.0 lbf⋅ft (113.9 N⋅m) (claimed)@ 7,000 rpm
72 lb⋅ft (98 N⋅m) (rear wheel)[2]
Transmission 5-speed, belt drive
Tires Front: 120/70ZR-19 60W
Rear: 240/40R-18 79V
Raketrail 34.0°, 5.6 in (140 mm)
Wheelbase 67 in (1,700 mm)
Dimensions L: 94.4 in (2,400 mm)
Weight 619–677 lb (281–307 kg) (2001-2010)[2] (wet)
Fuel capacity 3.2 US gal (12 l; 2.7 imp gal)
Fuel consumption Highway: 42 mpg‑US (5.6 L/100 km; 50 mpg‑imp)
City: 34 mpg‑US (6.9 L/100 km; 41 mpg‑imp)

Credit เนื้อเรื่อง: Ultimate Harley-Davidson New Edition by Hugo Wilson

OCredit ภาพ:www.totalmotorcycle.com

Darkrider.net

แปล______________

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net

มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FXSTS Softail Springer 1988

ในปี 1988 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 85 ปีของบริษัท Harley-Davidson ได้เฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการออกรถรุ่นพิเศษ Springer Softail รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่หมด

รถ Springer Softail ฉลองครบรอบ 85 ปี นี้ ได้นำเอาระบบกันสะเทือนหน้า แบบ Spring กลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่ได้หยุดใช้ไปตั้งแต่ปี 1952

โช๊ครุ่นใหม่นี้ให้กลิ่นอายอันมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ของรถตระกูล Softail มีรูปทรงสวยงาม มีการใช้วัสดุใหม่ๆในการผลิต เช่น แหวนเทฟรอน และ การใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบ ทำให้ได้องศาของตะเกียบหน้าที่ดีขึ้น โช๊คอัพทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การปรับปรุงตะเกียบหน้าใหม่นี้ ยังรวมถึงการทำตะเกียบให้รองรับระบบเบรคแบบใหม่ ดิสเบรค แทนที่ดรัมเบรคแบบเดิม

Harley-Davidson ได้ผลิตรถรุ่นฉลอง 85 ปีนี้จำนวน 1,356 คัน และด้วยความสำเร็จอย่างมากมายของรถ ทำให้บริษัทผลิตรถ FXSTS รุ่นปี 1989 ออกมาอีกถึง 5,387 คัน

รถ FXSTS อยู่ในแค็ตตาล็อกของบริษัทอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงรุ่น FXSTB Bad Boy ในปี 1995 และเช่นเดียวกับรถอื่นในตระกูล Softail เจ้า FXSTS Springer ได้รับการวางเครื่องรุ่นใหม่ ที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนที่มันจะหายไปสายการผลิตในปี 2007

ในปี 2008 รถรุ่น FLSTB Crossbone ก็ปรากฏโฉมขึ้นในรูปลักษณ์คลาสสิคดั้งเดิม และ อยู่ในสายการผลิตจนถึงปี 2011

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003Harley Davidson XLH 1200 Sportster Standard 2003

กำเนิด Sportster 1200 cc

ช่วงเดียวกันกับการเผยโฉม 883 Sportster ในปี 1986 Harley Davidson ก็ได้เปิดตัว รถเครื่องยนต์ 1,100 cc XLH 1100 Sportster ออกมาด้วย โดยรถ 1,100 cc ราคาจะสูงกว่ารถ 883 standard อยู่ประมาณ 1,200 usd โดยรถรุ่นใหญ่กว่านี้มีเบาะนั่งสำหรับซ้อนท้ายมาด้วย มีการวางตำแหน่งแฮนด์ยกสูงกว่ารุ่น 883 standard ทำให้รถดูสวยงามสะดุดตาแตกต่างจากรุ่นปกติตั้งแต่แรกเห็น

นอกจากนั้น รถยังมีแผงควบคุมและมาตรวัดที่ครบครันกว่า และ มีสีหลากหลายให้เลือกได้ รวมถึงเครื่องยนต์พ่นสีดำดุดัน ก็มีให้เลือก

ความจริง เจ้า XLH 1100 ใช้ แชชซี และ เครื่องยนต์ แบบเดียวกับ รถ 883 standard แต่เนื่องจากการใช้ขนาดของหัวสูบกับช่วงชักที่แตกต่าง (Bore x Stroke) กล่าวคือมีสัดส่วน อยู่ที่ 85.1/96.8 จึงทำให้เครื่องมีกำลังเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68 แรงม้า

Harley Davidson ได้ผลิตรถ 1100 Sportster ออกมา 3,077 คัน เพิ่มเติมจากรถโฉมย่อยพิเศษ รุ่นที่ระลึกฉลองเสรีภาพครบ 100 ปี อีกจำนวน 954 คัน

อย่างไรก้อตาม แม้จะมีความแตกต่างหลายจุดระหว่าง รถรุ่น 883 standdard กับรุ่น XLH 1100 แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะจูงใจให้ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้นเท่าไหร่นัก

ดังนั้นในปี 1988 ทางบริษัทจึงได้ออกรถ XLH 1200 ออกมา โดยเจ้า XLH 1200 มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น เป็น 1200cc ถือเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในไลน์นี้ที่บริษัทเคยผลิตออกมา

รถมีกำลังเครื่องเพิ่มขึ้น 12% ทอร์คมากขึ้น 10% เมื่อเทียบกับเจ้า XLH 1100 ที่ผลิตในปี 1987 โดยเจ้า XLH 1200 Sportster มากับระบบเกียร์ 5 สปีด และ ใช้สายพานในการส่งกำลังล้อหลังแทนโซ่

ในปี 1996 Harley Davidson ได้ผลิตรถ Sportster XL 1200 C คัสตอม และ XL 1200 S สปอร์ต ออกมาวางจำหน่ายคู่กับ XLH 1200 อีกสองรุ่น

ในปี 2004 บริษัทได้ทำการปรับปรุงรถอีกครั้ง โดยในคราวนี้รถใช้เครื่องที่โมดิฟายมาให้แรงขึ้นไปอีก และติดตั้งเข้ากับเฟรมใหม่ซึ่งใช้เม้าท์ยางที่ให้ตัวได้ แทนที่ของเม้าท์แข็งที่ใช้กันมาโดยตลอดในรถตระกูล Sportster และ ยังได้ผลิตรถรุ่นย่อยเพิ่มออกมาอีกสองรุ่น XL1200R Sport Roadsters และ XL1200C Sportster 1200 Custom ซึ่งร่วมใช้เทคโนโลยี่ใหม่นี่ด้วยเช่นกัน

Harley Davidson Sportster 1200 cc รถที่เป็นที่นิยมอย่างสูงตลอดมา เพราะ ราคาที่เอื้อมถึง หล่อ เร็ว แรง เบา ขี่สนุก ถือเป็นรถเริ่มต้นมาตรฐานของ Harley-Davidson ตลอดมารุ่นนึง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson FLSTS Softail Heritage Springer (1997-2003)

Harley-Davidson FLSTS Softail Heritage Springer (1997-2003)

บังโคลนหลังครอบล้อขนาดใหญ่ เบาะและกระเป๋าที่เต็มไปด้วยพู่ระย้า กันสะเทือนหน้าแบบ สปริงเกอร์ ยางขอบขาวหน้ากว้าง ตำแหน่งการวางไฟหน้า องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ สร้างรถสมัยใหม่ ที่จงใจให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายและสุนทรีภาพของความเป็นรถคลาสสิค

Harley-Davidson รู้ดีว่าประวัติศาสตร์อันยาวนาน คือ สมบัติที่ล้ำค่าของบริษัท อธิบายได้ว่า ทำไมลูกค้าถึงนิยมรถที่ผลิตในยุค 1947 ซึ่งเป็นปีที่รถถูกวางจำหน่ายเป็นปีแรก มากกว่ารถที่ผลิตในปี 1997

และแม้ว่า Harley-Davidson Heritage Springer จะกำเนิดขึ้นโดยพัฒนามาจากรถ Softail Springer แต่ก็มีหลายส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง เช่น ตะเกียบหน้าก็ได้มีการลดความชันลงจาก 32 องศา เหลือ 31 องศา เพื่อให้รองรับล้อหน้าขนาด 16 นิ้วได้ และ ทำให้บังคับรถ เข้าโค้ง ตีวง กลับรถ ได้ง่ายขึ้น ไฟท้ายแบบ Tombstones ถังยกสูง ปลายท่อคู่แบบหางปลา ทำให้รถมีความสวยงามลงตัว และเป็นรถที่คงรูปทรงเดิม เครื่องเดิม มาโดยตลอด

จนกระทั่งในปี 2004 (ซึ่งขณะนั้น บริษัทได้หยุดผลิตรถรุ่นนี้ไปแล้วระยะนึง) เจ้า Heritage Springer ก็ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนารถในตระกูล Softail โดยบริษัทได้นำเอาเครื่อง Twincam 88B เข้ามาเป็นเครื่องหลักของรถแทนเครื่องรุ่นเดิมและ ผลิตมันออกมาวางจำหน่ายอีกครั้ง

และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนดีไซด์ภายนอกของรถ Harley-Davidson Heritage Springer Classic รุ่นปี 2005-2007 บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย เช่น ไม่มียางขอบขาว ไร้พู่ห้อยระย้า และ ใช้โช๊คหน้าสปริงเกอร์สีดำ แต่รถก็ยังดูคลาสสิค สะท้อนจิตวิญญาณและสุนทรียภาพของความเป็น Heritage Springer ในยุคแรกได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับวันยิ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากขึ้น และ เป็นที่รักของแฟนพันธ์ุแท้ Harley เสมอมาจวบจนปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)
Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

กำเนิด Softail

ในวันที่ 16 มิถุนายน 1981 สุภาพบุรุษ 13 คนได้ลงนามในสัญญาซื้อสิทธิในการบริหารจัดการ และ จัดจำหน่าย Harley-Davidson คืนจาก บริษัท A.M.F.(บริษัทเดียวกับที่ทำอุปกรณ์กีฬาโบลลิ่งในปัจุบัน ซึ่งเดิมเคยจำหน่าย Harley-Davidson ด้วยในยุค 70)

หลังจากการซื้อสิทธิคืน คณะผู้บริหารชุดใหม่ได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริการจัดการใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงความคิดในการผลิตรถซีรี่ย์ใหม่ ที่บริษัทตั้งใจจะให้ออกมาดีและเติมเต็มชื่อเสียงให้กับบริษัทมากยิ่งๆขึ้นไป

ภายใต้แนวความคิดดังกล่าว บริษัทจึงได้ทำการวิจัยและทดลองเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียงสามปี ในปี 1984 เครื่อง V2 Evolution 1340 cc (80 cu.in) จึงได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับ รถซีรี่ย์ใหม่ FXST ซึ่งต่อมา ถือกันว่าเป็นรถที่ประสบความสำเร็จในการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการดีไซด์รถในสไตล์คลาสสิค

รถใช้แชชซีตัวใหม่ ที่มีส่วนท้ายเหมือนรถหางแข็งยุคเก่าที่ไม่มีโช๊คอัพ แต่จริงๆแล้ว ในตอนปี 1984 นั้นรถ Softail มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มรูปสามเหลี่ยมที่ทันสมัย และ เพราะโช๊คแบบสองชิ้นทำสำเร็จ รวมทั้ง การวางตำแหน่งโช๊คให้ซ่อนอยู่ใต้ชุดเกียร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ตัวได้ จึงทำให้รถดูโล่งเหมือนไม่มีโช๊คหลัง

นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทนำเครื่อง Evolution มาติดตั้งกับรถ Softail รถมากับเกียร์ 4 สปีด และมีเวอร์ชั่นแมนนวล ใช้คันสตาร์ทเท้า เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความวินเทจของมันด้วย

รถมียอดขายที่ยอดเยี่ยม และ ปรับปรุงมาใช้เกียร์ 5 สปีด กับ สายพาน Secondary ในปี 1986 ก่อนที่จะแตกกลุ่มออกมาเป็นกลุ่มรถเฉพาะของมันเอง เรียกว่ารถในกลุ่ม Softail ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางรวดเร็วนับเป็นตระกูลมาตรฐานกลุ่มหนึ่งของ Harley-Davidson ตั้งแต่นั้นมา

รถ FXSTC คัสตอม เวอร์ชั่น ปรากฏโฉมขึ้นในปี 1986 พร้อมๆกับรถตระกูลเฮอริเทจ และ โช๊คหน้าแบบ Springer และ แม้ว่ารถ FXST แบบปกติจะหายหน้าไปจากตลาดเพราะกระแสความนิยมของรถคัสตอม ที่ซึ่งภายหลังก็ต้องถอยออกจากแสงสปอร์ตไลท์บนเวทีเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้กับรถ Softail FXSs รุ่นอื่นๆ แต่จิตวิญญาณของ Softail รุ่นบุกเบิกยังคงอยู่ เรียบง่าย และ ซื่อตรงกับภาพลักษณ์ของการเป็นรถ Harley-Davidson ตลอดมา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

 

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)
Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีรูปทรงบุคลิกที่ดุดันที่สุดที่ Harley Davidson เคยผลิตมา แต่รถต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นที่ยอมรับของบรรดาเหล่าสาวก

ทั้งนี้ เนื่องจากรถถูกออกแบบมาดูเป็น Bad Boy เกินไป ขัดใจลูกค้าเดิมๆของบริษัทมาก ไม่ว่าจะเป็น Dash Board ที่ออกแบบมาให้วางบนถังน้ำมัน ขยายขนาดตะเกียบเป็น 41 มิล เพิ่มล้อหน้าเป็นขนาด 21 นิ้ว บังโคลนหลังทรง Bobtail เบาะที่นั่งแบบต่ำพิเศษ แผงควบคุมที่ล้ำสมัย และ ท่อไอเสียสั้นรูปทรงโค้งงอ

ทั้งหมดนี้ ทำให้เจ้า Wild Glide เป็นรถ Harley Davidson ที่ดีไซด์ออกมาได้ใกล้เคียงกับคำว่ารถ Chopper ที่สุดตั้งแต่บริษัทเคยผลิตรถมา

(ขยายความเล็กน้อยครับ รถ chopper ในความหมายของทางฝรั่ง คือ รถที่โช๊คหน้ายื่นไปข้างหน้ายาวกว่าปกติ คล้ายๆทรงรถกัปตันอเมริกา ถือเป็นคำเรียกรถคัสตอม ที่ทำมาแบบสุดขั้วครับ)

ในตอนแรก บริษัทไม่ได้คิดว่าจะใช้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาเป็นจุดแข็งทำให้รถเหนือกว่ารถคู่แข่ง บริษัทคิดเพียงแค่การใช้แบรนด์ Harley กับตำนานเรื่องราวของแบรนด์ในการทำให้รถเป็นที่นิยม

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Harley Davidson Wild Glide นี้เป็นรถที่บริษัทนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีใหม่ๆของบริษัทในยุคนั้น ใส่เข้าไปในรถรุ่นนี้อย่างมากมาย รวมถึงระบบสตาร์ทไฟฟ้าแทนที่ระบบถีบสตาร์ทแบบเดิม และ เพราะความทันสมัยนี่เอง จึงส่งผลให้รถกลายมาเป็นที่ยอมรับ และ นิยมในเวลาต่อมา

รถถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหมดยุคเครื่อง Shovelhead ก็นำเครื่อง Evolution มาใส่แทน รถอยู่ในไลน์ผลิตต่อมาอีกหลายปี ก่อนที่จะหายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท แต่ก็เพียงไม่นาน ก่อนที่มันจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้รถเปลี่ยนมาใช้เชชซีของรถรุ่น Dyna และ ยังคงได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยบริษัทอย่างต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลาหลายปี แม้บางช่วงบริษัทจะหยุดผลิตเจ้า Wild Glide บ้าง ก็เพียงแค่เวลาสั้นๆเท่านั้น

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีบุคลิกดุดัน ดิบเถื่อน แต่ มีเสน่ห์ เป็นที่รัก จวบจนถึงปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)
Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

The Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ แม่แบบรถสายพาน Secondary

Harley-Davidson FXB Sturgis มีต้นแบบมาจาก FSX Low Rider (รายละเอียด Low Rider ดูได้จากบทความก่อนหน้าครับ) ซึ่งออกแบบโดย นาย Willie G Davidson รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของงานชุมนุมรถ Sturgis ที่ใหญ่ที่สุด งาน Black Hill Classic ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ Black Hill เซาท์ ดาโกตา

รถรุ่นนี้ใช้เครื่องขนาด 1,340 (80 cu.in) 4 เกียร์ นี่เป็นรถรุ่นแรกของ Harley-Davidson ที่ใช้สายพานแทนโซ่ ทั้งสายพาน Primary และ สายพาน Seconday

เทคโนโลยีสายพานมีข้อดีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ให้ความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลขึ้น เงียบกว่า ไม่ต้องใช้นำ้มันหล่อลื่น และต้องการการปรับตั้งน้อยมาก นอกจากนั้น Shaft เกียร์รถ ยังเบากว่า ใช้ง่ายกว่า และ ไม่กินแรงม้า เหมือนที่ Universal Joint เป็น

ด้วยบุคลิกของรถที่โดดเด่น และ ระบบสายพานที่ทันสมัย บริษัทจึงหวังว่ารถจะประสบความสำเร็จโดยเร็ว แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ ผู้บริโภคไม่เชื่อถือในระบบสายพาน Primary เพราะคิดว่ามันจะแตกหักง่าย จึงทำให้รถไม่ได้รับความนิยมเท่าที่หวังไว้ แต่อย่างไรก็ดี ระบบสายพาน Secondary กลับเป็นที่ยอมรับ และใช้อย่างแพร่หลายในรถหลายๆรุ่นของ Harley-Davidson ต่อมา

ซึ่งเมื่อผลออกมาชัดเจนแล้วว่า ระบบสายพาน Primary ไม่เวิรค์ บริษัทจึงผลิตรถ Sturgis ออกมาเพียง 3 ปี ในปี 1980 , 1981 และ 1982 โดยมียอดรวมการผลิตเพียง 1,470 / 3,543 และ 1,833 คัน ต่อปีเท่านั้น ตามลำดับ รถจึงกลายเป็นที่นิยมในฐานะรุ่นสะสมอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนการผลิตที่จำกัดดังกล่าว

ในปี 1991 Harley-Davidson ได้หันกลับมาผลิตรถ Stugid อีกครั้ง โดยในครั้งนี้บริษัทได้วางเวลาในการเปิดตัวรถให้ตรงกับ การจัดงาน The Black Hill Classic ฉลองครบรอบ 50 ปี

รถที่ผลิตใหม่นี้ ยังคงใช้สีดำที่สวยงามเช่นเดียวกับรถรุ่นแรก มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ Evolution รองรับด้วยเม้าท์ยาง วางบนเฟรม Dyna และในคราวนี้รถใช้เพียงสายพาน Secondary ส่วนใน Primary กลับเปลี่ยนไปใช้โซ่เช่นเดิม

Harley-Davidson Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ สวยงามข้ามกาลเวลา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982
Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley-Davidson FSX1200 นับเป็นรถรุ่นที่สองจากการออกแบบของ นาย Willie G. David และทีมงาน ที่ทำรถออกมาได้ประสบความสำเร็จตรงใจผู้บริโภค ซึ่งในเวลานั้นตลาดให้ความสนใจในรถสไตล์คัสตอมสูงมาก

เจ้า Harley-Davidson Low Rider มีเบาะนั่งต่ำ โช๊คหน้าต่อให้ยาวและองศายื่นไปหน้ามากขึ้น แฮนด์รถเป็นแบบ Drag เยื้องหลัง และติดตั้งบนเสตมยกสูง 8.9 ซม ทำให้มีท่าในการขับขี่ที่สบาย หลังเอนเล็กน้อย ในขณะที่เท้ายื่นไปด้านหน้าวางบนที่พักขา

นี่คือการออกแบบท่าขี่ที่ “Easy Rider” มากๆ และ แตกต่างอย่างมากจากแฮนด์รถขนาดเล็กที่บริษัทคู่แข่งต่างๆใช้ในตลาดขณะนั้น มันเป็นท่าขี่ที่ทำให้ผู้ขี่ทะยานไปในตำแหน่งนั่งต่ำ ศูนย์ถ่วงต่ำ ขี่ง่าย สบาย และ เร่งความเร็วได้อย่างมั่นใจ

รถมาพร้อมกับล้ออัลลอย ดิสเบรคหน้าคู่ และ ดิสเบรคเดี่ยวล้อหลัง มีสองสีให้เลือก ดำ และ เงิน ถัง FatBob ขนาด 13.3 ลิตร แผงควบคุมวางบนถัง ท่อไอเสีย 2 in 1 ขนาดใหญ่ ยางตัวหนังสือขาว และ สีถังเป็นลายกราฟฟิค ดีไซด์ ไสตล์ปี 1917

ทันทีที่เปิดตัวเจ้า Low Rider นี้ ได้หลุดพ้นจากอิทธิพลของรถรุ่น Super Glide ที่นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาทันที ภาพลักษณ์ของมันไม่มีเค้าโครงของรถเดิม ผู้คนมองมันเหมือนรถใหม่จากไลน์ผลิต นอกจากนั้น Harley-Davidson Low Rider ยังผลิตมาทั้งแบบสตาร์ทขา และ สตาร์ทไฟฟ้า ให้ผู้ซื้อเลือกได้

รถประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้นเป็นปรากฏการณ์ทันที ในปีแรกรถผลิตออกมา 3,742 คัน และเพิ่มขึ้นเป็น 9,787 คัน ในปี 1978 และ 1979

เฉพาะจำนวนรถ FXS ที่ผลิตและจำหน่ายในปีนั้น มีจำนวนมากเกินกว่าครึ่งของยอดจำหน่ายรถทั้งหมดของบริษัททั้งปีเลยทีเดียว และความสำเร็จนั้นอยู่ยาวนานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากการที่บริษัทพัฒนาต่อยอดรถรุ่นนี้มาโดยตลอด และถึงแม้จะหายไปจากไลน์ผลิต ก็เพียงไม่นานก่อนที่จะกลับมาผลิตใหม่ อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

 

Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979
Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

กำเนิด Harley-Davidson Cafe Racer

Harley-Davidson XLCR ถือได้ว่าเป็นรถแนว Cafe Racer รุ่นแรกของบริษัท ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Sportster 1000 รถเปิดตัวครั้งแรกที่ Daytona ระหว่างช่วงงานไบค์วีค ปี 1977 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีในงานแถลงข่าว

ในการสร้างรถ ผู้ออกแบบคือ Willie G Davidson กับ ผู้ช่วยของเค้าสองคน Lou Netz และ Jim Aubert จากแผนกรถแข่ง ได้ทำการผสมผสานเอกลักษณ์ของความเป็นรถแข่งหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานได้ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น
– เบาะและบังโคลนหลังได้รับอิทธิผลจาก 750XR
– แฮนด์รถ แบบ Drag ที่นำมาจากรถ Dragster
– ส่วนหน้ารถ (Front end) ที่ได้รับอิทธิผลการออกแบบมาจากรถแข่งจากฝั่งยุโรปที่เป็นที่นิยมกันในยุคนั้น เห็นได้จากกันลมอันเล็กที่ครอบหน้ารถอยู่
นี่คือรถที่ได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากสื่อในอเมริกา และถือว่าเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับรถแนวเดียวกัน ทั้งจากทางอิตาลีและญี่ปุ่น

สิ่งที่ถือเป็นนวัตกรรมของรถจริงๆคือ เฟรมแบบสามเหลี่ยมที่ออกแบบใหม่หมด ซึ่งภายหลังบริษัทได้นำไปใช้กับรถ Sportster รุ่นใหม่ในปี 1979

Harley-Davidson XLCR ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ดิสเบรคหน้าคู่ และเมื่อรวมกับการออกแบบใหม่ในส่วนต่างๆของรถ เช่น ท่อและเฟรม ล้วนแต่ย้ำความเป็น Aerodynamic แบบรถแข่งให้กับรถ และรถ Cafe Racer สีดำล้วนคันแรกของ Harley-Davidson ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1977 นี่เอง

อย่างไรก็ตามแม้รถจะชนะใจสื่อทั่วโลก มีรูปโฉมที่แปลกตาสวยงาม แต่รถก็ยังไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การออกแบบที่ล้ำหน้าเกินไปจนลูกค้าตามไม่ทัน และตัวรถเองก็ดูไม่เหลือความเป็น Harley-Davidson เลย รวมถึงหายนะจากข่าวลือเกี่ยวกับข้อบกพร่องของรถอีกมากมายหลายอย่างที่ลูกค้าพบระหว่างใช้งาน

แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้รถไม่ประสบความสำเร็จ คือราคาของมันที่ตั้งไว้ 3,600 USD ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆในยุคนั้น ไม่ว่าจะของ Harley-Davidson เอง หรือ รถของคู่แข่ง ที่ถูกกว่า แรงม้ามากกว่า และ ปัญหาน้อยกว่า

ซึ่งทำให้ Harley-Davidson XLCR Cafe Racer ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดเลย และผลิตออกมาเพียงสามปีก่อนที่จะเลิกไป ก่อนที่กลายมาเป็นของสะสมที่แสนหายากในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนผลิตที่น้อยและความหายากของมันนั่นเอง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley