Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

 

Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979
Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

กำเนิด Harley-Davidson Cafe Racer

Harley-Davidson XLCR ถือได้ว่าเป็นรถแนว Cafe Racer รุ่นแรกของบริษัท ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Sportster 1000 รถเปิดตัวครั้งแรกที่ Daytona ระหว่างช่วงงานไบค์วีค ปี 1977 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีในงานแถลงข่าว

ในการสร้างรถ ผู้ออกแบบคือ Willie G Davidson กับ ผู้ช่วยของเค้าสองคน Lou Netz และ Jim Aubert จากแผนกรถแข่ง ได้ทำการผสมผสานเอกลักษณ์ของความเป็นรถแข่งหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานได้ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น
– เบาะและบังโคลนหลังได้รับอิทธิผลจาก 750XR
– แฮนด์รถ แบบ Drag ที่นำมาจากรถ Dragster
– ส่วนหน้ารถ (Front end) ที่ได้รับอิทธิผลการออกแบบมาจากรถแข่งจากฝั่งยุโรปที่เป็นที่นิยมกันในยุคนั้น เห็นได้จากกันลมอันเล็กที่ครอบหน้ารถอยู่
นี่คือรถที่ได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากสื่อในอเมริกา และถือว่าเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับรถแนวเดียวกัน ทั้งจากทางอิตาลีและญี่ปุ่น

สิ่งที่ถือเป็นนวัตกรรมของรถจริงๆคือ เฟรมแบบสามเหลี่ยมที่ออกแบบใหม่หมด ซึ่งภายหลังบริษัทได้นำไปใช้กับรถ Sportster รุ่นใหม่ในปี 1979

Harley-Davidson XLCR ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ดิสเบรคหน้าคู่ และเมื่อรวมกับการออกแบบใหม่ในส่วนต่างๆของรถ เช่น ท่อและเฟรม ล้วนแต่ย้ำความเป็น Aerodynamic แบบรถแข่งให้กับรถ และรถ Cafe Racer สีดำล้วนคันแรกของ Harley-Davidson ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1977 นี่เอง

อย่างไรก็ตามแม้รถจะชนะใจสื่อทั่วโลก มีรูปโฉมที่แปลกตาสวยงาม แต่รถก็ยังไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การออกแบบที่ล้ำหน้าเกินไปจนลูกค้าตามไม่ทัน และตัวรถเองก็ดูไม่เหลือความเป็น Harley-Davidson เลย รวมถึงหายนะจากข่าวลือเกี่ยวกับข้อบกพร่องของรถอีกมากมายหลายอย่างที่ลูกค้าพบระหว่างใช้งาน

แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้รถไม่ประสบความสำเร็จ คือราคาของมันที่ตั้งไว้ 3,600 USD ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆในยุคนั้น ไม่ว่าจะของ Harley-Davidson เอง หรือ รถของคู่แข่ง ที่ถูกกว่า แรงม้ามากกว่า และ ปัญหาน้อยกว่า

ซึ่งทำให้ Harley-Davidson XLCR Cafe Racer ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดเลย และผลิตออกมาเพียงสามปีก่อนที่จะเลิกไป ก่อนที่กลายมาเป็นของสะสมที่แสนหายากในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนผลิตที่น้อยและความหายากของมันนั่นเอง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

 

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)
Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

กำเนิด Harley Davidson CUSTOM

ในช่วงปลายยุค 60 ยุคที่ชาวอเมริกันรู้สึกสับสนกับสงครามเวียดนาม มีการเดินขบวนประท้วงสงครามของนักศึกษาทั่วประเทศ เทศกาลดนตรี Woodstock กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์ฮิปปี้ และ หนังเรื่อง Easy Rider ได้แสดงตัวอย่างของการใช้ชีวิตอีกรูปแบบนึง ชีวิตในโลกกว้างที่เต็มไปด้วยอิสระเสรี

ในช่วงเวลานั้นเอง บริษัท Harley Davidson จำกัด ก็ประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง และ ต้องตกไปอยู่ใต้การควบคุมของ A.M.F (American Machine and Foundry) ในเดือนมกราคม 1969

ผู้บริหารของ Harley Davidson ในยุคนั้นตัดสินใจที่จะเดินตลาดไปในแนวรถ custom ที่ดูจิ๊กโก๋และมีความดิบเถื่อนในตัวมากขึ้น พวกเขาค้นพบกว่า เด็กๆในยุค Baby Boomers หลายสิบล้านคน เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่และพอที่จะมีกำลังซื้อรถ ซึ่งรถที่คนเหล่านี้สนใจ คือ รถ Custom ไสตล์เดียวกับที่ปรากฏในภาพยนต์ ทั้ง Easy Rider, Devil’s Angels, CC Rider, Cycle Savages มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับรถสไตล์ Touring คันใหญ่แบบเดิม

ในปี 1971 Harley Davidson จึงได้ผลิตรถ Custom คันแรก ซึ่งออกแบบโดย Willie G Davidson หลานปู่ของหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Willie A Davidson

เนื่องจากงบประมาณในการพัฒนาที่มีจำกัด Harley Davidson จึงได้นำเฟรมและระบบแมคคานิคต่างๆของรถ Big Twin มารวมกันกับตะเกียบหน้าของรถ Sportster สร้างสรรค์ออกมาเป็น Super Glide FX ในปี 1971

ในปีแรกของการผลิต FX Super Glide ไม่มียางหุ้มโช๊ค (Fork Gaiters) และ ใช้ไฟเบอร์กลาสรองรับส่วนที่เป็นเบาะนั่ง เชื่อมต่อไปถึงส่วนท้าย ที่ทำหน้าที่เป็นบังโคลนหลังไปด้วยในตัว ซึ่งส่วนท้ายแบบนี้เรียกกันต่อมาว่า ท้ายแบบหางเรือ (Boat Tail)

และ เพื่อเป็นการทำให้ตัวรถมีลายเส้นรูปทรงที่สวยงาม รถจึงมีแต่บันไดถีบสตารท์แบบแมนนวล ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่จะทำให้รถเสียรูปทรง

รถไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ในปี 1972 FX Super Glide ยังคงเป็นเพียงรถตัวเลือก และ ถูกแทนที่ด้วยรถถังสองซีกรูปทรงหยดน้ำ (Teardrop) ในปี 1973

ต่อมาในปี 1974 Harley Davidson จึงได้เริ่มผลิต FXE Super Glide ที่เพิ่มมาคือปุ่มสตาร์ทไฟฟ้า ซึ่งแม้เพียงเป็นจุดเล็กๆแต่ก็ทำให้รถประสบความสำเร็จอย่างมากทันที และ กลายเป็นจุดกำเนิดรถ Custom ของ Harley Davidson แต่นั้นเป็นต้นมา

FX Super Glide กำเนิดรถ Custom ของ Harley Davidson

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XR750 (1970-1980)

Harley Davidson XR750 (1970-1980)
XR1200 รถที่ร้านครับ สภาพสวยเดิม 480,000 เท่านั้นครับ
Harley Davidson XR750 (1970-1980)

เมื่อ Harley เสียแชมป์

นับตั้งแต่บริษัทมอเตอร์ไซด์คู่แข่งสัญชาติอเมริกันด้วยกัน เริ่มทยอยล้มหายตายจากไปจากวงการในปี 1953 Harley Davidson ก็กลายเป็นเจ้าสนามแข่งในประเทศแต่เพียงผู้เดียว เห็นได้ชัดจากการที่ รถ Harley Davidson KR 750 ชนะการแข่งขัน Grand National Dirt Track ทุกปีอย่างไม่มีคู่แข่ง

จนกระทั่งการเข้ามาของคู่แข่งระดับตำนานจากฝั่งอังกฤษ ในปี 1963 ตั้งแต่นั้น Harley Davidson ก็เสียแชมป์ให้กับรถอังกฤษอย่างหมดรูป มีเพียงปี 1969 ปีเดียวเท่านั้นที่ได้ถ้วยมาแก้หน้า แต่ก็เพียงปีเดียวในรอบ 6 ปี

ดังนั้น Harley Davidson จึงมีคำสั่งให้ หัวหน้าแผนกพัฒนาการแข่งขันของบริษัทในขณะนั้น นาย Dick O Brien ทำการสร้างรถรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้ในการแข่งขันแทนรถ KR750 รุ่นเดิม ซึ่งนาย Dick ใช้เวลาเพียง 4 เดือนในการออกแบบและสร้างรถใหม่นี้ ภายใต้รหัส XR750

เจ้า XR750 นี้ สร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก รถ รหัส KR และ Sportster XL883 โดยเทคนิคการเก็บกระบอกสูบเครื่อง และ การลดจังหวะชักของลูกสูบทำให้ รถสามารถผ่านกำหนดมาตรฐานในการแข่งขัน ของเครื่องยนต์รุ่น 750cc (45.77 cu.in) ประกอบกับการใช้ไลน์การผลิตที่ทันสมัยของบริษัทในปี 1970 ทำให้รถ XR750 จำนวน 200 คัน ที่บริษัทผลิตในปีนั้น ผ่านมาตรฐาน AMA (AMERICAN MOTERCYCLE ASSOCIATION) ด้วย

รถจึงผ่านการ Qualify และสามารถเข้าร่วมในการแข่งขัน Grand National Dirt Track ได้

ในการแข่ง รถ XR750 คันแรกที่ส่งลงสนาม เครื่องยนต์ยังมีความผิดปกติ ความร้อนขึ้นสูงจัดจนเครื่องน็อค สาเหตุจากระบบคาบูเรเตอร์แบบเดี่ยวที่ใช้จ่ายน้ำมันให้กับห้องเผาไหม้ จ่ายเชื้อเพลิงได้ไม่เพียงพอ

Harley Davidson จึงได้ทำการยกเครื่องปรับเปลี่ยนดีไซด์กันแบบขนานใหญ่ ตัวอย่างเช่น ขยายขนาดวาวล์จ่ายน้ำมัน เพิ่มแคมชาร์ป เพิ่มจำนวนคาบูเรเตอร์จาก 1 เป็น 2 ตัว เพิ่มแรงอัดกระบอกสูบของเครื่อง เป็นต้น อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ยังคงร้อนจัด (Overheat) และน็อคเมื่อเร่งเครื่องมากๆ

ต้องรอถึงปี 1972 XR750 โฉมปรับปรุงใหม่หมดจึงปรากฏโฉมสู่ท้องตลาด นอกจากเฟรมที่ใช้ของเดิม ส่วนประกอบอื่นๆของรถได้ถูกเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หัวลูกสูบเหล็กหล่อถูกแทนที่ด้วยหัวลูกสูบอลูมิเนียมตามสมัยนิยม เปลี่ยนทางออกท่อไอเสียอยู่ด้านล่างขวาของเครื่องยนต์ และวางท่อไอเสียพาดมาออกทางด้านซ้ายบนของเครื่อง เพิ่มคาร์บูเรเตอร์ Mikuni 2 ตัว แยกกันจ่ายเชื้อเพลิงให้กับแต่ละลูกสูบของเครื่องยนต์ ลดน้ำหนักรวมของเครื่องลง 8 กิโลกรัม

ทำให้รถ Harley Davidson XR750 สามารถทะยานเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในการแข่งขันมอเตอร์ไซด์ชิงแชมป์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (Grand National Championship) และได้แชมป์ทันทีในปี 1972 นั่นเอง

Harley Davidson XR750

รถที่เกิดมาเพื่อการแข่งขันอย่างแท้จริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)

 

Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)
Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)

Harley Davidson กัปตันอเมริกา ชอปเปอร์

รถจากสุดยอดหนังอมตะเรื่อง Easy Rider ยังคงสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนได้เสมอ แม้ว่าการออกแบบ และ Custom รถไม่ได้เริ่มต้นจาก Harley Davidson แต่มันก็เป็นรถที่จุดประกายวงการ ให้มีการออกแบบรถลักษณะนี้เลียนแบบต่อมาอย่างมากมายจวบจนปัจจุบัน

นี่คือรถมอเตอร์ไซด์ที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดในโลกคันนึง “รถกัปตันอเมริกา ของ Peter Fonda”

เริ่มจากตอนต้นปี 1969 ร้านรถ Billy Bike ของ นาย Dennid Hopper ได้นำเสนอไอเดียการออกแบบรถดัดแปลง ให้แก่ Harley Davidson

ซึ่งรถต้นแบบดังกล่าวมีดีไซด์ที่แปลกใหม่ สวยงาม ลงตัว บาง เบา แต่ทรงพลัง รวมทั้ง อิทธิพลจากหนัง ที่ให้ภาพลักษณ์ของความอิสระเสรี แหกคอก มันจึงครองใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และ มีอิทธิพลต่อการออกแบบและผลิตรถมอเตอร์ไซด์ชอปเปอร์ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก

โปรดักชั่นหนัง เริ่มจากการจัดหา รถตำรวจ Harley Davidson Hydra Glide รุ่นเดิม Model ปี 1949 1950 และ 1952 ที่ปลดประจำการ จำนวน 4 คัน โดยทีมงานได้ซื้อรถผ่านการประมูลไปในราคาคันละ 500 USD

รถทั้ง 4 คันถูกนำไป Custom เป็นมอเตอร์ไซด์ 2 คัน ที่ใช้ในหนัง ส่วนอีกสองคันเป็นรถสำรองที่สร้างเหมือนกันทุกประการ  เผื่อในกรณีรถมีปัญหาหรือประสบอุบัติเหตุ หนังจะได้ถ่ายทำต่อได้ทันที ไม่ต้องหยุดชะงัก

รถกัปตันอเมริกาคันที่ใช้ในภาพยนต์ ถูกทำลายในฉากสุดท้ายของหนัง ส่วนรถสำรองที่เหลืออีก 3 คันได้ถูกขโมยและน่าจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วนขาย ก่อนที่คนจะรู้ถึงมูลค่าของมันหลังจาก หนังประสบความสำเร็จ

รถในหนัง ใช้เครื่อง Panhead ออกแบบและประกอบโดยโรงงานประกอบซึ่งเจ้าของเป็นคนอเมริกัน-แอฟริกัน ทั้ง 2 โรงงาน คือ Cliff Vaughs และ Ben Hardy

มีรถยุคเดียวกันที่ Custom เลียนแบบดีไซน์ รถกัปตันอเมริกามากมาย ส่วนใหญ่ที่หลงเหลือมา ถูกซื้อและนำไปจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์แห่ง Guggenheim พิพิธภัณฑ์ Harley-Davidson ในมิลวอคกี้ และ พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติ Anamosa และมีรถอีกจำนวนนึงที่บริษัทมอเตอร์ไซค์ และ บุคคลทั่วไปเป็นเจ้าของ ที่มักเห็นได้ในขบวนพาเรด และ งานโชว์รถ ต่างๆ

มีรถ Model เดียวกับที่โชว์ใน พิพิธภัณฑ์ Anamosa ถูกประมูลโดยเอกชน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2014 ในราคา 1,350,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรถคันนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นรถคันจริงในหนังที่ถูกไฟไหม้ และ ได้รับการบูรณะใหม่โดย นาย Dan Haggerty ผู้คลั่งไคล้ในรถมอเตอร์ไซค์และเป็นหนึ่งในนักแสดงของหนัง Easy Ride

ทั้งนี้ ผู้ที่ยืนยันว่ารถที่ถูกประมูลเป็นรถคันเดียวกับคันในหนัง คือ นาย Dan Haggerty ผู้บูรณะรถ และ Peter Fonda พระเอกของหนัง นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลังการขาย ได้มีนักสะสมชาวเท็กซัส ชื่อ นาย Gordon Granger ได้ออกมากล่าวอ้างว่ารถที่ตนมีอยู่คือคันจริงที่แสดงในหนังต่างหาก โดยอ้างว่า นาย Dan Haggerty ผู้บูรณะรถ ก็เป็นผู้รับรองรถของตนเช่นกัน

นี่คือรถที่เป็นความใฝ่ฝัน เป็นที่ปราถนาของนักบิดทั่วโลกแบบนึง นับแต่วันที่มันปรากฏตัวในภาพยนต์ มาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

 

Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969
Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

ราชาทางหลวง

ในปี 1966 เครื่อง Panhead ก็ต้องหลีกทางให้กับผู้สืบทอดของมัน เครื่องยนต์ Shovelhead รุ่นใหม่ ซึ่งมันถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับรถรุ่น Electra-Glide

ความจริงแล้วเครื่อง Shovel รุ่นแรกๆ (1966-1969) ใช้เครื่องยนต์ส่วนล่างของเครื่อง Panhead และ ฝาสูบของเครื่อง Sportster (Cylinder head) การผสมผสานและวางวงจรเครื่องใหม่นี้ ทำให้ Electra-Glide มีกำลังมากขึ้น 5 แรงม้า มีระบบที่ไว้ใจได้มากขึ้น ปัญหาน้อยลง ที่สำคัญ สั่นน้อยกว่าเครื่อง Panhead รุ่นเดิม ทำให้รถนิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สบายขึ้น

เนื่องจาก เครื่องส่วนล่างที่ใช้ของ Panhead ทำให้ Generator ไฟของรถต้องมาอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวจุดระเบิด Igniter กลับต้องไปอยู่ตรงส่วนฝาครอบชุด Timing ของเครื่อง เครื่องแบบนี้เรียกกันว่า เครื่อง Shovel รุ่นแรก (1966-1969)

ต่อมาในปี 1970 Harley Davidson ได้ทำการปรับปรุงเครื่อง Shovel ใหม่ โดยในคราวนี้เครื่องมากับระบบ Generator ไฟภายใน มีการติดตั้งสวิตช์เปิดปิดระบบจุดระเบิดมาให้ (Ignition Device) ชุดเก็บประจุไฟฟ้า (Capacitor) และ ชุด Timing อัตโนมัติ ได้ถูกย้ายไปวางด้านขวาของแครงชาร์ป

ด้วยชุดอุปกรณ์ และ ฉายาว่า ราชาทางหลวง Harley Davidson Electra-Glide จึงมีภาพลักษณ์ของรถทัวร์ริ่งเต็มๆ ทั้งทรงเบาะนั่ง กระจกกันลม กระเป๋าหลังไฟเบอร์ แรคสำหรับแขวนกระเป๋า และ ชุดประดับโครเมี่ยมที่สวยงามรอบคันของมัน

ในปี 1978 รถเครื่องยนต์ 80 คิวบิค 1,340 cc รุ่น FLH ได้ถูกรวมเข้าเป็นรถในตระกูล Electra Glide และรถได้รับการปรับปรุงพัฒนาจนกลายเป็นรถรุ่น FLHTC Electra Glide Classic ในปี 1983

ต่อมาในปี 1985 เครื่อง Shovelhead ได้หายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากการปรากฏตัว และ ความนิยมอย่างสูงในเครื่องยนต์ Evolution ใหม่ที่สร้างจากอลูมิเนียมทั้งเครื่อง ซึ่งถูกเริ่มนำเข้ามาใช้กับรถ Electra Glide คลาสสิค ในปี 1984 (เพียงหนึ่งปีก่อนหน้า)

รถ Electra Glide คลาสสิค เป็นรถที่ Harley Davidson ได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เป็นรถที่หลุดออกจากกรอบของรถมอเตอร์ไซด์แบบดั้งเดิม ทั้งระบบสตาร์ทไฟฟ้า และ ระบบไฟช่วยขับต่างๆของมัน ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ เครื่องใหม่ ทำให้ Electra Glide เป็นรถที่ขับขี่สบาย และ พา Harley Davidson ก้าวเข้าสู่โลกของจักรยานยนต์สมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

และไม่ว่า Harley Davidson จะออกรถ Electra Glide ออกมามากมายแตกต่างกันกี่รุ่น แต่บริษัทยังคงใช้เรียกรถเหล่านั้นในแค็ตตาล็อกของบริษัทว่า Electra Glide Classic มาจวบจนปี 2013

Harley Davidson Electra Glide ราชาทางหลวง สุดยอด Touring ตัวจริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

 

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)
Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

กองหน้าไฮโดรลิคคู่ เมื่อต้องรับมือรถจากแดนซามูไร

ในปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ในชื่อว่ารุ่น Dou-Glide รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Panhead เหมือนรุ่นเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้แชสซีออกแบบใหม่ พร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มทำงานร่วมกับชุดโช๊คกันสะเทือนสองเส้น

ที่รถมีชื่อว่า Dou-Glide เพราะว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบไฮโดรลิค ควบคู่ไปกับระบบกันสะเทือนหลังชุดที่สอง แบบไฮโดรลิคเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิค ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่มาในรถ 1958 Panhead แต่ยังมีผลจากการพัฒนาระบบแมคคานิคอลที่ทันสมัยขึ้นมาก และการติดตั้งเบรคไฮโดลิคหลัง ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นมากอย่างเป็นนัยยะสำคัญ จึงนับได้ว่ารถ Panhead 1958 นี้มีความทันสมัยและนำ Harley Davidson เข้าสู่ยุคใหม่แห่งรถมอเตอร์ไซด์อย่างแท้จริง

ในปี 1965 Harley Davidson ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทแบบไฟฟ้า และ เปลี่ยนระบบไฟเป็น 12 volts เทคโนโลยีเหล่านี้ถือได้ว่าเริ่มต้นมาจากการปรับปรุงรถ Duo-Glide และ กลายเป็นจุดกำเนิดของรถ Electra Glide ในเวลาต่อมา

ความจริงแล้ว เหตุผลที่ Harley Davidson ทำการปรับปรุงรถมาเป็นระบบไฟฟ้า เพราะคู่แข่งในตลาดขณะนั้นได้เริ่มวางจำหน่ายรถที่มีระบบไฟฟ้าช่วยในการขับขี่ ทำให้ Harley Davidson อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข็น Electra -Glide ออกมาเพื่อสู้กับคู่แข่งในตลาดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เครื่อง Panhead รุ่นเก่าเริ่มถึงปลายๆยุคของมัน ตัวเครื่องต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เหตุเพราะในการเปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง ทำให้รถหนักกว่าเดิมถึง 38 กิโลกรัม รวมทั้ง การเรียกร้องของบรรดาแฟนๆที่ต้องการเครื่องที่มีกำลังมากขึ้น เนื่องจากรถคู่แข่งไปไกลแล้ว

ความจริงแล้ว Harley Davidson ก็ตระหนักดีว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สักที เพราะตัวเครื่อง Panhead เองมีข้อจำกัดสำคัญที่การสั่นของเครื่อง กล่าวคือ เครื่องจะสั่นมากขึ้นจากการรีดแรงม้ามากขึ้นทุกตัว หรือ ยิ่งแรง ยิ่งสั่น

เครื่องยนต์ใหม่ใหม่นี้ Harley Davidson มองว่าจะต้องมีความทันสมัยมากขึ้น กำลังแรงขึ้น เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในตัวรถ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับมือในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญจากฝั่งอังกฤษ รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่ที่แสนน่ากลัวจากฝากฝั่งญี่ปุ่น

Dou-Glide ผู้นำร่องเข้าสู่ยุคใหม่แห่งโลกอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)
Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

กำเนิด Sportster

ในปี 1957 Harley Davidson ได้เปิดตัว รถ XL Sportster ใหม่ เพื่อมาแทนที่รถรุ่น K เครื่อง Panhead ซึ่งรถตระกูล XL นี้ เป็นเสมือนหัวหอกที่นำ Harley Davidson ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถสปอร์ตอย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม รถยังคงใช้เฟรมและระบบเกียร์ที่ปรับปรุงจาก รถรุ่น KH เดิม เนื่องจาก Harley Davidson มุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงเครื่องยนต์ของรถมากกว่า

รถ XL เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ Overhead Valve ลูกสูบเหล็กหล่อ (Cast Iron) ชุดเกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ เช่นเดียวกันรถรุ่น KH เจ้า XL Sportster ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบสปริงใน และ กันกระเทือนหลังแบบ สวิงอาร์ม

เนื่องจากกระบวนการการผลิตหลักๆของรถ Harley Davidson รุ่นนี้ ใช้ไลน์ผลิตเดิมของ Hydra Glide ทางบริษัทไม่ได้ตั้งไลน์ผลิตขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ส่งผลให้ รถ XL Sportster รุ่นแรก มีประสิทธิภาพต่ำ จากหลายสาเหตุ เช่น วาวล์จ่ายน้ำมันที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้น้ำมันไหลเวียนได้ไม่ดี ระบบไอเสียที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีแรงอัดกระบอกสูบที่ต่ำเกินไป ในปีแรก รถจึงไม่เป็นที่นิยมของผู้คนมากนัก

ต่อมา ตอนต้นปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถ Sportster รุ่น High Performance ออกมา ซึ่งรถรุ่นย่อยนี้มีชื่อรุ่นว่า XLH มันมาพร้อมเครื่องยนต์แรงอัดกระบอกสูบสูงขึ้นไปถึง 9:1

นอกจากนั้น Harley Davidson ยังได้ออกรุ่นย่อยอื่นออกมาด้วย เช่น XLC (ผลิตเฉพาะปี 1958) และ XLCH (ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเป็นรถแข่งโดยเฉพาะ ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไป ในปี 1959)

รถรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ มาพร้อมกับถังน้ำมันทรงถั่ว ‘’Peanut’’ ซึ่งใช้ในรถอเมริกันขนาดเล็กตั้งแต่ปี 1948 ถึง 1966 รวมถึงการออกแบบระบบท่อไอเสียใหม่ 2 Shifted Tailpipes ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่น Sportster ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปี 1959 รถรุ่นย่อย XLH และ XLCH ได้รับการปรับปรุงให้มีลิ้นไอดี และ ไอเสีย ขนาดใหญ่ขึ้น (XLH เป็นรถเหมาะใช้กับทางเรียบ ส่วน XLCH เป็นรถที่ออกแบบมาให้ใช้กับทาง off-road กว่า)

รถ Harley Davidson Sportster รุ่นบุกเบิกเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นของรถสายการผลิตใหม่ Sportster ของ Harley Davidson ซึ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ถือเป็นรถยอดนิยมตลอดกาลรุ่นนึงของ Harley Davidson มาจนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson K45 Model 1952

Harley Davidson K45 Model 1952

รถ Rock Rock ของ เอลวิส The King

หล่อ สปอร์ต และ ทรงพลัง คือคำจำกัดความของ Harley Davidson K45 Model ปี 1952 เครื่อง Panhead ซึ่งถือว่าเป็นรถรุ่นปรับปรุงโฉมใหม่หมดอย่างแท้จริงของ Harley Davidson รุ่นแรก นับตั้งแต่รถตระกูล E และ EL เครื่อง Knucklehead ปี 1936 เป็นต้นมา

ด้วยเครื่องยนต์ 45 คิว 750 cc วาวล์ข้าง (เป็นจุดเดียวที่รถรุ่นนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีร่วมกับรถรุ่น W Model เดิม) รถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 30 แรงม้า เกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ ใช้คลัชมือ

นี่คือรถ Harley Davidson ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั่น ฝาครอบเครื่องยนต์อลูมิเนียมธรรมดาได้ถูกแทนที่ด้วย ฝาครอบอลูมิเนียมอัลลอย และ ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ โช๊คหลัง สวิงอาร์ม แบบไฮโดรลิค

รถตระกูล K นี้ Harley Davidson หวังไว้ว่าจะสามารถทำตลาดแข่งขันกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจากฝั่งอังกฤษได้อย่างไม่เป็นรอง อย่างไรก็ตามในข่วงแรกรถยังไม่สามารถทำตลาดได้ตามเป้า

ทำให้อีก 2 ปีถัดมาในปี 1954  Harley Davidson ได้ปรับแต่งเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ของรถเป็น 55 คิวบิค และเพิ่มแรงอัดกระบอกสูบของรถจาก 6 ต่อ 1 เป็น 6.8 ต่อ 1 ผลคือรถมีกำลังเพิ่มขึ้น 8 แรงม้า จากเดิม 30 แรงม้า เป็น 38 แรงม้า

และ ถัดมาอีกสองปี ในปี 1956 Harley Davidson ได้เปิดตัวรถรุ่น KHK  ซึ่งบริษัทได้นำแคมชาร์ปใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีสำหรับรถแข่งในยุคนั้น มาติดตั้งในรถรุ่นนี้

ในเดือนมกราคมปี 1956  ราชาร็อคแอนโรล เอลวิส เพรสลี่ ได้สั่งซื้อรถรุ่น KH ไว้ประดับบารมี และ เอลวิสก็ได้ถ่ายรูปคู่กับรถของตนลงในหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast ของ Harley Davidson ฉบับเดือน พฤษภาคม ปีเดียวกัน ซึ่งสามารถสร้างกระแสตอบรับได้ดีระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแม้จะลงทุนลงแรงปรับปรุงรถและประชาสัมพันธ์อย่างมากมาย รถตระกูล K กลับไม่ประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ในปี 1957 มันก็ถูกแทนที่ด้วย Harley Davidson รุ่นใหม่ ที่วางตัวมาเป็นรถสปอร์ตแท้ๆ ที่สามารถใช้ในการแข่งขันได้ด้วย

มีเพียงรถในเวอร์ชั่นสปอร์ต ในรุ่น KR, KK, และ KRTT Track Racers เท่านั้น ที่ทาง Harley Davidson ยังคงผลิตเพื่อจำหน่ายต่อมาอีกหลายปี และ ถือเป็นสุดยอดรถแข่งในยุคนั้นซีรี่ย์นึง ที่ถูกควบเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในหลายๆการแข่งขัน และ ครองความเป็นเจ้าสนามเรื่อยมาจนสิ้นทศวรรษที่ 60

Harley Davidson K45 Model 1952 รถ Rock Rock ของราชาเพลง Rock เจ้าแห่งรถแข่งในยุค Sixty อย่างแท้จริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FL74

Harley Davidson FL74 1948

Harley Davidson FL74
Harley Davidson FL74

กำเนิดเครื่อง Panhead

เช่นเดียวกับธุรกิจต่างๆในยุคนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Harley Davidson ได้ทำการยกเครื่องระบบการผลิตของบริษัทใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากหลังสงคราม

ในปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง 3 ปี Harley Davidson ได้เปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ Panhead โดยจะเข้ามาแทนที่เครื่องรุ่นเดิม Knucklehead

โดยเครื่อง Panhead แรงอัดกระบอกสูบปกติได้ถูกนำมาใส่ในรถซีรี่ย์ F Solo และ FS พ่วงข้าง ส่วนเครื่องแรงอัดกระบอกสูงได้ถูกนำไปใส่ในรถซีรี่ย์ FL

ความจริงเเล้วเครื่อง Panhead ใช้ส่วนประกอบพื้นฐานหลักแทบจะเหมือนกับเครื่อง Knucklehead ทุกประการ แต่เนื่องจากการปรับปรุงส่วนประกอบของระบบกลไกบางอย่าง เช่น แคมชาร์ป ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดลิค ระบบวาวล์ รวมถึงระบบการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องวงจรใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถเก็บสายส่งน้ำมันภายนอกออกไม่ให้รกสายตาได้ และ ทำให้ “ปั้มน้ำมันเครื่อง” มีกำลังและทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

เครื่อง Panhead ใหม่นี้ใช้หัวลูกสูบอลูมิเนียม ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดรลิค และฝาครอบเครื่องโครเมี่ยมทรงกระทะก้นแบน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น Panhead ของมัน

ในขณะที่ปี 1948 เป็นปีแรกของการผลิตเครื่องรุ่นใหม่นี้ กลับเป็นปีสุดท้ายของระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ของรถ Big Twin Solo Model ระบบกันสะเทือนแบบเก่านี้ ถูกนำมาใช้กับรถพ่วงข้างของ Harley Davidson จนถึงปี 1949 เท่านั้น ก่อนจะเลิกใช้ไปอย่างถาวร

ในปี 1948 Harley Davidson ผลิตรถ FL74 เครื่อง 1,000 cc ออกมา 4,159 คัน และ เครื่อง 1,200cc จำนวน 8,409 คัน

ซึ่งตัวรถประสบความสำเร็จในการขายทันที ไม่ใช่เพียงเพราะการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปในตัวรถเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเครื่อง Panhead ที่ทรงประสิทธิภาพอันเป็นหัวใจใหม่ของรถด้วย

เครื่อง Panhead นี้ถือเป็นเครื่องในตำนานรุ่นนึงของ Harley Davidson ซึ่งอยู่มาอย่างยาวนาน โดยเครื่องรุ่นนี้ยังคงมีการผลิตตามสั่งอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น รถ Zero Engineering ประกอบเครื่อง Panhead เป็นต้น

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

Harley-Davidson EL61 1941-1946

Harley-Davidson EL61 1941-1946

กำเนิดเครื่อง Knucklehead

รถ Harley-Davidson 1936 ใหม่ Special Sport เบาะเดี่ยว รุ่น E และ EL ถือเป็นรถ Harley-Davidson รุ่นแรกที่ขยับขึ้นไปใช้เครื่องยนต์ OHV V-TWIN 1,000cc (61 cu in) ชื่อเล่นของเครื่องรุ่นนี้คือ Knucklehead เนื่องจากการออกแบบเครื่อง ที่วางชุด Rocker Boxes อยู่ใต้ถังน้ำมัน จึงเป้นที่มาของชื่อดังกล่าว

จังหวะการทำงานของวาวล์เครื่อง ควบคุมด้วย แคม 4 ตัว ซึ่งทำงานเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งติดตั้งอยู่บนแคมชาร์ปกลางอีกที

เครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกวางในเฟรมคู่แบบใหม่ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับมัน รวมทั้งโช๊คสปริงเกอร์ใหม่ที่ถูกปรับปรุงมาสำหรับเครื่องใหม่นี้โดยเฉพาะเช่นกัน

รถ EL 1940 ได้รับการปรับปรุงให้มีคาบูเรเตอร์ และ ขนาดช่องไอดีที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงม้าของรถ

นอกจากนั้น Harley-Davidson ยังได้ปรับปรุงสายและวิธีการผลิต รวมทั้ง นำเทคโนโลยีใหม่ๆใส่ลงในรถรุ่นนี้อีกหลายอย่าง เสื้อสูบใหม่ กรองอากาศใหม่ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น แป้นวางเท้ารูปทรงใหม่ เป็นรูปตัว D แทนที่ทรงสามเหลี่ยมที่ใช้มายาวนาน

ในปี 1941 รถรุ่น FL ได้ขยับขนาดเครื่อง Knucklehead ขึ้นเป็น 1,200cc 74 cu.in ให้กำลังสูงสุด 48 แรงม้าที่ รอบเครื่อง 5,000 รอบต่อนาที

อย่างไรก็ตามสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้การพัฒนาของรถรุ่นนี้ล่าช้าออกไปจนถึงปี 1946

ปี 1947 เป็นปีสุดท้ายที่ Harley-Davidson ผลิตเครื่อง Knucklehead ออกสู่ท้องตลาด ซึ่งเครื่อง Knucklehead ที่มีวางจำหน่ายในเวลานั้น แบ่งออกเป็น

เครื่องขนาด 1,200 cc สำหรับรถรุ่น F Sport Solo และ FL Special Sport

และ เครื่องขนาด 1,000 cc สำหรับรถรุ่น EL Sport Solo

สายการผลิตของ Harley-Davidson Big Twin วาวล์บนนี้ ได้ผลิตรถ รุ่น EL ออกมา 4,117 คัน รถพ่วงข้าง ES 237 คัน รถ FL 6,893 คัน และ FS พ่วงข้าง จำนวน 401 คัน

Harley-Davidson EL61 รถต้นแบบแห่งเครื่อง Knucklehead ที่ลือลั่น สร้างชื่อให้กับ Harley-Davidson มาอย่างยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-