Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

 

Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969
Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

ราชาทางหลวง

ในปี 1966 เครื่อง Panhead ก็ต้องหลีกทางให้กับผู้สืบทอดของมัน เครื่องยนต์ Shovelhead รุ่นใหม่ ซึ่งมันถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับรถรุ่น Electra-Glide

ความจริงแล้วเครื่อง Shovel รุ่นแรกๆ (1966-1969) ใช้เครื่องยนต์ส่วนล่างของเครื่อง Panhead และ ฝาสูบของเครื่อง Sportster (Cylinder head) การผสมผสานและวางวงจรเครื่องใหม่นี้ ทำให้ Electra-Glide มีกำลังมากขึ้น 5 แรงม้า มีระบบที่ไว้ใจได้มากขึ้น ปัญหาน้อยลง ที่สำคัญ สั่นน้อยกว่าเครื่อง Panhead รุ่นเดิม ทำให้รถนิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สบายขึ้น

เนื่องจาก เครื่องส่วนล่างที่ใช้ของ Panhead ทำให้ Generator ไฟของรถต้องมาอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวจุดระเบิด Igniter กลับต้องไปอยู่ตรงส่วนฝาครอบชุด Timing ของเครื่อง เครื่องแบบนี้เรียกกันว่า เครื่อง Shovel รุ่นแรก (1966-1969)

ต่อมาในปี 1970 Harley Davidson ได้ทำการปรับปรุงเครื่อง Shovel ใหม่ โดยในคราวนี้เครื่องมากับระบบ Generator ไฟภายใน มีการติดตั้งสวิตช์เปิดปิดระบบจุดระเบิดมาให้ (Ignition Device) ชุดเก็บประจุไฟฟ้า (Capacitor) และ ชุด Timing อัตโนมัติ ได้ถูกย้ายไปวางด้านขวาของแครงชาร์ป

ด้วยชุดอุปกรณ์ และ ฉายาว่า ราชาทางหลวง Harley Davidson Electra-Glide จึงมีภาพลักษณ์ของรถทัวร์ริ่งเต็มๆ ทั้งทรงเบาะนั่ง กระจกกันลม กระเป๋าหลังไฟเบอร์ แรคสำหรับแขวนกระเป๋า และ ชุดประดับโครเมี่ยมที่สวยงามรอบคันของมัน

ในปี 1978 รถเครื่องยนต์ 80 คิวบิค 1,340 cc รุ่น FLH ได้ถูกรวมเข้าเป็นรถในตระกูล Electra Glide และรถได้รับการปรับปรุงพัฒนาจนกลายเป็นรถรุ่น FLHTC Electra Glide Classic ในปี 1983

ต่อมาในปี 1985 เครื่อง Shovelhead ได้หายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากการปรากฏตัว และ ความนิยมอย่างสูงในเครื่องยนต์ Evolution ใหม่ที่สร้างจากอลูมิเนียมทั้งเครื่อง ซึ่งถูกเริ่มนำเข้ามาใช้กับรถ Electra Glide คลาสสิค ในปี 1984 (เพียงหนึ่งปีก่อนหน้า)

รถ Electra Glide คลาสสิค เป็นรถที่ Harley Davidson ได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เป็นรถที่หลุดออกจากกรอบของรถมอเตอร์ไซด์แบบดั้งเดิม ทั้งระบบสตาร์ทไฟฟ้า และ ระบบไฟช่วยขับต่างๆของมัน ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ เครื่องใหม่ ทำให้ Electra Glide เป็นรถที่ขับขี่สบาย และ พา Harley Davidson ก้าวเข้าสู่โลกของจักรยานยนต์สมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

และไม่ว่า Harley Davidson จะออกรถ Electra Glide ออกมามากมายแตกต่างกันกี่รุ่น แต่บริษัทยังคงใช้เรียกรถเหล่านั้นในแค็ตตาล็อกของบริษัทว่า Electra Glide Classic มาจวบจนปี 2013

Harley Davidson Electra Glide ราชาทางหลวง สุดยอด Touring ตัวจริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

 

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)
Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

กองหน้าไฮโดรลิคคู่ เมื่อต้องรับมือรถจากแดนซามูไร

ในปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ในชื่อว่ารุ่น Dou-Glide รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Panhead เหมือนรุ่นเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้แชสซีออกแบบใหม่ พร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มทำงานร่วมกับชุดโช๊คกันสะเทือนสองเส้น

ที่รถมีชื่อว่า Dou-Glide เพราะว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบไฮโดรลิค ควบคู่ไปกับระบบกันสะเทือนหลังชุดที่สอง แบบไฮโดรลิคเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิค ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่มาในรถ 1958 Panhead แต่ยังมีผลจากการพัฒนาระบบแมคคานิคอลที่ทันสมัยขึ้นมาก และการติดตั้งเบรคไฮโดลิคหลัง ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นมากอย่างเป็นนัยยะสำคัญ จึงนับได้ว่ารถ Panhead 1958 นี้มีความทันสมัยและนำ Harley Davidson เข้าสู่ยุคใหม่แห่งรถมอเตอร์ไซด์อย่างแท้จริง

ในปี 1965 Harley Davidson ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทแบบไฟฟ้า และ เปลี่ยนระบบไฟเป็น 12 volts เทคโนโลยีเหล่านี้ถือได้ว่าเริ่มต้นมาจากการปรับปรุงรถ Duo-Glide และ กลายเป็นจุดกำเนิดของรถ Electra Glide ในเวลาต่อมา

ความจริงแล้ว เหตุผลที่ Harley Davidson ทำการปรับปรุงรถมาเป็นระบบไฟฟ้า เพราะคู่แข่งในตลาดขณะนั้นได้เริ่มวางจำหน่ายรถที่มีระบบไฟฟ้าช่วยในการขับขี่ ทำให้ Harley Davidson อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข็น Electra -Glide ออกมาเพื่อสู้กับคู่แข่งในตลาดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เครื่อง Panhead รุ่นเก่าเริ่มถึงปลายๆยุคของมัน ตัวเครื่องต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เหตุเพราะในการเปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง ทำให้รถหนักกว่าเดิมถึง 38 กิโลกรัม รวมทั้ง การเรียกร้องของบรรดาแฟนๆที่ต้องการเครื่องที่มีกำลังมากขึ้น เนื่องจากรถคู่แข่งไปไกลแล้ว

ความจริงแล้ว Harley Davidson ก็ตระหนักดีว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สักที เพราะตัวเครื่อง Panhead เองมีข้อจำกัดสำคัญที่การสั่นของเครื่อง กล่าวคือ เครื่องจะสั่นมากขึ้นจากการรีดแรงม้ามากขึ้นทุกตัว หรือ ยิ่งแรง ยิ่งสั่น

เครื่องยนต์ใหม่ใหม่นี้ Harley Davidson มองว่าจะต้องมีความทันสมัยมากขึ้น กำลังแรงขึ้น เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในตัวรถ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับมือในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญจากฝั่งอังกฤษ รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่ที่แสนน่ากลัวจากฝากฝั่งญี่ปุ่น

Dou-Glide ผู้นำร่องเข้าสู่ยุคใหม่แห่งโลกอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)
Harley Davidson XL 883 Sportster 55 (1957-1959)

กำเนิด Sportster

ในปี 1957 Harley Davidson ได้เปิดตัว รถ XL Sportster ใหม่ เพื่อมาแทนที่รถรุ่น K เครื่อง Panhead ซึ่งรถตระกูล XL นี้ เป็นเสมือนหัวหอกที่นำ Harley Davidson ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถสปอร์ตอย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม รถยังคงใช้เฟรมและระบบเกียร์ที่ปรับปรุงจาก รถรุ่น KH เดิม เนื่องจาก Harley Davidson มุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงเครื่องยนต์ของรถมากกว่า

รถ XL เป็นรถรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ Overhead Valve ลูกสูบเหล็กหล่อ (Cast Iron) ชุดเกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ เช่นเดียวกันรถรุ่น KH เจ้า XL Sportster ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบสปริงใน และ กันกระเทือนหลังแบบ สวิงอาร์ม

เนื่องจากกระบวนการการผลิตหลักๆของรถ Harley Davidson รุ่นนี้ ใช้ไลน์ผลิตเดิมของ Hydra Glide ทางบริษัทไม่ได้ตั้งไลน์ผลิตขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ส่งผลให้ รถ XL Sportster รุ่นแรก มีประสิทธิภาพต่ำ จากหลายสาเหตุ เช่น วาวล์จ่ายน้ำมันที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้น้ำมันไหลเวียนได้ไม่ดี ระบบไอเสียที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการออกแบบเครื่องยนต์ที่มีแรงอัดกระบอกสูบที่ต่ำเกินไป ในปีแรก รถจึงไม่เป็นที่นิยมของผู้คนมากนัก

ต่อมา ตอนต้นปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถ Sportster รุ่น High Performance ออกมา ซึ่งรถรุ่นย่อยนี้มีชื่อรุ่นว่า XLH มันมาพร้อมเครื่องยนต์แรงอัดกระบอกสูบสูงขึ้นไปถึง 9:1

นอกจากนั้น Harley Davidson ยังได้ออกรุ่นย่อยอื่นออกมาด้วย เช่น XLC (ผลิตเฉพาะปี 1958) และ XLCH (ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเป็นรถแข่งโดยเฉพาะ ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไป ในปี 1959)

รถรุ่นปรับปรุงใหม่นี้ มาพร้อมกับถังน้ำมันทรงถั่ว ‘’Peanut’’ ซึ่งใช้ในรถอเมริกันขนาดเล็กตั้งแต่ปี 1948 ถึง 1966 รวมถึงการออกแบบระบบท่อไอเสียใหม่ 2 Shifted Tailpipes ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่น Sportster ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปี 1959 รถรุ่นย่อย XLH และ XLCH ได้รับการปรับปรุงให้มีลิ้นไอดี และ ไอเสีย ขนาดใหญ่ขึ้น (XLH เป็นรถเหมาะใช้กับทางเรียบ ส่วน XLCH เป็นรถที่ออกแบบมาให้ใช้กับทาง off-road กว่า)

รถ Harley Davidson Sportster รุ่นบุกเบิกเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นของรถสายการผลิตใหม่ Sportster ของ Harley Davidson ซึ่งได้รับการปรับปรุงพัฒนามาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ถือเป็นรถยอดนิยมตลอดกาลรุ่นนึงของ Harley Davidson มาจนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson K45 Model 1952

Harley Davidson K45 Model 1952

รถ Rock Rock ของ เอลวิส The King

หล่อ สปอร์ต และ ทรงพลัง คือคำจำกัดความของ Harley Davidson K45 Model ปี 1952 เครื่อง Panhead ซึ่งถือว่าเป็นรถรุ่นปรับปรุงโฉมใหม่หมดอย่างแท้จริงของ Harley Davidson รุ่นแรก นับตั้งแต่รถตระกูล E และ EL เครื่อง Knucklehead ปี 1936 เป็นต้นมา

ด้วยเครื่องยนต์ 45 คิว 750 cc วาวล์ข้าง (เป็นจุดเดียวที่รถรุ่นนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีร่วมกับรถรุ่น W Model เดิม) รถมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 30 แรงม้า เกียร์ภายใน 4 สปีด เปลี่ยนเกียร์ด้วยเท้า และ ใช้คลัชมือ

นี่คือรถ Harley Davidson ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั่น ฝาครอบเครื่องยนต์อลูมิเนียมธรรมดาได้ถูกแทนที่ด้วย ฝาครอบอลูมิเนียมอัลลอย และ ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ โช๊คหลัง สวิงอาร์ม แบบไฮโดรลิค

รถตระกูล K นี้ Harley Davidson หวังไว้ว่าจะสามารถทำตลาดแข่งขันกับรถสปอร์ตรุ่นอื่นๆในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจากฝั่งอังกฤษได้อย่างไม่เป็นรอง อย่างไรก็ตามในข่วงแรกรถยังไม่สามารถทำตลาดได้ตามเป้า

ทำให้อีก 2 ปีถัดมาในปี 1954  Harley Davidson ได้ปรับแต่งเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ของรถเป็น 55 คิวบิค และเพิ่มแรงอัดกระบอกสูบของรถจาก 6 ต่อ 1 เป็น 6.8 ต่อ 1 ผลคือรถมีกำลังเพิ่มขึ้น 8 แรงม้า จากเดิม 30 แรงม้า เป็น 38 แรงม้า

และ ถัดมาอีกสองปี ในปี 1956 Harley Davidson ได้เปิดตัวรถรุ่น KHK  ซึ่งบริษัทได้นำแคมชาร์ปใหม่ที่เป็นเทคโนโลยีสำหรับรถแข่งในยุคนั้น มาติดตั้งในรถรุ่นนี้

ในเดือนมกราคมปี 1956  ราชาร็อคแอนโรล เอลวิส เพรสลี่ ได้สั่งซื้อรถรุ่น KH ไว้ประดับบารมี และ เอลวิสก็ได้ถ่ายรูปคู่กับรถของตนลงในหน้าปกนิตยสาร The Enthusiast ของ Harley Davidson ฉบับเดือน พฤษภาคม ปีเดียวกัน ซึ่งสามารถสร้างกระแสตอบรับได้ดีระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแม้จะลงทุนลงแรงปรับปรุงรถและประชาสัมพันธ์อย่างมากมาย รถตระกูล K กลับไม่ประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ในปี 1957 มันก็ถูกแทนที่ด้วย Harley Davidson รุ่นใหม่ ที่วางตัวมาเป็นรถสปอร์ตแท้ๆ ที่สามารถใช้ในการแข่งขันได้ด้วย

มีเพียงรถในเวอร์ชั่นสปอร์ต ในรุ่น KR, KK, และ KRTT Track Racers เท่านั้น ที่ทาง Harley Davidson ยังคงผลิตเพื่อจำหน่ายต่อมาอีกหลายปี และ ถือเป็นสุดยอดรถแข่งในยุคนั้นซีรี่ย์นึง ที่ถูกควบเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในหลายๆการแข่งขัน และ ครองความเป็นเจ้าสนามเรื่อยมาจนสิ้นทศวรรษที่ 60

Harley Davidson K45 Model 1952 รถ Rock Rock ของราชาเพลง Rock เจ้าแห่งรถแข่งในยุค Sixty อย่างแท้จริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FL74

Harley Davidson FL74 1948

Harley Davidson FL74
Harley Davidson FL74

กำเนิดเครื่อง Panhead

เช่นเดียวกับธุรกิจต่างๆในยุคนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 Harley Davidson ได้ทำการยกเครื่องระบบการผลิตของบริษัทใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเทคโนโลยีของโลกยานยนต์ที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมากหลังสงคราม

ในปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง 3 ปี Harley Davidson ได้เปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ Panhead โดยจะเข้ามาแทนที่เครื่องรุ่นเดิม Knucklehead

โดยเครื่อง Panhead แรงอัดกระบอกสูบปกติได้ถูกนำมาใส่ในรถซีรี่ย์ F Solo และ FS พ่วงข้าง ส่วนเครื่องแรงอัดกระบอกสูงได้ถูกนำไปใส่ในรถซีรี่ย์ FL

ความจริงเเล้วเครื่อง Panhead ใช้ส่วนประกอบพื้นฐานหลักแทบจะเหมือนกับเครื่อง Knucklehead ทุกประการ แต่เนื่องจากการปรับปรุงส่วนประกอบของระบบกลไกบางอย่าง เช่น แคมชาร์ป ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดลิค ระบบวาวล์ รวมถึงระบบการไหลเวียนของน้ำมันเครื่องวงจรใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถเก็บสายส่งน้ำมันภายนอกออกไม่ให้รกสายตาได้ และ ทำให้ “ปั้มน้ำมันเครื่อง” มีกำลังและทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

เครื่อง Panhead ใหม่นี้ใช้หัวลูกสูบอลูมิเนียม ลิ้นเครื่องยนต์ไฮโดรลิค และฝาครอบเครื่องโครเมี่ยมทรงกระทะก้นแบน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่น Panhead ของมัน

ในขณะที่ปี 1948 เป็นปีแรกของการผลิตเครื่องรุ่นใหม่นี้ กลับเป็นปีสุดท้ายของระบบกันสะเทือนหน้าแบบสปริงเกอร์ของรถ Big Twin Solo Model ระบบกันสะเทือนแบบเก่านี้ ถูกนำมาใช้กับรถพ่วงข้างของ Harley Davidson จนถึงปี 1949 เท่านั้น ก่อนจะเลิกใช้ไปอย่างถาวร

ในปี 1948 Harley Davidson ผลิตรถ FL74 เครื่อง 1,000 cc ออกมา 4,159 คัน และ เครื่อง 1,200cc จำนวน 8,409 คัน

ซึ่งตัวรถประสบความสำเร็จในการขายทันที ไม่ใช่เพียงเพราะการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปในตัวรถเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเครื่อง Panhead ที่ทรงประสิทธิภาพอันเป็นหัวใจใหม่ของรถด้วย

เครื่อง Panhead นี้ถือเป็นเครื่องในตำนานรุ่นนึงของ Harley Davidson ซึ่งอยู่มาอย่างยาวนาน โดยเครื่องรุ่นนี้ยังคงมีการผลิตตามสั่งอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น รถ Zero Engineering ประกอบเครื่อง Panhead เป็นต้น

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

Harley-Davidson EL61 1941-1946

Harley-Davidson EL61 1941-1946

กำเนิดเครื่อง Knucklehead

รถ Harley-Davidson 1936 ใหม่ Special Sport เบาะเดี่ยว รุ่น E และ EL ถือเป็นรถ Harley-Davidson รุ่นแรกที่ขยับขึ้นไปใช้เครื่องยนต์ OHV V-TWIN 1,000cc (61 cu in) ชื่อเล่นของเครื่องรุ่นนี้คือ Knucklehead เนื่องจากการออกแบบเครื่อง ที่วางชุด Rocker Boxes อยู่ใต้ถังน้ำมัน จึงเป้นที่มาของชื่อดังกล่าว

จังหวะการทำงานของวาวล์เครื่อง ควบคุมด้วย แคม 4 ตัว ซึ่งทำงานเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งติดตั้งอยู่บนแคมชาร์ปกลางอีกที

เครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกวางในเฟรมคู่แบบใหม่ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับมัน รวมทั้งโช๊คสปริงเกอร์ใหม่ที่ถูกปรับปรุงมาสำหรับเครื่องใหม่นี้โดยเฉพาะเช่นกัน

รถ EL 1940 ได้รับการปรับปรุงให้มีคาบูเรเตอร์ และ ขนาดช่องไอดีที่ใหญ่ขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงม้าของรถ

นอกจากนั้น Harley-Davidson ยังได้ปรับปรุงสายและวิธีการผลิต รวมทั้ง นำเทคโนโลยีใหม่ๆใส่ลงในรถรุ่นนี้อีกหลายอย่าง เสื้อสูบใหม่ กรองอากาศใหม่ รวมถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น แป้นวางเท้ารูปทรงใหม่ เป็นรูปตัว D แทนที่ทรงสามเหลี่ยมที่ใช้มายาวนาน

ในปี 1941 รถรุ่น FL ได้ขยับขนาดเครื่อง Knucklehead ขึ้นเป็น 1,200cc 74 cu.in ให้กำลังสูงสุด 48 แรงม้าที่ รอบเครื่อง 5,000 รอบต่อนาที

อย่างไรก็ตามสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้การพัฒนาของรถรุ่นนี้ล่าช้าออกไปจนถึงปี 1946

ปี 1947 เป็นปีสุดท้ายที่ Harley-Davidson ผลิตเครื่อง Knucklehead ออกสู่ท้องตลาด ซึ่งเครื่อง Knucklehead ที่มีวางจำหน่ายในเวลานั้น แบ่งออกเป็น

เครื่องขนาด 1,200 cc สำหรับรถรุ่น F Sport Solo และ FL Special Sport

และ เครื่องขนาด 1,000 cc สำหรับรถรุ่น EL Sport Solo

สายการผลิตของ Harley-Davidson Big Twin วาวล์บนนี้ ได้ผลิตรถ รุ่น EL ออกมา 4,117 คัน รถพ่วงข้าง ES 237 คัน รถ FL 6,893 คัน และ FS พ่วงข้าง จำนวน 401 คัน

Harley-Davidson EL61 รถต้นแบบแห่งเครื่อง Knucklehead ที่ลือลั่น สร้างชื่อให้กับ Harley-Davidson มาอย่างยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

Harley Davidson WLA 45 1941-1945

Harley-Davidson WLA45

Harley Davidson WLA 45 1941-1945 รถติดอาวุธ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มระอุขึ้นในปี 1942 Harley Davidson ได้รับออเดอร์ให้ผลิต รถรุ่น 45 WLA และ WLC เพิ่มจำนวนนับหมื่นคัน ส่งให้กับกองทัพสหรัฐ แคนาดา และ อังกฤษ เพื่อใช้ในราชการสงคราม

รถ WLA ทกรุ่น ที่ผลิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะผลิตในปีไหน ต่างถูกเรียกว่ารุ่น 1942 วินเทจ

รถที่ออกจากโรงงานทุกคัน จะมีอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งเพิ่มจากรุ่นก่อนๆมาให้มากมาย เช่น กระจกกันลม กันล้มหน้า กระเป๋าข้างขนาดความจุ 120 กิโลกรัม โช๊คหน้าสปริงเกอร์แบบใหม่ อ่างน้ำมันเครื่องซีลกันน้ำ กรองอากาศรุ่นใหม่ กล่องอลูมิเนี่ยมหน้ารถ ไฟหน้า blackout ไฟท้าย ไฟเบรค กล่องเก็บปืนกล (ปืนกล Thopsom A45 caliber) คาบูเรเตอร์ปรับปรุงใหม่ พร้อมแรงอัดกระบอกสูบต่ำ ที่ 4.3:1 สำหรับรถชุดแรก ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงแรงอัดกระบอกสูบขึ้นเป็น 5:1

ตั้งแต่ปี 1940 ถึง 1945 Harley-Davidson ผลิตรถรุ่น WLA ออกมาทั้งหมด 60,437 คัน โดยผลิตรถออกมา 2 สเปค เป็นรถสเปคกองทัพ และ สเปคพลเรือน ซึ่งทั้ง 2 สเปค วางจำหน่ายที่ราคาประมาณ 380 USD และ Harley-Davidson ยังได้ผลิต รถรุ่นพ่วงข้างรุ่น WLS อีกจำนวน 17,823 คัน

โดยสรุป Harley Davidson ได้รับออเดอร์เพื่อผลิตรถรุ่น WLA WLC จำนวนรวม 88,000 คัน และยังได้รับออเดอร์ให้ผลิตอะหลั่ยสำรอง ซึ่งเมื่อนำมาประกอบรวมกันจะสร้างรถได้อีก 33,000 คัน

อย่างไรก็ตาม ต่อมาตอนปลายๆสงครามในปี 1944 กองทัพสหรัฐได้ยกเลิกออเดอร์รถจำนวน 11,331 คัน

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1944 ไม่กี่วันหลังจาก วันดีเดย์ 6 มิถุนายน 1944 (วันที่กองทัพสัมพันธมิตรสามารถบุกขึ้นฝั่งที่ชายหาดนอร์มังดี ฝรั่งเศสสำเร็จ) รถ WLA จำนวน 450 คันที่ตอนแรกตั้งใจจะทำเพื่อขายให้กองทัพ ได้ถูกนำมาวางจำหน่ายให้แก่พลเรือนแทน

และในวันที่ 8 กันยายน ปีเดียวกัน รถอีก 600 คันที่มากับเครื่องรุ่นใหม่ ก็ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายแก่พลเรือนเช่นกัน

ในปี 1944 นี้ Harley Davidson ได้ผลิตรถออกมาทั้งหมด 18,688 คัน แบ่งเป็นรุ่น WLA จำนวน 11,531 คัน และ WLC จำนวน 5,356 คัน

นี่คือสุดยอดของตำนานอีกบทนึง WLA 45 รถแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ใช้ในการยึดหัวหาดนอร์มังดี

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิต

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

 

Harley Davidson WLD45 1941-1946

Harley-Davidson W45

ในปี 1937 เพื่อเป็นการแทนที่รถ R45 Harley-Davidson ได้ผลิตรถรุ่น W45 เครื่อง Flat head วาวล์ข้าง 750cc พร้อมระบบการจ่ายน้ำมันใหม่ ทำให้ดีไซด์ของเครื่องยนต์ออกมามีรูปทรงสวยงามคล้ายเครื่อง knucklehead

รถรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 ของรถเครื่องขนาด 45 คิวบิก ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด ต่อจากรถรุ่น D 1929-1931 และรถรุ่น R 1932-1936

รถตระกูล W นี้มีออกมาหลายรุ่น W Low compression (แรงอัดกระบูกสูบต่ำ ใช้กับเบนซิลค่าออกเทนต่ำได้ดี) เบาะเดี่ยว, WS Low compression พร้อมรถพ่วงข้าง , WS เบาะเดียว High compression (แรงอัดกระบอกสูบสูง เพื่อกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่า) , WLD Extra high compression และ WLDR competition

ตัวถังน่ำมันของรถถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ฝั่งซ้ายสำหรับบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง ฝั่งขวาสำหรับบรรจุน้ำมันเครื่อง และเริ่มดีไซด์ให้แผงควบคุมมาตรวัดต่างอยู่ตรงกลางถัง เป็นสัญลักษณ์ของรถเครื่อง Big Twin ดังที่เห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน

ในปี 1938 Harley Davidson ผลิต WLD โดยใช้เกียร์ 4 สปีด ปรับปรุง chassis ใหม่ และ ดีไซน์รูปแบบใหม่หลายอย่างเพื่อให้เข้ากับเครื่อง Big Twin ได้ดีขึ้น เช่น ถังน้ำมัน และ รูปแบบแผงควบคุมทรงหยดน้ำ

ในปี 1940 รถรุ่น WLD และ WLDRเปลี่ยนมาใช้ลูกสูบอลูมิเนียม และแม้ว่าจะมีหน่วยงานทางกฏหมายขณะนั้นเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเครื่องรุ่นใหม่นี้ แต่ทางกองทัพสหรัฐเองกลับให้ความสนใจที่จะนำรถเหล่านี้มาใช้ในสงคราม

และในปีเดียวกัน ในการแข่งขัน 200 ไมล์ คลาส C “Babe Tancredi” ขี่เจ้า WLDR45 เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ถือเป็นการพิสูจน์ถึงสมรรถนะของรถให้ประจักษ์แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก

ในปี 1941 Harley Davidson ผลิตรถ Flat Head 45 คิวบิก Racing เป็นรถแข่งขันแรกที่ถือกำเนิดจากรถรุ่น WLDR

อย่างไรก็ตามระหว่างสงคราวโลกครั้งที่ 2 รถที่ผลิตออกมาไม่ได้จำหน่ายให้กับประชาชน โดยทั้งหมดถูกเหมาโดยกองทัพสหรัฐนำไปใช้ในราชการสงคราม

Harley Davidson WL45 เริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาดอีกครั้งเมื่อปี 1947 โดยมาในรูปโฉมปรับปรุงใหม่ให้มีความสวยงามทันสมัยยิ่งขึ้น และ ผลิตไปเรื่อยจนถึงปี 1951

ซึ่งองค์ประกอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่มากมาย และ ไลน์การผลิตที่ยาวนาน ทำให้ เจ้า.WLD 45 เป็นรถยอดนิยมและผลิตมากที่สุดตลอดกาลของ Harley Davidson รุ่นนึง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

 

Harley Davidson VLD 74 1930-1936

Harley Davidson VLD 74 1930-1936

Art Deco แห่งท้องถนน

Harley Davidson Model VL เป็นรถที่ผลิตออกมาแทน Model J ปรากฏโฉมในปลายปี 1929 มาพร้อมกับเครื่องใหม่ที่ออกแบบมาให้สามารถเปลี่ยนกระบอกสูบได้ รวมทั้งฝากระบอกสูบแบบใหม่ ที่ออกแบบโดย Harry Ricardo

เครื่องรุ่นนี้ได้ถูกนำมาใช้แทนที่ของเครื่องรุ่นเดิมแบบ F-head โดยเครื่องมีขนาด 1,200 cc (74 cu.in) ให้กำลัง ประมาณ 26-28 แรงม้า โดยลูกสูบทำจากจากวัสดุน้ำหนักเบาแบบใหม่ ลูกสูบแมกเนเซียม

เครื่อง Flathead ออกแบบมาโดยวางตำแหน่งวาวล์ไว้ด้านข้าง (side valves) ทำให้ตำแหน่งนั่งของคนขี่อยู่ในตำแหน่งที่สบายและเข้ากับหลักสรีรศาสตร์มากยิ่งขึ้น

และที่ช่างในยุคนั้นต้องขอบคุณคือ ฝากระบอกสูบแบบใหม่ ที่ออกแบบให้สามารถถอดออกได้เวลาซ่อมวาวล์ ทำให้การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลงไปมุดอยู่ใต้เครื่องเพื่อทำงานอีกต่อไป

เครื่องรุ่นนี้ยังผลิตมาโดยมีกลไลช่วยเบรคหลังภายใน แทนที่กลไลช่วยนอกเครื่องที่ใช้ในรุ่นก่อนหน้า

ตัวแต่งก็มา

เจ้า VLD “Special Sport Solo”ปรากฏโฉมในปี 1933 เป็นรถรุ่นสปอร์ตตัวแต่งโรงงาน VLD สปอร์ตนี้มาพร้อม แป้นหรีดคาร์บูเรเตอร์ทรงตัว Y แบบใหม่ และ ใช้ลูกสูบแมกเนเซียมน้ำหนักเบาเช่นกัน

กระบอกสูบใหม่และวาวล์ด้านข้างที่ถอดออกได้ ทำให้สามารถปรับแต่งเครื่องยนต์จนได้กำลังขึ้นไปถึง 36 แรงม้า ซึ่งมากกว่ารุ่นธรรมดาถึง 20%

และเหมือนๆกันกับรถร่วมสมัยในยุคนั้น ถังน้ำมันของเจ้า VLD ได้รับอิทธิพลศิลปะ Art Deco มาเต็มๆ ดูได้จากเส้นสายของถังน้ำมันและบังโคลนของรถ

แม้ว่า Harley Davidson จะผลิตเจ้า VLD เพียง 780 คันในปี 1933 แต่บริษัทก็ได้ผลิตรถรุ่นนี้เพิ่มออกมาอีก 4,527 คันในปี 1934

และในต้นปี 1937 Harley Davidson ได้ปรับเปลี่ยนไลน์ผลิต จาก รถ Serie V (VLD คันนี้ ก็เป็นหนึ่งในรถ serie V ) มาเป็นรถ Serie U ที่ใช้ เฟรมท่อคู่สำหรับเครื่อง Knuckle Head แทน

ในปี 1939 รถ ตระกูล U หลายๆ Model ตัวอย่างเช่น รถ E Knuckle Head ได้รับการติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีด โดยมีการวางตำแหน่งเกียร์ว่างอยู่ระหว่างเกียร์ 2 และ เกียร์ 3 ซึ่งก็เป็นเพียงปีเดียวที่มีการผลิตรถโดยใช้ตำแหน่งเกียร์ว่างตำแหน่งนี้

Harley-Davidson VLD 1936 สุดยอดรถอีกรุ่น ที่ส่งกำลังจากเครื่อง Flat Head ผ่านลายเส้นสไตล์ Art Deco

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

 

Harley Davidson B21 ปี 1926

 

Harley Davidson B21 ปี 1926

เครื่องยิงถั่ววิ่งได้

เพื่อเป็นการรับมือกับรถรุ่นใหม่สูบเดี่ยวของ บริษัท มอเตอร์ไซด์ อินเดียน “Indian Princes”

ในปี 1926 Harley Davidson ได้ตัดสินใจออกรถโมเดลใหม่สองรุ่นทันที รถสองรุ่นใหม่นี้เป็นรถลูกสูบเดี่ยวเหมือนกัน แต่ออกขายใน 2 version ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันสองแบบ

-รุ่น Solo Model A และ B ใช้เครื่อง Flathead ที่วาวล์อยู่ด้านข้าง ใช้ลูกสูบอัลลอย วางขายที่ราคา 235 usd

-รุ่น Sport Model AA และ BA ซึ่งวาง วาวล์ไว้ด้านบน Overhead Valves (OHV) ใช้ลูกสูบอลูมิเนียม วางจำหน่ายที่ราคา 275 usd

ในปีนั้น Harley Davidson ผลิต โมเดล BA ออกมา 515 คัน และเลิกผลิตไปในปี 1929 ส่วน โมเดล B ผลิตออกมามากกว่าที่จำนวน 5,979 คัน และเลิกผลิตไปในปี 1934

*หมายเหตุ วาวล์ (Valves) ในที่นี้หมายถึง วาวล์ที่ใช้ในการควบคุมจังหวะเวลา และ ปริมาณของไอน้ำมันที่จะส่งเข้าสู่เครื่องยนต์เพื่อจุดระเบิดครับ

รถรุ่นพิเศษ S Competition ก็มา

ในปี 1926 ได้มีการแบ่งรุ่นย่อยของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับประเทศขึ้น นั่นคือ การแข่งสำหรับรถรุ่นที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 350cc (21.1 cu.in)

Harley Davidson มีความคิดจะพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับรถคลาสนี้ บริษัท จึงทำการปรับแต่งเครื่องยนต์ในหลายจุด เพื่อให้สอดคล้องกับกฏข้อบังคับของสมาคม

Harley Davidson พัฒนาเครื่องรุ่นพิเศษ S Competition นี้จากชิ้นส่วนในไลน์ผลิตเดิมนำมาปรับแต่งใหม่ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งนี้โดยความร่วมมือของบริษัทพันธมิตรหลายบริษัท อาทิ เช่น
– Ricardo ช่วยในการออกแบบและพัฒนาลูกสูบแบบพอร์ทคู่ ทำให้การไหลเวียนของอากาศในเครื่องยนต์ดีขึ้น
– Bosch ช่วยพัฒนา Compact Magneto (มีหน้าที่ควบคุมการจุดระเบิดของหัวเทียน) ให้มีขนาดเล็กลงและทำงานได้เที่ยงตรงขึ้น (ซึ่งขนาดนั้นเล็กลงมากเมื่อเทียบกับรถรุ่นยุคเดียวกัน จนได้ฉายาว่าเจ้าหนู The Baby )

ข้อดีมากๆของรถรุ่นนี้ คือ การซ่อมบำรุงซึ่งทำได้ง่ายมากถึงมากที่สุด เนื่องจากการออกแบบตัวเครื่องยนต์ ที่สามารถแยกส่วนได้อย่างง่ายดาย ไม่ซับซ้อน

และ หากคุณเกิดในปีนั้น เพียงเพิ่มเงินอีก 25 usd (275 เป็น 300 usd) คุณลูกค้าก็จะสามารถครอบครองรถ B21 รุ่น S Competition ที่ใช้เครื่อง Overhead Valves แต่งจากโรงงานได้ทันที

รถรุ่นนี้มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “เจ้าเครื่องยิงถั่ว” เนื่องจากเสียง ป๊อบ ป๊อบ ป๊อบ จากท่อลูกสูบเดี่ยวของมันนั่นเอง

นี่คือสุดยอดของตำนานอีกบทนึง Model B21 เจ้าถั่วน้อย ผู้ออกมาสยบ เจ้าชายแห่งอินเดียน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล