11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Iron 1200 2018

Sportster Iron 883 ถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Sportster และมีโมเดลรุ่นพี่อย่าง Sportster Iron 1200 ที่ Harley-Davidson เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ในปี 2018 นี้  แม้ชื่อทั้งสองโมเดลจะมีคำว่า Iron เหมือนกัน แต่ Sportster Iron 1200 ตัวใหม่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย และนี่คือ 11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์สุดคูลคันนี้

1.สรีรศาสตร์ใหม่

Sportster Iron 1200 2018 มีแฮนด์แบบใหม่ในสไตล์ Mini Apes ที่โค้งสูงขึ้นไปเกือบ 9 นิ้ว  บริเวณมือจับจะโค้งมาด้านหลังประมาณ 6.5 นิ้ว และมีความกว้างรวมถึง 32 นิ้ว ต่างจากแฮนด์ของ Sportster Iron 883 ที่มีลักษณะตรงราบและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  ส่วนเบาะนั่งจะเป็นเบาะเดี่ยวสไตล์คาเฟ่ที่สามารถรองรับบั้นท้ายของคนขับได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับลักษณะการนั่งที่หลังคนขับต้องตรงขึ้น  โดยรวม Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ให้ความรู้สึกที่กว้างและผ่อนคลายมากกว่าเดิม

  1. โครงรถเดียวกัน

ระบบกันสะเทือน ล้อรถ รวมไปถึงรูปทรงของตัว Sportster Iron 1200 2018 จะเหมือนกับ Sportster Iron 883  ต่างกันแค่น้ำหนักที่มากกว่าเพียง 2 ปอนด์ และด้วยน้ำหนักรวมของตัวรถเพียง 564 ปอนด์ Sportster Iron 1200 ถือเป็นรถที่ขับง่ายสำหรับผู้ขับทุกระดับ

  1. การควบคุมรถที่เปลี่ยนไป

การมีแฮนด์แบบ Mini Apes ทำให้ Sportster Iron 1200 2018 มีกลิ่นอายความเป็น Chopper มากกว่าการเป็นมอเตอร์ไซค์แบบสปอร์ต  แม้การตกแต่งจะไม่ฉูดฉาดเท่ารุ่นใกล้เคียงอย่าง Sportster Seventy-Two การมีขอบล้อขนาด 19 นิ้ว เครื่องยนต์ที่แรง และสรีรศาสตร์แบบใหม่ทำให้ Sportster Iron 1200 โฉมใหม่มีการควบคุมที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกัน

  1. ชื่อรุ่นที่ควรเปลี่ยนไป?

จริง ๆ แล้ว Sportster Seventy-Three น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะกว่า Sportster Iron 1200 เนื่องจาก 1. ลายกราฟฟิคแบบ AMF-era ตรงบริเวณถังน้ำมันและ 2. ออร่าและความรู้สึกที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจาก Sportster Iron 883 แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะชื่อไหน Sportster Iron 1200 ก็เป็นรถที่หอมหวานแก่การขับขี่ ตามที่เชคสเปียร์ได้กล่าวไว้ “กุหลาบย่อมหอมหวานเสมอไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่าอะไร”

  1. การควบคุมรถที่ดีขึ้น

นอกจากออร่าและความรู้สึกที่ต่างไปจาก Sportster Iron 883 แล้ว Sportster Iron 1200 2018 ยังมีการควบคุมรถที่ดีเกินคาดอีกด้วย  แน่นอนพื้นที่การเข้าโค้งย่อมมีจำกัดแต่ถ้าคุณสามารถขับอยู่ในไลน์ได้ ความรู้สึกระหว่างการนั่งอยู่บน Sportster Iron 1200 2018 จะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม  ในเส้นทางที่คดเคี้ยวตัวรถที่มีการนั่งแบบ mid control จะช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น และตอบสนองต่อการตัดสินใจต่าง ๆ ได้อย่างว่องไวและแม่นยำ

  1. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

แม้ระบบกันสะเทือนจะไม่ใช่นวัตกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่ม Sportster ตัวรถก็สามารถมอบการขับขี่ที่ราบรื่นได้ในระดับที่น่าพอใจ  แม้จะไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า Sportster Iron 1200 2018 เป็นรถที่ขับนุ่ม ผู้ขับส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนในระดับน้อยตลอดช่วงเวลาการขับขี่ จุดอ่อนเดียวในเรื่องนี้อาจจะเป็นกระบอกโช๊คหน้าขนาด 39 mm ที่อาจจะเล็กไปหน่อย

  1. ระบบเบรกที่สอดคล้องกับความเร็ว

เบรกของ Sportster Iron 1200 2018 มอบความรู้สึกนุ่มในสัมผัสแรก และสามารถชะลอตัวรถจากความเร็วสูง ๆ ได้อย่างสบาย  ระบบเบรกทำหน้าที่ได้ดี แต่งานหนักส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ดิสก์เบรกล้อหน้าขนาด 300mm  ถ้าต้องขับในพื้นที่ที่ฝนตกบ่อย ผู้ขับอาจจะต้องเพิ่มระบบ ABS เข้าไปให้กับตัวรถเพื่อประสิทธิภาพการเบรกที่สูงขึ้น

 

  1. ขับในเมืองสนุกกว่าขับบนทางหลวง

Sportster Iron 1200 เหมาะแก่การขับในเมือง  ที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง ตัวรถมอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม แต่ในความเร็วที่สูงกว่านี้สายลมอาจจะตีหน้าคนขับแรงขึ้น เนื่องจากเฟรมครอบไฟหน้าถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านแฟชั่นมากกว่าเรื่องประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงกระจกข้างที่ช่วยให้คุณต้องมีสมาธิกับการขับมากขึ้น

  1. เครื่องยนต์ที่เหนือกว่า

สุขุมเข้าไว้หากคุณบังเอิญได้จอดข้าง ๆ Sportster Iron 883 เพราะทุกคนรู้ดีว่าเครื่อง Evolution 1200 นั้นแรงกว่า เกียร์ห้าสปีดของตัวรถช่วยให้ผู้ขับสามารถเปลี่ยนเกียร์ไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ประหยัดเวลาในการเปลี่ยนความเร็วในสถานการณ์ต่าง ๆ  ส่วนเวลาติดไฟแดงแรงสั่นที่สุขุมและดุดันจะดึงดูดให้ผู้คนให้หันมามองรถของคุณ

  1. หน้าจอแสดงผลที่เรียบง่าย

Sportster Iron 1200 2018 มีหน้าปัดเรือนไมล์ LCD ที่เรียบง่าย พร้อมข้อมูลแสดงผลพื้นฐานอย่างเช่นเวลาและรอบต่อนาที  เรียกได้ว่าตัวรถเน้นไปที่การขับจริงมากกว่าการมีฟังก์ชันมากมายบนหน้าจอให้รกตา

  1. จุดเด่นของตัวมอเตอร์ไซค์

Sportster Iron 1200 2018 ถูกออกแบบมาในสไตล์ยุค 70s หรือช่วง AMF era (ช่วงที่ Harley-Davidson ถูกบริหารโดย American Machine and Foundry) ซึ่งทำให้ตัวรถมีเสน่ห์ในแบบย้อนยุค  สไตล์เรโทรขนานแท้ของมันบวกกับสมรรถนะการขับขี่ที่น่าประทับใจ ถือเป็นสองเหตุผลหลักให้แฟน Harley-Davidson ต้องมี Sportster Iron 1200 โฉมใหม่ครอบครองไว้สักคัน

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https:// ultimatemotorcycling.com/2018/04/10/2018-harley-davidson-iron-1200-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

ย้อนรอยรีวิว Fat Bob 2008

Fat Bob คือ Harley-Davidson ตระกูล Dyna ที่อยู่ในวงการมานานตั้งแต่ปี 2008  นับตั้งแต่การเปิดตัว Fat Bob มีวิวัฒนาการมากมาย และล่าสุดตัวรถได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 เป็นที่เรียบร้อย

Harley-Davison ตระกูล Dyna มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1991 กับโมเดล FXDB Sturgis และเน้นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ Big Twin กับการแต่งสไตล์คัสตอมทรงผอม

ก่อนจะมาเป็นโครงรถ Dyna ได้ต้องย้อนกลับไปอีก 20 ปี ตอนที่กระแสการแต่ง Harley-Davidson แบบคัสตอมกำลังเป็นที่นิยม จากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทจึงได้ตัดสินใจออกแบบ Super Glide มาในปี 1971 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโช๊คที่ผอมเพรียวของ XLH Sportster กับเฟรมรถของ FLH Electra Glide

เรื่องราวทั้งหมดคือที่มาของ Fat Bob 2008 และต่อไปคือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ โดยรวม Fat Bob 2008 มีโครงสร้างที่ล่ำสันซึ่งขัดแย้งเล็กน้อยกับสมรรถนะที่ปราดเปรียวของมัน ส่วนหน้าของตัวรถจะประกอบไปด้วยโช๊คหน้าที่แข็งแรงและล้อ Dunlop ขนาดกว้าง 130 mm สีตัดกับจานล้ออะลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ลายเส้นบนล้อยังช่วยเสริมความดุดันให้กับตัวรถอีกด้วย

บังโคลนหน้าจะมีความสั้นแบบ Bobber ส่วนโช๊คหน้าขนาด 49 mm มีการเล่นสีที่ด้านล่างให้เป็นสีดำเกือบทั้งหมดแบบ Blacked-out ยาวสูงขึ้นมาตีกรอบให้กับไฟหน้าคู่ขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีลักษณะเด่นต่างจากยานพาหนะคันอื่น ส่วนแฮนด์บาร์มาในขนาดใหญ่และหนาพอสมควร ยาวมาด้านหลังเล็กน้อยในลักษณะ V-bend และมีขาตั้งเป็นสีดำล้วน

ที่ส่วนกลาง Fat Bob มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5 แกลลอนที่นูนออกมาด้านข้างพอประมาณ ประทับตาด้วยกราฟฟิคโลโก้ Harley-Davidson แบบใหม่ และมีพื้นผิวชุบโครเมียมและเครื่องหนังเพิ่มความหรูหราในส่วนของแผงคอนโซล

ด้านหลังของรถประกอบไปด้วยล้อหลังขนาด 180 mm ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับล้อหน้า และจานล้อ 16 นิ้วอยู่ใต้บังโคลนหลังแบบ Bobtail  โช๊คด้านหลังที่ปกติจะเผยให้เห็นถูกเก็บอยู่ในกล่องโลหะเลื่อมแสงที่ดูดีมีราคา

ท่อไอเสียจะเป็นแบบ Tommy Gun 2-1-2 ที่ซ้อนเหลื่อมกันเล็กน้อยและพันรอบตัวเครื่อง Twin-Cam 96 ที่มีการพ่นและเคลือบสีให้มันวาวอย่างสวยงาม มีแผงกันความร้อนช่วยให้ตัวรถดึงศักยภาพย์เครื่องยนต์ออกมาได้ดีที่สุด

แม้จะมีการเผาเชื้อเพลิงที่ช้า Fat Bob ใช้สรีระที่ผอมเพรียวเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล Dyna (ในปี 2006 มีการพัฒนาเรื่องการควบคุมและความเมื่อยล้า แต่แบตเตอรี่ยังอยู่ในตำแหน่งใต้เบาะนั่งเหมือนเดิม) ส่วนสิ่งที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2008 คือฝาครอบไส้กรองอากาศแบบใหม่ กับสายถักเบรกสแตนเลสสตีลสีดำ

เบาะนั่งของ Fat Bob 2008 รองรับคนสองคนได้อย่างสบายไม่ว่าจะขาใหญ่หรือขาเล็ก และมีความสูงเบาะนั่งเหนือกว่ารุ่น Low Rider เล็กน้อยที่ 26 นิ้ว ผู้ขับที่มีความยาวช่วงแขนปานกลาง อาจจะต้องยืดแขนไปเกือบสุดในการจับแฮนด์บาร์  สรุปแล้วการนั่ง Fat Bob 2008 จะไม่ได้เป็นในลักษณะเอนหลังไปสุดและงอตัวเหมือนกับเปลือกหอย หรือการนั่งแบบหลังตรงเป๊ะเป็นแผ่นกระดานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งผู้ขับที่สูง ๆ จะนั่ง Fat Bob 2008 ได้อย่างสบายที่สุด  อย่างไรก็ตามการติดตั้งที่พักเท้าแบบ mid-mount ก็สามารถสั่งแบบพิเศษได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนั่งหลังตรงแบบดั้งเดิม

มาในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น Fat Bob 2008 ใช้เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ส่งเสียงคำรามและดุดัน แรงบิดขนาด 92 ฟุตปอนด์และความเร็วรอบ 3,000 ต่อนาที ถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนัก แต่แม้ตัวมอเตอร์ไซค์จะมีน้ำหนักถึง 700 ปอนด์ ความเร็วและความว่องไวที่มันทำได้กลับทำให้หลายคนต้องประหลาดใจ

ด้วยเกียร์ Cruise Drive หกสปีดที่ลื่นไหล การออกตัวของ Fat Bob 2008 พร้อมที่พักเท้าแบบ mid-mount มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับยางล้อที่เคลื่อนตัวไปบนถนน คลัตช์จะทำงานเบาและนุ่มนวล ส่วนการเร่งเครื่องมีระบบ EFI ช่วยอย่างมากในช่วงระยะกลาง ยาง Dunlop ที่อ้วนและหนาจะทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือน ช่วยให้ผู้ขับฝ่าถนนไปได้อย่างราบรื่น

ด้วยความหนาของยางและแกนคอรถ (rake) 29 องศา หลายคนอาจคาดว่า Fat Bob 2008 จะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ด้อยลงในเส้นทางที่คดเคี้ยว แต่หากคุณได้ลองขับตัวรถในเส้นทางต่าง ๆ แล้วจะพบว่ามันเป็นครุยเซอร์น้ำหนักมากที่เข้าโค้งได้อย่างคล่องแคล่ว พักเท้าแบบ mid-mount ยังช่วยเสริมความกำยำล่ำสันของ Fat Bob 2008 และการนั่งที่สะดวกสบายในการเดินทางไกลอีกด้วย

การเบี่ยงซ้ายขวาเป็นเรื่องที่ผู้ขับสั่งได้ดั่งใจ แต่ความสนุกที่แท้จริงของ Fat Bob 2008 อยู่ที่การบิดคันเร่งสุดแรงพุ่งตัวไปบนทางหลวง เครื่อง Twin-Cam 96 ที่ดังกระหึ่ม กระแสลมที่พัดผ่านหน้า และท่อไอเสียที่ส่งเสียงอย่างมีเสน่ห์ คือประสบการณ์ที่ผู้ขับทุกคนต้องการนอกเหนือจากรูปร่างที่น่าประทับใจของตัวรถมอเตอร์ไซค์ สิ่งนี้คือคุณภาพที่มีอยู่ใน Harley-Davidson ทุกคันรวมถึง Fat Bob 2008 ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเกินกว่าเพื่อนเล็กน้อย

เมื่อขับไปจนน้ำมันใกล้หมด แผงหน้าจอ LED จะแสดงการนับถอยหลังและส่งสัญญาณเตือนที่ระยะหนึ่งไมล์ก่อนน้ำมันจะหมดลง  เรื่องระบบเบรก ล้อหน้าจะมีคาลิปเปอร์เบรก 4 พอร์ท ที่คอยยึดจานเบรกคู่ขนาด 300 mm ไว้ ส่วนล้อหลังจะมีจานเบรกเดี่ยวและระบบเบรก 2 ลูกสูบ และมือเบรกที่ให้ความรู้สึกกระชับเมื่อบีบ  ระบบเบรกดังกล่าวนับว่าเพียงพอต่อการหยุด Fat Bob 2008 คันใหญ่ให้หยุดนิ่ง ยังไม่นับจานเบรกล้อหน้าที่เสริมคาแรคเตอร์แข็งแกร่งถึกทนให้เข้มขึ้นไปอีก แต่หากได้ระบบเบรกจาก Brembo อย่างที่รุ่น Touring และ VRSC มีตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย หากบริษัทพิจารณาริเริ่มในอนาคต

การปลุกวงการ Harley-Davidson สไตล์ Factory Custom ให้กลับมาคึกครื้นอีกครั้งด้วย Fat Bob 2008 ถือเป็นวิธีการฉลองครบรอบ 105 ปีของ Harley-Davidson แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันบริษัทก็ได้มีการปล่อยโมเดล Rocker ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นรถสไตล์ Chopper มีดีไซน์สุดเฉียบน่าดึงดูดใจ หากจะเปรียบเป็นการจีบหญิง Rocker คงได้ใจสาว ๆ ไปครอบครอง แต่หากจะมองหานักเลงสุดกร่างร่างใหญ่สักคัน คงเป็นใครไปไมได้นอกจาก Fat Bob 2008 ในสีดำด้าน Black Denim คันนี้เท่านั้น

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/06/26/2008_harley-davidson_fat_bob/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

11 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับ Sportster Forty-Eight Special 2018

Sportster Forty-Eight Special 2018 คือหนึ่งใน 100 โมเดลใหม่ที่ Harley-Davidson วางแผนจะเปิดตัวให้หมดภายในปี 2027 มันคือรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Sportster Forty-Eight แบบธรรมดา โดยมีลูกเล่นเพิ่มเติมและจุดเด่น 11 ข้อหลัก ๆ ให้เราได้ทำความรู้จักกันตามนี้

1. แฮนด์บาร์ใหม่

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Forty-Eight Special คือแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ที่โค้งสูงขึ้นมา 7.25 นิ้ว แต่เอนมาด้านหลังน้อยกว่าแฮนด์บาร์แบบ Mini Apes  จุดเปลี่ยนนี้ทำให้ Forty-Eight Special สลัดลุคมอเตอร์ไซค์สไตล์คาเฟ่ออกไป กลายเป็นมอเตอร์ไซค์คัสตอมท้าลุยแรงลม

2. สรีรศาสตร์แบบใหม่

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ทำให้ลักษณะการนั่ง Forty-Eight Special ต่างไปจากรุ่นธรรมดา  หลังคนขับจะตั้งตรง ขาวางไปด้านหน้าและถ่างมากขึ้น เป็นผลจากห้องกรองอากาศขนาดใหญ่ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น  ซึ่งการนั่งในท่านี้จะมอบความสบายและความถนัดในการขับขี่มากกว่าการนั่งในลักษณะ jackknife  ในสถานการณ์จริง ผู้ขับสามารถนั่ง Forty-Eight Special ทางไกลได้สบาย ๆ ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนไฟเติมเชื้อเพลิงส่งสัญญาณเตือนขึ้นมา

3. แฮนด์บาร์ที่เน้นการควบคุมรถ

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy อาจไม่ทำให้ Forty-Eight Special มีลุคแบบรถสปอร์ต แต่มันมอบการควบคุมที่ยอดเยี่ยม และทำงานได้อย่างไร้ที่ติกับโช๊ค 49mm ขนาดใหญ่และยาง Michelin Scorcher 31 สุดหนา ขนาด 130mm ขอบ 16 นิ้ว ที่เกาะถนนอย่างแน่นหนึบแม้พื้นผิวจะอยู่ในสถาพเปียกชื้นก็ตาม  ในทางคดเคี้ยว Forty-Eight Special คือมอเตอร์ไซค์ที่ขับสนุก แต่ถึงอย่างไรพื้นที่ในการเข้าโค้งก็ย่อมมีจำกัดเช่นกัน

4. เครื่อง Evolution 1200 ที่น่าประทับใจ

ด้วยแรงบิดขนาด 73 ฟุตปอนด์ และความเร็วรอบ 3,500 ต่อนาที การเร่งเครื่องของ Forty-Eight Special เป็นจุดที่น่าประทับใจ  ผู้ขับสามารถเร่งเครื่องฝ่ารถติดไปได้อย่างรวดเร็ว และจอดอย่างมั่นคงเมื่อต้องการ  อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เครื่องยนต์ที่แรงที่สุด และมีข้อจำกัดตามศักยภาพของมัน นั่นหมายความว่าผู้ขับจะสามารถควบคุมและคาดเดาความเร็วของ Forty-Eight Special ได้เพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ  ส่วนตัวเครื่องยนต์จะติดยางรองแท่นเพื่อกันการสะเทือน  ในเวลารถติดไฟแดงตัวเครื่อง V-twin จะสั่นเล็กน้อยและทำงานอย่างราบรื่นเมื่อคุณออกตัวอีกครั้ง

5. เบรกที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป

นอกจากตำแหน่งการจับและเหยียบคันเบรกที่เปลี่ยนไปจากการมีแฮนด์บาร์แบบ Tallboy แล้ว พลังเบรกของ Forty-Eight Special ยังมอบความรู้สึกที่ต่างไปจาก Forty-Eight รุ่นธรรมดาอีกด้วย  เบรกหลังจะให้ความรู้สึกดุดันน้อยลง ส่วนแฮนด์บาร์แบบ Tallboy ก็ทำให้ผู้ขับไม่ได้ใช้เบรกหน้าอย่างหนักหน่วงเท่ากับการมีแฮนด์บาร์ลักษณะเตี้ยแบบเดิม  ในความเป็นจริงระบบ engine compression braking จะช่วยทำหน้าที่เรื่องการเบรกแทนผู้ขับซะส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการติดระบบเบรก ABS เพิ่มเข้าไปจะช่วยให้ตัวรถมีศักยภาพการหยุดที่เหนือระดับมากยิ่งขึ้น

6. เบาะเดี่ยวสไตล์มินิมอล

แฮนด์บาร์แบบ Tallboy ส่งผลต่อลักษณะการนั่งของผู้ขับไม่น้อย แต่เบาะเดี่ยวของ Forty-Eight Special ก็มีเนินโค้งเพื่อรองรับบั้นท้ายของผู้ขับได้อย่างดี  การขับ Forty-Eight Special ตั้งแต่น้ำมันเต็มถังจนเกือบหมดจะส่งผลต่อช่วงล่างของคนขับเพียงน้อยนิด

7. ระบบกันสะเทือนที่น่าพอใจ

ในระหว่างการเดินทางระบบโช๊คหน้าและล้อระดับแบรนด์เนมของ Forty-Eight Special จะช่วยรองรับแรงกระแทกและหลบหลุมถนนต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเบาะนั่งอาจจะไม่ได้หนามากนักเนื่องจาก Harley-Davidson ต้องการกำหนดความสูงเบาะให้ไม่เกิน 28 นิ้ว  อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปผู้ขับจะไม่เจอกับอาการสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกรุนแรงระหว่างการเดินทาง แม้มันอาจจะเกิดขึ้นได้นาน ๆ ครั้งก็ตาม

8. มอเตอร์ไซค์คนเมืองที่โดดเด่น

การขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมของ Forty-Eight Special ช่วยให้ผู้ขับซิกแซกฝ่าฝูงรถได้อย่างมั่นใจ  แฮนด์บาร์แบบ Tallboy จะอยู่ในระดับที่ไม่ชนกับกระจกข้างรถยนต์ซะส่วนใหญ่ ส่วนกระจกข้างตัวรถก็มอบวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางแม้จะมีขาตั้งขึ้นมาไม่สูงนัก  ความเร็วตั้งแต่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมงขึ้นไปจะเริ่มส่งผลต่อโครงรถ ส่วนในความเร็วที่ต่ำกว่านั้นเช่นประมาณ 55 ไมล์ต่อชั่วโมง Forty-Eight Special จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการขับตลอดทาง

9. เฟรมรถที่แวววาวขึ้น

Forty-Eight Special เหมาะกับผู้ขับที่ชื่นชอบเฟรมรถแบบมันวาว เนื่องจากตัวรถมีการเคลือบสีโครเมียมมากกว่า Forty-Eight แบบธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ขับแต่ละราย

10. การตกแต่งสไตล์ AMF-era

แม้ยุค AMF 1970s จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับแฟน Harley-Davidson ซะส่วนใหญ่ ความสวยงามด้านกราฟฟิคและสไตล์การแต่งมอเตอร์ไซค์ในช่วงนั้น ก็ทำให้หลายคนหันมามอง Harley-Davidson ลุค 70 อีกครั้ง  Forty-Eight Special ทำให้ทุกคนหวนนึกถึงช่วงปีเหล่านั้นเหมือนกับ Sportster Seventy-Two แต่ตัวรถจะออกไปในสไตล์ bobber มากกว่าการเป็นรถสไตล์ chopper

11. ความเพลิดเพลินและฟังก์ชันที่มากกว่า

เมื่ออ่านมาถึงข้อนี้ หลายคนอาจจะตัดสินใจเลือก Sportster Forty-Eight รุ่นธรรมดาที่มีตำแหน่งการนั่งดูดีมีสไตล์มากกว่า อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในหัวใจหลักของการขี่ Harley-Davidson งาม ๆ สักคัน ก็คือความเพลิดเพลินในระหว่างการขับขี่ด้วย ซึ่ง Sportster Forty Eight Special 2018 ก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความสบายและสไตล์ที่แปลกใหม่ ในกลิ่นอายของยุค 70 ได้เป็นอย่างดี

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ

https://ultimatemotorcycling.com/2018/03/25/2018-harley-davidson-forty-eight-special-review-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Street Rod 2017

เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ใน Street Rod โฉมใหม่

สิงห์นักบิดทุกคนรู้ดีว่า Harley-Davidson มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังอันน่าเกรงขามเป็นหลัก หารู้หรือไม่ว่ามอเตอร์ไซค์น้ำหนักกลางๆ สไตล์คนเมืองอย่าง Street Rod ก็มีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่มากมายไม่แพ้กัน

Street Rod คือมอเตอร์ไซค์น้ำหนักเบารุ่นแรกที่ Harley-Davidson เริ่มเน้นพัฒนาความแรงของเครื่องยนต์  ในปี 2017 ตัวรถมีการอัพเกรดไปใช้เครื่อง 750 cc High Output Revolution X™  ทำให้มันเหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งแบบสบายๆ ทางไกลกับเพื่อนฝูง และการซิ่งลุยเดี่ยวฝ่าจราจรในเมือง  การรีโมเดลครั้งนี้ทำให้เครื่องยนต์ Street Rod มีอัตรากำลังอัดอยู่ที่ 12:1 และความเร็วรอบสูงสุดถึง 9,000 โดยยังคงควบคุมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

น้ำหนักที่เบาและตำแหน่งการนั่งที่สูงกว่ารุ่นอื่นยังช่วยให้ผู้ขับ Street Rod เข้าโค้งได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการเข้าโค้ง 40 องศาลักษณะ lean-in ที่ต้องการการยึดเกาะถนนเป็นพิเศษ  ส่วนระบบรองรับการกระแทกของ Street Rod เวอร์ชันใหม่ประกอบไปด้วยโช๊คหน้าหัวกลับขนาด 43 mm และโช๊คหลังแบบ piggyback ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับเวอร์ชันเดิม

โดยรวม Street Rod โฉมใหม่มีลุคที่เฉียบไม่เหมือนใคร ดุดันขึ้นไปอีกกับเวอร์ชัน Dark Custom™ ที่เป็นสีดำทั้งคัน รวมไปถึงส่วนล้อที่มีจานเบรกลูกสูบคู่แบบสองส่วน (2-piston floated disc brakes)  แฮนด์จับสไตล์ Drag มอบความสบายและช่วยให้ผู้ขับควบคุมตัวรถได้อย่างเหนือระดับ โดยมีกระจกมองข้างอยู่ที่ปลายแฮนด์ช่วยเปิดวิสัยทัศน์ได้อย่างครอบคลุม ไฟหน้ามีการใช้นวัตกรรมล่าสุดอย่าง The Daymaker Projector ที่มอบความสว่างด้วยแสงสีขาวให้ผู้ขับเห็นถนนลู่ทางอย่างชัดเจนในที่มืด ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับหลอดไฟสีเหลืองแบบดั้งเดิม และสุดท้ายท่อไอเสียแบบ Screamin’ Eagle® Buckshot ที่มอบเสียงดังกระหึ่มเป็นเอกลักษณ์ในโทนรถ Harley-Davidson

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ 

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

ทำความรู้จักกับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight

 

ในประวัติศาสตร์ร่วมหนึ่งร้อยกว่าปีของ Harley-Davidson บริษัทเคยออกแบบเครื่องยนต์ V-Twin ใหม่เพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น ปีที่แล้วบริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของเครื่องยนต์สายพันธุ์นี้อีกครั้งชื่อว่า“Milwaukee-Eight” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เน้นกลุ่มคนขับสไตล์ touring

หากจะพูดถึงความเป็นมาของเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight คงต้องย้อนอดีตไปไกลสักนิด Harley-Davidson ผลิตเครื่องยนต์เครื่องแรกที่เมือง Milwaukee ชื่อ Atmospheric V-Twin ซึ่งได้ถูกผลิตออกมาเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น ก่อนที่บริษัทจะพัฒนาให้กลายเป็นเครื่อง F-head และ Flathead ตามลำดับ รุ่นถัดมาคือเครื่อง Knucklehead ที่มีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศเป็นรากฐานให้กับเครื่อง V-Twin รุ่นหลังๆ หลังจากนั้นสักระยะเครื่อง Shovelhead ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้กับ Electra Glide รุ่นแรก และมอเตอร์ไซค์แบบใหม่สไตล์ touring ของ Harley-Davison

ก่อนจะมีเครื่อง Milwaukee-Eight เครื่องยนต์ล่าสุดของ Harley-Davidson กลุ่ม touring คือเครื่อง Twin Cam ที่เปิดตัวในปี 1999 แต่ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการผลิตมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ตลอดเวลานั้น จึงได้ถือกำเนิดเครื่องยนต์แบรนด์ใหม่นี้ขึ้นมา

 

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight ถูกออกแบบมาเพื่อสมรรถภาพและความสะดวกสบายที่เหนือกว่าสำหรับผู้ขับกลุ่ม touring ตัวเครื่องมีวาล์ว 8 ลิ้นและความแม่นยำในการทำงานที่ดีขึ้น ช่วยให้ตัวรถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและปริมาณไอเสียที่น้อยลง เทคโนโลยี Twin Cooled ยังช่วยให้ตัวเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องรุ่นก่อนของกลุ่ม touring ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างทันทีหากติดไฟแดงอยู่กลางถนนร้อนๆ นอกจากเรื่องความเย็นแล้วการติดแผ่นยาง (rubber mounting) และระบบ counter balance ในเครื่อง Milwaukee-Eight ยังช่วยให้ตัวรถวิ่งนุ่มขึ้นและยังคงเสียงเอกลักษณ์สไตล์ Harley-Davidson ไว้อยู่ นอกจากการสั่นสะเทือนของตัวรถจะเบาลงแล้ว อาการเมื่อยล้าของผู้ขับก็จะน้อยลงอีกด้วย

สมรรถภาพที่เอ่ยมาเหล่านี้คงไม่มีประโยชน์อะไรหากปราศจากความแรงของเครื่องยนต์ ในระยะ 0-60 ไมล์ เครื่อง Milwaukee-Eight สามารถทำความเร็วได้เหนือกว่าเครื่อง Twin Cam ถึงสองช่วงตัวรถกว่าๆ เป็นผลมาจากการออกแบบขนาดความจุเครื่องยนต์ให้ใหญ่ขึ้น โดยทั่วไป Standard Touring จะใช้เครื่อง Milwaukee-Eight 107 cu in ส่วน CVO Touring จะใช้เครื่องเดียวกันที่ความแรง 114 cu in ในศูนย์จำหน่ายบางพื้นที่ ผู้ขับยังสามารถอัพเกรดความแรงของเครื่องยนต์นี้ได้ถึง 117 cu in อีกด้วย ณ ชั่วโมงนี้ Milwaukee-Eight คือเครื่องยนต์เจนใหม่ของ Harley-Davidson อย่างแท้จริง

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–milwaukee-eight-harley-davidson  

                                   ultimatemotorcycling.com/2016/08/25/2017-harley-davidson-milwaukee-eight-motors-11-fast-facts/

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson เปิดตัว Softail โฉมใหม่ปี 2018

ผู้ที่เคยขับขี่ Softail มาก่อนอาจจะต้องตะลึงไปกับสิ่งที่ Harley-Davidson เพิ่มเข้ามาในโมเดลใหม่ 8 คันนี้  วิศวกรของ Harley-Davidson ได้เปลี่ยนโฉมมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง และไม่ได้หยุดแค่การเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้นหรือรายละเอียดเล็กน้อยที่เปลี่ยนไปเพียงเท่านั้น  Softail 8 คันนี้จะมีเฟรมรถที่เบาลง 34% ส่วนตัวรถโดยเฉลี่ยจะเบาลงถึง 30 ปอนด์  อัตราเร่ง 0-60 ไมล์จะเร็วขึ้น 10%  เครื่องยนต์จะมีเสียงที่เงียบขึ้น  และระบบรองรับการกระแทกจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม  ถึงจุดนี้เราไปดูกันว่าโมเดล Softline โฉมใหม่ของ Harley-Davidson คือรุ่นอะไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง

 

Fat Boy 107

Fat Boy 114

Fat Boy 114 โฉมใหม่มาพร้อมกับลุคบึกบึน เฉียบเท่ห์ และสดใหม่กว่าเดิม ต่างจากชื่อของมันที่แปลว่าเด็กอ้วน  ตัวรถมีการชุบสีโครเมียมซาตินที่ล้อ ตะเกียบหน้า และห้องไฟหน้า ทำให้ส่วนเหล่านี้สะท้อนแสงเล็กน้อยเวลาขับขี่บนท้องถนน  ส่วนไฟหน้าส่องแสง LED ออกมาอย่างสว่างและชัดเจน  Fat Boy 114 ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง Milwaukee-Eight ที่มีความจุเครื่องยนต์ให้เลือกระหว่าง 107 กับ 114 cu in ทำให้ผู้ขับสามารถเลือกขนาดที่เหมาะกับตัวเองได้

 

HERITAGE CLASSIC 114

HERITAGE CLASSIC 114

มีมอเตอร์ไซค์เพียงไม่กี่คันที่สามารถสื่อความเป็น old-school bagger ได้เหมือนกับ Heritage Classic 114  ตัวมอเตอร์ไซค์มาพร้อมกับกระเป๋าข้าง กระจกบังลม และการควบคุมแบบ forward ในลักษณะ touring  บอดี้ถูกออกแบบมาในสีดำเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นโทนใหม่ที่หลายคนยังไม่คุ้นตา นอกเหนือจากความสวยงามภายนอกแล้ว Heritage Classic 114 คือรถที่มอบความรู้สึก “อิสระ” ให้กับผู้ขับ ซึ่งเป็นสิ่งหัวใจหลักสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางไกลพร้อมกับสัมภาระที่เก็บอยู่ในกระเป๋าข้างตัว

 

DELUXE

Deluxe คือ มอเตอร์ไซค์ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนได้อย่างมากมายเวลาจอดในสถานที่ต่างๆ  สีโครมที่แวววาวกับสไตล์ย้อนยุคเรียบหรูดูดี ทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เปรียบเสมือนบุคคลสำคัญในงานนั้นๆ  แต่ความหล่อและเนี้ยบไม่ใช่เสน่ห์ของ Deluxe เพียงอย่างเดียว ตัวรถถูกออกแบบมาพร้อมกับเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มอย่าง Milwaukee-Eight 107 ที่สามารถสลับการทำงานไปเป็นโหมด cruising ได้เวลาบเดินทางไกลบนท้องถนนโล่งๆ

 

SOFTAIL SLIM

 

Softail Slim คือ Harley-Davidson สไตล์ Bobber ที่เปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบที่สำคัญเกือบทั้งหมด  มันคือมอเตอร์ไซค์ที่โฟกัสเรื่องความแรงและสมรรถนะการขับขี่  ผู้ขับจะรับรู้ได้ถึงแรงบิดขนาด 111 ft-lbs เมื่อบิดมือเร่งเครื่อง ระบบรองรับการกระแทก Showa SDBV linear damping ยังช่วยทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์เกาะถนน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับเวลาออกตัวแบบเต็มสปีดอีกด้วย

 

BREAKOUT 114

คุณไม่จำเป็นต้องขี่รวมกลุ่มกับผู้อื่นเสมอไป เนื่องจาก Breakout 114 มาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลังอย่าง Milwaukee-Eight 114 พร้อมบอดี้ลักษณะผอมยาว และล้อขนาดใหญ่ โดยเฉพาะล้อหลังที่มีขนาดถึง 240mm ช่วยให้ผู้ขับเกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ออกตัวไปด้วยความเร็วดั่งจรวด

 

FAT BOB 114

Fat Bob 114 ปี 2018 เป็นโมเดลที่ไม่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะมันได้ถูกวางขายในตลาดมาแล้วหลายปี  ครั้งนี้ตัวมอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V-Twin เครื่องเดิม แต่มอบความรู้สึกที่แตกต่างและละเอียดอ่อนกว่าเดิม  จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและระบบรองรับการกระแทกแบบสปอร์ทช่วยให้ผู้ขับควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าน้ำหนักของตัวรถนั้นหายไปครึ่งหนึ่ง  ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้ยังคงเอกลักษณ์ของ Fat Bob ที่น่าเกรงขามไว้เช่นเดิม

 

STREET BOB

Street Bob คือโมเดลที่ถูกปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ให้เร็วและแรงขึ้นอย่างแท้จริง มันคือมอเตอร์ไซค์ที่มีพละกำลังและถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองเรื่องความเร็วและการขับขี่แบบหนักๆ ดีไซน์แนวเรโทรแบบย้อนยุคยังทำให้ตัวมอเตอร์ไซค์ดูเด่นสง่าไม่ว่าผู้ขับจะเร่งเครื่องอยู่ที่ความเร็วใดก็ตาม  หลายคนอาจมองว่า Street Bob คันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์แบบวินเทจ แต่จริงๆ แล้วตัวรถประกอบไปด้วยความทันสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล ไฟหน้าแบบ LED หรือเทคโนโลยีรองรับการกระแทกล่าสุดของ Harley-Davidson ก็ตาม

 

LOW RIDER

Low Rider รุ่นเดิมได้รับความนิยมมากมาย จากเอกลักษณ์สไตล์ chopper ยุค 70 ของมันกับโครงรถ Dyna  ในปี 2018 นี้ Low Rider ถูกออกแบบมากับเฟรม Softail ซึ่งตัวรถยังคงสไตล์ดั้งเดิมอยู่ แต่จะมีลุคที่ถ่อมตัวลงและแตกต่างไปเล็กน้อย  เรื่องสมรรถนะการขับขี่ของ Low Rider โฉมใหม่นั้นสูงขึ้น โดยใช้เครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของ Harley-Davidson อย่าง Milwaukee-Eight 107

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ www.americanharley-davidson.com/–2018-softail

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

กำเนิด Harley-Davidson v twin 5d 1909

กำเนิด Harley Davidson v twin

ในปี 1909 Harley-Davidson ปรากฎตัวครั้งแรกในตลาดสหรัฐอเมริกา กับโมเดล 5-D ที่ใช้เครื่อง V-Twin เครื่องแรกของบริษัท  V-Twin ถือเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ มีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีกระบอกสูบสองกระบอก ถูกจัดวางในตำแหน่ง 45 องศา ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson ตั้งแต่แรกเริ่มมา

ในปีแรกของการผลิต Harley-Davidson ขายมอเตอร์ไซค์เครื่อง V-Twin ได้ 27 คัน ซึ่งมีความเร็วเกือบ 7 แรงม้าด้วยเครื่องยนต์ขนาด 49.5 cu in (811/16 cm3) อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่ม บริษัทได้ประสบปัญหาเรื่องวาล์วสุญญากาศที่ไม่เข้ากับเครื่อง V-Twin และสายพานส่งกำลังที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา สืบเนื่องจากกลไกในจุดนี้ยังมีความหย่อนมากเกินไป ทำให้โมเดลนี้ถูกยกเลิกการขายไปในปลายปี

ในปีเดียวกัน Harley-Davidson Motor Company ได้ขายมอเตอร์ไซค์กระบอกสูบเดี่ยวไปถึง 1,122 คัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้บริษัทขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ที่มีการแข่งขันเรื่องเครื่องยนต์อย่างแท้จริง  ต่อมาในปี 1910 มีผู้ขับขี่ Harley-David ชนะการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แบบทางเรียบและแบบวิบากรวมถึง 7 รายการ ส่งผลให้แบรนด์ Harley-Davidson ได้รับความนิยมมากขึ้น และเป็นปีเดียวกันที่ Harley-Davidson เผยโฉมโลโก้ที่มีแถบบาร์และโล่เป็นสัญลักษณ์เป็นครั้งแรก

ในปี 1911 เครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 811.16 cm3 (49.5 cu in หรืออย่างเป็นทางการ 50 cu in) ในโมเดล 7-D ได้ถูกนำกลับมาขายอีกครั้ง และอยู่ในลิสต์สินค้าจนกระทั่งไป 1929 ในนามเครื่องยนต์ F-head  ปัญหาต่างๆ ของเครื่องยนต์ที่พบในปี 1909 นั้นได้รับการแก้ไข และยังมีเฟรมเสริมเป็นตัวเลือกเพิ่มเข้ามาอีกด้วย 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ 

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

 

Harley-Davidson Sportster XL1200L 2006

Harley Davidson Sportster XL1200L 2006

Harley-Davidson Sportster XL1200L รถเล็ก หัวใจใหญ่ 

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2005 Harley-Davidson ได้เปิดตัว Sportster โมเดลใหม่ปี 2006 และ Sportster XL 1200L ที่ทำยอดขายได้เท่ากับรุ่น XL 883L Low

Sportster XL 1200L นำโครงสร้างพื้นฐานของ XL Sportster 1200R Roadster มาใช้ โดยจะมีฐานรถที่ต่ำลงอยู่ที่ 30 mm (1.18 in) และระดับควางสูงที่นั่งจากพื้นอยู่ที่ 711 mm (28 in) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องของไลน์ Sportster ทั้งหมด

Sportster XL 1200L ยังมีพลังขับเคลื่อนที่สูงขึ้นจากการใช้ก้านสูบ และ ลูกสูบที่เบาลง (มีการหล่อลื่นที่ดีขึ้น) บวกกับเพลาลูกเบี้ยวและฝาสูบแบบใหม่ ที่ทำให้ตัวรถทำความเร็วได้ถึง 6,000 รอบต่อนาที  Sportster XL 1200L ยังใช้โครงรถและสวิงอาร์มแบบใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมให้เหนือชั้นขึ้น

ในปี 2007 ตัวรถมีความทันสมัยและความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น จากการนำหัวฉีดแบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และยังมีประสิทธิภาพการควบคุมรถที่ดีขึ้นจากรายละเอียดอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา อย่างไรก็ตาม Sportster XL 1200L มีวางขายอยู่ในตลาดยุโรปถึงปี 2009 และในตลาดสหรัฐอเมริกาถึงปี 2011 เท่านั้น

จนกระทั่งปี 2014 Harley-Davidson ได้เปิดตัว Sportster คันใหม่ชื่อรุ่น XL 1200T SuperLow ซึ่งมีการถอดแบบมาจาก Sportster XL 1200C Custom พร้อมความสูงที่ถูกปรับให้ต่ำลงเหมือนเดิม  Sportster XL 1200T SuperLow นำองค์ประกอบสไตล์ Cruisers แบบดั้งเดิมมาใช้ โดยจะมีแฮนด์จับขนาดใหญ่ที่มือคนขับจะอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น มีถังน้ำมันขนาด 17 ลิตร (4.49 gal) ที่พักเท้าขนาดใหญ่ขึ้นที่ถูกปรับไปด้านหน้า 7 เซนติเมตรจากรุ่น SuperLow 883 ช่วยเสริมคนขับให้นั่งสบายกว่าเดิม และเบาะนั่งที่มีความสูงจากพื้น 702 mm (27.64 in)

สิ่งที่น่าสนใจคือ XL 1200T SuperLow เป็น Sportster รุ่นที่นำกระจกบังลมและกระเป๋าข้างกลับมาใช้ หลังจากที่ Sportster 1000 XLT ประสบความล้มเหลวในปี 1977 และ 1978 เนื่องจากไลน์ Sportster ของ Harley-Davidson ในช่วงนั้นเน้นการเดินทางไปกับรถที่มีน้ำหนักเบา

 

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ 

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley C

Harley-Davidson Ultra Classic Electra Glide

Harley-Davidson FLHTCU Ultra Classic Electra Glide คือหนึ่งในรุ่นที่มีความละเอียดและพิถีพิถันมากที่สุดของ Harley-Davidson ไลน์ทัวร์ริ่ง (Touring)  FLHTC Electra Glide Classic คันแรกในปี 1989 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Evolution  ระบบควบคุมแบบ cruise control  วิทยุ CB พร้อมระบบการสื่อสารแบบอินเตอร์คอม  ระบบเครื่องเสียงครบชุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  แฟริ่งที่อยู่ในระดับที่ต่ำลง และการทำสีแบบพิเศษ

ตั้งแต่ปี 1995 ตัวมอเตอร์ไซค์ได้เปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น FLHTCUI Injection และนำเครื่องยนต์ Twin Cam 88 ความเร็ว 1,450 cm3 (88.84 cu in) มาใช้ในปี 1999  ต่อมาในปี 2007 เครื่องยนต์ได้ถูกเปลี่ยนเป็น Twin Cam 96 ความเร็ว 1,584 cm3 (96 cu in) ที่มีระบบเกียร์หกสปีด และโครงรถใหม่ที่ถูกใช้ในกลุ่มทัวร์ริ่งทุกรุ่นตั้งแต่ปี 2009  ส่วนในปี 2012 เครื่องยนต์เดิมได้ถูกเปลี่ยนเป็น Twin Cam 103 ความเร็ว 1,690 (103 cu in) ซึ่งมีระบบระบายความร้อนแบบผสมอากาศและน้ำมันที่ด้านหน้าของตัวรถ

ถัดมาในปี 2014 ตัวรถในตลาดสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง Twin Cam 103 Out พร้อมกับเพลาลูกเบี้ยวใหม่ ที่เพิ่มแรงบิดให้สูงขึ้น 5% ยกระดับความเร็วในรอบต่ำให้ดีขึ้น รวมถึงการทำเวลาและอัตราการเร่งในเกียร์ห้าที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ส่วนในตลาดยุโรป ตัวรถได้ถูกเปลี่ยนไปใช้เครื่อง Twin-Cooled High Output Twin Cam 103 ที่ทำให้มีแรงบิดสูงขึ้น 10.7% และพลังขับเคลื่อนสูงขึ้นอีก 10.6% เมื่อเทียบกับ Twin Cam 103 เครื่องเดิม

ตระกูล Electra-Glide นั้นประกอบไปด้วย Electra Glide Ultra Classic ในหลายเวอร์ชัน ยกตัวอย่างเช่น Electra Glide Ultra Classic Low ปี 2015 ที่ทำตัวรถให้ต่ำลง  FLHTK Electra Glide Ultra Limited กับเครื่อง Twin-Cooled High Output Twin Cam 103 ในตลาดอเมริกาและยุโรปที่มีอุปกรณ์เสริมอย่างระบบ Boom! Box (มี FLHTK Electra Glide Ultra Limited Low เช่นกัน) และ FLHX Street Glide กับ FLHX Street Glide Special ที่เป็น Electra Glide แบบไม่มีกระเป๋า Tour-Packs หรือแฟริ่งด้านล่าง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ 

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley 

Sportster Iron XL 883N

Sportster Iron XL 883N

Harley-Davidson สร้างเซอร์ไพรส์เปิดตัว Sportster Iron XL 883N ออกมาในปี 2009  ตัวรถที่ออกแบบมาในสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้มันถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Harley-Davidson โทนดาร์คอย่างไม่ต้องสงสัย

หากจะพูดถึงประวัติความเป็นมาแล้ว Harley-Davidon ไลน์ Sportster ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1957 และได้กลายเป็นโมเดลแบบอย่างให้กับชอปเปอร์ในตำนานมากมายช่วงยุค 60 

ในช่วงปี 70 Sportster ยังช่วยเพิ่มมาตรฐานและขีดจำกัดให้กับ Dirt-Track Championship และ การแสดงมอเตอร์ไซค์แบบผาดโผน

ด้วยเหตุนี้ จิตวิญญาณแห่งความท้าทายใหม่ๆ คือสิ่งที่อยู่ใน Sportster Iron คันนี้แน่นอน

XL 883N Iron ใช้เหล็กเปลือยที่ดูเรียบง่ายเป็นส่วนประกอบ และเป็น Sportster รุ่นที่ได้นำความมินิมอลและโทนสีดำมาจาก Haley-Davidson กลุ่ม “Dark Custom” ซึ่งมีอยู่หกโมเดล ประกอบไปด้วยรุ่น Cross Bone, Nightster, Night Rod Special, Street Bob, Night Train และ Fat Bob

แม้จะมีโมเดลสีเทาอยู่บ้าง XL 883 Iron ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาในสีดำ มีเครื่องยนต์ที่ปราดเปรียว แฮนด์จับแบบ Drag Bar บังโคลนหน้าหลังที่สั้นและเตี้ยลง ยางหุ้มโช๊ค และเบาะเดี่ยวที่มีความสูงจากพื้น 64 เซนติเมตร (25.20 นิ้ว)  องค์ประกอบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่าง XL 883 Iron กับกลุ่ม Dark Custom

Sportster Iron มีดีไซด์ที่ใช้เหล็กเปลือยๆเรียบง่ายเป็นจุดเด่น แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ของตระกูล Sportster มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์แบบตามลำดับ (sequential electronic injection) หรือคลัทช์ที่ให้ความรู้สึกนุ่มขึ้น

องค์ประกอบเหล่านี้เองที่ Harley-Davidson ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนเมือง ผู้แสวงหาการขับแบบเรียบง่าย แต่ยังคงเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมดีไซน์ตัวรถแบบพื้นๆ ที่จัดอยู่ในสไตล์ Bobber

Sportster Iron ถือเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวครั้งแรก และการที่มันยังคงอยู่ในรายการสินค้าของ Harley-Davidson ทุกๆ ปี คือเครื่องการันตีว่ามันคือหนึ่งในโมเดลสุดคลาสสิกของมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson

Iron 883 ทางร้านมีจำหน่ายอยู่หนึ่งคันครับ สภาพสุดยอด ไร้ตำหนิใดๆ ชุดสีแคนดี้เดิมๆ รถปี 2014 เลขไมล์แปดพันกว่าๆ ราคา 499,000 กุญแจรีโมท 2 ชุด แต่ง RSD มาเต็มๆ 

สนใจติดต่อสอบถามเข้ามาได้เลยครับ

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ 

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล 

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net 

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley