Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)
Harley Davidson FXST Softail (1984-1990)

กำเนิด Softail

ในวันที่ 16 มิถุนายน 1981 สุภาพบุรุษ 13 คนได้ลงนามในสัญญาซื้อสิทธิในการบริหารจัดการ และ จัดจำหน่าย Harley-Davidson คืนจาก บริษัท A.M.F.(บริษัทเดียวกับที่ทำอุปกรณ์กีฬาโบลลิ่งในปัจุบัน ซึ่งเดิมเคยจำหน่าย Harley-Davidson ด้วยในยุค 70)

หลังจากการซื้อสิทธิคืน คณะผู้บริหารชุดใหม่ได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริการจัดการใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงความคิดในการผลิตรถซีรี่ย์ใหม่ ที่บริษัทตั้งใจจะให้ออกมาดีและเติมเต็มชื่อเสียงให้กับบริษัทมากยิ่งๆขึ้นไป

ภายใต้แนวความคิดดังกล่าว บริษัทจึงได้ทำการวิจัยและทดลองเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งใช้เวลาเพียงสามปี ในปี 1984 เครื่อง V2 Evolution 1340 cc (80 cu.in) จึงได้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับ รถซีรี่ย์ใหม่ FXST ซึ่งต่อมา ถือกันว่าเป็นรถที่ประสบความสำเร็จในการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการดีไซด์รถในสไตล์คลาสสิค

รถใช้แชชซีตัวใหม่ ที่มีส่วนท้ายเหมือนรถหางแข็งยุคเก่าที่ไม่มีโช๊คอัพ แต่จริงๆแล้ว ในตอนปี 1984 นั้นรถ Softail มีระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มรูปสามเหลี่ยมที่ทันสมัย และ เพราะโช๊คแบบสองชิ้นทำสำเร็จ รวมทั้ง การวางตำแหน่งโช๊คให้ซ่อนอยู่ใต้ชุดเกียร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ตัวได้ จึงทำให้รถดูโล่งเหมือนไม่มีโช๊คหลัง

นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทนำเครื่อง Evolution มาติดตั้งกับรถ Softail รถมากับเกียร์ 4 สปีด และมีเวอร์ชั่นแมนนวล ใช้คันสตาร์ทเท้า เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความวินเทจของมันด้วย

รถมียอดขายที่ยอดเยี่ยม และ ปรับปรุงมาใช้เกียร์ 5 สปีด กับ สายพาน Secondary ในปี 1986 ก่อนที่จะแตกกลุ่มออกมาเป็นกลุ่มรถเฉพาะของมันเอง เรียกว่ารถในกลุ่ม Softail ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางรวดเร็วนับเป็นตระกูลมาตรฐานกลุ่มหนึ่งของ Harley-Davidson ตั้งแต่นั้นมา

รถ FXSTC คัสตอม เวอร์ชั่น ปรากฏโฉมขึ้นในปี 1986 พร้อมๆกับรถตระกูลเฮอริเทจ และ โช๊คหน้าแบบ Springer และ แม้ว่ารถ FXST แบบปกติจะหายหน้าไปจากตลาดเพราะกระแสความนิยมของรถคัสตอม ที่ซึ่งภายหลังก็ต้องถอยออกจากแสงสปอร์ตไลท์บนเวทีเช่นกัน เพื่อเปิดทางให้กับรถ Softail FXSs รุ่นอื่นๆ แต่จิตวิญญาณของ Softail รุ่นบุกเบิกยังคงอยู่ เรียบง่าย และ ซื่อตรงกับภาพลักษณ์ของการเป็นรถ Harley-Davidson ตลอดมา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

 

Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)
Harley Davidson FXWG 1380 (80 cu.in) Wild Glide (1980-1985)

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีรูปทรงบุคลิกที่ดุดันที่สุดที่ Harley Davidson เคยผลิตมา แต่รถต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นที่ยอมรับของบรรดาเหล่าสาวก

ทั้งนี้ เนื่องจากรถถูกออกแบบมาดูเป็น Bad Boy เกินไป ขัดใจลูกค้าเดิมๆของบริษัทมาก ไม่ว่าจะเป็น Dash Board ที่ออกแบบมาให้วางบนถังน้ำมัน ขยายขนาดตะเกียบเป็น 41 มิล เพิ่มล้อหน้าเป็นขนาด 21 นิ้ว บังโคลนหลังทรง Bobtail เบาะที่นั่งแบบต่ำพิเศษ แผงควบคุมที่ล้ำสมัย และ ท่อไอเสียสั้นรูปทรงโค้งงอ

ทั้งหมดนี้ ทำให้เจ้า Wild Glide เป็นรถ Harley Davidson ที่ดีไซด์ออกมาได้ใกล้เคียงกับคำว่ารถ Chopper ที่สุดตั้งแต่บริษัทเคยผลิตรถมา

(ขยายความเล็กน้อยครับ รถ chopper ในความหมายของทางฝรั่ง คือ รถที่โช๊คหน้ายื่นไปข้างหน้ายาวกว่าปกติ คล้ายๆทรงรถกัปตันอเมริกา ถือเป็นคำเรียกรถคัสตอม ที่ทำมาแบบสุดขั้วครับ)

ในตอนแรก บริษัทไม่ได้คิดว่าจะใช้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาเป็นจุดแข็งทำให้รถเหนือกว่ารถคู่แข่ง บริษัทคิดเพียงแค่การใช้แบรนด์ Harley กับตำนานเรื่องราวของแบรนด์ในการทำให้รถเป็นที่นิยม

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Harley Davidson Wild Glide นี้เป็นรถที่บริษัทนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีใหม่ๆของบริษัทในยุคนั้น ใส่เข้าไปในรถรุ่นนี้อย่างมากมาย รวมถึงระบบสตาร์ทไฟฟ้าแทนที่ระบบถีบสตาร์ทแบบเดิม และ เพราะความทันสมัยนี่เอง จึงส่งผลให้รถกลายมาเป็นที่ยอมรับ และ นิยมในเวลาต่อมา

รถถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อหมดยุคเครื่อง Shovelhead ก็นำเครื่อง Evolution มาใส่แทน รถอยู่ในไลน์ผลิตต่อมาอีกหลายปี ก่อนที่จะหายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท แต่ก็เพียงไม่นาน ก่อนที่มันจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้รถเปลี่ยนมาใช้เชชซีของรถรุ่น Dyna และ ยังคงได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยบริษัทอย่างต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลาหลายปี แม้บางช่วงบริษัทจะหยุดผลิตเจ้า Wild Glide บ้าง ก็เพียงแค่เวลาสั้นๆเท่านั้น

Harley Davidson Wild Glide รถที่มีบุคลิกดุดัน ดิบเถื่อน แต่ มีเสน่ห์ เป็นที่รัก จวบจนถึงปัจจุบัน

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)
Harley-Davidson Shovelhead FXB 1340(80) Sturgis (1980-1982)

The Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ แม่แบบรถสายพาน Secondary

Harley-Davidson FXB Sturgis มีต้นแบบมาจาก FSX Low Rider (รายละเอียด Low Rider ดูได้จากบทความก่อนหน้าครับ) ซึ่งออกแบบโดย นาย Willie G Davidson รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของงานชุมนุมรถ Sturgis ที่ใหญ่ที่สุด งาน Black Hill Classic ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ Black Hill เซาท์ ดาโกตา

รถรุ่นนี้ใช้เครื่องขนาด 1,340 (80 cu.in) 4 เกียร์ นี่เป็นรถรุ่นแรกของ Harley-Davidson ที่ใช้สายพานแทนโซ่ ทั้งสายพาน Primary และ สายพาน Seconday

เทคโนโลยีสายพานมีข้อดีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ให้ความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลขึ้น เงียบกว่า ไม่ต้องใช้นำ้มันหล่อลื่น และต้องการการปรับตั้งน้อยมาก นอกจากนั้น Shaft เกียร์รถ ยังเบากว่า ใช้ง่ายกว่า และ ไม่กินแรงม้า เหมือนที่ Universal Joint เป็น

ด้วยบุคลิกของรถที่โดดเด่น และ ระบบสายพานที่ทันสมัย บริษัทจึงหวังว่ารถจะประสบความสำเร็จโดยเร็ว แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ ผู้บริโภคไม่เชื่อถือในระบบสายพาน Primary เพราะคิดว่ามันจะแตกหักง่าย จึงทำให้รถไม่ได้รับความนิยมเท่าที่หวังไว้ แต่อย่างไรก็ดี ระบบสายพาน Secondary กลับเป็นที่ยอมรับ และใช้อย่างแพร่หลายในรถหลายๆรุ่นของ Harley-Davidson ต่อมา

ซึ่งเมื่อผลออกมาชัดเจนแล้วว่า ระบบสายพาน Primary ไม่เวิรค์ บริษัทจึงผลิตรถ Sturgis ออกมาเพียง 3 ปี ในปี 1980 , 1981 และ 1982 โดยมียอดรวมการผลิตเพียง 1,470 / 3,543 และ 1,833 คัน ต่อปีเท่านั้น ตามลำดับ รถจึงกลายเป็นที่นิยมในฐานะรุ่นสะสมอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนการผลิตที่จำกัดดังกล่าว

ในปี 1991 Harley-Davidson ได้หันกลับมาผลิตรถ Stugid อีกครั้ง โดยในครั้งนี้บริษัทได้วางเวลาในการเปิดตัวรถให้ตรงกับ การจัดงาน The Black Hill Classic ฉลองครบรอบ 50 ปี

รถที่ผลิตใหม่นี้ ยังคงใช้สีดำที่สวยงามเช่นเดียวกับรถรุ่นแรก มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ Evolution รองรับด้วยเม้าท์ยาง วางบนเฟรม Dyna และในคราวนี้รถใช้เพียงสายพาน Secondary ส่วนใน Primary กลับเปลี่ยนไปใช้โซ่เช่นเดิม

Harley-Davidson Sturgis คลาสสิคตัวพ่อ สวยงามข้ามกาลเวลา

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982
Harley Davidson Shovelhead FSX 1200 Low Rider 1977-1982

Harley-Davidson FSX1200 นับเป็นรถรุ่นที่สองจากการออกแบบของ นาย Willie G. David และทีมงาน ที่ทำรถออกมาได้ประสบความสำเร็จตรงใจผู้บริโภค ซึ่งในเวลานั้นตลาดให้ความสนใจในรถสไตล์คัสตอมสูงมาก

เจ้า Harley-Davidson Low Rider มีเบาะนั่งต่ำ โช๊คหน้าต่อให้ยาวและองศายื่นไปหน้ามากขึ้น แฮนด์รถเป็นแบบ Drag เยื้องหลัง และติดตั้งบนเสตมยกสูง 8.9 ซม ทำให้มีท่าในการขับขี่ที่สบาย หลังเอนเล็กน้อย ในขณะที่เท้ายื่นไปด้านหน้าวางบนที่พักขา

นี่คือการออกแบบท่าขี่ที่ “Easy Rider” มากๆ และ แตกต่างอย่างมากจากแฮนด์รถขนาดเล็กที่บริษัทคู่แข่งต่างๆใช้ในตลาดขณะนั้น มันเป็นท่าขี่ที่ทำให้ผู้ขี่ทะยานไปในตำแหน่งนั่งต่ำ ศูนย์ถ่วงต่ำ ขี่ง่าย สบาย และ เร่งความเร็วได้อย่างมั่นใจ

รถมาพร้อมกับล้ออัลลอย ดิสเบรคหน้าคู่ และ ดิสเบรคเดี่ยวล้อหลัง มีสองสีให้เลือก ดำ และ เงิน ถัง FatBob ขนาด 13.3 ลิตร แผงควบคุมวางบนถัง ท่อไอเสีย 2 in 1 ขนาดใหญ่ ยางตัวหนังสือขาว และ สีถังเป็นลายกราฟฟิค ดีไซด์ ไสตล์ปี 1917

ทันทีที่เปิดตัวเจ้า Low Rider นี้ ได้หลุดพ้นจากอิทธิพลของรถรุ่น Super Glide ที่นำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาทันที ภาพลักษณ์ของมันไม่มีเค้าโครงของรถเดิม ผู้คนมองมันเหมือนรถใหม่จากไลน์ผลิต นอกจากนั้น Harley-Davidson Low Rider ยังผลิตมาทั้งแบบสตาร์ทขา และ สตาร์ทไฟฟ้า ให้ผู้ซื้อเลือกได้

รถประสบความสำเร็จอย่างท้วมท้นเป็นปรากฏการณ์ทันที ในปีแรกรถผลิตออกมา 3,742 คัน และเพิ่มขึ้นเป็น 9,787 คัน ในปี 1978 และ 1979

เฉพาะจำนวนรถ FXS ที่ผลิตและจำหน่ายในปีนั้น มีจำนวนมากเกินกว่าครึ่งของยอดจำหน่ายรถทั้งหมดของบริษัททั้งปีเลยทีเดียว และความสำเร็จนั้นอยู่ยาวนานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากการที่บริษัทพัฒนาต่อยอดรถรุ่นนี้มาโดยตลอด และถึงแม้จะหายไปจากไลน์ผลิต ก็เพียงไม่นานก่อนที่จะกลับมาผลิตใหม่ อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

 

Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979
Harley-Davidson Sportster 1000 XLCR Cafe Racer 1977-1979

กำเนิด Harley-Davidson Cafe Racer

Harley-Davidson XLCR ถือได้ว่าเป็นรถแนว Cafe Racer รุ่นแรกของบริษัท ที่ใช้เครื่องยนต์ของ Sportster 1000 รถเปิดตัวครั้งแรกที่ Daytona ระหว่างช่วงงานไบค์วีค ปี 1977 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีในงานแถลงข่าว

ในการสร้างรถ ผู้ออกแบบคือ Willie G Davidson กับ ผู้ช่วยของเค้าสองคน Lou Netz และ Jim Aubert จากแผนกรถแข่ง ได้ทำการผสมผสานเอกลักษณ์ของความเป็นรถแข่งหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และปรับปรุงเพื่อให้ใช้งานได้ในชีวิตจริง ตัวอย่างเช่น
– เบาะและบังโคลนหลังได้รับอิทธิผลจาก 750XR
– แฮนด์รถ แบบ Drag ที่นำมาจากรถ Dragster
– ส่วนหน้ารถ (Front end) ที่ได้รับอิทธิผลการออกแบบมาจากรถแข่งจากฝั่งยุโรปที่เป็นที่นิยมกันในยุคนั้น เห็นได้จากกันลมอันเล็กที่ครอบหน้ารถอยู่
นี่คือรถที่ได้รับความชื่นชมอย่างสูงจากสื่อในอเมริกา และถือว่าเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับรถแนวเดียวกัน ทั้งจากทางอิตาลีและญี่ปุ่น

สิ่งที่ถือเป็นนวัตกรรมของรถจริงๆคือ เฟรมแบบสามเหลี่ยมที่ออกแบบใหม่หมด ซึ่งภายหลังบริษัทได้นำไปใช้กับรถ Sportster รุ่นใหม่ในปี 1979

Harley-Davidson XLCR ยังเป็นรถรุ่นแรกที่ใช้ดิสเบรคหน้าคู่ และเมื่อรวมกับการออกแบบใหม่ในส่วนต่างๆของรถ เช่น ท่อและเฟรม ล้วนแต่ย้ำความเป็น Aerodynamic แบบรถแข่งให้กับรถ และรถ Cafe Racer สีดำล้วนคันแรกของ Harley-Davidson ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1977 นี่เอง

อย่างไรก็ตามแม้รถจะชนะใจสื่อทั่วโลก มีรูปโฉมที่แปลกตาสวยงาม แต่รถก็ยังไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้

ทั้งนี้เนื่องจาก การออกแบบที่ล้ำหน้าเกินไปจนลูกค้าตามไม่ทัน และตัวรถเองก็ดูไม่เหลือความเป็น Harley-Davidson เลย รวมถึงหายนะจากข่าวลือเกี่ยวกับข้อบกพร่องของรถอีกมากมายหลายอย่างที่ลูกค้าพบระหว่างใช้งาน

แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้รถไม่ประสบความสำเร็จ คือราคาของมันที่ตั้งไว้ 3,600 USD ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆในยุคนั้น ไม่ว่าจะของ Harley-Davidson เอง หรือ รถของคู่แข่ง ที่ถูกกว่า แรงม้ามากกว่า และ ปัญหาน้อยกว่า

ซึ่งทำให้ Harley-Davidson XLCR Cafe Racer ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดเลย และผลิตออกมาเพียงสามปีก่อนที่จะเลิกไป ก่อนที่กลายมาเป็นของสะสมที่แสนหายากในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนผลิตที่น้อยและความหายากของมันนั่นเอง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมือ อิสรภาพแค่เอื้อม สักครั้งในชีวิตครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

 

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)
Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

Harley Davidson FX Super Glide (1971-1980)

กำเนิด Harley Davidson CUSTOM

ในช่วงปลายยุค 60 ยุคที่ชาวอเมริกันรู้สึกสับสนกับสงครามเวียดนาม มีการเดินขบวนประท้วงสงครามของนักศึกษาทั่วประเทศ เทศกาลดนตรี Woodstock กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์ฮิปปี้ และ หนังเรื่อง Easy Rider ได้แสดงตัวอย่างของการใช้ชีวิตอีกรูปแบบนึง ชีวิตในโลกกว้างที่เต็มไปด้วยอิสระเสรี

ในช่วงเวลานั้นเอง บริษัท Harley Davidson จำกัด ก็ประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง และ ต้องตกไปอยู่ใต้การควบคุมของ A.M.F (American Machine and Foundry) ในเดือนมกราคม 1969

ผู้บริหารของ Harley Davidson ในยุคนั้นตัดสินใจที่จะเดินตลาดไปในแนวรถ custom ที่ดูจิ๊กโก๋และมีความดิบเถื่อนในตัวมากขึ้น พวกเขาค้นพบกว่า เด็กๆในยุค Baby Boomers หลายสิบล้านคน เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่และพอที่จะมีกำลังซื้อรถ ซึ่งรถที่คนเหล่านี้สนใจ คือ รถ Custom ไสตล์เดียวกับที่ปรากฏในภาพยนต์ ทั้ง Easy Rider, Devil’s Angels, CC Rider, Cycle Savages มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับรถสไตล์ Touring คันใหญ่แบบเดิม

ในปี 1971 Harley Davidson จึงได้ผลิตรถ Custom คันแรก ซึ่งออกแบบโดย Willie G Davidson หลานปู่ของหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Willie A Davidson

เนื่องจากงบประมาณในการพัฒนาที่มีจำกัด Harley Davidson จึงได้นำเฟรมและระบบแมคคานิคต่างๆของรถ Big Twin มารวมกันกับตะเกียบหน้าของรถ Sportster สร้างสรรค์ออกมาเป็น Super Glide FX ในปี 1971

ในปีแรกของการผลิต FX Super Glide ไม่มียางหุ้มโช๊ค (Fork Gaiters) และ ใช้ไฟเบอร์กลาสรองรับส่วนที่เป็นเบาะนั่ง เชื่อมต่อไปถึงส่วนท้าย ที่ทำหน้าที่เป็นบังโคลนหลังไปด้วยในตัว ซึ่งส่วนท้ายแบบนี้เรียกกันต่อมาว่า ท้ายแบบหางเรือ (Boat Tail)

และ เพื่อเป็นการทำให้ตัวรถมีลายเส้นรูปทรงที่สวยงาม รถจึงมีแต่บันไดถีบสตารท์แบบแมนนวล ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่จะทำให้รถเสียรูปทรง

รถไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก ในปี 1972 FX Super Glide ยังคงเป็นเพียงรถตัวเลือก และ ถูกแทนที่ด้วยรถถังสองซีกรูปทรงหยดน้ำ (Teardrop) ในปี 1973

ต่อมาในปี 1974 Harley Davidson จึงได้เริ่มผลิต FXE Super Glide ที่เพิ่มมาคือปุ่มสตาร์ทไฟฟ้า ซึ่งแม้เพียงเป็นจุดเล็กๆแต่ก็ทำให้รถประสบความสำเร็จอย่างมากทันที และ กลายเป็นจุดกำเนิดรถ Custom ของ Harley Davidson แต่นั้นเป็นต้นมา

FX Super Glide กำเนิดรถ Custom ของ Harley Davidson

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson XR750 (1970-1980)

Harley Davidson XR750 (1970-1980)
XR1200 รถที่ร้านครับ สภาพสวยเดิม 480,000 เท่านั้นครับ
Harley Davidson XR750 (1970-1980)

เมื่อ Harley เสียแชมป์

นับตั้งแต่บริษัทมอเตอร์ไซด์คู่แข่งสัญชาติอเมริกันด้วยกัน เริ่มทยอยล้มหายตายจากไปจากวงการในปี 1953 Harley Davidson ก็กลายเป็นเจ้าสนามแข่งในประเทศแต่เพียงผู้เดียว เห็นได้ชัดจากการที่ รถ Harley Davidson KR 750 ชนะการแข่งขัน Grand National Dirt Track ทุกปีอย่างไม่มีคู่แข่ง

จนกระทั่งการเข้ามาของคู่แข่งระดับตำนานจากฝั่งอังกฤษ ในปี 1963 ตั้งแต่นั้น Harley Davidson ก็เสียแชมป์ให้กับรถอังกฤษอย่างหมดรูป มีเพียงปี 1969 ปีเดียวเท่านั้นที่ได้ถ้วยมาแก้หน้า แต่ก็เพียงปีเดียวในรอบ 6 ปี

ดังนั้น Harley Davidson จึงมีคำสั่งให้ หัวหน้าแผนกพัฒนาการแข่งขันของบริษัทในขณะนั้น นาย Dick O Brien ทำการสร้างรถรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้ในการแข่งขันแทนรถ KR750 รุ่นเดิม ซึ่งนาย Dick ใช้เวลาเพียง 4 เดือนในการออกแบบและสร้างรถใหม่นี้ ภายใต้รหัส XR750

เจ้า XR750 นี้ สร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก รถ รหัส KR และ Sportster XL883 โดยเทคนิคการเก็บกระบอกสูบเครื่อง และ การลดจังหวะชักของลูกสูบทำให้ รถสามารถผ่านกำหนดมาตรฐานในการแข่งขัน ของเครื่องยนต์รุ่น 750cc (45.77 cu.in) ประกอบกับการใช้ไลน์การผลิตที่ทันสมัยของบริษัทในปี 1970 ทำให้รถ XR750 จำนวน 200 คัน ที่บริษัทผลิตในปีนั้น ผ่านมาตรฐาน AMA (AMERICAN MOTERCYCLE ASSOCIATION) ด้วย

รถจึงผ่านการ Qualify และสามารถเข้าร่วมในการแข่งขัน Grand National Dirt Track ได้

ในการแข่ง รถ XR750 คันแรกที่ส่งลงสนาม เครื่องยนต์ยังมีความผิดปกติ ความร้อนขึ้นสูงจัดจนเครื่องน็อค สาเหตุจากระบบคาบูเรเตอร์แบบเดี่ยวที่ใช้จ่ายน้ำมันให้กับห้องเผาไหม้ จ่ายเชื้อเพลิงได้ไม่เพียงพอ

Harley Davidson จึงได้ทำการยกเครื่องปรับเปลี่ยนดีไซด์กันแบบขนานใหญ่ ตัวอย่างเช่น ขยายขนาดวาวล์จ่ายน้ำมัน เพิ่มแคมชาร์ป เพิ่มจำนวนคาบูเรเตอร์จาก 1 เป็น 2 ตัว เพิ่มแรงอัดกระบอกสูบของเครื่อง เป็นต้น อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ยังคงร้อนจัด (Overheat) และน็อคเมื่อเร่งเครื่องมากๆ

ต้องรอถึงปี 1972 XR750 โฉมปรับปรุงใหม่หมดจึงปรากฏโฉมสู่ท้องตลาด นอกจากเฟรมที่ใช้ของเดิม ส่วนประกอบอื่นๆของรถได้ถูกเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หัวลูกสูบเหล็กหล่อถูกแทนที่ด้วยหัวลูกสูบอลูมิเนียมตามสมัยนิยม เปลี่ยนทางออกท่อไอเสียอยู่ด้านล่างขวาของเครื่องยนต์ และวางท่อไอเสียพาดมาออกทางด้านซ้ายบนของเครื่อง เพิ่มคาร์บูเรเตอร์ Mikuni 2 ตัว แยกกันจ่ายเชื้อเพลิงให้กับแต่ละลูกสูบของเครื่องยนต์ ลดน้ำหนักรวมของเครื่องลง 8 กิโลกรัม

ทำให้รถ Harley Davidson XR750 สามารถทะยานเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกในการแข่งขันมอเตอร์ไซด์ชิงแชมป์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (Grand National Championship) และได้แชมป์ทันทีในปี 1972 นั่นเอง

Harley Davidson XR750

รถที่เกิดมาเพื่อการแข่งขันอย่างแท้จริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)

 

Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)
Harley Davidson Chopper Panhead 74 cu.in (1969)

Harley Davidson กัปตันอเมริกา ชอปเปอร์

รถจากสุดยอดหนังอมตะเรื่อง Easy Rider ยังคงสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนได้เสมอ แม้ว่าการออกแบบ และ Custom รถไม่ได้เริ่มต้นจาก Harley Davidson แต่มันก็เป็นรถที่จุดประกายวงการ ให้มีการออกแบบรถลักษณะนี้เลียนแบบต่อมาอย่างมากมายจวบจนปัจจุบัน

นี่คือรถมอเตอร์ไซด์ที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดในโลกคันนึง “รถกัปตันอเมริกา ของ Peter Fonda”

เริ่มจากตอนต้นปี 1969 ร้านรถ Billy Bike ของ นาย Dennid Hopper ได้นำเสนอไอเดียการออกแบบรถดัดแปลง ให้แก่ Harley Davidson

ซึ่งรถต้นแบบดังกล่าวมีดีไซด์ที่แปลกใหม่ สวยงาม ลงตัว บาง เบา แต่ทรงพลัง รวมทั้ง อิทธิพลจากหนัง ที่ให้ภาพลักษณ์ของความอิสระเสรี แหกคอก มันจึงครองใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และ มีอิทธิพลต่อการออกแบบและผลิตรถมอเตอร์ไซด์ชอปเปอร์ในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก

โปรดักชั่นหนัง เริ่มจากการจัดหา รถตำรวจ Harley Davidson Hydra Glide รุ่นเดิม Model ปี 1949 1950 และ 1952 ที่ปลดประจำการ จำนวน 4 คัน โดยทีมงานได้ซื้อรถผ่านการประมูลไปในราคาคันละ 500 USD

รถทั้ง 4 คันถูกนำไป Custom เป็นมอเตอร์ไซด์ 2 คัน ที่ใช้ในหนัง ส่วนอีกสองคันเป็นรถสำรองที่สร้างเหมือนกันทุกประการ  เผื่อในกรณีรถมีปัญหาหรือประสบอุบัติเหตุ หนังจะได้ถ่ายทำต่อได้ทันที ไม่ต้องหยุดชะงัก

รถกัปตันอเมริกาคันที่ใช้ในภาพยนต์ ถูกทำลายในฉากสุดท้ายของหนัง ส่วนรถสำรองที่เหลืออีก 3 คันได้ถูกขโมยและน่าจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วนขาย ก่อนที่คนจะรู้ถึงมูลค่าของมันหลังจาก หนังประสบความสำเร็จ

รถในหนัง ใช้เครื่อง Panhead ออกแบบและประกอบโดยโรงงานประกอบซึ่งเจ้าของเป็นคนอเมริกัน-แอฟริกัน ทั้ง 2 โรงงาน คือ Cliff Vaughs และ Ben Hardy

มีรถยุคเดียวกันที่ Custom เลียนแบบดีไซน์ รถกัปตันอเมริกามากมาย ส่วนใหญ่ที่หลงเหลือมา ถูกซื้อและนำไปจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์แห่ง Guggenheim พิพิธภัณฑ์ Harley-Davidson ในมิลวอคกี้ และ พิพิธภัณฑ์มอเตอร์ไซค์แห่งชาติ Anamosa และมีรถอีกจำนวนนึงที่บริษัทมอเตอร์ไซค์ และ บุคคลทั่วไปเป็นเจ้าของ ที่มักเห็นได้ในขบวนพาเรด และ งานโชว์รถ ต่างๆ

มีรถ Model เดียวกับที่โชว์ใน พิพิธภัณฑ์ Anamosa ถูกประมูลโดยเอกชน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2014 ในราคา 1,350,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรถคันนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นรถคันจริงในหนังที่ถูกไฟไหม้ และ ได้รับการบูรณะใหม่โดย นาย Dan Haggerty ผู้คลั่งไคล้ในรถมอเตอร์ไซค์และเป็นหนึ่งในนักแสดงของหนัง Easy Ride

ทั้งนี้ ผู้ที่ยืนยันว่ารถที่ถูกประมูลเป็นรถคันเดียวกับคันในหนัง คือ นาย Dan Haggerty ผู้บูรณะรถ และ Peter Fonda พระเอกของหนัง นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลังการขาย ได้มีนักสะสมชาวเท็กซัส ชื่อ นาย Gordon Granger ได้ออกมากล่าวอ้างว่ารถที่ตนมีอยู่คือคันจริงที่แสดงในหนังต่างหาก โดยอ้างว่า นาย Dan Haggerty ผู้บูรณะรถ ก็เป็นผู้รับรองรถของตนเช่นกัน

นี่คือรถที่เป็นความใฝ่ฝัน เป็นที่ปราถนาของนักบิดทั่วโลกแบบนึง นับแต่วันที่มันปรากฏตัวในภาพยนต์ มาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

 

Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969
Harley Davidson FLH Electra-Glide 1966-1969

ราชาทางหลวง

ในปี 1966 เครื่อง Panhead ก็ต้องหลีกทางให้กับผู้สืบทอดของมัน เครื่องยนต์ Shovelhead รุ่นใหม่ ซึ่งมันถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับรถรุ่น Electra-Glide

ความจริงแล้วเครื่อง Shovel รุ่นแรกๆ (1966-1969) ใช้เครื่องยนต์ส่วนล่างของเครื่อง Panhead และ ฝาสูบของเครื่อง Sportster (Cylinder head) การผสมผสานและวางวงจรเครื่องใหม่นี้ ทำให้ Electra-Glide มีกำลังมากขึ้น 5 แรงม้า มีระบบที่ไว้ใจได้มากขึ้น ปัญหาน้อยลง ที่สำคัญ สั่นน้อยกว่าเครื่อง Panhead รุ่นเดิม ทำให้รถนิ่งขึ้น ผู้ขับขี่สบายขึ้น

เนื่องจาก เครื่องส่วนล่างที่ใช้ของ Panhead ทำให้ Generator ไฟของรถต้องมาอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวจุดระเบิด Igniter กลับต้องไปอยู่ตรงส่วนฝาครอบชุด Timing ของเครื่อง เครื่องแบบนี้เรียกกันว่า เครื่อง Shovel รุ่นแรก (1966-1969)

ต่อมาในปี 1970 Harley Davidson ได้ทำการปรับปรุงเครื่อง Shovel ใหม่ โดยในคราวนี้เครื่องมากับระบบ Generator ไฟภายใน มีการติดตั้งสวิตช์เปิดปิดระบบจุดระเบิดมาให้ (Ignition Device) ชุดเก็บประจุไฟฟ้า (Capacitor) และ ชุด Timing อัตโนมัติ ได้ถูกย้ายไปวางด้านขวาของแครงชาร์ป

ด้วยชุดอุปกรณ์ และ ฉายาว่า ราชาทางหลวง Harley Davidson Electra-Glide จึงมีภาพลักษณ์ของรถทัวร์ริ่งเต็มๆ ทั้งทรงเบาะนั่ง กระจกกันลม กระเป๋าหลังไฟเบอร์ แรคสำหรับแขวนกระเป๋า และ ชุดประดับโครเมี่ยมที่สวยงามรอบคันของมัน

ในปี 1978 รถเครื่องยนต์ 80 คิวบิค 1,340 cc รุ่น FLH ได้ถูกรวมเข้าเป็นรถในตระกูล Electra Glide และรถได้รับการปรับปรุงพัฒนาจนกลายเป็นรถรุ่น FLHTC Electra Glide Classic ในปี 1983

ต่อมาในปี 1985 เครื่อง Shovelhead ได้หายไปจากหน้าแค็ตตาล็อกของบริษัท ทั้งนี้ เนื่องจากการปรากฏตัว และ ความนิยมอย่างสูงในเครื่องยนต์ Evolution ใหม่ที่สร้างจากอลูมิเนียมทั้งเครื่อง ซึ่งถูกเริ่มนำเข้ามาใช้กับรถ Electra Glide คลาสสิค ในปี 1984 (เพียงหนึ่งปีก่อนหน้า)

รถ Electra Glide คลาสสิค เป็นรถที่ Harley Davidson ได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เป็นรถที่หลุดออกจากกรอบของรถมอเตอร์ไซด์แบบดั้งเดิม ทั้งระบบสตาร์ทไฟฟ้า และ ระบบไฟช่วยขับต่างๆของมัน ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ เครื่องใหม่ ทำให้ Electra Glide เป็นรถที่ขับขี่สบาย และ พา Harley Davidson ก้าวเข้าสู่โลกของจักรยานยนต์สมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

และไม่ว่า Harley Davidson จะออกรถ Electra Glide ออกมามากมายแตกต่างกันกี่รุ่น แต่บริษัทยังคงใช้เรียกรถเหล่านั้นในแค็ตตาล็อกของบริษัทว่า Electra Glide Classic มาจวบจนปี 2013

Harley Davidson Electra Glide ราชาทางหลวง สุดยอด Touring ตัวจริง

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

 

Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)
Harley Davidson Panhaead FLH Duo-Glide (1958-1964)

กองหน้าไฮโดรลิคคู่ เมื่อต้องรับมือรถจากแดนซามูไร

ในปี 1958 Harley Davidson ได้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ในชื่อว่ารุ่น Dou-Glide รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Panhead เหมือนรุ่นเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้แชสซีออกแบบใหม่ พร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบสวิงอาร์มทำงานร่วมกับชุดโช๊คกันสะเทือนสองเส้น

ที่รถมีชื่อว่า Dou-Glide เพราะว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบตะเกียบไฮโดรลิค ควบคู่ไปกับระบบกันสะเทือนหลังชุดที่สอง แบบไฮโดรลิคเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระบบกันสะเทือนแบบไฮโดรลิค ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่มาในรถ 1958 Panhead แต่ยังมีผลจากการพัฒนาระบบแมคคานิคอลที่ทันสมัยขึ้นมาก และการติดตั้งเบรคไฮโดลิคหลัง ส่งผลให้การขับขี่มีความนุ่มนวลขึ้นมากอย่างเป็นนัยยะสำคัญ จึงนับได้ว่ารถ Panhead 1958 นี้มีความทันสมัยและนำ Harley Davidson เข้าสู่ยุคใหม่แห่งรถมอเตอร์ไซด์อย่างแท้จริง

ในปี 1965 Harley Davidson ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทแบบไฟฟ้า และ เปลี่ยนระบบไฟเป็น 12 volts เทคโนโลยีเหล่านี้ถือได้ว่าเริ่มต้นมาจากการปรับปรุงรถ Duo-Glide และ กลายเป็นจุดกำเนิดของรถ Electra Glide ในเวลาต่อมา

ความจริงแล้ว เหตุผลที่ Harley Davidson ทำการปรับปรุงรถมาเป็นระบบไฟฟ้า เพราะคู่แข่งในตลาดขณะนั้นได้เริ่มวางจำหน่ายรถที่มีระบบไฟฟ้าช่วยในการขับขี่ ทำให้ Harley Davidson อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข็น Electra -Glide ออกมาเพื่อสู้กับคู่แข่งในตลาดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เครื่อง Panhead รุ่นเก่าเริ่มถึงปลายๆยุคของมัน ตัวเครื่องต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เหตุเพราะในการเปลี่ยนมาใช้ระบบสตาร์ทไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง ทำให้รถหนักกว่าเดิมถึง 38 กิโลกรัม รวมทั้ง การเรียกร้องของบรรดาแฟนๆที่ต้องการเครื่องที่มีกำลังมากขึ้น เนื่องจากรถคู่แข่งไปไกลแล้ว

ความจริงแล้ว Harley Davidson ก็ตระหนักดีว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สักที เพราะตัวเครื่อง Panhead เองมีข้อจำกัดสำคัญที่การสั่นของเครื่อง กล่าวคือ เครื่องจะสั่นมากขึ้นจากการรีดแรงม้ามากขึ้นทุกตัว หรือ ยิ่งแรง ยิ่งสั่น

เครื่องยนต์ใหม่ใหม่นี้ Harley Davidson มองว่าจะต้องมีความทันสมัยมากขึ้น กำลังแรงขึ้น เหมาะสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่ลงไปในตัวรถ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับมือในการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญจากฝั่งอังกฤษ รวมถึงคู่แข่งหน้าใหม่ที่แสนน่ากลัวจากฝากฝั่งญี่ปุ่น

Dou-Glide ผู้นำร่องเข้าสู่ยุคใหม่แห่งโลกอุตสาหกรรมรถมอเตอร์ไซค์

Harley Davidson ดีๆสักคัน ทะยานไปกับสายลม แสงแดด พร้อมกับคนรู้ใจ โลกในมืออิสรภาพแค่เอื้อมครับ

ติดตามรถสวยๆ บทความเกี่ยวกับรถ Harley Davidson ได้ทุกเช้าวันจันทร์ เพื่อที่จะไม่พลาดข้อมูลดีๆ กรุณา Like กด page เราเป็น See First ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Credit เนื้อเรื่อง/ภาพ HARLEY DAVIDSON THE LEGENDARY MODELS by MARCO DE FABIANIS MANFERTO and PASCAL SZYMEZAK

Darkrider.net แปล

——————-

ติดตามเรื่องราว Harley Davidson ตอนก่อนๆได้ที่ Darkrider.net

คิดถึง Harley คิดถึงเรา Darkrider.net มือหนึ่งเรื่อง Harley